Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors
Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors

Translated by AI

วัคซีนผู้สูงอายุ

วัคซีน (vaccine) เป็นชีววัตถุที่เตรียมขึ้นจากเชื้อจุลินทรีย์ที่ถูกทำให้อ่อนฤทธิ์ลง ตาย หรือ ชิ้นส่วนของ เชื้อจุลินทรีย์หรือการใช้ส่วนที่เป็นพิษที่อ่อนฤทธิ์ลง ซึ่งเมื่อฉีดเข้าสู่ร่างกายจะทำให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันที่จำเพาะต่อจุลินทรีย์ชนิดนั้นๆ และสามารถช่วยป้องกันไม่ให้ป่วยเป็นโรคเมื่อมีการสัมผัสโรค 

    การให้วัคซีนเพื่อป้องกันโรคติดเชื้อในผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เพื่อลดการติดเชื้อหรือลดการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลเริ่มมีความสำคัญมากขึ้น การฉีดวัคซีนป้องกันการติดเชื้อแต่ละชนิดจะมีกำหนดการฉีดในแต่ละช่วงอายุ และมีตารางการนัดฉีดวัคซีนตามโปรแกรมของวัคซีนชนิดนั้นๆ ซึ่งจำเป็นต้องฉีดให้ครบและตรงตามที่กำหนด

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
และทำนัดฉีดวัคซีน

วัคซีนไข้หวัดใหญ่ FLU Vaccine

ไข้หวัดใหญ่ (Flu) เป็นโรคที่ติดต่อได้อย่างกว้างขวาง โรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัสที่ติดต่อจากบุคคลหนึ่งถึงบุคคลหนึ่งโดยแพร่จากการไอ จามและการสัมผัส

อาการจะเกิดอย่างรวดเร็วและอาจเป็นอยู่หลายวัน อาการที่เป็นเช่น :

  • มีไข้/หนาวสั่น
  • เจ็บคอ
  • ปวดกล้ามเนื้อ
  • เมื่อยล้าอ่อนเพลีย
  • ไอ
  • ปวดศีรษะ
  • น้ำมูกไหลหรือคัดจมูก

อาการไข้หวัดใหญ่

วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ชนิดเชื้อตาย เป็นวัคซีนซึ่งไม่มีส่วนผสมของเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่ยังมีชีวิต เป็นการฉีดด้วยเข็มฉีดยา และมักเรียกว่า “Flu Shot” เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ แต่ละปีจึงต้องผลิตวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ขึ้นเพื่อป้องกันเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคในปีนั้น ในขณะที่วัคซีนไม่สามารถป้องกันเชื้อไข้หวัดใหญ่ได้ทุกสายพันธุ์ เราจึงต้องพยายามป้องกันการเกิดโรคให้ดีที่สุด

ร่างกายจะเริ่มสร้างภูมิต้านทานต่อโรคประมาณสองสัปดาห์ และจะป้องกันได้หนึ่งปี บางครั้งการป่วยที่ไม่ได้เกิดจากไข้หวัดใหญ่มักจะถูกเข้าใจผิดว่าเป็นไข้หวัดใหญ่ วัคซีนนี้จะไม่ป้องกันความเจ็บป่วยที่เกิดจากเชื้อไวรัสชนิดอื่นจะป้องกันได้เฉพาะไข้หวัดใหญ่เท่านั้น

ผู้ที่ “ควรรับ” วัคซีน

กลุ่มที่เมื่อเป็นไข้หวัดใหญ่จะป่วยมากกว่าผู้อื่น คือเด็กเล็ก ผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป หญิงตั้งครรภ์และผู้ที่มีปัญหาสุขภาพ เช่น โรคหัวใจ โรคปอด โรคไต หรือระบบภูมิต้านทานต่ำ วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่มีความสำคัญมากเป็นพิเศษสำหรับบุคคลกลุ่มนี้และใครก็ตามที่ใกล้ชิดกับคนกลุ่มนี้

ขั้นตอนการรับวัคซีน

  • ฉีดทุกปี ปีละ 1 ครั้ง เนื่องจากเชื้อไข้หวัดใหญ่มีการเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์ทุกปี
  • ร่างกายจะเริ่มสร้างภูมิต้านทานต่อโรคประมาณสองสัปดาห์ และจะป้องกันได้หนึ่งปี

หากท่านรู้สึกไม่สบายควรแจ้งให้แพทย์ทราบ ปกติแล้วท่านสามารถรับวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ได้หากมีอาการป่วยเล็กน้อย ในบางกรณีแพทย์อาจแนะนำให้รอไปก่อนจนกว่าจะมีอาการดีขึ้นก่อนแล้วกลับมาฉีดในภายหลัง

ใครไม่เหมาะจะรับวัคซีน

  • เด็กอายุต่ำกว่า 6 เดือน
  • ผู้ที่มีประวัติแพ้ไข่ไก่หรือ ส่วนประกอบของวัคซีนชนิดนี้อย่างรุนแรง
  • ผู้ที่กำลังป่วยหรือเคยป่วยด้วยกลุ่มอาการกิลแลงบาร์เร (Guillain-Barré Syndrome: GBS)

ผลข้างเคียง ของ วัคซีนไข้หวัดใหญ่

อาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นเล็กน้อยหลังจากการได้รับการฉีดวัคซีน:

  • ระบม แดง หรือบวมบริเวณที่ฉีด
  • ไข้
  • ปวดเมื่อย
  • ปวดศีรษะ
  • คัน
  • อ่อนเพลีย

อาการเหล่านี้มักจะเกิดขึ้นไม่นานหลังฉีด และจะหายเองภายใน 1-2 วัน หลังจากฉีดวัคซีนแล้ว ควรนั่งหรือนอนพัก ประมาณ 15-30 นาที ที่โรงพยาบาลเพื่อสังเกตอาการแพ้ หรือ อาการข้างเคียงอื่นๆ

วัคซีนคอตีบ บาดทะยัก ไอกรน

โรคคอตีบ บาดทะยัก ไอกรน เป็นโรคอันตรายที่เกิดจากแบคทีเรีย โรคคอตีบและไอกรนเป็นการแพร่เชื้อจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง ส่วนเชื้อบาดทะยักเข้าสู่ร่างกายทางบาดแผลหรือรอยขีดข่วน

  • โรคคอตีบ : ทำให้เกิดเนื้อหนาๆ ปิดอยู่หลังลำคอ ทำให้เกิดปัญหากับระบบหายใจ, อัมพาต, หัวใจล้มเหลวและอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้
  • โรคบาดทะยัก (อาการขากรรไกรแข็ง) : ทำให้เกิดอาการปวดเกร็งกล้ามเนื้อ มักเป็นทั่วร่างกาย สามารถนำไปสู่อาการขากรรไกรแข็ง ทำให้ไม่สามารถอ้าปากหรือกลืนอาหารได้ ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้
  • โรคไอกรน (Whooping Cough) : ทำให้เกิดอาการไออย่างรุนแรงจนผู้ป่วยไม่สามารถรับประทานอาหาร ดื่มน้ำ หรือหายใจได้ ใช้เวลาเป็นสัปดาห์กว่าจะหาย อาจทำให้เกิดโรคปอดบวม ลมชัก สมองพิการหรือถึงขั้นเสียชีวิตได้

ผู้ที่ “ควรรับ” วัคซีน และ ขั้นตอนการรับวัคซีน

วัคซีนป้องกันโรคคอตีบ บาดทะยัก ไอกรน (Tetanus, Diphtheria, Pertussis)

  • เด็กควรได้รับการฉีดวัคซีน Tdap 5 เข็ม ฉีดตามกำหนดอายุ 2 เดือน, 4 เดือน, 6 เดือน, 15-18 เดือน, 4-6 ปี สามารถรับการฉีดวัคซีน Tdap ในเวลาเดียวกับการฉีดวัคซีนอื่นๆได้
  • สำหรับผู้ที่อายุมากกว่า 11 ปี ยังจำเป็นต้องได้รับการป้องกันอยู่ โดยวัคซีนที่ใช้คือ TdaP และกระตุ้นด้วยวัคซีน Td ทุก 10 ปี

หมายเหตุ

  • ประสิทธิผลสูงสุดของการฉีดวัคซีน จะเกิดหลังจากได้รับวัคซีนอย่างน้อย 14 วัน
  • ผู้ที่เข้ารับการฉีดวัคซีน จะต้องเป็นผู้มีสุขภาพดีและพร้อมที่จะเข้ารับการฉีดวัคซีน
  • ในกรณีผู้ป่วยไม่สบายเพียงเล็กน้อย อาจสามารถรับวัคซีนได้ แต่ต้องขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์

ผลข้างเคียงของวัคซีนคอตีบ วัคซีนบาดทะยัก วัคซีนไอกรน

ผลข้างเคียงเล็กน้อยที่พบได้

  • อาจพบอาการปวด บวม แดง บริเวณตำแหน่งฉีดวัคซีนได้
  • มีไข้ต่ำ หลังได้รับวัคซีน ประมาณ 37.5 – 37.8 องศาเซลเซียส
  • ปวดศีรษะ
  • คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ปวดท้อง
  • อาการสั่น ปวดข้อ
  • ปวดเมื่อยตามร่างกาย

ผลข้างเคียงระดับรุนแรงแต่พบน้อยมาก

  • มีอาการปวดบริเวณไหล่อาจส่งผลกระทบให้เกิดความลำบากในการเคลื่อนไหวแขนหรือมีอาการบวมแดงบริเวณตำแหน่งที่ได้รับวัคซีน โดยอาจพบอาการนานมากกว่า 3 สัปดาห์
  • อาการแพ้อย่างรุนแรง
  • ผื่น ผิวหนังอักเสบ
  • ไข้สูงมากกว่า 38.5 องศาเซลเซียสขึ้นไป

ใครไม่ควรรับวัคซีน

 

  • ผู้ที่มีประวัติเกิดผลข้างเคียงรุนแรงหลังจากการฉีดวัคซีนคอตีบ บาดทะยัก ไอกรน หรือผู้ที่มีอาการป่วยหนัก ไม่สมควรได้รับการฉีดวัคซีน

วัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบจากการติดเชื้อนิวโมคอคคัส
Pneumococcal Vaccine

โรคนิวโมค็อคคัล เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียสเทร็พโทค็อคคัสนิวโมเนีย แบคทีเรียเหล่านี้สามารถแพร่จากบุคคลหนึ่งไปสู่บุคคลหนึ่งจากการสัมผัสใกล้ชิด สามารถทำให้เกิดปัญหาสุขภาพร้ายแรงได้ รวมทั้งปอดบวม เกิดการติดเชื้อในกระแสเลือด และโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ

เชื้อแบคทีเรียนิวโมค็อคคัลมีมากกว่า 90 ชนิด Vaxneuvance PCV15 ป้องกัน 15 ชนิด ซึ่งแบคทีเรียเหล่านี้เป็นต้นเหตุให้เกิดการติดเชื้อที่รุนแรงในเด็กและประมาณครึ่งหนึ่งของการติดเชื้อในผู้ใหญ่ วัคซีนนิวโมค็อคคัลชนิดที่ 2 เรียกว่า PPSV23 ซึ่งอาจฉีดให้กับเด็กโตและผู้ใหญ่ รวมถึงผู้ที่มีอายุเกิน 65 ปี  แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ในการเลือกชนิดของวัคซีนปอดอักเสบให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล

ผู้ที่ “ควรรับ” วัคซีน และ ขั้นตอนการรับวัคซีน จากการติดเชื้อนิวโมคอคคัส

  • Vaxneuvance PCV15 ป้องกัน 15 ชนิด แนะนำให้ฉีดวัคซีนเข้ากล้ามเนื้อ 1 เข็ม แก่ผู้สูงอายุมากกว่า 65 ปี หรือ ผู้ใหญ่ที่มีปัจจัยเสี่ยงดังนี้
    • ผู้ที่ได้รับการตัดม้าม
    • ผู้ที่มีโรคเรื้องรัง เช่น หัวใจวายเรื้อรัง ปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคไตวาย โรคตับแข็ง เบาหวานที่ควบคุมน้ำตาลไม่ดี
    • ผู้ป่วยที่มีการรั่วซึมของน้ำไขสันหลัง (Cerebrospinal Leakage)
    • ผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ได้รับยากดภูมิคุ้มกันหรือยาสเตียรอยด์ขนาดสูง ติดเชื้อเอชไอวี เปลี่ยนถ่ายอวัยวะและปลูกถ่ายไขกระดูก
  • วัคซีนนิวโมคอคคัส 23 สายพันธุ์ (PPSV23) แนะนำให้ฉีดวัคซีนเข้ากล้าม 1 เข็ม แก่ผู้สูงอายุมากกว่า 65 ปี หรือ ผู้ใหญ่ที่มีปัจจัยเสี่ยงรุนแรง ดังนี้
    • ผู้ที่มีโรคปประจำตัว ได้แก่ โรคหัวใจ โรคปอด โรคตับแข็งเรื้อรัง โรคไตเรื้อรัง โรคเบาหวา
    • ผู้ที่อายุน้อยกว่า 65 ปี ควรได้รับวัคซีนนิวโมคอคคัส 23 สายพันธุ์ 1 เข็ม และควรฉีดกระตุ้นทุก 5 ปีจนถึงอายุ 65 ปี

ใครไม่ควรรับวัคซีนปอดอักเสบ จากการติดเชื้อนิวโมคอคคัส

  • ใครก็ตามที่เคยมีปฏิกิริยาแพ้อย่างรุนแรงถึงขั้นเป็นอันตรายกับชีวิต ไม่ควรฉีดวัคซีนนี้
  • ใครก็ตามที่มีปฏิกิริยาแพ้อย่างรุนแรงต่อส่วนผสมของวัคซีน ไม่ควรฉีดวัคซีนนี้

 

ผลข้างเคียงของวัคซีนปอดอักเสบ

ความเสี่ยงของวัคซีน ซึ่งอาจทำอันตรายร้ายแรงต่อผู้รับการฉีดวัคซีนนี้อาจเกิดขึ้นได้แต่น้อยมาก

  • ประมาณครึ่งหนึ่งของเด็กจะมีอาการง่วงนอนหลังจากได้รับการฉีดวัคซีน มีอาการเบื่ออาหารชั่วคราวหรือระบมแดงบริเวณที่ได้รับการฉีดวัคซีน
  • ประมาณ 1 ใน 3 จะมีอาการบวมบริเวณที่ได้รับการฉีด
  • ประมาณ 1 ใน 3 จะมีไข้เล็กน้อยและประมาณ 1 ใน 20 จะมีไข้สูง

ผู้ใหญ่ที่ได้รับวัคซีนจะมีอาการบวมแดง และเจ็บบริเวณที่ได้รับการฉีด มีไข้เล็กน้อย ปวดเมื่อย ปวดหัว หนาวสั่นหรือปวดกล้ามเนื้อ ส่วนปฏิกิริยาแพ้ถึงขั้นเป็นอันตรายต่อชีวิตจากการได้รับวัคซีนเกิดขึ้นน้อยมาก

หมายเหตุ หลังฉีดวัคซีน 1 เดือนจึงเกิดภูมิต้านทานโรค

ข้อควรระวัง วัคซีนปอดอักเสบ และ วัคซีนงูสวัด ต้องเว้นระยะการฉีดห่างกันอย่างน้อย 4 สัปดาห์

วัคซีนป้องกันโรคงูสวัด Zoster Vaccine

              โรคงูสวัดเป็นโรคผิวหนังเกิดจากการติดเชื้อซ้ำของเชื้อไวรัสเรียกว่า Varicella-zoster Virus (VZV) ซึ่งเป็นเชื้อที่อยู่ในร่างกายทำให้เกิดตุ่มพองที่ผิวหนัง ปวดแสบร้อนมาก และเป็นชนิดเดียวกับที่ทำให้เกิดโรคไข้สุกใส ผู้ที่เป็นโรคอีสุกอีใสมาก่อนจะยังคงมีเชื้อไวรัสนี้ที่ปมประสาทสันหลัง ซึ่งเมื่อร่างกายอ่อนแอเชื้อสามารถสร้างเพิ่มจำนวน ทำให้เกิดโรคงูสวัดได้ แต่จะเกิดเฉพาะแนวประสาท ไม่ลุกลามกระจายออกไปเพราะร่างกายมีภูมิต้านทานต่อเชื้ออยู่แล้ว แนวเส้นประสาทที่พบบ่อยได้แก่ บริเวณเอว ก้นกบ ตา ใบหน้า ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง ผู้ที่รับประทานยาสเตอร์รอยด์ จะมีโอกาสที่จะเกิดโรคงูสวัดสูง เกิดการอักเสบของเส้นประสาทและอาการปวดอย่างรุนแรงที่อาจส่งผลต่อคุณภาพชีวิต เช่น อาจจะทำให้เกิดตาบอด ปากเบี้ยวครึ่งซีก เป็นต้น

เชื้อไวรัสที่อยู่ในผื่นสามารถติดต่อโดยการสัมผัส สำหรับผู้ที่ไม่เคยเป็นอีสุกอีใสมาก่อนก็อาจจะกลายเป็นอีสุกอีใส สำหรับคนที่เป็นอีสุกอีใสแล้วก็จะมีโอกาสเป็นงูสวัดเพิ่มมากขึ้น

ผู้ที่ “ควรรับ” วัคซีนโรคงูสวัด

แนะนำให้ฉีดวัคซีนป้องกันโรคงูสวัดตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป โดยไม่ต้องคำนึงว่าเคยเป็นโรคอีสุกอีใสหรือเคยรับวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใสมาก่อนหรือไม่ และแนะนำให้ฉีดแม้ว่าเคยเป็นโรคงูสวัดมาก่อนแล้ว

 

ขั้นตอนการรับวัคซีนงูสวัด

วัคซีนป้องกันโรคงูสวัด ชนิดไม่ใช่เชื้อเป็น – Shingrix

  • ฉีดวัคซีน 2 เข็ม โดยเว้นระยะห่าง 2 – 6 เดือน
  • มีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคงูสวัดสูงถึง 97.2% และป้องกันอาการปวดตามแนวเส้นประสาทหลังจากการติดเชื้อได้ถึง 91.2%
  • รวมถึงมีผลการป้องกันต่อเนื่องในระดับสูงยาวนานมากกว่า 10 ปี โดยวัคซีนชนิดนี้สามารถใช้ได้ในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องรุนแรง

ผลข้างเคียงของวัคซีนงูสวัด

ผลข้างเคียงค่อนข้างไม่รุนแรง และมีระยะเวลาไม่นาน มีอาการดังต่อไปนี้ เช่น ปวดหัว แดง หรือปวดบริเวณที่ได้รับการฉีดวัคซีน แต่หากได้รับผลข้างเคียงนานเกิน 2-3 วัน ควรติดต่อแพทย์เพื่อดูอาการ

ข้อควรระวัง วัคซีนปอดอักเสบ และ วัคซีนงูสวัด ต้องเว้นระยะการฉีดห่างกันอย่างน้อย 4 สัปดาห์

ใครควรฉีดวัคซีนงูสวัด?

  • ผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป ไม่ว่าจะเคยป่วยเป็นโรคอีสุกอีใสหรือไม่ก็ตาม
  • กลุ่มผู้ป่วยภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ผู้ที่ปลูกถ่ายไขกระดูกหรือปลูกถ่ายอวัยวะ ผู้ที่เป็นโรคแพ้ภูมิตัวเองอย่างโรคเอสแอลอี ผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวี กลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน เป็นต้น
  • ผู้ที่เคยได้วัคซีนเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์ (ZVL) มาก่อน เพื่อการปกป้องที่สูงขึ้น สามารถรับวัคซีนงูสวัดชนิดใหม่ได้ 2 เข็ม โดยให้เว้นระยะห่างจากวัคซีนเดิมอย่างน้อย 2 เดือน
  • ในกรณีที่เป็นโรคงูสวัดมาก่อนสามารถให้วัคซีนงูสวัดได้หลังจากโรคงูสวัดหายแล้วอย่างน้อย 6 เดือน

 

ลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิ์

ติดต่อกลับเรื่องวัคซีน
Name
Name
First
Last
Time
ท่านเคยรับบริการที่โรงพยาบาลBNHหรือไม่
สิ่งที่ท่านสนใจ