“Resilience” คืออะไร ดีกว่า I.Q. และ E.Q. อย่างไร

iQ

คำว่า Resilience อาจเอามาใช้กับความตึงเครียดในครั้งนี้ไม่ได้โดยตรงสักทีเดียว แต่มีบางอย่างเฉียดๆค่ะ

 

“Resilience”

คือ ความสามารถที่จะฟื้นตัว เมื่อตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก มีแรงกดดันและความเครียดสูง โดยยังคงความมั่นใจและทัศนคติที่เป็นบวกที่จะฟื้นตัวฟื้นใจกลับมาได้ (an ability to recover from setbacks, the quality of bouncing back)

คนที่มี I.Q. และ E.Q. ดีไม่ได้เป็นตัวบ่งบอกว่า เมื่อเขาต้องเผชิญวิกฤต เขาจะสามารถฟื้นตัวกลับมาได้อย่างมีคุณภาพ แต่แน่นอนเขาย่อมสามารถแก้ปัญหาและไม่กลายเป็นคนเสียสุขภาพจิตมากเท่าคนที่ มี I.Q. และ E.Q น้อยกว่า

ในยุค 10 ปี หลังการเลี้ยงลูกจึงมีเป้าหมายมากกว่านั้น จำเป็นต้องเลี้ยงให้ลูกเข้มแข็งต่อวิกฤตต่างๆ ด้วย

 

องค์ประกอบมีดังนี้ ( 7 Crucial Cs)

  1. Connection
  2. Competence
  3. Confidence
  4. Coping
  5. Control
  6. Character
  7. Contribution

ในงานสัมมนา ไม่ได้กล่าวถึง 2C หลัง เพราะอาจจะยังไม่ชัดมากในเด็ก 3-7 ปี สิ่งที่ควรเน้นย้ำมากๆในเด็กเล็กคือ 5C แรก

 

Connection

หมายถึง พ่อแม่สามารถเชื่อมโยงลูกได้อย่างลึกซึ้ง (deep connection) ทุกสถานการณ์ ทุกอารมณ์

ผู้ปกครองส่วนใหญ่สามารถมีปฏิสัมพันธ์กับลูกได้ (ระวังเข้าใจผิดว่าเรามีปฏิสัมพันธ์กับลูกอยู่ (อ่านตอนที่ 6 ปฏิสัมพันธ์เชิงบวก))

แต่เรามักลืมไปว่าช่วงเวลาที่ลูกงอแง เอาแต่ใจ หรือช่วงที่ลูกโมโห ช่วงที่ลูกหงุดหงิด ลูกปกปิดความจริง พฤติกรรมที่ไม่ถูกต้องเหล่านั้น เราไม่สามารถเชื่อมโยงกับลูกได้จริง หมอไม่ได้หมายความว่าให้เราเข้าไปคุยกับลูกตอนลูกโกรธหรือร้องไห้ แต่เราต้องรู้เทคนิคต่างๆ เพื่อรู้ว่าจะเชื่อมโยงกับลูกเมื่อไร (Reconnect) และเชื่อมโยงอย่างไร (How)

นอกจากนี้ ยังมีเด็กอีกกลุ่มที่ไม่แสดงอารมณ์ออกมาให้เห็นชัดๆแต่จะเป็นเด็กเก็บ เวลามีเรื่องอะไรมักไม่พูด บางคนเวลาปกติดีก็ไม่ค่อยพูดเช่นกันโดยเฉพาะเรื่องที่เราอยากรู้ เช่น เรื่องที่โรงเรียน ดังนั้น มองผิวเผินเด็กกลุ่มนี้จะไม่สร้างปัญหาหนักใจให้เรา แต่ว่า การเชื่อมโยงกับเราไม่ได้ลึกซึ้งจริง

โอกาสที่เด็กจะได้สัมผัสสิ่งที่อยู่ลึกๆในใจเราก็น้อย ยิ่งถ้าเขามีปัญหาแล้วไม่เล่า เราเองก็ขาดโอกาสที่จะสอนหรือช่วยลูก ลูกเองก็ขาดโอกาสที่จะสัมผัสความปรารถนาที่ดีของพ่อแม่ (พ่อแม่บางคนสอนไปบ่นไป แต่นั่นก็ยังดีที่เด็กรู้ว่า แม่หวังดี พยายามช่วยเหลือ) แต่ในเด็กที่เข้าหาเราน้อย เราจำเป็นต้องสร้างโอกาส เข้าหาเด็กก่อนเลยค่ะ อย่ามองเพียงผิวเผินว่าลูกไม่ได้สร้างเรื่องหนักใจให้กับเราใดๆ

การเข้าหาเพื่อเชื่อมโยงกับเด็กที่ค่อนข้างปิด จำเป็นต้องใจเย็นๆ ไม่จู่โจมถามเขาให้ตอบเรื่องที่ไม่อยากตอบ ไม่บังคับ ไม่ตำหนิว่า “ทำไมถามไม่ตอบ” เพราะนอกจากลูกจะตอบคำถามนี้ไม่ได้ ยิ่งทำให้เส้นความเชื่อมโยงนั้นบางกว่าเดิม

ค่อยๆทำความรู้จักลูกก่อน คุยเรื่องที่ลูกกำลังสนใจ (ไม่ใช่เรื่องที่เราสนใจ) ถามเรื่องที่ลูกชอบใจที่จะตอบ(ไม่ถามเรื่องที่เราชอบใจที่จะถาม) ค่อยๆเปิดใจลูกนะค่ะ

ที่เราต้องเน้น deep connection เพราะเส้นความเชื่อมโยงนี้เองที่เป็นตัวช่วยให้ “C” อื่นๆอีกหลาย “C” ผ่านไปได้ หรือพูดง่ายๆว่า หากเด็กเองก็ยังไม่รู้จักพ่อแม่ดีพอ ไม่รู้ว่าพ่อแม่จะเป็นผู้นำเขาได้อย่างไร? (ไม่เคยเห็นการสอนอย่างเข้าใจลูก) มีความน่าไว้ใจแค่ไหน(ทีแม่ยังโมโหเลย ทีแม่ยังโกหกเลย)

หากเด็กเพียงรู้จักเราแค่ พาอาบน้ำแต่งตัว พาไปเดินเล่น พาดูทีวี พาไปห้างฯ พาซื้อของเล่น ก็เปรียบเสมือนเส้นความเชื่อมโยงนั้นบาง ไม่แน่นหนาเหมือนพ่อแม่ที่สร้างโอกาสในการพูดคุยกับลูกสองต่อสอง

พ่อแม่ที่ชื่นชมความคิดเห็นของลูกให้ลูกได้ยิน เปิดโอกาสให้ลูกแสดงความคิดเห็นที่เข้าท่า เข้าใจอารมณ์ของลูก ฟังลูกให้ลึกไปถึงสารที่อยู่ใต้อารมณ์นั้น ไม่ใช่การตามใจลูก ไม่ใช่การโอ๋ลูก และเราเองก็จะได้รู้จักลูกอย่างลึกซึ้งด้วย

เราจำเป็นต้องสร้างโอกาสการสื่อสารค่ะ หมอเอง จะคุยกับพราวเกือบทุกคืน เราจะนั่งหันหน้าเข้าหากัน หมอต้องการที่จะฟังลูกทั้งเนื้อหาและความรู้สึก ซึ่งเราอาจไม่เห็นภาษาท่าทางที่ออกทางสีหน้าหรือท่าทางของลูก หากนอนคุยกัน การตั้งใจฟังจึงจำเป็น และเป็นช่วงที่หมอจะละงานทุกอย่างไว้ก่อน เวลาประมาณ 15-30 นาที แล้วแต่เรื่องยาวหรือไม่ ทุกๆคืนที่หมอรู้สึกได้เช่นกันว่าเราสองคนเชื่อมโยงกันจริงๆ อย่างลึกซึ้งในช่วงเวลานี้…..

คนที่มี Resilience เปรียบเสมือนทุ่นที่ลอยอยู่ในทะเล พายุจะมีแรงมหาศาลเพียงไร จะฉุดทุ่นให้จมดิ่งลึกลงไปใต้ทะเลแค่ไหน ตัวทุ่นเองก็สามารถเด้งกลับมาลอยตัวอยู่ที่ผิวน้ำได้ทุกครั้งไป…..

 

พ.ญ. เสาวภา พรจินดารักษ์
พัฒนาการเด็กและพฤติกรรม
โรงพยาบาลบีเอ็นเอช

นัดหมายแพทย์และสอบถาม:

สอบถามรายละเอียดหรือ นัดหมายแพทย์ โรงพยาบาลบีเอ็นเอช
โทร. 0-2686-2700     E-mail : info@www.bnhhospital.com