มะเร็งรังไข่รักษาหายไหม? วิธีรักษาด้วย 4 นวัตกรรม Robotic Surgery, HIPEC, Niraparib และ ctDNA Liquid Biopsy
ใน 100,000 คน จะมีผู้หญิงไทยเป็นมะเร็งรังไข่ 8 คน เยอะกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 6.7 คน
ในแต่ละปี มีผู้ป่วยมะเร็งรังไข่รายใหม่ในประเทศไทยประมาณ 3,000 ราย และ 320,000 รายทั่วโลก
มะเร็งรังไข่ ถือเป็นมะเร็งที่พบบ่อยอันดับ 8 ในผู้หญิงทั่วโลก
แม้สถิติโรคมะเร็งรังไข่จะไม่ได้สูงเป็นอันดับต้น ๆ แต่ก็เป็นโรคมะเร็งอีกชนิดที่มีความเสี่ยงสูงจากปัจจัยทางพันธุกรรม และส่งผลต่อความสามารถในการมีบุตร
Key Takeaways
- มีหลายปัจจัยที่ทำให้มะเร็งรังไข่ “รักษาหาย” หรือ “ควบคุมได้” อาทิ ชนิดของมะเร็ง ระยะโรค ตำแหน่งของโรค การกระจายในช่องท้อง สุขภาพโดยรวม และการตอบสนองต่อการรักษาของผู้ป่วยแต่ละราย เป็นต้น
- แพทย์อาจพิจารณาวิธีรักษามะเร็งรังไข่ด้วยหลายวิธีร่วมกัน อาทิ การผ่าตัด ยาเคมีบำบัด ยามุ่งเป้า หรือการรักษาอื่นร่วมกัน
- การรักษามะเร็งรังไข่ในระยะแรก มีโอกาสวางแผนรักษาได้ต่างจากมะเร็งที่มีการกระจายในช่องท้องหรือระยะลุกลาม
- Robotic Surgery เหมาะกับผู้ป่วยมะเร็งระยะแรกบางราย หรือผู้ที่ก้อนมะเร็งมีขนาดจำกัด
- HIPEC คือคีโมร้อนร่วมกับการผ่าตัด เหมาะกับผู้ป่วยบางรายที่มีมะเร็งกระจายในช่องท้อง
- Niraparib เป็นยามุ่งเป้าแบบรับประทานเพื่อยืดเวลาไม่ให้โรคกลับมา ที่แพทย์พิจารณาใช้กับผู้ป่วยบางรายหลังการรักษาด้วยคีโม
- ctDNA Liquid Biopsy การตรวจติดตามภายหลังการรักษามะเร็งเพื่อประเมินผลการรักษา และโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำ
- แม้จะมีนวัตกรรมรักษามะเร็งรังไข่มากมาย แต่ควรให้แพทย์เฉพาะทางเป็นผู้ประเมินอย่างรอบด้าน
มะเร็งรังไข่รักษาหายไหม
คำถามว่า “มะเร็งรังไข่รักษาหายไหม” ไม่มีคำตอบเดียวสำหรับทุกคน เพราะผลการรักษาขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ชนิดของเซลล์มะเร็ง ระยะโรค ตำแหน่งที่โรคกระจาย การผ่าตัดเอาก้อนมะเร็งออกได้มากน้อยเพียงใด การตอบสนองต่อยาเคมีบำบัดหรือยามุ่งเป้า รวมถึงสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย
ในผู้ป่วยบางราย โดยเฉพาะผู้ที่ตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้น แพทย์อาจวางแผนการรักษาเพื่อควบคุมโรคได้ดีขึ้น ส่วนในผู้ป่วยที่โรคอยู่ในระยะลุกลามหรือมีการกลับมาเป็นซ้ำ เป้าหมายของการรักษาอาจเน้นที่การควบคุมโรค ลดอาการ ยืดระยะเวลาที่โรคสงบ และรักษาคุณภาพชีวิต
ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือการประเมินโดยแพทย์เฉพาะทาง เพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย ผู้ป่วยไม่ควรสรุปโอกาสรักษาหายจากระยะโรค หรือข้อมูลทั่วไปเพียงอย่างเดียว
ทางเลือกวิธีรักษามะเร็งรังไข่
การรักษามะเร็งรังไข่ ต้องวางแผนตามชนิดและระยะของโรค โดยแพทย์อาจใช้วิธีเดียวหรือหลายวิธีร่วมกัน ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละราย โดยมีทางเลือกการรักษาทั่วไป ได้แก่
- การผ่าตัด เพื่อเอาก้อนมะเร็งหรือเนื้อเยื่อที่เกี่ยวข้องออก
- ยาเคมีบำบัด เพื่อควบคุมหรือจัดการเซลล์มะเร็งที่อาจกระจายอยู่ในร่างกาย
- HIPEC หรือคีโมร้อนในช่องท้องร่วมกับการผ่าตัดในผู้ป่วยบางราย เพื่อจัดการเซลล์มะเร็งขนาดเล็กที่แพร่กระจายในช่องท้อง
- ยามุ่งเป้า เพื่อควบคุมโรค และยืดระยะเวลาที่โรคสงบ เช่น Niraparib ในผู้ป่วยบางกลุ่มหลังจบคีโม
แม้ทางเลือกการรักษามะเร็งรังไข่จะมีมาก แต่ไม่ใช่ว่าผู้ป่วยจะสามารถเลือกได้เอง แพทย์จะเป็นผู้พิจารณาวิธีรักษามะเร็งรังไข่จากปัจจัยต่าง ๆ ร่วมกัน อาทิ ระยะโรค ตำแหน่งของโรค ผลตรวจทางพยาธิวิทยา และผลตรวจทางพันธุกรรมหรือโมเลกุล เป็นต้น เมื่อสิ้นสุดการรักษา แพทย์ยังต้องติดตาม เพื่อประเมินการตอบสนองต่อการรักษา และเฝ้าระวังการกลับมาเป็นซ้ำ
4 นวัตกรรมรักษามะเร็งรังไข่ ทางเลือกใหม่ที่เหมาะกับอาการแต่ละระยะ
ปัจจุบัน ทางเลือกการรักษามะเร็งมีหลากหลาย แต่นวัตกรรมรักษามะเร็งรังไข่ที่เข้ามามีบทบาทสูงในการเพิ่มประสิทธิภาพการรักษา คือ Robotic Surgery, HIPEC, Niraparib และ ctDNA Liquid Biopsy โดยทั้ง 4 วิธี มีบทบาทต่างกัน เหมาะกับการรักษาคนละระยะและต่างวัตถุประสงค์ จึงใช้แทนกันไม่ได้
| นวัตกรรม | บทบาทหลัก | เหมาะสมกับ | จุดเด่น | ข้อควรพิจารณา |
| Robotic Surgery | ใช้หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด ทะลายข้อจำกัดของการผ่าตัดส่องกล้อง | การรักษามะเร็งระยะแรก หรือมะเร็งขนาดจำกัดที่ยังไม่ลุกลามในช่องท้อง | ผ่าตัดแม่นยำด้วยแขนกลหุ่นยนต์ แพทย์เห็นภาพได้ 3 มิติ ทำให้เนื้อเยื่อข้างเคียงบอบช้ำน้อย แผลเล็ก ฟื้นตัวไว | ไม่เหมาะกับทุกระยะ โดยเฉพาะโรคที่กระจายในช่องท้องหลายตำแหน่ง |
| HIPEC | รักษาด้วยคีโมร้อนร่วมกับผ่าตัด จัดการเซลล์มะเร็งขนาดเล็กในช่องท้อง | การรักษามะเร็งระยะลุกลาม หลังผ่าตัดเอามะเร็งก้อนใหญ่ออกแล้ว | ทำให้เซลล์มะเร็งตายโดยไม่ทำอันตรายเนื้อเยื่อปกติ ยายังออกฤทธิ์เฉพาะในช่องท้อง จึงไม่เกิดผลข้างเคียงรุนแรง เช่น ผมร่วง หรือคลื่นไส้อาเจียน | เป็นการรักษาที่ซับซ้อน ต้องประเมินความพร้อมของร่างกาย |
| Niraparib | ยาทาน ชะลอการเป็นมะเร็งซ้ำ ขยายช่วงเวลาที่โรคสงบ | การควบคุมอาการหลังสิ้นสุดการรักษาด้วยคีโม โดยเฉพาะมะเร็งระยะลุกลาม หรือมีโอกาสกลับเป็นซ้ำ | ช่วยควบคุมโรค และยืดช่วงเวลาที่โรคสงบในบางราย | ต้องติดตามผลเลือด ความดัน และผลข้างเคียงตามคำแนะนำของแพทย์ |
| ctDNA Liquid Biopsy | การตรวจวิเคราะห์ทางพันธุกรรมขั้นสูงระดับโมเลกุล (Genomic Profiling) เพื่อใช้ในการวางแผนรักษาและติดตามผลโรคมะเร็งอย่างแม่นยำ | ผู้ป่วยมะเร็งที่ต้องการรักษาแบบแม่นยำ และผู้ที่รักษาหายแล้วแต่กังวลการเป็นซ้ำ | แม่นยำสูง รู้ล่วงหน้าก่อนก้อนเนื้อโต และช่วยดีไซน์การรักษาเฉพาะบุคคล | ต้องใช้ร่วมกับการประเมินโดยแพทย์เฉพาะทาง และเป็นนวัตกรรมที่มีค่าใช้จ่ายเฉพาะบุคคล |
1. Robotic Surgery ผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดสำหรับมะเร็งรังไข่
Robotic Surgery คือ การผ่าตัดที่แพทย์ใช้แขนกลหุ่นยนต์ช่วยควบคุมเครื่องมือผ่าตัดผ่านแผลขนาดเล็ก ตอบโจทย์การผ่าตัดที่ต้องใช้ความละเอียดสูง โดยเฉพาะในระบบสืบพันธุ์สตรีที่ทั้งแคบและลึก อาทิ มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก มะเร็งปากมดลูก และมะเร็งรังไข่
ข้อดีของ Robotic Surgery
- แขนกลหุ่นยนต์นิ่งกว่า และบังคับทิศทางได้อิสระกว่ามือมนุษย์ในการผ่าตัดส่องกล้องปกติ
- แพทย์จะเห็นภาพ 3 มิติผ่านจอระหว่างผ่าตัด และสามารถขยายกำลังการมองเห็นได้ถึง 10-15 เท่า จึงเห็นเส้นประสาทและหลอดเลือดขนาดเล็กได้อย่างชัดเจน ทำให้ผ่าตัดในบริเวณที่ซับซ้อนได้อย่างแม่นยำ ลดการบอบช้ำของเนื้อเยื่อข้างเคียง
- แผลผ่าตัดมีขนาดเล็ก ผู้ป่วยจึงมีโอกาสฟื้นตัวได้เร็วขึ้นเมื่อเทียบกับการผ่าตัดแบบอื่น
- ลดภาวะแทรกซ้อน หรือโอกาสเกิดแผลติดเชื้อหรือพังผืดหลังผ่าตัด ช่วยให้ผู้ป่วยพร้อมสำหรับขั้นตอนการรักษาต่อเนื่องได้เร็วขึ้น
Robotic Surgery เหมาะกับใคร
Robotic Surgery เหมาะกับผู้ป่วยมะเร็งรังไข่บางรายที่โรคยังอยู่ในระยะเริ่มต้น หรือมีขนาดก้อนมะเร็งจำกัด และยังไม่พบการกระจายในช่องท้องอย่างกว้างขวาง
อย่างไรก็ตาม หากโรคอยู่ในระยะลุกลาม มีการกระจายในช่องท้องหลายตำแหน่ง หรือจำเป็นต้องผ่าตัดลดปริมาณก้อนมะเร็งออกให้มากที่สุด แพทย์อาจพิจารณาวิธีผ่าตัดแบบอื่นที่เหมาะสมกว่า
2. HIPEC คีโมร้อนร่วมกับการผ่าตัด สำหรับมะเร็งรังไข่ระยะลุกลามบางราย HIPEC คืออะไร
HIPEC (Hyperthermic Intraperitoneal Chemotherapy) คือ การให้ยาเคมีบำบัดภายในช่องท้องเพื่อรักษามะเร็งรังไข่ระยะลุกลาม โดยทั่วไป แพทย์จะผ่าตัดเอาก้อนมะเร็งที่มองเห็นออกให้ได้มากที่สุด แล้วจึงพิจารณาใช้ HIPEC เพื่อจัดการเซลล์มะเร็งขนาดเล็กที่หลงเหลืออยู่ หรือไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
ข้อดีของ HIPEC
- คีโมร้อน HIPEC มีการควบคุมอุณหภูมิที่ 41°C ถึง 43°C ซึ่งเป็นระดับความร้อนที่ทำลายเซลล์มะเร็งได้ดีที่สุด โดยไม่ส่งผลต่อเนื้อเยื่อปกติ
- ความร้อนช่วยขยายหลอดเลือด เพิ่มการซึมผ่านของยาเข้าสู่เนื้อเยื่อ และเพิ่มฤทธิ์ของยาในบริเวณเป้าหมาย
- ยาออกฤทธิ์เฉพาะในช่องท้อง โดยไม่วิ่งไปตามกระแสเลือดทั่วร่างกาย แพทย์จึงใช้ปริมาณยาที่เข้มข้นกว่าเดิมได้หลายเท่า แต่ยังต้องติดตามผลข้างเคียงตามคำแนะนำของแพทย์
HIPEC เหมาะกับใคร
แพทย์อาจพิจารณา HIPEC ในการรักษามะเร็งรังไข่ระยะลุกลาม หรือมีการกระจายในช่องท้อง ที่แพทย์ประเมินว่าสามารถผ่าตัดลดปริมาณก้อนมะเร็งออกได้อย่างเหมาะสม
อย่างไรก็ตาม คีโมร้อน HIPEC ต้องทำร่วมกับการผ่าตัด จึงนับเป็นหัตถการขนาดใหญ่ ซับซ้อน และอาจมีผลข้างเคียงได้ แพทย์จึงต้องพิจารณาหลายปัจจัยก่อนเลือกใช้วิธีนี้ เช่น ระยะโรค ตำแหน่งของโรค สภาพร่างกาย การทำงานของอวัยวะสำคัญ ความพร้อมสำหรับการผ่าตัดใหญ่ และเป้าหมายการรักษาของผู้ป่วยแต่ละราย
3. Niraparib ยามุ่งเป้าสำหรับควบคุมโรคหลังจบคีโม
Niraparib คือ ยามุ่งเป้าแบบรับประทานในกลุ่ม PARP inhibitor ซึ่งแพทย์อาจพิจารณาใช้เป็นการรักษาต่อเนื่อง (Maintenance Therapy) ในผู้ป่วยมะเร็งรังไข่บางรายหลังสิ้นสุดการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด เพื่อควบคุมไม่ให้โรคกลับมา ยืดช่วงเวลาที่โรคสงบ หรือชะลอการกลับเป็นซ้ำในบางกรณี
ยากลุ่มนี้เกี่ยวข้องกับกลไกการซ่อมแซม DNA ของเซลล์มะเร็ง เมื่อเซลล์มะเร็งไม่สามารถซ่อมแซมตัวเองได้ จะฝ่อและตายไปในที่สุด
แพทย์จะพิจารณาเลือกรักษาในผู้ป่วยจากหลายปัจจัย อาทิ ชนิดของมะเร็ง ระยะโรค ผลตอบสนองต่อคีโม ผลตรวจทางพันธุกรรมหรือโมเลกุล และสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย ผู้ป่วยที่ได้รับยา Niraparib จำเป็นต้องได้รับการติดตามอย่างต่อเนื่อง เช่น การตรวจเลือด การติดตามความดัน และการประเมินผลข้างเคียงตามคำแนะนำของแพทย์
Niraparib เหมาะกับใคร
Niraparib อาจเหมาะกับผู้ป่วยมะเร็งรังไข่บางรายหลังจบการรักษาด้วยคีโม โดยเฉพาะผู้ป่วยที่โรคอยู่ในระยะลุกลาม มีความเสี่ยงกลับเป็นซ้ำ หรือแพทย์ประเมินว่าการรักษาต่อเนื่องอาจมีประโยชน์ อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ผู้ป่วยทุกคนที่เหมาะกับ Niraparib การใช้ยาควรอยู่ภายใต้การประเมินของแพทย์เฉพาะทางเท่านั้น และไม่ควรเริ่มยา หยุดยา หรือปรับยาเอง
4. ctDNA Liquid Biopsy นวัตกรรมตรวจติดตามผลการรักษามะเร็งระดับ DNA
ctDNA Liquid Biopsy เหมาะกับใคร
การตรวจ ctDNA Liquid Biopsy เหมาะสมสำหรับผู้ป่วย 3 กลุ่มหลัก ๆ ดังนี้
- ผู้ป่วยที่เพิ่งตรวจพบมะเร็ง และกำลังวางแผนการรักษา
การตรวจลึกระดับ DNA ดูการกลายพันธุ์ของยีนมะเร็ง ทำให้แพทย์สามารถเลือกใช้ “ยาพุ่งเป้า (Targeted Therapy)” หรือ “ยาภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy)” ที่ตรงกับรหัสพันธุกรรมของมะเร็งชนิดนั้น ๆ ได้อย่างแม่นยำที่สุด (ลดการเสียเวลาและค่าใช้จ่ายจากการสุ่มลองยาที่ไม่ตรงจุด) - ผู้ป่วยมะเร็งที่เพิ่งผ่าตัด หรือเสร็จสิ้นการให้เคมีบำบัด (คีโม)
ช่วยตรวจหา “เซลล์มะเร็งส่วนน้อยที่อาจยังหลงเหลืออยู่ (MRD)” ในกระแสเลือด ซึ่งการทำ CT Scan หรือ MRI ทั่วไปอาจจะยังส่องไม่เห็น เพื่อที่แพทย์จะได้วางแผนให้ยาป้องกัน หรือเฝ้าระวังได้อย่างทันท่วงทีก่อนที่มะเร็งจะกลับมาลุกลาม - ผู้ป่วยมะเร็งที่รักษาหายแล้ว (อยู่ในช่วงติดตามอาการ/Remission)
สำหรับผู้ที่กังวลใจว่ามะเร็งจะกลับมาเป็นซ้ำ การเจาะเลือดตรวจ ctDNA Liquid Biopsy เป็นระยะ จะช่วย “เฝ้าระวังและเตือนภัยล่วงหน้าในระดับ DNA” ได้อย่างรวดเร็ว ทำให้หากมีการกลับมาเป็นซ้ำ แพทย์ก็จะสามารถจัดการสยบมะเร็งได้ตั้งแต่ระยะเริ่มแรกสุด ๆ
การรักษามะเร็งรังไข่ในแต่ละระยะ อาจแตกต่างกันอย่างไร
| สถานการณ์ของโรค | แนวทางที่แพทย์อาจพิจารณา | จุดประสงค์ |
| ระยะเริ่มต้น หรือก้อนขนาดจำกัด | การผ่าตัด รวมถึง Robotic Surgery ในผู้ป่วยที่เหมาะสม | เอาก้อนมะเร็ง หรือเนื้อเยื่อที่เกี่ยวข้องออก และประเมินระยะโรค |
| ระยะลุกลาม หรือกระจายในช่องท้อง | การผ่าตัดลดปริมาณก้อนมะเร็ง ยาเคมีบำบัด และ HIPEC ในบางราย | ควบคุมโรค ลดปริมาณก้อน และจัดการเซลล์ที่อาจหลงเหลือ |
| หลังจบคีโม และโรคตอบสนองต่อการรักษา | การติดตามโรคด้วย ctDNA Liquid Biopsy หรือยามุ่งเป้า เช่น Niraparib ในผู้ป่วยที่เหมาะสม | ช่วยควบคุมโรค และลดโอกาสกลับเป็นซ้ำในบางราย |
| โรคกลับเป็นซ้ำหรือระยะที่ 4 | การรักษาเฉพาะบุคคลตามผลตรวจและสภาพร่างกาย | ควบคุมโรค ลดอาการ และรักษาคุณภาพชีวิต |
ผู้ที่ควรปรึกษาแพทย์เรื่องการรักษามะเร็งรังไข่
- มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งรังไข่ มะเร็งเต้านม หรือมีข้อสงสัยด้านความเสี่ยงทางพันธุกรรม
- ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งรังไข่ และต้องการวางแผนการรักษา
- อยู่ระหว่างการประเมินว่าควรผ่าตัดแบบใด
- มีมะเร็งรังไข่ระยะลุกลาม หรือมีการกระจายในช่องท้อง
- ได้รับยาเคมีบำบัดแล้ว และต้องการวางแผนการรักษาต่อเนื่อง
- เคยรักษามะเร็งรังไข่มาแล้ว และต้องการประเมินการติดตามหรือโอกาสเกิดมะเร็งรังไข่กลับเป็นซ้ำ
- ต้องการปรึกษาแนวทางการรักษาที่เหมาะสม ทั้ง Robotic Surgery, HIPEC, Niraparib หรือ ctDNA Liquid Biopsy เหมาะกับตนเองหรือไม่
- ต้องการ Second Opinion เรื่องแผนการรักษา
ความแตกต่างเมื่อรักษามะเร็งรังไข่ ที่โรงพยาบาลบีเอ็นเอช
การรักษามะเร็งรังไข่ต้องอาศัยการประเมินหลายด้าน ตั้งแต่ระยะโรค ตำแหน่งของโรค การกระจายในช่องท้อง ผลตรวจทางพยาธิวิทยา ผลตอบสนองต่อยาเคมีบำบัด ไปจนถึงสุขภาพโดยรวม และเป้าหมายการดูแลของผู้ป่วยแต่ละราย การดูแลจึงมีความซับซ้อน และต้องอาศัยความชำนาญ
ที่โรงพยาบาลบีเอ็นเอช เรามีประสบการณ์การดูแลสุขภาพสตรีมานานกว่า 128 ปี เรามีศูนย์สุขภาพสตรี ศูนย์มะเร็งนรีเวช และศูนย์สุขภาพเต้านม ที่มอบการดูแลแบบองค์รวม ตั้งแต่คัดกรอง ป้องกัน รักษา และฟื้นฟู ออกแบบการดูแลตามความแตกต่างของบุคคล โดยแพทย์เฉพาะทาง บูรณาการร่วมกับแพทย์สหสาขา และนวัตกรรมการรักษาที่ได้มาตรฐาน จึงมั่นใจได้ว่าเราสามารถดูแลผู้ป่วยมะเร็งรังไข่ได้อย่างเหมาะสมในทุกช่วงอาการ
นอกจากนี้ โรงพยาบาลบีเอ็นเอช ยังสามารถดูแลติดตามสุขภาพของผู้หญิงในระยะยาว อาทิ โรคแทรกซ้อนของโรคมะเร็งรังไข่ ปัญหาด้านจิตใจ ความต้องการที่จะมีบุตร ไปจนถึงความกังวลต่อสมาชิกในครอบครัว ซึ่งเราก็ชำนาญการตรวจยีนคัดกรองความเสี่ยงทางพันธุกรรม
สนใจตรวจคัดกรอง และรักษามะเร็งรังไข่ที่โรงพยาบาลบีเอ็นเอช
ทั้งนี้ ราคาตรวจและค่ารักษามะเร็งรังไข่ขึ้นอยู่กับทางเลือกการรักษา และความจำเป็นทางการแพทย์ของแต่ละบุคคล ตามปัจจัย อาทิ วิธีตรวจวินิจฉัย ระยะโรค แผนการผ่าตัด การใช้ยาเคมีบำบัด การพิจารณา HIPEC การใช้ยามุ่งเป้า เช่น Niraparib และระยะเวลาการติดตามหลังรักษา
ทำนัดรับคำปรึกษา รับคำแนะนำแพ็กเกจตรวจคัดกรองมะเร็งรังไข่ที่เหมาะสม หรือประเมินความเหมาะสมของแนวทางการรักษาก่อนตัดสินใจ กับแพทย์เฉพาะทางมะเร็งนรีเวช ศูนย์สุขภาพสตรี โรงพยาบาลบีเอ็นเอช (BNH Women’s Health Centre) อ่านเพิ่มเติม
|
ราคาปกติ
|
ราคาพิเศษ
|
|---|---|
|
5,450 บาท
|
2,990 บาท
|
แพ็กเกจตรวจอัลตราซาวด์มดลูกและรังไข่ (TVS)
การอัลตราซาวด์ คือ การตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง เมื่อคลื่นเสียงกระทบกับเนื้อเยื่อต่างๆ ซึ่งความสามารถในการผ่านและการสะท้อนกลับไม่เท่ากัน หัวตรวจจะทำหน้าที่รับสัญญาณคลื่นเสียงสะท้อนกลับระดับต่างๆ ซึ่งบอกถึงความหนาแน่น และความลึกของเนื้อเยื่อนั้นแล้วนำสัญญาณที่ได้รับมาประมวลผลสร้างเป็นภาพขึ้นมา ซึ่งสามารถช่วยตรวจวินิจฉัยลักษณะมดลูก เนื้องอกมดลูก เยื่อบุโพรงมดลูก ลักษณะรังไข่ที่ปกติและผิดปกติ
รายการตรวจ
- ตรวจภายในโดยสูตินรีแพทย์
- อัลตราซาวด์ดูความสมบูรณ์ของมดลูกและรังไข่
เงื่อนไขการใช้บริการ
- ทุกแพ็กเกจราคารวมค่าแพทย์ ค่าเวชภัณฑ์ และค่าบริการโรงพยาบาลแล้ว
- ทุกแพ็กเกจไม่รวมค่าใช้จ่ายกรณีมีการรักษาเพิ่มเติมนอกเหนือจากในแพ็กเกจ
- ทุกแพ็กเกจสามารถมอบให้ผู้อื่นใช้สิทธิ์ได้
- กรุณาทำนัดล่วงหน้าก่อนเข้ารับบริการอย่างน้อย 2 วัน ผ่านระบบ BNH Cares ในไลน์ @BNHhospital หรือทำนัดกับเจ้าหน้าที่ทางไลน์ @Mbrace
- รับบริการที่ศูนย์สุขภาพสตรี ชั้น 4 Zone A โรงพยาบาลบีเอ็นเอช ทุกวัน 07.00 – 19.00 น.
- สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์สุขภาพสตรี โรงพยาบาลบีเอ็นเอช โทร 02-022-0788, 02-022-0850
- เข้ารับบริการภายในวันที่ 15 ก.ย. 2569
การเตรียมตัวก่อนตรวจ
- ไม่ควรเข้ารับการตรวจขณะมีประจำเดือน แนะนำให้เข้ารับการตรวจหลังประจำเดือนหมด อย่างน้อยประมาณ 3 วัน
- ก่อนเข้ารับการตรวจ ไม่ควรสวนล้างช่องคลอด หรือใช้ยาเหน็บทางช่องคลอด อย่างน้อย 2 วัน
- หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ก่อนเข้ารับการตรวจอย่างน้อย 1 วัน
- ปัสสาวะให้เรียบร้อยก่อนการตรวจ
- สวมเสื้อผ้าที่ใส่สบาย ไม่รัดจนเกินไป
|
ราคาปกติ
|
ราคาพิเศษ
|
|---|---|
|
25,000 บาท
|
19,900 บาท
|
ตรวจรหัสพันธุกรรมมะเร็งเชิงลึก 90 ยีน
เป็นการตรวจเพื่อประเมินความเสี่ยงมะเร็งที่อาจเกี่ยวข้องกับพันธุกรรม เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่ มะเร็งลำไส้ มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งตับอ่อน และมะเร็งบางชนิดที่อาจพบร่วมกับประวัติครอบครัว
การตรวจนี้ช่วยให้แพทย์นำข้อมูลทางพันธุกรรมไปประกอบการประเมินความเสี่ยง วางแผนการคัดกรองเชิงป้องกัน และให้คำแนะนำด้านสุขภาพที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคลมากขึ้น ทั้งนี้ ผลตรวจทางพันธุกรรมไม่ได้เป็นการวินิจฉัยโรคมะเร็ง และหากไม่พบความผิดปกติของยีน ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีโอกาสเกิดมะเร็งเลย
รายการตรวจ
- ตรวจรหัสพันธุกรรมมะเร็งเชิงลึก 90 ยีน
เงื่อนไขการใช้บริการ
- ทุกแพ็กเกจราคารวมค่าแพทย์ ค่าเวชภัณฑ์ และค่าบริการโรงพยาบาลแล้ว
- ทุกแพ็กเกจไม่รวมค่าใช้จ่ายกรณีมีการรักษาเพิ่มเติมนอกเหนือจากในแพ็กเกจ
- ทุกแพ็กเกจสามารถมอบให้ผู้อื่นใช้สิทธิ์ได้
- กรุณาทำนัดล่วงหน้าก่อนเข้ารับบริการอย่างน้อย 2 วัน ผ่านระบบ BNH Cares ในไลน์ @BNHhospital หรือทำนัดกับเจ้าหน้าที่ทางไลน์ @Mbrace
- รับบริการที่ศูนย์สุขภาพสตรี ชั้น 4 Zone A โรงพยาบาลบีเอ็นเอช ทุกวัน 07.00 – 19.00 น.
- สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์สุขภาพสตรี โรงพยาบาลบีเอ็นเอช โทร 02-022-0788, 02-022-0850
- เข้ารับบริการภายในวันที่ 15 ก.ย. 2569
การเตรียมตัวก่อนตรวจ
- ไม่จำเป็นต้องงดน้ำหรืองดอาหารก่อนเข้ารับการตรวจ
คำถามที่พบบ่อย
Q : มะเร็งรังไข่รักษาหายไหม
A : มะเร็งรังไข่สามารถรักษาให้หาย หรือควบคุมโรคได้มากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับชนิดของมะเร็ง ระยะโรค การกระจายของโรค การตอบสนองต่อการรักษา และสุขภาพของผู้ป่วยแต่ละราย จึงควรให้แพทย์เฉพาะทางประเมินเป็นรายบุคคล
Q : การรักษามะเร็งรังไข่ระยะแรกมีอะไรบ้าง
A : การรักษามะเร็งรังไข่ระยะแรก แพทย์มักพิจารณาการผ่าตัดเป็นแนวทางหลัก และในผู้ป่วยบางราย แพทย์อาจพิจารณา Robotic Surgery หากก้อนมะเร็งมีขนาดจำกัดและเหมาะกับการผ่าตัดแผลเล็ก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของโรค ระยะโรค และดุลยพินิจของแพทย์
Q : มะเร็งรังไข่ระยะที่ 4 มีโอกาสหายไหม
A :
มะเร็งรังไข่ระยะที่ 4 เป็นระยะที่การรักษามีความซับซ้อน เป้าหมายการรักษาจึงเป็นการควบคุมโรค ลดอาการ ยืดช่วงเวลาที่โรคสงบ และรักษาคุณภาพชีวิต ผู้ป่วยบางรายอาจตอบสนองต่อการรักษาได้ดี แต่ทั้งนี้ ต้องประเมินเป็นรายบุคคลโดยแพทย์เฉพาะทาง
Q : HIPEC คืออะไร และต่างจากการรักษาด้วยคีโมทั่วไปอย่างไร
A : HIPEC คือการให้ยาเคมีบำบัดอุ่นในช่องท้องร่วมกับการผ่าตัด โดยมุ่งจัดการเซลล์มะเร็งขนาดเล็กที่อาจหลงเหลือหลังผ่าตัด ยาเคมีจะถูกควบคุมอยู่แค่ในช่องท้อง ต่างจากคีโมทั่วไปที่มักให้ผ่านกระแสเลือด ผลข้างเคียงจาก HIPEC จึงควบคุมได้มากกว่า อย่างไรก็ตาม HIPEC เป็นการรักษาที่ซับซ้อนและต้องประเมินความเหมาะสมโดยแพทย์เฉพาะทาง
Q : Niraparib คือยาอะไร
A : Niraparib เป็นยามุ่งเป้าแบบรับประทานในกลุ่ม PARP inhibitor แพทย์อาจพิจารณาใช้เป็นการรักษาต่อเนื่องหลังจบคีโมในผู้ป่วยมะเร็งรังไข่บางราย เพื่อช่วยควบคุมโรคและลดโอกาสกลับเป็นซ้ำ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละราย
Q : จะทราบได้อย่างไรว่าตัวเองเป็นมะเร็งรังไข่
สัญญาณของมะเร็งรังไข่นั้นไม่ชัดเจน ผู้ป่วยอาจเกิดอาการท้องอืด แน่นท้อง ปวดท้องน้อย อิ่มเร็ว หรือปัสสาวะบ่อย หากมีอาการต่อเนื่องจึงควรพบแพทย์เพื่อตรวจประเมิน เช่น ตรวจภายใน อัลตราซาวด์ ตรวจเลือด หรือการตรวจเพิ่มเติมตามดุลยพินิจของแพทย์
อ่านเพิ่มเติม: อาการและสัญญาณเตือน มะเร็งรังไข่
Q : ใครบ้างที่เสี่ยงเป็นมะเร็งรังไข่
ผู้ที่อาจมีความเสี่ยงสูงขึ้น ได้แก่ ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งรังไข่หรือมะเร็งเต้านม ผู้ที่มีความเสี่ยงทางพันธุกรรมบางชนิด หรือผู้ที่มีปัจจัยสุขภาพบางอย่าง จึงควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเสี่ยงเฉพาะบุคคล
อ่านเพิ่มเติม: กลุ่มเสี่ยง มะเร็งรังไข่
Q : ค่ามะเร็งรังไข่ปกติคือเท่าไหร่
A : คำว่า “ค่ามะเร็งรังไข่” มักหมายถึงค่า Tumor Marker เช่น CA-125 ซึ่งหลายห้องปฏิบัติการอาจใช้ค่าต่ำกว่า 35 U/mL เป็นช่วงอ้างอิงโดยทั่วไป แต่ค่าปกติอาจแตกต่างกันตามห้องปฏิบัติการ และค่า CA-125 ไม่สามารถวินิจฉัยมะเร็งรังไข่ได้เพียงอย่างเดียว ควรแปลผลร่วมกับแพทย์
ข้อมูลเพิ่มเติม
มะเร็งรังไข่ คืออะไร เกิดขึ้นได้อย่างไร
เข้าใจพื้นฐานของโรค สาเหตุ และการเกิดมะเร็งรังไข่ อ่านเพิ่มเติม
อาการและสัญญาณเตือน มะเร็งรังไข่
อาการผิดปกติที่ไม่ควรมองข้าม เช่น ท้องอืด ปวดท้องน้อย อ่านเพิ่มเติม
กลุ่มเสี่ยงโรคมะเร็งรังไข่
การประเมินปัจจัยเสี่ยงเบื้องต้น เช่น ประวัติครอบครัว อายุ หรือความเสี่ยงทางพันธุกรรม อ่านเพิ่มเติม
บทสรุป มะเร็งรังไข่ และนวัตกรรมการรักษา
- มะเร็งรังไข่เป็นโรคที่ต้องอาศัยการวางแผนรักษาอย่างรอบด้าน เพราะผู้ป่วยแต่ละรายอาจมีชนิดของโรค ระยะโรค การกระจายของโรค สุขภาพโดยรวม และการตอบสนองต่อการรักษาที่แตกต่างกัน
- นวัตกรรมใหม่ในการรักษามะเร็งรังไข่ ได้แก่ Robotic Surgery, HIPEC, Niraparib และ ctDNA Liquid Biopsy ซึ่งมีบทบาทต่างกันในการดูแลมะเร็งรังไข่ ตั้งแต่การผ่าตัดในมะเร็งรังไข่ระยะเริ่มต้น การจัดการโรคที่กระจายในช่องท้องในระยะลุกลาม ไปจนถึงการช่วยควบคุมไม่ให้กลับเป็นซ้ำหลังการทำคีโม
- แพทย์อาจพิจารณาวิธีรักษามะเร็งรังไข่ด้วยหลายวิธีร่วมกัน อาทิ การผ่าตัด ยาเคมีบำบัด ยามุ่งเป้า หรือการรักษาอื่นร่วมกัน
ปรึกษาแพทย์เฉพาะทางมะเร็งนรีเวช
นัดหมายล่วงหน้า
สอบถามผ่าน LINE: @BNHhospital
สถานที่: ศูนย์มะเร็งนรีเวช ชั้น 4 โซน A โรงพยาบาลบีเอ็นเอช