“Resilience” คืออะไร ตอนที่ 2

Re2

Competence (ข้อ 2 ใน Resilience)

หมายถึง ความสามารถที่จะทำสิ่งต่างๆได้ด้วยดี เป็นความสามารถที่พัฒนามาจากประสบการณ์ตรง ยิ่งมีประสบการณ์ในการลงมือทำ แก้ปัญหาบ่อยๆ ยิ่งสามารถมากขึ้นเรื่อยๆ…(ไม่ได้มาจากการนั่งฟังเราสั่งสอนบ่อยๆค่ะ)

     “Competence” ไม่ใช่ความรู้สึกหรือความคิดว่า “ฉันทำได้” เช่น เด็กวัยรุ่นที่บอกพ่อแม่ว่า ดูแลตัวเองได้ ขอไปปาร์ตี้กับเพื่อน จะไม่ดื่ม ไม่สูบ ก็ไม่ได้การันตีว่าจะสามารถทำอย่างนั้นได้จริง เพราะแรงกดดันจากเพื่อนๆในสถานการณ์นั้น ๆทำให้ลูกหวั่นไหวได้

     ไม่ว่าเด็กเล็กหรือเด็กโต เด็กไม่ได้ตั้งใจหลอกผู้ใหญ่ เพียงแต่เด็กไม่สามารถประเมิน ความสามารถตนเองได้แท้จริง โดยเฉพาะหากเด็กไม่ค่อยมีประสบการณ์ที่จะแก้ปัญหาต่างๆด้วยตนเอง…..

 

การเลี้ยงลูกที่จะช่วยเสริมความสามารถด้านนี้นั้น ต้อง

1. เปิดและสร้างโอกาสให้ลูกแก้ปัญหาเอง (ควรมองหางานที่เหมาะกับอายุ ไม่ควรคาดหวังเกินความสามารถเด็ก) โดยมีเราคอยช่วยกระตุ้นให้คิด ช่วยแนะนำในการเลือกทางออก

ยกตัวอย่าง

ลูกอายุ 3 ปี ช่วยคุณแม่ปลอกไข่ต้ม แต่พอทำแล้ว เปลือกเล็กๆมันติดอยู่มาก พยายามเอาออกก็ไม่สำเร็จ เด็กเริ่มหงุดหงิด คนเป็นแม่มักแก้ปัญหาโดยการคว้าไข่ใบนั้นมาเคลียร์เปลือกเล็กๆที่ติดอยู่ให้ สิ่งที่เราทำลงไปนั้น ยิ่งเป็นการตอกย้ำลูกทางอ้อมว่า ลูกไม่สามารถ แม่จึงจัดการให้

ตัวอย่างเล็กๆ นี้เกิดขึ้นเป็นประจำทุกวันที่เราเข้าช่วยลูกโดยไม่ทันคิดว่า นอกจากปิดโอกาสที่ลูกจะได้แก้ปัญหาเองแล้ว ยังทำให้ลูกเข้าใจว่า เขาไม่สามารถจริงๆ

เราควรค่อยๆ กระตุ้นให้ลูกคิดตามว่าจะทำอย่างไรดีที่จะเอาเศษเปลือกออกมาได้ หรือเป็นเพราะมือหนูมีเศษเปลือกติดอยู่มากไป จะเคลียร์ที่มือก่อนทำไงดี ล้างมือออกไปก่อนจะช่วยได้หรือไม่ เป็นต้น

บ้านที่ช่วยลงมือแก้ปัญหาแทนลูกบ่อยๆ มักเจอปัญหาลูกไม่ค่อยคิดแก้ปัญหาเอง คอยแต่จะขอให้เราช่วยหรือไม่ก็เลิกทำ ไม่พยายาม

 

2. ชื่นชมลูกมากกว่าตำหนิลูก และควรเป็นการชื่นชมตามจริงที่ลูกทำได้ เทคนิคการชมนั้น ต้องชมบรรยายพฤติกรรม เช่น “แม่เห็นเลยว่าหนูตั้งใจปลอกเปลือกทีละชิ้นทีละชิ้น” การชื่นชมตามจริงและบรรยายพฤติกรรมทำให้ลูกรู้สึกได้ว่าพ่อแม่มีความจริงใจและให้ความสำคัญต่อตัวเขา

หากบ้านที่ไม่ค่อยชื่นชมลูก หรือมองเห็นสิ่งที่น่าตำหนิมากกว่าชื่นชม (แม้เราจะหวังดี)โดยเฉพาะหากการสอนนั้นมีลักษณะเหมือนเทศนา เช่น “หนูไม่เห็นต้องหงุดหงิดขนาดนี้เลย แค่เรื่องปลอกไข่เอง ทำไม่ได้ก็บอก มือเลอะเทอะไปด้วยเศษเปลือกไข่ขนาดนี้ จะไปลอกที่อยู่บนไข่ได้ไง ก็ต้องไปล้างก่อนซิ ล้างให้มือสะอาดก่อนถึงจะมาลอกเอาเศษเล็กน้อยออกมาได้”

ในความเป็นจริงแล้ว เราควรต้องการรู้ว่า “ลูกคิดอะไรอยู่” “ลูกมองปัญหาตรงหน้าอย่างไร” “มีวิธีแก้ปัญหาในใจลูกหรือยัง” การเทศนาจะไม่ช่วยให้เรารู้สิ่งที่ลูกคิดและทำให้ลูกรู้สึกไม่ดีต่อความสามารถของตนเอง

 

3.ให้ลูกเรียนรู้ผลลัพธ์ที่ผิดพลาด (safe mistake) จากสิ่งที่ตนเองทำ ลูกจำเป็นต้องมีประสบการณ์ที่พลาดด้วย

แต่เราเป็นพ่อแม่ต้องแน่ใจว่า ความผิดพลาดนั้นมีความปลอดภัย เช่น หากลูกปลอกเปลือกไข่เลอะเทอะจนไข่ไม่สวย ลูกก็ได้เรียนรู้การทำไข่ไม่สวย เพื่อพัฒนาให้ทำได้สวยในครั้งต่อๆไป

แต่หากเป็นความผิดพลาดที่อาจเกิดอันตรายเราก็ต้องไม่ให้เกิดขึ้น เช่น หากลูกดื้อดึงจะขี่จักรยานออกไปถนน เราก็ต้องไม่อนุญาติ

หมอพบว่า พ่อแม่ส่วนใหญ่มักปกป้องไม่ให้ลูกรับผลที่ตนเองทำ เช่น ลูกโยนของเล่นเสียหาย ลูกควรเรียนรู้การขาดแคลนของเล่น ไม่ใช่ซื้อของเล่นใหม่มาเติมให้ลูก หรือเด็กวัยเรียนลืมการบ้านไว้ที่บ้านบ่อยๆ แม่ก็คอยเอาไปส่งให้ลูกทุกครั้ง ลูกก็จะไม่เรียนรู้ความรับผิดชอบ และมองไม่เห็นว่าตนเองจะมีความสามารถด้านนี้อย่างไร จะพัฒนาอย่างไร

 

4. ไม่เปรียบเทียบ ไม่ว่าจะเทียบพี่น้องหรือคนอื่น เพราะจะทำให้เด็กมองเห็นว่าตนเองมีความสามารถด้อยกว่าคนนั้น ไม่ได้เป็นการสร้างแรงจูงใจให้ลูกอยากพัฒนาตนเองให้มีความสามารถเหมือนคนอื่น กลับทำให้เด็กเกิดอารมณ์คับข้องใจ และมองเห็นว่าตนเองไม่ได้มีความสามารถที่พ่อแม่ชอบใจ

ผู้ปกครองบางท่านใช้วิธีให้ลูกแข่งกัน เพื่อสร้างแรงจูงใจในการทำสิ่งที่ดี แต่นั่นไม่ช่วยให้ลูกรู้สึกชื่นชมกับความสามารถของตนเองที่ทำสำเร็จมากกว่าความรู้สึกที่เด่นดังกว่าคนอื่น ซึ่งวิธีนี้ลูกจะมองข้ามความสามารถของตนเอง แต่ไปเพ่งอยู่กับความต้องการเอาชนะ

 

5. เปิดโอกาสให้เด็กได้เล่นกับพ่อแม่ งานของเด็กคือการเล่น เป็นเวทีที่เด็กได้ฝึกฝนความสามารถของตนเอง พ่อแม่จำเป็นต้องร่วมเล่นกับเด็ก (ไม่ใช่เพียงการนั่งลงข้างลูกและทำตามลูกบอก) เราต้องสังเกตวิธีการเล่นของลูก ลูกแก้ปัญหาอย่างไรเมื่อทำไม่ได้ มีความพยายามมากแค่ไหน แก้ปัญหาได้กี่วิธี มีความสนใจจดจ่อได้นานแค่ไหน หากเป็นของเล่นกลุ่มสมมติ ลูกมีจินตนาการเป็นอย่างไร

     หากลูกเริ่มติดขัด เราควรชะลอความช่วยเหลือไว้ก่อน ให้ลูกหาทางแก้ปัญหานั้นๆเองก่อน หากพบว่าลูกไปต่อไม่ได้จริงๆ เราค่อยๆช่วยเสนอวิธี(ไม่ใช่บอก ไม่เลคเชอร์)

หากลูกทำผิดพลาดแย่กว่าเดิม (เป็นธรรมดาที่เมื่อเด็กลองแก้ปัญหาแล้ว อาจจะแย่กว่าเดิม) เราควรชื่นชมที่ลูกพยายามด้วยการพูดออกมา “แม่เห็นแล้วว่าพราวพยายามลอง แต่มันไม่ได้ผล ลองดูใหม่อีกครั้งนะจ๊ะ”

     สำคัญมากๆที่ลูกจะได้กำลังใจจากความผิดพลาด ไม่เช่นนั้นแล้ว เด็กจะหงุดหงิดและไม่อยากพยายาม ไม่อยากลอง (เด็กรู้สึกว่า พยายามไปก็ล้มเหลว) คำพูดที่ออกจากปากพ่อแม่ในขณะที่เด็กพยายาม ทำให้เด็กอยากพยายามต่อไปแม้ผลจะออกมาไม่ดี…

     เด็กที่มีความสามารถ (Competence) จะเป็นเด็กที่ไม่พึ่งพิงผู้ใหญ่ (Independence) และมีวุฒิภาวะสมวัย (maturity) ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่สำคัญในการเป็นผูใหญ่ที่อดทนต่ออุปสรรคและเชื่อมั่นในความสามารถที่ตนมี รับมือได้กับทุกปัญหาที่ถาโถมเข้ามาในชีวิต…..

 

พ.ญ. เสาวภา พรจินดารักษ์
พัฒนาการเด็กและพฤติกรรม
โรงพยาบาลบีเอ็นเอช

นัดหมายแพทย์และสอบถาม:

สอบถามรายละเอียดหรือ นัดหมายแพทย์ โรงพยาบาลบีเอ็นเอช
โทร. 0-2686-2700     E-mail : info@www.bnhhospital.com