Key Takeaways
- มะเร็งรังไข่ คือ มะเร็งที่เกิดจากความผิดปกติของเซลล์บริเวณรังไข่ หรือท่อนำไข่ จนกลายเป็นก้อนเนื้อ และอาจแพร่กระจายไปยังส่วนอื่นๆ ของร่างกายได้
- แม้ผู้หญิงทุกวัยจะมีความเสี่ยง แต่มักพบบ่อยในช่วงอายุ 50-60 ปีขึ้นไป ขณะที่มะเร็งชนิดเซลล์สืบพันธุ์มักพบในวัยรุ่นถึงอายุ 30 ปี และผู้ที่มียีน BRCA อาจตรวจพบได้เร็วกว่าคนทั่วไป
- มะเร็งรังไข่มักถูกเรียกว่า “ภัยเงียบ” เพราะในระยะแรกมักไม่มีอาการ หรือมีอาการคล้ายโรคทั่วไป เช่น ท้องอืด ปวดท้อง อิ่มเร็ว หรือปัสสาวะบ่อย
- หากมีอาการเหล่านี้เกิน 2 สัปดาห์ หรืออยู่ในกลุ่มเสี่ยง เช่น อายุ 50 ปีขึ้นไป มีญาติสายตรงเป็นมะเร็งรังไข่ มียีน BRCA ไม่เคยตั้งครรภ์ หรือมีเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ควรพบสูตินรีแพทย์เพื่อตรวจเพิ่มเติม
รังไข่ (Ovary) คืออะไร?
รังไข่คืออวัยวะสำคัญในระบบสืบพันธุ์เพศหญิง มีขนาดและรูปร่างคล้าย “เมล็ดอัลมอนด์” (ประมาณ 2-4 เซนติเมตร) มีทั้งหมด 2 ข้าง วางตัวอยู่บริเวณปีกมดลูกแต่ละข้างในอุ้งเชิงกราน หน้าที่หลักของรังไข่ มี 2 หน้าที่สำคัญ คือ
1. ผลิตและเก็บเซลล์ไข่ (Ovulation)
- รังไข่เป็นที่เก็บสะสมไข่ของผู้หญิงที่มีมาตั้งแต่เกิด
- ในทุกๆ เดือน (ช่วงวัยเจริญพันธุ์) รังไข่จะคัดเลือกไข่ให้โตเต็มที่และ “ตกไข่” ออกมา 1 ใบ เพื่อรอการปฏิสนธิกับอสุจิ
- หากไม่มีการปฏิสนธิ ผนังมดลูกที่เตรียมตัวไว้ก็จะหลุดลอกออกมาเป็น ประจำเดือน
2. ผลิตฮอร์โมนเพศหญิง (Hormone Production) รังไข่เปรียบเสมือน “โรงงานผลิตฮอร์โมน” ที่ควบคุมความเป็นผู้หญิง โดยมี 2 ฮอร์โมนหลัก คือ
- เอสโตรเจน (Estrogen) ควบคุมลักษณะทางเพศ เช่น หน้าอก สะโพก ผิวพรรณ และการทำงานของระบบสืบพันธุ์
- โปรเจสเตอโรน (Progesterone) ช่วยเตรียมผนังมดลูกให้พร้อมสำหรับการฝังตัวของตัวอ่อน และควบคุมวงจรประจำเดือน
มะเร็งรังไข่ คืออะไร
มะเร็งรังไข่ คือ มะเร็งที่เกิดจากความผิดปกติของเซลล์บริเวณรังไข่ หรือท่อนำไข่ ที่มีการเจริญเติบโตและแบ่งตัวที่ผิดปกติจนกลายเป็น ก้อนเนื้อ (Tumour) หากไม่ได้รับการรักษา เซลล์เหล่านี้สามารถแพร่กระจายไปยังส่วนอื่นๆ ในช่องท้องและร่างกายได้
มะเร็งรังไข่ เกิดขึ้นตอนไหน?
แม้ผู้หญิงทุกวัยจะมีความเสี่ยง แต่มะเร็งรังไข่มักมี “ช่วงเวลาทอง” ของการเกิดโรคที่แตกต่างกันตามชนิดของเซลล์
- ช่วงอายุ 50-60 ปีขึ้นไป (พบบ่อยที่สุด) เป็นช่วงวัยหมดประจำเดือน (Menopause) มักพบมะเร็งชนิดเนื้อเยื่อบุผิว (Epithelial) ซึ่งเกิดจากการสะสมความผิดปกติของเซลล์มานานหลายสิบปี
- ช่วงวัยรุ่นถึงอายุ 30 ปี มักพบมะเร็งชนิดเซลล์สืบพันธุ์ (Germ Cell) แม้จะพบได้น้อยกว่า แต่เป็นมะเร็งรังไข่ประเภทหลักที่เกิดในกลุ่มอายุน้อย
- ทุกช่วงอายุ หากมีความผิดปกติทางพันธุกรรม (เช่น ยีน BRCA) มะเร็งอาจเริ่มก่อตัวเร็วกว่าคนทั่วไป ประมาณ 10-20 ปี ดังนั้นกลุ่มนี้อาจตรวจเจอตั้งแต่อายุ 35-40 ปี
มะเร็งรังไข่ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงข้ามคืน แต่มักใช้เวลาแฝงตัวอยู่นาน
มะเร็งก่อตัวขึ้นตอนไหนในระดับเซลล์? (Biological Timing)
- ระยะสะสมความเสียหาย เริ่มต้นจากการที่เซลล์รังไข่หรือปลายท่อนำไข่มีการแบ่งตัวผิดปกติทีละน้อย จากการอักเสบเรื้อรังหรือการตกไข่ซ้ำๆ
- ระยะก่อตัว (Early Stage) เมื่อเซลล์กลายพันธุ์จนควบคุมไม่ได้ มันจะเริ่มก่อตัวเป็นก้อนเนื้อขนาดเล็ก ในระยะนี้ “มักไม่มีอาการเลย” และใช้เวลาอยู่เป็นเดือนหรือเป็นปีในขั้นตอนนี้
- ระยะแสดงอาการ (Clinical Stage) ก้อนเนื้อเริ่มใหญ่จนไปเบียดอวัยวะข้างเคียง หรือเริ่มมีน้ำในช่องท้อง (Ascites) ซึ่งเป็นตอนที่คนไข้มักจะเริ่มรู้ตัวว่าท้องอืดผิดปกติ
เหตุผลที่มะเร็งรังไข่ถูกเรียกว่า “Silent Killer” เพราะเราไม่รู้ว่ามัน “เกิดขึ้นตอนไหน”?
ทำไมมะเร็งรังไข่ จึงถือเป็น “ภัยเงียบ”?
- เพราะช่องท้องของเรามีพื้นที่ว่างเยอะ บริเวณรังไข่มีที่ว่างให้ก้อนเนื้อโตได้มาก ก้อนเนื้ออาจโตถึง 10-15 เซนติเมตร โดยที่เรายังไม่รู้สึกเจ็บปวดในระยะแรก
- มะเร็งรังไข่มักมีอาการเลียนแบบโรคอื่นทั่วไป เช่น อาการท้องอืด ปวดท้อง ที่ไปเหมือนโรคกระเพาะหรือลำไส้แปรปรวน ทำให้เราชะล่าใจ เมื่อเริ่มมีอาการแสดง นั่นหมายถึงมะเร็งได้ลามออกนอกรังไข่แล้ว
“มะเร็งรังไข่ไม่ได้เกิดขึ้นเมื่อมีอาการ แต่เกิดขึ้นมานานก่อนจะมีอาการ”
ดังนั้น การรอให้มีอาการแล้วค่อยไปหาหมอจึงอาจจะสายเกินไป
การตรวจภายในและอัลตราซาวด์อุ้งเชิงกรานสม่ำเสมอ
จึงเป็นวิธีเดียวที่จะค้นหาความผิดปกติได้ในช่วงที่มะเร็งเริ่มก่อตัว
มะเร็งรังไข่เกิดขึ้นได้อย่างไร?
กลไกการเกิดมะเร็งรังไข่ (Ovarian Cancer Pathogenesis) เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการทางธรรมชาติของร่างกายผู้หญิงเราเอง โดยหลักๆ สามารถอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ได้ ดังนี้
1. ทฤษฎีการซ่อมแซมแผลซ้ำๆ (Incessant Ovulation Theory)
ทุกๆ เดือนที่ผู้หญิงมี “การตกไข่” ผิวของรังไข่จะแตกออกเพื่อให้ไข่หลุดออกมา หลังจากนั้นร่างกายจะสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นมาเพื่อ “ซ่อมแซม” บาดแผลนั้น หากมีการตกไข่ติดต่อกันหลายปีโดยไม่มีช่วงพัก (เช่น ไม่เคยตั้งครรภ์เลย) รังไข่ต้องซ่อมแซมตัวเองซ้ำๆ นับร้อยนับพันครั้ง ในกระบวนการแบ่งตัวเพื่อซ่อมแซมนี้เอง ที่อาจเกิดความผิดพลาดในระดับดีเอ็นเอ (DNA Mutation) จนทำให้เซลล์ปกติกลายเป็น “เซลล์มะเร็ง” ที่แบ่งตัวไม่หยุด
2. การกลายพันธุ์ของยีน (Genetic Mutation)
บางครั้งความผิดปกติไม่ได้เกิดจากการซ่อมแซมแผล แต่เกิดจาก “ยีน BRCA1 และ BRCA2” ที่เกิดการกลายพันธุ์ ซึ่งปกติยีนกลุ่มนี้มีหน้าที่ซ่อมแซม DNA ที่เสียหาย แต่ถ้าใครมีการกลายพันธุ์ของยีนนี้ (มักส่งต่อทางพันธุกรรม) ร่างกายจะซ่อมแซมเซลล์ที่ผิดปกติไม่ได้ ทำให้เซลล์มะเร็งเติบโตได้ง่ายขึ้นมาก
3. ทฤษฎี “ต้นตอจากท่อนำไข่” (Fallopian Tube Origin)
งานวิจัยสมัยใหม่พบว่า มะเร็งรังไข่ชนิดที่ร้ายแรงที่สุด (High-grade Serous Carcinoma) หลายกรณี ไม่ได้เริ่มที่รังไข่ แต่เริ่มจากเซลล์ผิดปกติที่บริเวณ “ปลายท่อนำไข่” แล้วเซลล์เหล่านั้นก็หลุดมาเกาะและเจริญเติบโตที่รังไข่แทน นี่คือเหตุผลที่ปัจจุบันเวลาผ่าตัดมดลูก คุณหมอมักแนะนำให้ตัดท่อนำไข่ออกไปด้วยเพื่อลดความเสี่ยง
4. ปัจจัยกระตุ้นอื่นๆ (Environmental & Lifestyle)
- ฮอร์โมน การได้รับฮอร์โมนเอสโตรเจนสูงเกินไป หรือติดต่อกันนานเกินไป (เช่น การใช้ฮอร์โมนทดแทนวัยทองนานๆ) อาจไปกระตุ้นการแบ่งตัวของเซลล์
- การอักเสบเรื้อรัง เช่น ภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (ช็อกโกแลตซีสต์) ที่ทำให้เกิดการอักเสบในอุ้งเชิงกรานตลอดเวลา กระตุ้นให้เซลล์แถวนั้นกลายพันธุ์ได้ง่ายขึ้น
ชนิดของมะเร็งรังไข่
1. Epithelial Ovarian Tumours เป็นชนิดที่พบบ่อยที่สุด โดยมะเร็งเริ่มตัวจากเซลล์ที่อยู่บน ผิวหน้าของรังไข่ (The lining of the ovary)
- พบบ่อยที่สุดประมาณ 90%
- มักพบในผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป
- แบ่งย่อยออกไปได้อีกหลายชนิด เช่น Serous (พบบ่อยสุด), Mucinous, และ Endometrioid
2. Germ Cell Tumours มะเร็งชนิดนี้เริ่มจาก เซลล์ที่ผลิตไข่ (The egg-producing cells)
- พบน้อยกว่า 5%
- มักพบใน ผู้หญิงอายุน้อย หรือวัยรุ่น
- เป็นชนิดที่ตอบสนองต่อการรักษาได้ดีมาก และมีโอกาสรักษาหายขาดสูง
3. Stromal Tumours เริ่มจากเซลล์เนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่ทำหน้าที่สร้างโครงสร้างของรังไข่ และทำหน้าที่ ผลิตฮอร์โมน (Oestrogen and Progesterone)
- พบได้น้อยมากประมาณ 2–3% เท่านั้น
- มะเร็งชนิดนี้มักถูกตรวจพบได้เร็วกว่าชนิดอื่น เพราะมักจะทำให้เกิดอาการผิดปกติทางฮอร์โมน เช่น ประจำเดือนมาผิดปกติ หรือเลือดออกหลังวัยทอง
สัญญาณเตือน...ที่คุณอาจเผลอมองข้าม (Symptoms)
มะเร็งรังไข่เมื่อแสดงอาการ มักคล้ายโรคทางเดินอาหาร ทำให้คนไข้ไปหาหมอผิดโรค เช่น
- ท้องอืด ท้องเฟ้อเรื้อรัง (Bloating)
- ปวดท้องน้อยหรือเชิงกราน
- กินอิ่มเร็วผิดปกติ หรือเบื่ออาหาร
- ปัสสาวะบ่อย (เพราะก้อนเนื้องอกไปเบียดกระเพาะปัสสาวะ)
ถ้ามีอาการเหล่านี้เกิน 2 สัปดาห์ ควรพบสูตินรีแพทย์ คลิกอ่านเพิ่มเติม: เจาะลึก! อาการและสัญญาณเตือน “มะเร็งรังไข่”
ใครคือ "กลุ่มเสี่ยง"? (Risk Factors)
- ผู้หญิงอายุ 50 ปีขึ้นไป
- ผู้ที่มีญาติสายตรงเป็นมะเร็งรังไข่
- ผู้ที่มียีน BRCA
- ผู้ที่ไม่เคยตั้งครรภ์
- ผู้ที่มีเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่
คลิกอ่านเพิ่มเติม: “มะเร็งรังไข่” ใครเสี่ยงมากที่สุด และวิธีรับมือ
สรุป
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q: ตรวจภายในประจำปี (Pap Smear) ตรวจเจอมะเร็งรังไข่ไหม?
A: ไม่ได้ค่ะ หลายคนอาจจะยังเข้าใจผิด การทำ Pap Smear คือการตรวจคัดกรอง “มะเร็งปากมดลูก” เท่านั้น ส่วนมะเร็งรังไข่ต้องใช้การ อัลตราซาวด์อุ้งเชิงกราน (Transvaginal Ultrasound – TVS) หรือการตรวจเลือดหาค่าบ่งชี้มะเร็ง (CA-125) ร่วมด้วย
Q: มีถุงน้ำที่รังไข่หรือเป็นช็อกโกแลตซีสต์ จะกลายเป็นมะเร็งรังไข่ไหม?
A: ผู้ที่เป็นโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (ช็อกโกแลตซีสต์) มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ ไม่ใช่ทุกคนจะเป็นมะเร็ง เพียงแต่ต้องติดตามอาการกับหมอสูติฯ อย่างใกล้ชิด เพราะซีสต์บางชนิดอาจมีการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ได้ในอนาคต
Q: กินยาคุมกำเนิด ช่วยป้องกันมะเร็งรังไข่ได้จริงหรือ?
A: จริงค่ะ มีงานวิจัยระบุว่าการกินยาคุมกำเนิดติดต่อกันเกิน 5 ปี ช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งรังไข่ได้ เพราะยาคุมช่วย “หยุดการตกไข่” ทำให้รังไข่ไม่ต้องทำงานหนักจนเกิดการอักเสบซ้ำๆ ซึ่งเป็นต้นเหตุของการกลายพันธุ์ (แต่ควรปรึกษาแพทย์ก่อนทานนะคะ)
Q: ถ้าไม่มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งเลย เรายังเสี่ยงอยู่ไหม?
A: ยังเสี่ยงค่ะ แม้พันธุกรรมจะเป็นปัจจัยสำคัญ แต่ผู้ป่วยมะเร็งรังไข่ส่วนใหญ่ (ประมาณ 80-85%) ไม่มีประวัติครอบครัวเป็นมาก่อน ค่ะ ความเสี่ยงอาจมาจากอายุที่มากขึ้น สิ่งแวดล้อม หรือไลฟ์สไตล์การกิน
Q: ท้องอืดแบบไหน ถึงควรสงสัยว่าเป็นมะเร็งรังไข่?
A: ท้องอืดของมะเร็งรังไข่มักจะ “เป็นแล้วไม่หาย” แม้จะกินยาลดกรดหรือยาช่วยย่อยก็ไม่ดีขึ้น มักมีอาการร่วมคือ อิ่มเร็ว (กินได้นิดเดียวก็แน่น) หรือรอบเอวหนาขึ้นผิดปกติทั้งที่น้ำหนักตัวเท่าเดิม (เพราะมีน้ำในช่องท้องหรือก้อนเนื้อโตขึ้น)
Q: ถ้าตรวจเจอว่าเป็นมะเร็งรังไข่ ต้องตัดมดลูกทิ้งอย่างเดียวเลยไหม?
A: ขึ้นอยู่กับ ระยะของโรคและวัยของคนไข้ ค่ะ หากเจอในระยะแรกเริ่มและคนไข้ยังอายุน้อยอยากมีบุตร แพทย์อาจพิจารณาตัดเฉพาะรังไข่ข้างที่เป็นออก แต่หากโรคลามหรืออยู่ในวัยหมดประจำเดือนแล้ว การผ่าตัดออกทั้งหมด (มดลูกและรังไข่ทั้ง 2 ข้าง) มักเป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุด
บทความโดย
พญ. กุลธิดา ฤทธิรังศรีโรจน์
ศูนย์สุขภาพสตรี
สาขาเฉพาะทาง
Gynecologic Oncology
ภาษา
ไทย, อังกฤษ
– Obstetrics and Gynaecology
– Gynecologic Oncology
– General OB/Gyne
– Colposcopy
– Minimally invasive surgery
– Women health screening : cervical cancer screening, transvaginal ultrasound, breast cancer screening
– 2012 Thai Board of Obstetrics and Gynaecology, Chulalongkorn University
– 2014 Thai Subboard of Gynaecological Oncology
– 2006 Doctor of Medicine, Chulalongkorn University
– 2012 Thai Board of Obstetrics and Gynaecology, Chulalongkorn University
– 2014 Thai Subboard of Gynaecological Oncology
ตารางออกตรวจแพทย์
| วัน | เวลา | แผนก |
|---|---|---|
| จันทร์ | 08:00 – 13:00 | ศูนย์สุขภาพสตรี |
| อังคาร | 08:00 – 16:00 | ศูนย์สุขภาพสตรี |
| พุธ | 08:00 – 16:00 | ศูนย์สุขภาพสตรี |
| พฤหัสบดี | 08:00 – 15:00 | ศูนย์สุขภาพสตรี |
| ศุกร์ | 08:00 – 13:00 | ศูนย์สุขภาพสตรี |
แพ็กเกจที่เกี่ยวข้อง
Lady Ready แพ็กเกจตรวจสุขภาพผู้หญิง
- Lady Ready 1 ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก + อัลตราซาวด์ดูความสมบูรณ์ของมดลูกและรังไข่ [คลิกที่นี่]
- Lady Ready 2 ตรวจอัลตราซาวด์ดูความสมบูรณ์ของมดลูกและรังไข่ + ตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยแมมโมแกรมและอัลตร้าซาวด์เต้านม [คลิกที่นี่]
- Lady Ready 3 ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก + อัลตราซาวด์ดูความสมบูรณ์ของมดลูกและรังไข่ + ตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยแมมโมแกรมและอัลตร้าซาวด์เต้านม [คลิกที่นี่]
- Lady Ready 4 ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก + ตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยการอัลตร้าซาวด์เต้านม [คลิกที่นี่]