Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors
Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors

Translated by AI

ผศ. พญ. พิณทิพย์ สุชาติลิขิตวงศ์ หมอเด็กและหมอโรคติดเชื้อ ที่มีความสุขกับการได้อยู่กับเด็ก ส่องเชื้อโรคตัวเล็ก ๆ และออกไปเดินเทรล

จากความรักในวิชาชีววิทยา และความสุขเมื่อได้อยู่ใกล้เด็ก ทำให้ หมอบุ๋ม – ผศ. พญ. พิณทิพย์ สุชาติลิขิตวงศ์ กุมารแพทย์ สาขาเฉพาะทางด้านโรคติดเชื้อ เลือกมาทำงานกับเชื้อโรคตัวเล็ก ๆ ในคนตัวเล็ก ๆ และได้มีโอกาสรับมือกับเชื้อไวรัสชื่อดังอย่างโควิด ตั้งแต่การระบาดระลอกแรกในประเทศไทย ชีวิตของหมอที่ต้องอยู่กับเด็กและกล้องจุลทรรศน์นั้นเป็นอย่างไร ลองมาดูกัน

ลูกที่พ่อภูมิใจ

 “ตอนเป็นเด็ก เราก็ไม่ค่อยเข้าใจสิ่งที่พ่อชอบพูดหรอก แต่พอโตมา เราถึงเข้าใจมากขึ้น ว่าพ่อภูมิใจที่เราเป็นลูกสาวคนโต แล้วเป็นแบบอย่างที่ดีในการเรียน ทำให้น้องอีก 2 คน มีเราเป็นต้นแบบ แล้วลูกทุกคนก็ประสบความสำเร็จในชีวิต”

หมอบุ๋มเล่าเท้าความถึงความทรงจำเกี่ยวกับคุณพ่อ ผู้ซึ่งเป็นแรงผลักดันให้เธอมาเป็นหมอ ทั้งที่ท่านเป็นลูกคนจีนอพยพที่จบแค่ ป.6 และเริ่มต้นชีวิตอย่างคนไม่มีต้นทุนอะไรเลย จนขยับมาสร้างครอบครัวฐานะปานกลาง ร่วมกับคุณแม่ที่ทำงานไปเรียนไปด้วยจนจบปริญญาตรี

การได้มีลูกเป็นหมอ เป็นความปรารถนาของพ่อ ที่หมอบุ๋มก็ไม่ได้รู้สึกกดดัน แต่มันกลับตรงกับความชอบในวิชาชีววิทยาของเธอ  ด.ญ. พิณทิพย์ เป็นเด็กเรียนดีมาตลอด ตอน ม.1 ก็สอบติดโรงเรียนสตรีวิทยา ม.4 ก็สอบติดโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา พอถึงจุดที่ต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัย หลายอย่างในชีวิตของเธอก็ปูทางมาให้ตัดสินใจเรียนหมอ โดยที่เธอก็ยังไม่รู้ว่าจะชอบหรือจะทำได้ดีหรือไม่ แล้วเธอก็สอบติดคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 

เข้าปี 3 ทางคณะจัดค่ายสาธารณสุขในชนบท นิสิตแพทย์ต้องฝึกการทำงานเหมือนแพทย์จริง ได้ใส่หูฟังวินิจฉัยอาการป่วยของชาวบ้าน มีลงพื้นที่ไปให้ความรู้ด้านอนามัยชุมชน ไปสอนหนังสือเด็ก และซ่อมสนามเด็กเล่น ซ่อมห้องน้ำด้วย

“หมอไม่ได้ทำเก่งหรอก สุดท้ายก็มีชาวบ้านที่เป็นช่างมาช่วย แต่มันทำให้เรามองเห็นความชอบที่จะรักษาและดูแลคนอื่น แล้วก็ชอบเด็ก เพราะเวลาอยู่กับเด็ก ทุกคนจะบอกเลยว่าเราดูมีความสุขมาก”

พอขึ้นปี 4 นิสิตแพทย์ต้องคุยกับคนไข้จริง นิสิตแพทย์บุ๋มก็รู้ตัวเลยว่าเธอสนุกกับการเรียนคลินิกมาก ความกระตือรือร้นในการเรียนมาเอง ต่างจากตอนเรียนภาคทฤษฎี

พอขึ้นปี 4 นิสิตแพทย์ต้องคุยกับคนไข้จริง นิสิตแพทย์บุ๋มก็รู้ตัวเลยว่าเธอสนุกกับการเรียนคลินิกมาก ความกระตือรือร้นในการเรียนมาเอง ต่างจากตอนเรียนภาคทฤษฎี

“ในระหว่าง 3 ปีที่เรียนเป็นหมอเด็ก เราเห็นเด็กที่ป่วย บางคนหายใจเองไม่ได้ ต้องเจาะคอ มีท่อต่อกับเครื่องช่วยหายใจตลอดเวลา บางคนโรคทำให้เขากลายเป็นผู้ป่วยติดเตียง บางคนเป็นมะเร็งรักษาไม่ได้ สุดท้ายเขาก็เสียชีวิต เรารู้สึกกับอะไรแบบนี้เยอะ เลยไม่ไปเป็นหมอสาขาพวกนั้น เพราะโรคติดเชื้อ หากไม่มีอาการแทรกซ้อน ส่วนมากรักษาแล้วก็หาย ไม่มีภาวะเรื้อรัง”

และด้วยความชอบในวิชาชีววิทยา ที่ได้มีโอกาสส่องกล้องจุลทรรศน์ดูสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ เช่น แบคทีเรีย   พยาธิ  หมอบุ๋มจึงเลือกมาเรียนต่อเฉพาะทางด้านโรคติดเชื้อ

“ความชอบเรามันอาจจะง่าย ๆ มาจากตรงนั้นเลย เพราะว่ามันจับต้องได้ ก็เลยสนุกดี”

พอเรียนจบแล้ว หมอบุ๋มได้ทำงานเป็นอาจารย์แพทย์ต่อที่โรงพยาบาลจุฬาฯ สอนนิสิตแพทย์ปี 2-3 เกี่ยวกับจุลชีววิทยาและโรคติดเชื้อ โดยเน้นแบคทีเรียเป็นหลัก เพราะเป็นเชื้อโรคที่เธอสนใจเป็นพิเศษ

“การเป็นหมอเด็ก มันเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เราเป็นอาจารย์ที่สอนนิสิตได้ดี ในมุมนึงคือเรามีความเข้าใจในเด็ก เราไม่สามารถที่จะพูดแล้วนิสิตตามทันทั้งหมดได้ เราก็ต้องเข้าใจเขาว่าเพราะอะไร ทำไมเขาทำได้หรือทำไม่ได้”

ตั้งแต่สมัยเรียนเฉพาะทางต่อยอด หมอบุ๋มก็มาเป็นแพทย์นอกเวลาที่โรงพยาบาลบีเอ็นเอชไปพร้อมกันด้วย ก่อนจะตัดสินใจย้ายมาเป็นแพทย์เต็มเวลาในที่สุด

“ที่นี่ หมอกับพยาบาลเหมือนพี่เหมือนน้อง เราช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เราได้รับการดูแลจากพวกเขาดี อยู่แล้วสบายใจ มีอะไรก็ปรึกษากันได้ ได้รับคำแนะนำหรือความช่วยเหลือกลับมาเสมอ เราไม่เคยรู้สึกว่าเราอยู่ที่ BNH แล้วโดนทิ้งเลย และ BNH ก็เป็นโรงพยาบาลที่มีระบบดี ทันสมัย มีการพัฒนาอยู่ตลอด เจ้าหน้าที่ทุกคนก็ทุ่มเทใส่ใจในการทำงาน ทำให้เรามีความสุขในการทำงานที่นี่”

โรคติดเชื้อที่หมอบุ๋มดูแล รวมถึงเชื้ออุบัติใหม่อย่างไวรัสโควิด ซึ่งแพร่ระบาดจังหวะเดียวกับที่คุณหมอเพิ่งเรียนจบเฉพาะทางต่อยอดด้านโรคติดเชื้อพอดี 

“เราเลยได้มีส่วนร่วมตั้งแต่ตอนที่เชื้อยังไม่เข้ามาในประเทศไทย เห็นตั้งแต่เคสแรก ๆ ในโรงพยาบาล และเป็นหมอคนแรก ๆ ที่เข้าไปตรวจคนไข้ตั้งแต่ยังไม่ตั้งชื่อว่า โควิด  คนไข้เป็นคนจีน ช่วงนั้นเรามีนักท่องเที่ยวจีนเยอะ ต้องเข้าไปสวอปจมูกคนไข้เพื่อตรวจหาเชื้อ ที่จริงเป็นงานพยาบาล แต่ตอนนั้นคือทุกคนกลัว ก็ต้องเป็นหมอโรคติดเชื้อนั่นแหละที่เข้าไปตรวจ ต้องใส่ชุดอวกาศป้องกัน สมัยนั้นยังต้องส่งแลปไปที่ส่วนกลางอยู่เลย ด้วยความที่ตอนนั้นเราจบใหม่ ไฟแรงด้วย ใครให้ทำอะไรก็ทำหมด” หมอบุ๋มเล่า

เพราะเหตุนี้ หมอบุ๋มจึงได้อยู่กับโรคโควิด-19 มาตั้งแต่ต้น และพอเป็นอาจารย์แพทย์ที่ยังอายุไม่มาก ไม่อยู่ในกลุ่มเปราะบาง เธอจึงได้เรียนรู้และมีโอกาสลงมือทำหลาย ๆ อย่างในเหตุการณ์นี้ ตั้งแต่ตั้งทีมรับมือกับคนไข้ที่เข้าเกณฑ์ต้องสงสัย วางแผนขั้นตอนการทำงาน จัดแนวทางเผยแพร่ความรู้ และดูแลคนไข้กลุ่มแรก ๆ ด้วยตัวเอง เธอจึงเป็นคนที่มีประสบการณ์พอสมควรในโรคนี้

ตั้งแต่ยังไม่ทันมีวัคซีนโควิดออกมา ก็เกิดโรค MIS-C (Multisystem Inflammatory Syndrome in Children) ซึ่งเป็นโรคแทรกซ้อนจากโรคโควิด เกิดเฉพาะในเด็ก หากป่วยแล้วก็มีโอกาสอาการรุนแรง ซึ่งหมอบุ๋มที่เป็นทั้งหมอเด็กและหมอโรคติดเชื้อโดยตรงก็เป็นคนดูแลเคสเหล่านี้ ซึ่งมีเยอะพอสมควรในตอนนั้น จนต่อมา โรคระบาดก็ลดความรุนแรงลงจนกลายเป็นเพียงโรคประจำถิ่น ทำให้แพทย์ทั่วไปสามารถรักษาโรคโควิดได้ โดยไม่ต้องเป็นแพทย์โรคติดเชื้อเสมอไป

คนรักเด็ก

หมอบุ๋มชอบเด็ก เพราะเด็กมีความสดใส มีความจริงใจแม้ยามป่วย ดังนั้นแล้ว หากจะขอความร่วมมือในการรักษา เธอก็ต้องพยายามใช้ความจริงใจเข้าหา และทำให้เด็กเห็นว่าเธออยากเป็นเพื่อนกับเขา

“เด็กบางคน ตั้งต้นคือกลัวโรงพยาบาล เห็นเราใส่เสื้อขาวก็กลัวโดนจับฉีดยา ซึ่งถ้าวันนั้นเขาต้องฉีดยา มันก็เป็นสิ่งที่ต้องทำแหละ แต่เราก็จะพยายามทำให้เขารู้สึกสบายใจ ให้มีคุณพ่อคุณแม่นั่งคุยอยู่ด้วย ทำให้เห็นว่าบรรยากาศมันเป็นมิตร แล้วก็เทคนิคง่าย ๆ คือของเล่น ถ้าเขาเริ่มเข้ามาเล่นใกล้ ๆ โดยที่เราไม่ต้องเข้าไปหาเขาก่อน ก็จะง่ายแล้ว หรือบางคนโตหน่อยเข้าใจรู้เรื่อง เราก็จะมีสติ๊กเกอร์เป็นรางวัลให้เด็กที่ร่วมมือกับหมอ ก็เป็นเทคนิคเล็ก ๆ น้อย ๆ”

คิดว่าทุกคนคงเคยป่วย หมอบุ๋มก็เช่นกัน ในวันที่เธอป่วยนั้น ความกังวลต่าง ๆ ก็ถาโถมเข้ามา แม้ว่าเธอจะเป็นแพทย์ที่มีความเข้าใจโรคมากกว่าคนอื่นก็ตาม 

“บางครั้งเรารู้ว่าเรากังวลมาก คิดไปต่าง ๆ นานา แต่เราตอบเองไม่ได้ ต้องไปปรึกษาคุณหมอที่เชี่ยวชาญด้านนั้น ถ้าเราได้คุณหมอที่รับฟังเราจริง ๆ บางครั้งอาจไม่ได้แก้ปัญหา แต่แค่พยายามเข้าใจเรา เราก็รู้สึกดีแล้ว”

ทำให้วิธีการดูแลคนไข้ของหมอบุ๋มก็เป็นเช่นที่เธอคาดหวังจากแพทย์คนอื่นเช่นกัน แม้ในหลายครั้ง เคสคนไข้เด็กที่คุณหมอดูแลจะไม่ง่าย ต้องติดตามกันเป็นเดือน แต่หมอบุ๋มก็จะพยายามประเมินให้ได้ว่าสิ่งที่ช่วยเขาไปในวันนี้ สามารถตอบโจทย์คนไข้ได้ทุกข้อมั้ย บางครั้งคนไข้รู้สึกดีขึ้นแล้ว จนไม่กลับมาติดตามรักษา เธอก็มักต่อสายสอบถามและแนะนำวิธีการดูแลตัวเองให้คนไข้

“เราว่าเราค่อนข้างเป็นคนเอาใจใส่ ส่วนใหญ่คนไข้ก็แฮปปี้ที่มีหมอมาคอยถาม บางครั้งเราส่งเคสเข้าโรงเรียนแพทย์ ก็มีโทรไปติดตามถามคุณพ่อคุณแม่ว่าน้องเป็นยังไงบ้าง”

ความยากของโรคติดเชื้อที่อยู่ในความรับผิดชอบของหมอบุ๋ม คืออาการของโรคสามารถเกิดจากหลายสาเหตุ ทั้งโรคติดเชื้อและไม่ติดเชื้อ เชื้อโรคก็ยังมีอีกมากมาย จึงต้องใช้ความรู้ทางกุมารแพทย์ ควบคู่กับจุลชีววิทยา และระบาดวิทยา ในการประเมินคนไข้  เชื้อโรคต่าง ๆ ก็ยังมีการพัฒนาสายพันธุ์เป็นโรคอุบัติใหม่อยู่ตลอด แพทย์ก็ต้องอัปเดตความรู้ใหม่ ๆ ตลอดเวลา

งานของกุมารแพทย์โรคติดเชื้อนั้น นอกจากต้องวินิจฉัยเชื้อโรคได้รวดเร็วและแม่นยำแล้ว ยังต้องป้องกันไม่ให้เด็กติดเชื้อตั้งแต่แรก ซึ่งส่วนมากก็โดยวัคซีนต่าง ๆ และต้องควบคุมโรคให้ไม่มีภาวะแทรกซ้อน รวมถึงไม่แพร่กระจายไปสู่คนรอบตัวด้วย นี่คือแนวทางการดูแลรอบด้าน หรือ Complete Care ในมุมมองของหมอบุ๋ม

“ที่อยากพูดนิดนึง คือสิ่งที่คนทั่วไปเข้าใจว่าโรคติดเชื้อจะต้องใช้ยาฆ่าเชื้อ แต่มันไม่เสมอไป ความยากของการเป็นหมอโรคติดเชื้อคือต้องทำให้พ่อแม่เข้าใจ แล้วก็ยอมรับว่าในการรักษาโรคบางอย่าง เราใช้แค่เวลารอคอยหรือแค่รักษาตามอาการ คนไข้ก็ดีขึ้นได้โดยไม่ต้องใช้ยาฆ่าเชื้อตลอด  มันจึงเป็นความยากอีกอย่างที่เราต้องละเอียดรอบคอบมาก ๆ ในการวินิจฉัยโรคได้อย่างถูกต้อง แล้วก็มั่นใจมากพอที่จะพูดกับพ่อแม่เด็กว่าโรคนี้ไม่ต้องใช้ยาฆ่าเชื้อ”

คุณลักษณะของหมอที่เธอเป็นในวันนี้ ยังมาจากคุณหมอเด็กในความทรงจำ ที่เธอได้เจอในวัยเด็กเมื่อไปรับวัคซีนที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง คือ พญ. อรุณศรี สันติธนานนท์

“ตั้งแต่ตอนนั้น เราก็ยังจำใบหน้าท่านได้จนทุกวันนี้ ท่านเป็นหมอที่คนไข้เยอะมาก แม้ตอนนั้นเพิ่งจบมาไม่นานแล้ว ท่านเป็นกุมารแพทย์เฉพาะทางด้านโรคทางระบบประสาท แล้วเราเป็นคนไข้ประจำ ทั้งฉีดวัคซีน ทั้งป่วยเล็กน้อย ก็ไปหาท่านหมด จนแม่ชอบพูดว่า เห็นคุณหมอคนนี้มั้ย หมอที่รักษาเราเขาเก่งนะ ถ้าโตขึ้นเป็นหมอ ก็อยากให้เป็นหมอแบบนี้ จะเป็นหมอเด็กก็ได้นะ แต่เราก็ไม่ได้มีความคิดว่าอยากเป็นหมอเด็กในตอนนั้น แค่มีภาพจำว่าหมอที่ดูแลคนไข้ดี แล้วก็เก่งด้วย น่ะเป็นยังไง”

หมอบุ๋มมีโอกาสได้พบกุมารแพทย์ในดวงใจอีกครั้งในอีก 20 กว่าปีต่อมา ในงานประชุมวิชาการของสมาคมโรคติดเชื้อ เธอก็เข้าไปสวัสดี แล้วถามว่าอาจารย์จำเธอได้มั้ย ซึ่งแน่นอนว่าหน้าตาของเด็กที่โตเป็นผู้ใหญ่นั้นเปลี่ยนไปจนท่านจำไม่ได้ เมื่อเธอเฉลยว่าเป็นเด็กที่คุณหมอเคยดูแลเมื่อนานมาแล้ว ท่านก็ยิ้มให้ด้วยความเอ็นดู

ปีนเขา เข้าป่า เยียวยาใจ

เมื่อ 10 ปีที่แล้ว น้องชายของหมอบุ๋มแนะนำเส้นทางเขาหงอนนาค ที่จังหวัดกระบี่ ให้กับเธอ นั่นเป็นประสบการณ์เดินเทรลครั้งแรก ซึ่งเธอก็พบว่าการได้อยู่ใกล้ธรรมชาตินั้นช่วยเยียวยาใจในวันที่เหนื่อย ทำให้จิตใจสงบ และได้อยู่กับตัวเอง หลังจากนั้นคุณหมอก็พาตัวเองเข้าสู่วงการเดินเขา

ทริปต่อไปของเธออยู่ที่กิ่วแม่ปาน จังหวัดเชียงใหม่ และครั้งต่อมาก็ไปไกลถึงสหรัฐอเมริกา ซึ่งทั้งครอบครัวพากันไปเยี่ยมน้องสาวที่เป็นหมออยู่ที่นั่น และก็ได้ไปเดินป่าพร้อมกัน 10 วันรวด ในรัฐวอชิงตัน

มันคือความท้าทายกับตัวเอง มันมีความสุขระหว่างทางเวลาเดิน รู้สึกถึงความสำเร็จพอถึงเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ เราไม่ได้เป็นคนสนุกกับการพูดคุยระหว่างเดิน แค่อยากเดินไปให้ถึงเป้าหมาย แล้วพอไปถึงแล้ว ได้เห็นความอลังการของธรรมชาติ ก็รู้สึกว่าโลกนี้ช่างสวยงามและยิ่งใหญ่”

การได้เดินเขาเข้าป่า ยังเป็นกิจกรรมสานสัมพันธ์ครอบครัวที่ได้เจอกันพร้อมหน้าเพียงปีละครั้ง เพราะน้องสาวคุณหมอไปเรียนต่อต่างประเทศทันทีที่เรียนจบปริญญาตรี แล้วก็อยู่ต่อมาเรื่อย ๆ จนถึงทุกวันนี้

“แต่เราไม่ชอบทะเลเลย เพราะเราเป็นคนเมาเรือมาก” หมอบุ๋มกล่าว

“พ่อเราอยากให้ลูกเป็นหมอ เวลากลับไปกินข้าวบ้าน พ่อก็จะถามว่าชีวิตแต่ละวันเป็นยังไง พอเราเล่านู่นเล่านี่ให้ฟัง สิ่งหนึ่งที่พ่อพูดกับเราเสมอ คือพ่ออยากให้เราเป็นหมอที่ดูแลคนไข้ให้ดี รักษาคนไข้ให้หาย ก็เลยทำให้เรารู้สึกอยากเป็นหมอแบบนี้ ให้พ่อภูมิใจในตัวเราด้วยส่วนหนึ่ง แล้วก็ได้ทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์  คุณพ่อยังชอบบอกว่าการเป็นหมอมันแตกต่างจากอาชีพอื่น ตรงที่นอกจากเราได้ทำเพื่อตัวเองแล้ว ยังได้ทำเพื่อคนอื่นอีกด้วย”

หมอบุ๋มเล่าถึงถ้อยคำที่คุณพ่อฝากทิ้งไว้ จนกลายเป็นปณิธานในการดูแลคนไข้ของเธอ ไม่ว่าโรคติดเชื้อจะพัฒนาไปไกลแค่ไหน หรือความเชื่อที่คนไข้มีจะผิดจากความเป็นจริงอย่างไร เธอก็จะอัปเดตตัวเองให้ทัน และหาทางแก้ความเข้าใจผิด เพื่อให้คนไข้ได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด

ติดต่อสอบถาม หรือทำนัดหมายกับเจ้าหน้าที่
ผ่าน LINE @MBRACE

Articles and Published Content by This Doctor

ลูกงอแง ร้องไห้ไม่หยุดลูกงอแง ร้องไห้ไม่หยุด สังเกตอาการป่วยอย่างไรอ่านบทความ → ลูกไข้สูง 3 วันไม่ลดลูกไข้สูง 3 วันไม่ลด อันตรายไหม? วิธีเช็กอาการไข้เด็กอ่านบทความ → โรคมือเท้าปากอาการโรคมือเท้าปาก ระบาดในโรงเรียน วิธีรับมือและทำความสะอาดบ้านอ่านบทความ → RSV กับไข้หวัดใหญ่แยกอาการ RSV ในเด็กกับไข้หวัดใหญ่อย่างไร?อ่านบทความ → ลูกป่วยบ่อยลูกป่วยบ่อย เป็น ๆ หาย ๆ ทำอย่างไรดี?อ่านบทความ → ทารกแรกเกิดติดเชื้อทารกแรกเกิดติดเชื้อ เรื่องสำคัญที่แม่มือใหม่ต้องรู้อ่านบทความ → โรคคาวาซากิลูกไข้สูงเกิน 5 วัน หาสาเหตุไม่เจอ รู้จักโรคคาวาซากิอ่านบทความ → อาการเจ็บคอในเด็กอาการเจ็บคอในเด็ก เมื่อไหร่ควรใช้ยาฆ่าเชื้ออ่านบทความ → หมอโรคติดเชื้อเด็กหมอโรคติดเชื้อเด็ก ดูแลและปกป้องลูกรักจากทุกโรคระบาดอ่านบทความ →
ผศ. พญ. พิณทิพย์ สุชาติลิขิตวงศ์

ผศ. พญ. พิณทิพย์ สุชาติลิขิตวงศ์

Asst. Prof. PINTIP SUCHARTLIKITWONG, M.D.

ความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง

กุมารเวชศาสตร์

กุมารเวชศาสตร์โรคติดเชื้อ

ความสนใจเฉพาะทาง

กุมารเวชศาสตร์โรคติดเชื้อ

ประวัติการศึกษา

ปริญญาทางการแพทย์, แพทยศาสตรบัณฑิต, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ไทย

วุฒิบัตร

แพทยสภา, กุมารเวชศาสตร์

ภาษา

ไทย

อังกฤษ

เพศ

หญิง

Doctor Story

ตารางออกตรวจ

แผนกกุมารเวช

วัน เวลา
จันทร์ 07:00 - 15:00
อังคาร 12:00 - 19:00
พุธ -
พฤหัสบดี 07:00 - 19:00
ศุกร์ 10:00 - 18:00
เสาร์ -
อาทิตย์ 08:00 - 17:00

นี่คือตารางออกตรวจปกติของแพทย์ วันเวลาที่ออกตรวจจริงอาจมีการเปลี่ยนแปลง กรุณาตรวจสอบวันเวลาที่ว่างเมื่อทำการนัดหมาย