วัคซีนป้องกันไข้เลือดออก (Dengue Vaccine)

dengue vaccine

Q&A วัคซีนป้องกันไข้เลือดออก (Dengue Vaccine)

Q: ฉีดได้ที่อายุเท่าไหร่

A: ตามข้อบ่งชี้ ระบุที่อายุ 9 – 45 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มคนไข้ที่พบมากที่สุดถึง 70% ในประเทศไทย

Q: วิธีและขั้นตอนการฉีดเป็นอย่างไร

A: ฉีด 0-6-12  (ฉีดทั้งหมด 3 เข็ม โดยมีระยะห่างกันเข็มละ 6 เดือนขึ้นไป)

Q: ระยะเวลาป้องกันได้นานแค่ไหน ต้องมีการฉีดกระตุ้นหรือไม่

A: จากการศึกษาติดตามมายาวนานถึง 6 ปี พบว่ายังสามารถป้องกันโรคได้โดยไม่ต้องมีการฉีดกระตุ้น

Q: ในคนที่เคยเป็นไข้เลือดออกมาก่อน สามารถรับวัคซีนได้หรือไม่

A: สามารถรับวัคซีนได้อย่างปลอดภัย ทั้งยังมีการศึกษาว่าสามารถสร้างภูมิได้อย่างดีอีกด้วย

Q: วัคซีนป้องกันไข้เลือดออกสามารถป้องกันโรคไข้เลือดออกได้กี่สายพันธุ์

A: สามารถป้องกันได้ครบถ้วนทั้ง 4 สายพันธุ์

Q: ประสิทธิภาพของวัคซีนเป็นอย่างไร

A: การฉีดวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกจะมีรูปแบบคล้ายคลึงกับการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ คือมีประสิทธิภาพโดยรวมอยู่ที่เกือบ 70%  แต่เราหวังผลในส่วนของการ “ลดอัตราการนอนโรงพยาบาลหากได้รับเชื้อ ได้มากถึง 81% และลดอัตราการเกิดไข้เลือดออกชนิดอาการรุนแรง (Severe Dengue) ได้ถึง 93.2%”

Q: หลังฉีดวัคซีนเข็มแรกแล้ว จะสามารถมีฤทธิ์ป้องกันได้ทันทีเลยหรือไม่

A: จากการศึกษาพบว่า ร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันได้ดีที่สุดเมื่อได้รับวัคซีนครบทั้ง 3 เข็ม  แต่โดยรูปแบบปกติของวัคซีนทั่วไป เมื่อได้รับวัคซีนเข็มแรก ภูมิคุ้มกันในร่างกายจะค่อยๆ เพิ่มสูงขึ้นตามลำดับ

Q: วัคซีนป้องกันไข้เลือดออกมีความปลอดภัยมากน้อยเพียงใด

A: วัคซีนมีความปลอดภัยสูง ผลข้างเคียงที่อาจพบได้ทั่วๆ ไปคือ ปวดหัว เจ็บบริเวณที่ฉีด พบอาการไข้ได้เล็กน้อย ไม่แตกต่างจากวัคซีนอื่นๆ

Q: ใครบ้างที่ไม่ควรฉีดวัคซีนป้องกันไข้เลือดออก

A: – เด็กที่มีอายุน้อยกว่า 9 ปี ไม่แนะนำให้ฉีด เนื่องจากข้อมูลทางคลินิกที่มีอยู่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปถึงดุลย์ประโยชน์และความเสี่ยงของการให้วัคซีนในเด็กกลุ่มนี้

–      สตรีมีครรภ์และสตรีระหว่างให้นมบุตร

–      ผู้ที่อยู่ระหว่างการักษาด้วยยากดระบบภูมิคุ้มกัน เช่นยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ หรือยาเคมีบำบัด

–      ผู้ป่วย HIV

Q: ผู้ที่มีโรคประจำตัวสามารถฉีดได้หรือไม่

A: สำหรับผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว ควรปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาอย่างละเอียด

Q: หากเกิดติดเชื้อไข้เลือดออกในระหว่างที่ฉีดวัคซีน จะมีผลให้อาการของโรครุนแรงขึ้นหรือไม่

A: จากผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า วัคซีนไม่มีผลต่อความรุนแรงของโรคแต่อย่างใด

Q: หากลืมฉีดยาเข็มถัดไปตามเวลาที่กำหนด จะต้องทำอย่างไร

A: การฉีดวัคซีนป้องกันไข้เลือดออก โดยปกติกำหนดให้ฉีดในเดือน 0-6-12 โดยเว้นระยะการฉีดแต่ละเข็มให้ห่างกันอย่างน้อย 6 เดือน หากเว้นระยะเกินกว่ากำหนด สามารถกลับมาฉีดยาเข็มต่อไปได้ทันทีที่พร้อม โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นเข็มแรกใหม่

Q: หากพบว่าเกิดการตั้งครรภ์ในระหว่างฉีดวัคซีน ควรปฏิบัติอย่างไร

A: หากพบว่าตั้งครรภ์ ให้หยุดฉีดยาเข็มต่อไปจนกว่าจะคลอดและหยุดให้นมบุตร จึงกลับมาฉีดยาเข็มต่อไปได้ โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นเข็มแรกใหม่

Q: ผู้ที่สนใจอยากฉีดวัคซีน ต้องเตรียมตัวอย่างไร

A: สำหรับผู้ที่ต้องการมาฉีด ต้องเตรียมร่างกายให้พร้อมพักผ่อนให้เพียงพอ ส่วนในรายที่มีโรคประจำตัวจะต้องมีการตรวจอย่างละเอียดว่าจะสามารถฉีดได้หรือไม่ ทั้งนี้ในกรณีกลุ่มที่วางแผนว่าจะตั้งครรภ์ที่ต้องการฉีดขอให้หยุดไว้ก่อน ขอให้มีการคุมกำเนิดอย่างน้อย 1 เดือนก่อนฉีด และระยะเวลาที่เหมาะสมในการตั้งครรภ์ได้คือหลังจาก 1 เดือนที่มีการฉีดเข็มสุดท้าย

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คลินิคเวชศาสตร์การท่องเที่ยวนานาชาติ ชั้น 4 โรงพยาบาลบีเอ็นเอช หรือโทร 02-686-2700 ต่อ 4571

“ปันน้ำใจ ช่วยภัยน้ำท่วม”

LINE-04

  • เมื่อโอนเสร็จแล้ว กรุณาส่งใบ Pay-in Slip ระบุชื่อผู้บริจาค หรือระบุบริจาคเพื่อน้ำท่วม โรงพยาบาลบีเอ็นเอช มาที่อีเมล bnhwebmaster@bnh.co.th
  • โรงพยาบาลบีเอ็นเอช เป็นเพียงช่องทางให้ทุกท่านได้ร่วมแบ่งปันได้สะดวกมากขึ้น ไม่สามารถออกใบลดหย่อนภาษีได้

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 02-686-2713 #1828

Blood Donation 2016

Print

Print

 

The 4th Daisy Nurse of BNH Hospital : นันทิศา คงศิลา

daisy-4th-bnh-hospital

อ่านเรื่องราวทั้งหมดของคุณนันทิศา ได้ที่นี่ : https://www.daisyfoundation.org/daisy-award/honorees/nanthisa-kongsila 

เดิน-วิ่งการกุศล เซนต์โยเซฟ มินิมาราธอน ครั้งที่ 2 (SJC RUN 2)

sjc_run001

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 18 กุมภาพันธ์ 2559 โรงพยาบาลบีเอ็นเอช ร่วมเป็นเกียรติในงานแถลงข่าว กิจกรรมเดิน-วิ่งการกุศล เซนต์โยเซฟ มินิมาราธอน ครั้งที่ 2 หรือ SJC RUN 2 ที่จัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 6 มีนาคม 2559  จัดโดย สมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนเซนต์โยเซฟคอนเวนต์ ซึ่งจัดให้มีการแข่งเป็นประเภท เดิน-วิ่ง 2.8 กม. และวิ่ง 10.5 กม. โรงพยาบาลบีเอ็นเอช พร้อมสนับสนุนการออกกำลังกายอย่างปลอดภัย โดย นพ.ฐิติ เอี่ยมไพศาล แพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉิน โรงพยาบาลบีเอ็นเอช ได้มาให้คำแนะนำ เรื่อง การเตรียมความพร้อมในการวิ่ง เพราะการเตรียมร่างกายและจิตใจให้พร้อมถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับนักวิ่ง นอกจากนี้ โรงพยาบาลบีเอ็นเอชยังให้การสนับสนุนหน่วยปฐมพยาบาลเพื่อความปลอดภัยของนักวิ่งภายในงานนี้อีกด้วย

การเตรียมความพร้อมในการวิ่ง

การซ้อมหนักไม่ใช่ตัวชี้วัดความสำเร็จ เหมือนกับการวิ่งนำคนอื่นตอนเริ่มต้นไม่ได้หมายความว่าคุณจะเข้าเส้นชัยเป็นคนแรก การวิ่งมาราธอนเป็นการวิ่งระยะยาว ผู้วิ่งต้องรักษาสมดุลและรู้จักวางแผนการวิ่ง การเตรียมความพร้อมทางด้านร่างกายก่อนการวิ่งจึงเป็นสิ่งสำคัญ

การเตรียมตัวก่อนวิ่งต้องเตรียมความพร้อมทั้งทางด้านจิตใจและร่างกายให้พร้อม ตามหลักการวิ่งมาราธอนควรเว้นระยะจากการวิ่งระยะยาวครั้งสุดท้าย 3 สัปดาห์ เพื่อให้ร่างกายได้มีเวลาซ่อมแซมความเสียหายของกล้ามเนื้อที่เกิดจากการฝึกซ้อมและการวิ่งครั้งก่อน และเพื่อป้องกันกล้ามเนื้อฉีกขาดด้วย

การฝึกซ้อมเป็นสิ่งที่สำคัญในการวิ่งระยะทางยาวๆ  นักวิ่งควรฝึกโดยเริ่มจากระยะทางสั้นๆแล้วค่อยๆขยับระยะทางให้ยาวขึ้นรวมถึงการเตรียมความพร้อมทางด้านร่างกาย อย่าวิ่งตอนท้องว่าง ทานอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูงก่อนวิ่ง 2 ชั่วโมง หรืออย่างน้อยที่สุดก่อนวิ่ง 1 ชั่วโมง และให้เน้นทานอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูงเพราะการวิ่งเป็นกิจกรรมที่ใช้พลังงาน ร่างกายควรได้รับอาหาร 200 แคลลอรี่เป็นอย่างน้อย

นอกจากนี้ควรรักษาสมดุลน้ำในร่างกายให้ดี เพราะนักวิ่งจะสูญเสียน้ำจากร่างกายมากขณะแข่งขัน ดังนั้นในการฝึกซ้อมเป็นสิ่งจำเป็นที่นักวิ่งต้องปรับตัวเองเพื่อจะได้เป็นประโยชน์กับตนเองในการแข่งขัน และวันก่อนวิ่งควรพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่ควรกังวล เพราะการนอนหลับสนิทเต็มที่นอกจากจะไม่ทำให้ร่างกายอ่อนเพลียแล้ว ร่างกายยังได้ซ่อมแซมตัวเอง และทำให้สุขภาพจิตแจ่มใส พร้อมกับการวิ่งที่จะมาถึง

ในวันแข่งขันควรเตรียมร่างกายให้พร้อม เลือกรองเท้าที่เหมาะสมและขนาดพอดี ก่อนออกวิ่งควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีความเข้มข้นของน้ำตาล และไขมันสูงเพราะจะไปรบกวนการทำงานของกระเพาะอาหาร ระหว่างแข่งรักษาสมดุลน้ำและพลังงานให้ดี ไม่แนะนำให้เริ่มวิ่งด้วยความเร็ว และอย่าปล่อยให้ร่างกายกระหายน้ำแล้วค่อยดื่ม เพราะจะสายเกินไป แนะนำให้นักวิ่งสังเกตุจุดสำคัญ เช่น จุดให้น้ำนักวิ่ง จุดปฐมพยาบาลก่อนลงสนามแข่ง และสิ่งสำคัญเมื่อนักวิ่งเข้าเส้นชัยแล้วหลายคนหยุดวิ่งตามหลักแล้วควรทำให้ร่างกายเคลื่อนไหวต่อไปโดยการเดิน 1 ชั่วโมงหรืออย่างต่ำ 20 นาที เพื่อปรับการทำงานของหัวใจ และเป็นการคลายกล้ามเนื้อเพื่อลดการเจ็บปวดจากการวิ่ง

การเตรียมความพร้อมในเรื่องการดูแลความปลอดภัยของผู้วิ่งก็เป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากการวิ่งมาราธอนต้องใช้พื้นที่ขนาดใหญ่ การติดต่อประสานงานเมื่อมีนักวิ่งป่วยหรือได้รับบาดเจ็บต้องวางแผนให้ครอบคลุมทุกพื้นที่และใช้เวลาให้น้อยที่สุด ผู้เข้าชมการแข่งขันก็สามารถช่วยเป็นหูเป็นตาได้เช่นกัน เพื่อช่วยเหลือได้ทันท่วงที โทรศัพท์มือถือและเบอร์โทรศัพท์ฉุกเฉินควรเตรียมพร้อมให้กับนักวิ่งทุกคน

ในส่วนของโรงพยาบาลบีเอ็นเอช นอกจากการแนะนำให้นักวิ่งเตรียมความพร้อมทางด้านร่างกายแล้ว โรงพยาบาลฯ ขอแนะนำให้นักวิ่งดาวน์โหลดแอพลิเคชั่นที่สามารถขอความช่วยเหลือเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินได้ ซึ่งโรงพยาบาลบีเอ็นเอชตระหนักถึงความปลอดภัยจึงได้มีการพัฒนาแอพลิเคชั่นดังกล่าว เรียกว่า SOS@HOTEL เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประสบเหตุอย่างทันท่วงที ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด

 

แอพลิเคชั่น SOS@Hotel

เนื่องจากการบาดเจ็บเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อและอุบัติเหตุก็สามารถเกิดขึ้นได้โดยไม่สามารถคาดเดาได้ โรงพยาบาลบีเอ็นเอชตระหนักถึงความปลอดภัยและการให้ความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที จึงได้สร้างแอพลิเคชั่น SOS@Hotel ขึ้นมา ซึ่งเป็นแอพลิเคชั่นที่ออกแบบและพัฒนาเพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถขอความช่วยเหลือผ่านแอพพลิเคชั่นเมื่อได้รับบาดเจ็บหรือพบผู้ได้รับบาดเจ็บในกรณีฉุกเฉิน ให้ได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที โดยสามารถดาวน์โหลดได้ฟรีทั้งบนระบบ iOS และ Andriod

sos-main-page
วิธีการใช้งาน

  • ลงทะเบียน ชื่อ นามสกุล และหมายเลขโทรศัพท์ ซึ่งเป็นข้อมูลที่จำเป็นในการติดต่อ
  • เมื่อต้องการความช่วยเหลือ ให้เข้าไปที่แอพลิเคชั่น และกดปุ่ม “Press for SOS” (ผู้ใช้งานจำเป็นต้องเปิด GPS ระบุพิกัดตำแหน่งของตัวเอง เพื่อเข้าถึงที่เกิดเหตุได้อย่างรวดเร็ว)

 

เมื่อกดปุ่มเพื่อขอความช่วยเหลือ ระบบจะทำงาน 2 อย่างพร้อมกัน คือ

  1. ส่ง Notification ไปยังมือถือของ SOS Member ทุกคน (SOS Member คือผู้ที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างเข้มข้น จากแพทย์และเจ้าหน้าที่เวชสาตร์ฉุกเฉิน ให้สามารถช่วยเหลือหรือปฐมพยาบาลเบื้องต้นเมื่อพบผุ้ประสบเหตุได้) เพื่อให้ Member ที่อยู่บริเวณใกล้เคียงกับผู้ขอความช่วยเหลือเข้าไปให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นก่อนที่หน่วยฉุกเฉินของ BNH จะมาถึง
  2. แอพลิเคชั่นจะต่อโทรศัพท์สายตรงไปยังแผนกฉุกเฉินของ BNH ทันที เพื่อให้ผู้ขอความช่วยเหลือได้แจ้งอาการแก่แพทย์-พยาบาลแผนกฉุกเฉินโดยตรง ซึ่งพร้อมรับสายตลอด 24 ชั่วโมง

ความปลอดภัยระหว่างการแข่งขันคือสิ่งสำคัญเหนือกว่าชัยชนะ โดยเฉพาะหากไม่มีคู่วิ่งหรือเป็นนักวิ่งเดี่ยว ยิ่งต้องเตรียมความพร้อมให้มากที่สุด

       นพ.ฐิติ เอี่ยมไพศาล

แพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉิน โรงพยาบาลบีเอ็นเอช