ศูนย์สุขภาพตาเด็ก โรงพยาบาลบีเอ็นเอช
เพราะการมองเห็นคือรากฐาน อย่าปล่อยให้ปัญหาสายตาขัดขวางพัฒนาการ
สุขภาพตาเด็ก ไม่เพียงมีผลต่อประสิทธิภาพการมองเห็นในวันนี้ แต่ยังส่งผลต่อพัฒนาการที่ต้องใช้ภาพเป็นตัวกระตุ้น ซึ่งหากปัญหาสายตาไม่ได้รับการแก้ไขจนล่วงเลยวัยที่มีพัฒนาการสูงสุด ผลลัพธ์นั้นก็อาจอยู่กับเด็กไปทั้งชีวิต
โรงพยาบาลบีเอ็นเอช ซึ่งโดดเด่นด้านการดูแลแม่และเด็กในระดับสากลมากกว่าศตวรรษ ตระหนักถึงความสำคัญของสุขภาพตาเด็ก เราจึงรวบรวมจักษุแพทย์เฉพาะทางโรคตาเด็ก ซึ่งมีความเข้าใจในการสื่อสาร วินิจฉัย รักษา ดูแลสุขภาพเด็ก ซึ่งต่างจากวิธีที่ใช้ในผู้ใหญ่ เพื่อทำงานบูรณาการณ์ร่วมกับกุมารแพทย์ และแพทย์เฉพาะทางด้านอื่น ๆ โดยมีเป้าหมายในการมอบการดูแลแบบองค์รวม ให้เด็กสมบูรณ์พร้อมที่เพื่อพัฒนาการสมวัย และมีสุขภาวะที่ดี ทั้งในวันนี้และในอนาคต
สุขภาพตาเด็ก ทำไมจึงควรไว้ใจให้โรงพยาบาลบีเอ็นเอชดูแล
- ทีมจักษุแพทย์โรคตาเด็กโดยเฉพาะ
การดูแลตาเด็กนั้นต่างจากตาผู้ใหญ่ เพราะเด็กมีอัตราการเพ่งของตามากกว่าผู้ใหญ่ทำให้การวัดค่าสายตาทั่วไปอาจคลาดเคลื่อนได้ จึงจำเป็นต้องอาศัยจักษุแพทย์ที่มีความรู้ความเข้าใจในการสื่อสาร วินิจฉัย รักษา และดูแลตาเด็กโดยเฉพาะ - วางแผนการดูแลสุขภาพตาเด็กครบทุกช่วงวัยอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันปัญหาตาในระยะยาว
จักษุแพทย์เห็นแนวโน้มสุขภาพตา และประสิทธิภาพในการมองเห็นระยะยาว จึงพบความผิดปกติได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ และลดความเสี่ยงโรคตารุนแรง - การตรวจวินิจฉัยและประเมินความผิดปกติแบบเป็นองค์รวมครบทุกมิติ
บูรณาการการรักษาร่วมกับกุมารแพทย์ และแพทย์เฉพาะทาง เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่สัมพันธ์กับการมองเห็น เช่น ปัญหาพัฒนาการ เบาหวาน หรือโรคความดันโลหิตสูงในเด็ก - แผนการดูแลสายตาเด็กเฉพาะบุคคล
หัวใจของศูนย์จักษุ โรงพยาบาลบีเอ็นเอช คือการมีทีม Multidisciplinary Team ที่มากกว่าจักษุแพทย์ทั่วไป แต่ประกอบด้วยแพทย์เฉพาะทางในทุกมิติ ทั้งผู้เชี่ยวชาญด้านกระจกตา, จอประสาทตา, ต้อหิน, ต้อกระจก, โรคของเบ้าตาและจักษุตกแต่ง (Orbit and Oculoplastic) ไปจนถึงจักษุแพทย์เด็ก และเราทำงานร่วมกับนักทัศนมาตร (Optometrist) และพยาบาลเฉพาะทาง เพื่อดูแลลูกของคุณแบบรายบุคคล เพราะทุกดวงตามีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เราจึงมุ่งเน้นการออกแบบวิถีชีวิตและการรักษาที่สอดประสานไปกับลักษณะของเด็ก และรูปแบบครอบครัว - บริการนวัตกรรมแว่นสายตาครบวงจร
เพื่อรักษาความผิดปกติของค่าสายตาได้อย่างแม่นยำ การตัดแว่นที่ตรงตามค่าสายตาที่จักษุแพทย์ระบุไว้ให้อย่างแม่นยำจึงมีความจำเป็น โรงพยาบาลบีเอ็นเอชจึงมอบบริการที่ครอบคลุมทุกขั้นตอนของการรักษาสายตา เพื่อป้องกันความผิดพลาด และให้คนไข้ได้รับผลลัพธ์ที่ดีที่สุด - การดูแลที่ใส่ใจทั้งระบบนิเวศน์ของเด็ก
การดูแลสายตาเด็กไม่อาจทำได้เพียงที่โรงพยาบาล แต่ต้องการความเอาใจใส่ของพ่อแม่อย่างต่อเนื่อง และที่สำคัญคือความร่วมมือของเด็ก จักษุแพทย์จึงวางแผนการดูแลเฉพาะบุคคลที่เหมาะกับลักษณะของเด็กและครอบครัว เพื่อให้พ่อแม่สามารถจัดการปัญหาของลูกได้เองที่บ้าน เช่น ทางเลือกสำหรับเด็กที่ร้องไห้ทุกครั้งที่หยอดตา
การดูแลโดยมุ่งเน้นติดตามรายปี (Annual Follow-up Care)
การดูแลตาในเด็กนั้น จำเป็นต้องได้รับการตรวจติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากตาของเด็กนั้นมีความเปลี่ยนแปลงทั้งทางกายภาพ และการทำงานต่างๆอย่างรวดเร็ว ตาที่เป็นปกติในวันนี้ ใน 6 – 12 เดือนข้างหน้าอาจมีภาวะผิดปกติได้ ทั้ง ตาเหล่ ตาเข กรอกตาได้ไม่สุด หรือค่าสายตาที่ผิดปกติ
สิ่งเหล่านี้คือความผิดปกติทางการมองเห็นที่ผู้ปกครองต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก เนื่องจากความสามารถในการสื่อสารของเด็กมีจำกัด และกว่าที่ผู้ปกครองจะเห็นถึงปัญหาทางตาของเด็กก็อาจรุนแรงเกิน จนไม่สามารถรักษาให้กลับมาเป็นดังเดิมได้ ตลอดจนการสูญเสียความสามารถในการมองเห็นดังกล่าว ยังส่งผลต่อพัฒนาการของเด็กด้วย
ดังนั้น จึงมีความจำเป็นอย่างมากที่ควรพาเด็กมาตรวจตากับผู้เชี่ยวชาญเป็นประจำอย่างน้อย 1 ครั้งต่อปี โดยเฉพาะเด็กก่อนวัยเรียนไปจนถึงวัยเรียน เพราะจักษุแพทย์สามารถวินิจฉัยหาความผิดปกติในการมองเห็นที่ผู้ปกครองอาจไม่ทันสังเกตได้ เช่น อาการปวดตา ตาบอดสี เห็นภาพไม่ชัด ที่อาจส่งผลต่อทักษะทางอารมณ์และการเรียนรู้ของเด็กได้
การตรวจตาเป็นประจำ ทำให้พบปัญหาเร็ว แก้ไขปัญหาเร็ว ลดความเสี่ยงโรคทางสายตารุนแรง และยังทำให้เด็กไม่พลาดช่วงเวลาทองที่ต้องอาศัยภาพที่คมชัดเพื่อพัฒนาการทางการมองเห็น อารมณ์ และการเรียนรู้
ตรวจสอบสารก่อภูมิแพ้ที่หลากหลายและเจาะลึกถึงระดับโมเลกุล
แพ็กเกจตรวจคัดกรองสุขภาพตาเด็ก
ตรวจสายตาลูกอย่างมั่นใจ ด้วยโปรแกรมคัดกรองสุขภาพตาเด็ก ดูแลโดยทีมจักษุแพทย์เฉพาะทางเด็ก
แนะนำตรวจเป็นประจำทุกปี เพื่อค้นหาความผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะแรก และป้องกันปัญหาสายตาในอนาคต
โรคตาเด็กที่พบได้บ่อย
สายตาสั้น
องค์การอนามัยโลกคาดการณ์ว่าภายในปี 2050 ประชากรโลกกว่า 50% จะมีสายตาสั้น และประมาณ 10% จะเป็นสายตาสั้นระดับรุนแรง ซึ่งในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชีย แนวโน้มชัดเจน คือเด็กที่ใช้สายตาระยะใกล้มากมีอัตราสายตาสั้นสูงขึ้นเรื่อยๆ อายุที่เริ่มสายตาสั้นน้อยลง โอกาสสายตาสั้นมากขึ้นในวัยผู้ใหญ่สูงขึ้น เด็กที่ใช้เวลากลางแจ้งน้อยกว่า 2 ชั่วโมง/วัน มีความเสี่ยงสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ
สายตาสั้นไม่ใช่แค่ปัญหาการมองเห็น แต่คือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของลูกตา โดยเฉพาะการยืดของกระบอกตา ซึ่งสัมพันธ์โดยตรงกับความเสี่ยงต่อโรคตาร้ายแรงในอนาคต อาทิ จอประสาทตาหลุดลอก จุดรับภาพชัดเสื่อม ต้อหิน ต้อกระจกก่อนวัย
เป้าหมายของการดูแลสายตาสั้นในเด็กที่ถูกต้องไม่ใช่เพียงทำให้มองเห็นชัดในวันนี้ แต่เป็นการลดความเสี่ยงตลอดชีวิต โดยมี 2 อย่างที่พ่อแม่ต้องตระหนัก คือ สายตาเด็กกำลังเพิ่มขึ้นเร็วแค่ไหน เพราะคนที่สายตาสั้นไว มีความเสี่ยงสายตาสั้นรุนแรงเมื่อโตขึ้น และการเจอปัญหาช้า อาจทำให้พลาดช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการชะลอสายตาสั้น
ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดสายตาสั้นในเด็ก
- พันธุกรรม
หากพ่อหรือแม่สายตาสั้น ลูกมีความเสี่ยงประมาณ 20% แต่หากพ่อและแม่ทั้งคู่สายตาสั้นมาก ความเสี่ยงสายตาสั้นของลูกจะเพิ่มเป็นประมาณ 40% - พฤติกรรม
เด็กสมัยใหม่ใช้เวลากับหน้าจอมาก ทั้งการเรียนออนไลน์ เล่นเกม เล่นอินเทอร์เน็ต หรือแม้แต่การอ่านหนังสือเป็นเวลานานก็มีส่วนเร่งให้เกิดสายตาสั้น - ขาดกิจกรรมกลางแจ้ง
งานวิจัยระดับนานาชาติยืนยันว่าเด็กที่อยู่กลางแจ้งวันละ 2 ชั่วโมงขึ้นไป มีอัตราสายตาสั้นน้อยกว่าอย่างชัดเจน เนื่องจากแสงธรรมชาติกระตุ้นโดปามีนในจอประสาทตา ช่วยชะลอการยืดของลูกตา ลดความเสี่ยงและชะลอการเพิ่มของสายตาสั้นได้
สัญญาณเตือนที่พ่อแม่ควรสังเกต
เด็กอาจไม่รู้สึกตัวว่าเห็นภาพไม่ชัด หรือรู้ตัวแต่สื่อสารออกมาไม่ได้ ทำให้ผู้ปกครองไม่ทราบ จนเห็นพฤติกรรมเด็กเปลี่ยนไป ซึ่งสัญญาณที่พบบ่อย ได้แก่
- หยีตาเวลามองไกล
- นั่งใกล้โทรทัศน์หรือจอมากผิดปกติ
- ปวดตา ปวดหัวหลังเรียน
- สมาธิหรือผลการเรียนลดลง
- กระพริบตาบ่อย
- ไม่ชอบกิจกรรมกลางแจ้ง
การชะลอสายตาสั้น (Myopia Control)
คือการรักษาที่มุ่งชะลอการเพิ่มของสายตาสั้นและการยืดของลูกตาในเด็ก เช่น ทำให้สายตาที่มีโอกาสสั้นขึ้นจาก 200 เป็น 400 ใน 1 ปี กลายเป็น 10 ปี เพื่อลดความเสี่ยงที่ตามมาจากสายตาสั้นรุนแรง
การชะลอสายตาสั้นจากโรงพยาบาลบีเอ็นเอชนั้น เราออกแบบโดยประเมินจากความแตกต่างของเด็กแต่ละคน ตามปัจจัย อาทิ อายุที่เริ่มสายตาสั้น หากเริ่มเร็ว ยิ่งต้องจัดการเชิงรุก อัตราการเพิ่มของสายตาสั้นต่อปี ค่าสายตาปัจจุบัน การทำงานร่วมกันของตาสองข้าง และสิ่งที่สำคัญคือรูปแบบและความร่วมมือจากเด็กและครอบครัว
หลังจากวินิจฉัยอย่างละเอียด ด้วยวิธีเฉพาะของจักษุแพทย์โรคตาเด็กแล้ว แพทย์จะออกแบบแผนรักษาตามปัจจัยข้างต้น โดยติดตามค่าสายตาและความยาวลูกตาทุก 3-6 เดือน และปรับแผนการรักษาตามผลตอบสนอง โดยมีวิธีรักษาที่ใช้คือ
- การรักษาด้วยยา (Pharmacologic) ปรับได้ตามการตอบสนองของเด็กแต่ละคน
- การรักษาด้วยเลนส์พิเศษ (Optical) เช่น แว่นตาชะลอสายตาสั้น, Orthokeratology (Ortho-K) ในรายที่เหมาะสม
- การปรับพฤติกรรม (Behavioral) ให้เด็กออกกำลังกลางแจ้งอย่างน้อย 2 ชั่วโมงต่อวัน ปรับรูปแบบการใช้จอที่เหมาะสม พักสายตาทุก 20 นาที
5 สิ่ง ที่พ่อแม่ควรใส่ใจ หากไม่อยากให้ลูกสายตาสั้นรุนแรง
- สายตาสั้นเป็นภาวะเรื้อรังที่ต้องดูแลต่อเนื่อง เพื่อดูแลประสิทธิภาพการมองเห็นทั้งชีวิต
- ยิ่งเริ่มสั้นเร็ว ยิ่งควรรีบตรวจและรักษา แม้ว่าเด็กเล็ก หากจำเป็นก็ควรใส่แว่น เพราะเป็นช่วงที่สมองกำลังพัฒนาระบบการมองเห็น หากปล่อยให้มองไม่ชัดเป็นเวลานาน อาจเกิดภาวะ ตาขี้เกียจ (Amblyopia) และส่งผลต่อการเรียนรู้และพัฒนาการได้
- การตรวจโดยจักษุแพทย์โรคตาเด็ก สำคัญกว่าการคัดกรองทั่วไป หรือโดยจักษุแพทย์ตาผู้ใหญ่ เพราะทั้งธรรมชาติของตาเด็ก และพฤติกรรมเด็ก นั้นแตกต่างจากผู้ใหญ่
- การชะลอสายตาสั้น ต้องมีการติดตามและปรับแผนสม่ำเสมอ
- ควรส่งเสริมให้เด็กได้อยู่กลางแจ้งอย่างน้อย 2 ชั่วโมงต่อวัน และการพักสายตาเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุดในการป้องกันและชะลอสายตาสั้นในเด็ก
ตาเข
ตาเข, ตาเหล่, ตาส่อน มีความหมายเดียวกัน คือการที่ตาทั้งสองข้างไม่อยู่ในแนวเดียวกันและทำงานไม่ประสานกัน อาจเห็นตาเบนเข้า เบนออก เบนขึ้น หรือเบนลง ทำให้สมองใช้ภาพจากตาเพียงข้างเดียว
เด็กจะมีพัฒนาการการมองเห็นที่เป็นปกติ จำเป็นอย่างยิ่งที่ตาทั้งสองข้างต้องทำงานประสานกันอย่างดี โดยมี 2 ปัจจัย คือตาทั้งสองข้างต้องมีการมองเห็นที่เท่ากัน และตาทั้งสองข้างต้องตรง หากขาดปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งไป ก็จะส่งผลให้การพัฒนาการการมองเห็นเสียไป เกิดภาวะตาขี้เกียจ หรืออาจร้ายแรงถึงขั้นตาบอดได้
สาเหตุที่พบบ่อย
- ความผิดปกติของการทำงานร่วมกันของตาทั้งสองข้าง
- พันธุกรรมหรือมีประวัติคนในครอบครัวเป็นตาเข
- กล้ามเนื้อตาหรือเส้นประสาทที่ควบคุมกล้ามเนื้อตาทำงานผิดปกติ
- สายตาผิดปกติ เช่น สายตายาวที่ไม่ได้รับการแก้ไข
- ภาวะเพ่งมากผิดปกติ
- โรคภายในลูกตาที่ทำให้การมองเห็นลดลง
สัญญาณที่พ่อแม่ควรสังเกต
- ตาดูเขเข้า เขออก หรือไม่ตรงกัน
- เอียงศีรษะหรือคอเวลามอง
- หลับตาข้างหนึ่งเมื่ออยู่กลางแดด
- มองวัตถุผิดตำแหน่ง
- เด็กอายุ 5 เดือนขึ้นไปที่ดูเหมือนตาเข ควรได้รับการตรวจโดยจักษุแพทย์
ผลกระทบหากไม่ได้รับการรักษา
- ด้านการมองเห็น เด็กอาจเกิดภาวะตาขี้เกียจ เห็นภาพสามมิติผิดปกติ การมองเห็นลดลงหรือสูญเสียการมองเห็นถาวร
- ด้านจิตใจและสังคม เด็กขาดความมั่นใจจากรูปลักษณ์ที่ผิดปกติ อาจถูกล้อเลียน ส่งผลต่อบุคลิกภาพ การเรียน และการเข้าสังคม
การรักษาโรคตาเข
โรคตาเขในเด็ก ควรรักษาโดยเร็วที่สุด โดยเฉพาะในช่วงที่ระบบการมองเห็นยังพัฒนาอยู่ ซึ่งการรักษามักได้ผลดีที่สุดในช่วง 4-7 ปีแรกของชีวิต หากปล่อยไว้นาน โอกาสฟื้นฟูการมองเห็นจะลดลงมาก
การรักษาจะเลือกตามสาเหตุของตาเข อาจประกอบด้วย
- รักษาตาขี้เกียจ โดยปิดตาข้างที่มองเห็นดีกว่า วันละ 2-6 ชั่วโมง เพื่อกระตุ้นให้ตาข้างที่อ่อนแอทำงาน
- ใส่แว่นสายตา ในกรณีที่ตาเขเกิดจากสายตาผิดปกติ โดยเฉพาะสายตายาว
- ใส่แว่นปริซึม ช่วยปรับแนวการมองเห็นให้ตรงขึ้น
- ฝึกกล้ามเนื้อตา ซึ่งใช้ได้เฉพาะบางกรณี
- การใช้ยา เช่น การฉีด Botulinum toxin ในบางราย
- ผ่าตัดกล้ามเนื้อตา เป็นการผ่าตัดนอกลูกตา ไม่ซับซ้อน เพื่อปรับตำแหน่งกล้ามเนื้อตาให้กลับมาตรง สามารถทำได้ตั้งแต่อายุประมาณ 2 ปีขึ้นไปเมื่อมีข้อบ่งชี้ โดยหลังผ่าตัด แนวตาจะตรงขึ้นทันที แต่อาจมีตาแดงเล็กน้อย ใช้เวลาฟื้นตัวประมาณ 1 สัปดาห์ และต้องมาตรวจติดตามตามนัดอย่างสม่ำเสมอ
สิ่งสำคัญที่พ่อแม่ควรทราบ หากไม่อยากให้ลูกโตไปพร้อมตาเข
- ตาเขในเด็กไม่ได้หายเองเมื่อโตขึ้น
- การรักษาเร็วช่วยป้องกันภาวะตาขี้เกียจและการสูญเสียการมองเห็นถาวร
- การรักษาไม่ได้มีเป้าหมายแค่ความสวยงาม แต่เพื่อพัฒนาการการมองเห็นที่สมบูรณ์
- เด็กที่มีอาการตาเขควรได้รับการประเมินโดยจักษุแพทย์ตั้งแต่เนิ่น ๆ
ตาขี้เกียจ
โรคตาขี้เกียจ (Amblyopia หรือ Lazy Eye) เป็นความผิดปกติของการมองเห็นที่เกิดขึ้นตั้งแต่วัยเด็ก โดยเฉพาะ 10 ปีแรก เมื่อตาได้รับภาพที่ไม่ชัดหรือไม่สมดุลกันเป็นเวลานาน สมองจะเริ่มละเลยภาพจากตาข้างนั้น ส่งผลให้การมองเห็นไม่พัฒนาเต็มที่ และเกิดภาวะตาขี้เกียจตามมา
โรคนี้มักไม่พบความผิดปกติของโครงสร้างดวงตา จอประสาทตา เส้นประสาทตา หรือสมอง แต่หากไม่ได้รับการรักษาในช่วงเวลาที่เหมาะสม อาจทำให้สูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรได้
สาเหตุสำคัญของตาขี้เกียจ
- สายตาผิดปกติ (Refractive Amblyopia) ค่าสายตาสองข้างต่างกันมาก (Anisometropia) สายตาผิดปกติรุนแรงทั้งสองข้าง (High Bilateral Refractive Error)
- ตาเข หรือตาเหล่ (Strabismic Amblyopia) สมองเลือกใช้ภาพจากตาข้างเดียวเพื่อหลีกเลี่ยงภาพซ้อน
- มีสิ่งกีดขวางการมองเห็น (Visual Deprivation Amblyopia) เช่น ต้อกระจกในเด็ก กระจกตาเป็นแผลเป็น หนังตาตก
- การปิดตาข้างที่ดีนานเกินไป (Reverse Amblyopia) ทำให้ตาข้างที่เคยมองเห็นดี กลายเป็นตาขี้เกียจได้
อาการที่พ่อแม่ควรสังเกต
เด็กส่วนใหญ่มักไม่รู้ตัวว่ามองไม่ชัด เพราะเข้าใจว่าทุกคนมองเห็นภาพแบบที่ตัวเองเห็นเหมือนกัน ผู้ปกครองจึงควรสังเกตสัญญาณ ดังนี้
- มองเห็นไม่ชัด
- เอียงศีรษะหรือหรี่ตาเวลามอง
- ปิดตาข้างหนึ่งขณะมอง
- ตาเขหรือตาเหล่
- ผลการเรียนลดลง
- ดูไม่สนใจสิ่งรอบตัวหรือการอ่าน
การวินิจฉัยและรักษาตาขี้เกียจ
การวินิจฉัยตาขี้เกียจต้องมี 2 องค์ประกอบ คือ การมองเห็นยังคงลดลง แม้ได้รับการแก้ไขสายตาที่เหมาะสมแล้ว และพบสาเหตุที่ทำให้เกิดตาขี้เกียจ เช่น ตาเข สายตาผิดปกติ หรือหนังตาตก หากไม่พบสาเหตุชัดเจน จำเป็นต้องตรวจตาอย่างละเอียดเพื่อค้นหาความผิดปกติของจอประสาทตาหรือเส้นประสาทตาที่อาจซ่อนอยู่
สิ่งสำคัญที่พ่อแม่ควรรู้ หากไม่อยากให้ลูกโตไปพร้อมตาขี้เกียจ
- ตาขี้เกียจเป็นสาเหตุสำคัญของการสูญเสียการมองเห็นในเด็ก
- มักไม่มีอาการชัดเจนในระยะแรก
- หากตรวจพบเร็ว สามารถรักษาและป้องกันความพิการทางการมองเห็นได้
- การตรวจสายตาเด็กเป็นประจำ โดยเฉพาะก่อนวัยเรียน มีความสำคัญอย่างมาก
ตาขี้เกียจรักษาได้
หากตรวจพบตาขี้เกียจตั้งแต่เนิ่น ๆ โดยเฉพาะในช่วงก่อนอายุ 7-8 ปี ก็มีโอกาสรักษาให้หายเป็นปกติ โดยวิธีการรักษาคือ
- แก้ไขสาเหตุที่ทำให้เกิดตาขี้เกียจ เช่น หนังตาตก ตาเข ต้อกระจก
- ใส่แว่นแก้ไขสายตา
- ปิดตาข้างที่มองเห็นดีกว่า เพื่อกระตุ้นให้ตาข้างที่อ่อนแอทำงาน
รู้จักทีมจักษุแพทย์ตาเด็กแพทย์ประจำโรงพยาบาลบีเอ็นเอช
พญ. รัติยา พรชัยสุรีย์
นพ. วรากร เทียมทัด
นพ. วิทวัส ทรัพย์ธนากร
นพ. ปัญชรัช ปรีชาหาญ
พญ. เบญจวรรณ วุฒิวรวงศ์
นพ. พฤกษ์ วิชัยยะ
ตรวจสอบสารก่อภูมิแพ้ที่หลากหลายและเจาะลึกถึงระดับโมเลกุล
แพ็กเกจตรวจคัดกรองสุขภาพตาเด็ก
ตรวจสายตาลูกอย่างมั่นใจ ด้วยโปรแกรมคัดกรองสุขภาพตาเด็ก ดูแลโดยทีมจักษุแพทย์เฉพาะทางเด็ก
แนะนำตรวจเป็นประจำทุกปี เพื่อค้นหาความผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะแรก และป้องกันปัญหาสายตาในอนาคต