✨Translated by AI
ภาวะกระดูกพรุน
ภาวะกระดูกพรุน คืออะไร?
ภาวะกระดูกพรุน (osteoporosis) คือ ภาวะที่ความหนาแน่นของเนื้อกระดูกลดลง ส่งผลให้กระดูกขาดความแข็งแรง เปราะบาง แตกหักได้ง่าย แม้มีแรงกระทบกระแทกเพียงเล็กน้อย บริเวณที่มักพบกระดูกหักจากภาวะกระดูกพรุน ได้แก่ กระดูกข้อมือ กระดูกสันหลัง และกระดูกสะโพก
ภาวะกระดูกพรุนไม่มีอาการชี้นำและสัญญาณเตือน กระดูกจะค่อยๆ ลดความแข็งแรงลงโดยไม่ทันสังเกตเห็น จนกระทั่งกระดูกหัก กระดูกทรุด รูปร่างของข้อเปลี่ยนแปลงไปจึงจะตรวจพบ นับเป็น “ภัยเงียบ” ที่ควรเฝ้าระวังและติดตามอาการตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เพื่อป้องกันไม่ให้กระดูกหัก รวมถึงป้องกันภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นตามมา
ภาวะกระดูกพรุน ร่วมกับ ภาวะกล้ามเนื้อถดถอย (Osteosarcopenia)
ภาวะกล้ามเนื้อถดถอย คืออะไร?
ภาวะกล้ามเนื้อถดถอย (Sarcopenia) คือ ภาวะที่มีการสูญเสียมวลและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ซึ่งส่งผลต่อสมรรถภาพความสามารถทางกาย สาเหตุมาจากหลายปัจจัย เช่น การใช้งานกล้ามเนื้อลดลง ความเสื่อมของเซลล์ตามวัยที่เพิ่มขึ้น ภาวะโภชนาการ รวมถึงพันธุกรรม เป็นต้น
- การลดลงของมวลกล้ามเนื้อและความแข็งแรง จะเริ่มพบเมื่ออายุ 30 ปี โดยเฉพาะกล้ามเนื้อลายชนิดที่ 2 หรือ fast twitch fiber และสามารถลดได้ถึง 45% เมื่ออายุ 80 ปี
- ในคนที่มีอายุ 50 – 60 ปี พบว่ามีการลดลงของมวลกล้ามเนื้อโดยเฉลี่ย 1 – 2% ต่อปี ขณะที่ความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อจะลดลง 3 – 4% ต่อปี
- ช่วงอายุ 60 – 70 ปี จะมีอัตราการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อถึง 3% โดยอัตราการสูญเสียจะเพิ่มขึ้นตามอายุที่เพิ่มสูงขึ้น
ภาวะนี้ถือเป็นกลุ่มอาการของผู้สูงอายุ (Geriatric Syndrome) ที่พบบ่อยถึง 1 ใน 3 ของผู้สูงอายุทั่วไป ผู้ที่มีภาวะกล้ามเนื้อถดถอยจะมีโอกาสหกล้ม ทำให้กระดูกหักมากขึ้น รวมถึงไม่สามารถช่วยเหลือตนเอง เป็นอุปสรรคในการใช้ชีวิตประจำวัน ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตและสภาพจิตใจของผู้สูงอายุ
เมื่อภาวะกระดูกบาง (osteopenia) กระดูกพรุนและกล้ามเนื้อถดถอยเกิดขึ้นพร้อมกัน จึงทำให้เกิดกลุ่มโรคเฉพาะในผู้สูงอายุชนิดใหม่ขึ้น เรียกว่า Osteosarcopenia ซึ่งจะมีการลดลงของมวลกระดูกและการลดลงของมวลกล้ามเนื้ออย่างต่อเนื่อง เมื่ออายุเพิ่มขึ้นส่งผลให้ความแข็งแรงและประสิทธิภาพการทำงานของกล้ามเนื้อลดลง เกิดความเสี่ยงต่างๆ ที่ตามมา ได้แก่ ความเสี่ยงต่อการเกิดการหกล้ม กระดูกหัก เกิดความบกพร่องทางกาย คุณภาพชีวิตแย่ลง และเพิ่มอัตราการตาย
ปัจจัยเสี่ยงกระดูกพรุน มีอะไรบ้าง?
อายุ
มวลกระดูกจะมีความหนาแน่นมากที่สุดเมื่ออายุประมาณ 30 ปี จากนั้นจะเริ่มลดลงช้าๆ เมื่ออายุมากขึ้น เนื่องจากกระดูกมีการสร้างขึ้นใหม่น้อยกว่าการทำลาย หลังจากอายุ 50 ปี การสูญเสียมวลกระดูกจะเกิดในอัตราเร่งที่มากขึ้นทั้งในผู้ชายและผู้หญิง
เพศ
เพศหญิงมีโอกาสเกิดภาวะกระดูกพรุนเร็วกว่าและมากกว่าเพศชาย เนื่องจากเพศหญิงมีเนื้อกระดูกน้อยกว่าเพศชาย 10 – 30% และมีการสูญเสียมวลกระดูกอย่างรวดเร็วเมื่อถึงวัยหมดประจำเดือน ส่งผลกระทบทั้งด้านความหนาแน่นและโครงสร้างของกระดูก ทำให้ความแข็งแรงของกระดูกลดลง
กรรมพันธุ์
ในครอบครัวที่พ่อแม่มีประวัติภาวะกระดูกพรุน ลูกจะมีโอกาสเกิดภาวะนี้เช่นเดียวกัน
โภชนาการ
เช่น รับประทานโปรตีนต่ำ บริโภคแคลเซียมไม่เพียงพอ ดื่มกาแฟ หรือน้ำอัดลมเกินขนาด ทำให้ขาดสารอาหารที่จำเป็นต่อการสร้างมวลกระดูก
รูปร่างและการทรงตัว
ผู้ที่มีดัชนีมวลกายน้อยกว่า 19 การทรงตัวและการเคลื่อนไหวไม่ดี หกล้มบ่อยครั้ง มีโอกาสจะเกิดภาวะกระดูกพรุนมากกว่าผู้ที่มีรูปร่างและการทรงตัวเป็นปกติ
โรคประจำตัว
โรคประจำตัวบางอย่างอาจส่งผลให้เกิดภาวะกระดูกพรุนได้ เช่น โรคระบบต่อมไร้ท่อ โรคที่เกิดจากการอักเสบ โรคไต โรคตับ โรคเกี่ยวกับการดูดซึมอาหาร โรคมะเร็ง เป็นต้น
แอลกอฮอล์
ควรหลีกเลี่ยงดื่มแอลกอฮอล์ เพราะจะทำให้เกิดภาวะกระดูกพรุนเร็วขึ้นและกล้ามเนื้อไม่แข็งแรง
บุหรี่
สารนิโคตินในบุหรี่ส่งผลต่อการสร้างมวลกระดูก ทำให้เสี่ยงเกิดภาวะกระดูกพรุนมากขึ้น
การออกกำลังกาย
การขาดการออกกำลังกาย กิจกรรมทางกายต่ำ ไม่ค่อยออกแรง มีพฤติกรรมเนือยนิ่ง ส่งผลให้มีโอกาสเกิดภาวะกระดูกพรุนมากขึ้น ในผู้สูงอายุควรออกกำลังกายชนิดที่มีการลงน้ำหนัก เช่น เดินเร็ว วิ่งเหยาะๆ หรือเต้นรำ รวมถึงควรฝึกการทรงตัวเพื่อป้องกันการหกล้ม ลดโอกาสการเกิดกระดูกหักด้วย โดยออกกำลังกายสม่ำเสมอ อย่างน้อย 3 วันต่อสัปดาห์
ชะลอภาวะกระดูกพรุน ทำได้อย่างไร?
- รับประทานอาหารเพิ่มแคลเซียม เช่น ผลิตภัณฑ์จากนม โยเกิร์ต เนยแข็ง ปลาซาร์ดีน ปลาแซลมอน เต้าหู้ ปลาแห้ง กุ้งป่น ปลาป่น ผักใบเขียว
- เสริมวิตามินดีเพื่อช่วยในการดูดซึมแคลเซียม เช่น ผลิตภัณฑ์นมเสริมวิตามินดี ไข่แดง ปลาไขมันสูง เช่น ปลาแซลมอน ปลาทูน่า ปลาซาร์ดีน
เราจะตรวจกระดูกพรุนได้อย่างไร?
การตรวจวินิจฉัยภาวะกระดูกพรุนทำได้หลายวิธี สำหรับวิธีที่นิยมทำกันในปัจจุบัน คือ การตรวจวัดความหนาแน่นของกระดูก (Bone Mineral Density-BMD) ซึ่งสามารถตรวจระดับความแข็งแรงของกระดูก วินิจฉัยภาวะกระดูกพรุนได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น โดยการใช้รังสี X-ray พลังงานต่ำสะท้อนภาพเนื้อเยื่อกระดูก ปริมาณรังสีน้อย ทราบผลการตรวจอย่างรวดเร็ว แม่นยำ และปลอดภัย
เครื่องตรวจวัดความหนาแน่นของกระดูกมีหลายแบบ ที่นิยมใช้คือแบบที่เรียกว่า Dual Energy X-ray Absorptiometry scanner หรือ
DEXA Scanner ซึ่งจะตรวจในตำแหน่งที่กระดูกแตกหักจากกระดูกพรุนบ่อย ได้แก่ กระดูกสันหลัง กระดูกสะโพก และกระดูกข้อมือ
เครื่อง DEXA Scanner คืออะไร?
Dual Energy X-ray Absorptiometry scanner หรือ DEXA scanner คือ เครื่องมือตรวจวัดความหนาแน่นของกระดูก โดยใช้รังสีเอ็กซ์พลังงานต่ำ 2 พลังงานในการวิเคราะความหนาแน่นของมวลกระดูก ปริมาณรังสีที่ใช้น้อยมาก มีความปลอดภัย และความแม่นยำสูง ซึ่งองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้กำหนดให้เป็นวิธีมาตรฐานในการวินิจฉัยโรคกระดูกพรุน
เครื่อง DEXA Scanner แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ
- เครื่องตรวจบริเวณกระดูกแกนกลางร่างกาย (Central Device) ใช้ตรวจบริเวณกระดูกสันหลังและสะโพก ซึ่งเป็นวิธีมาตรฐานในการวินิจฉัย
- เครื่องตรวจบริเวณกระดูกแขน-ขา (Peripheral Device) ใช้ตรวจบริเวณ ข้อมือ ข้อเท้า สำหรับการตรวจคัดกรองโรค
การตรวจวัด ความหนาแน่น มวลกระดูก มีข้อดีอย่างไร?
- ทำให้ทราบว่ากระดูกยังมีความหนาแน่นปกติดี หรือมีภาวะกระดูกพรุน จำเป็นต้องได้รับการรักษาหรือเสริมสร้างกระดูกอย่างไรหรือไม่
- ทราบความเสี่ยงและแนวโน้มในการเกิดโรค เพื่อเตรียมพร้อมป้องกันโรคเกี่ยวกับความแข็งแรงของกระดูกที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เช่น หกล้มแล้วกระดูกหัก
- ทราบวิธีปฏิบัติตัวที่เหมาะสมในการรักษาความแข็งแรงของกระดูก รวมถึงสิ่งที่ควรระมัดระวังเป็นพิเศษสำหรับแต่ละบุคคล
- สามารถใช้ผลตรวจเป็นข้อมูลพื้นฐาน ในการเปรียบเทียบสุขภาพกระดูกครั้งต่อไป
- การตรวจด้วยเครื่อง DEXA Scanner ทำได้ง่าย รวดเร็ว รังสีที่ใช้ไม่ตกค้างในร่างกาย และให้ผลแม่นยำ
ความถี่ในการตรวจ ความหนาแน่นมวลกระดูก
โรคกระดูกพรุนถือเป็นภัยเงียบและเป็นอันตรายอย่างมากในผู้สูงอายุ โดยเฉพาะในผู้ที่ไม่ทราบว่าตนเองมีภาวะกระดูกพรุน ทำให้ขาดความระมัดระวังในการใช้ชีวิตและไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม ดังนั้นการป้องกันโดยการตรวจมวลกระดูกเพื่อคัดกรองโรคกระดูกพรุนจึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะช่วยลดความเสี่ยงการเกิดกระดูกหักรุนแรงจนนำไปสู่ภาวะทุพพลภาพได้ ดังนั้นผู้สูงอายุทุกคน รวมถึงผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น จึงควรรับการตรวจมวลกระดูกเป็นประจำทุก 1-2 ปี เพื่อเฝ้าระวังตั้งแต่เนิ่นๆ และดำเนินชีวิตได้อย่างปลอดภัย
ใครควรตรวจ ความหนาแน่นของกระดูก?
- ผู้หญิงอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป และผู้ชายอายุตั้งแต่ 70 ปีขึ้นไป
- ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนที่มีอายุน้อยกว่า 65 ปี และมีปัจจัยเสี่ยงตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้น
- ผู้ชายที่มีอายุน้อยกว่า 70 ปี และมีปัจจัยเสี่ยงตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้น
- ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคกระดูกพรุน
- ผู้ที่มีประวัติกระดูกหักจากอุบัติเหตุที่ไม่รุนแรง
- ผู้ที่มีโรคประจำตัวสัมพันธ์กับมวลกระดูก เช่น โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ ภาวะต่อมพาราไทรอยด์ โรคเบาหวาน โรคข้ออักเสบเรื้อรัง เป็นต้น
- ผู้ที่รับประทานยาที่ส่งผลต่อมวลกระดูก เช่น ยาสเตียรอยด์ ยากันชัก ยารักษามะเร็ง เป็นต้น
- ผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น สูบบุหรี่หรือดื่มเหล้าเป็นประจำ ชอบดื่มชา กาแฟ น้ำอัดลม รวมถึงผู้ที่ไม่ออกกำลังกาย
การตรวจวัดความหนาแน่นของกระดูก ต้องเตรียมตัวอย่างไร?
- ในวันตรวจสามารถรับประทานอาหาร และดื่มน้ำตามปกติ
- ถอดเครื่องประดับโลหะทุกชนิดออกจากร่างกาย กรณีที่มีโลหะฝังอยู่ในร่างกาย เช่น เหล็กดามกระดูก ข้อเทียม หรือเครื่องกระตุ้นหัวใจ ควรแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบก่อนการตรวจ
- แจ้งเจ้าหน้าที่หากอยู่ในระยะตั้งครรภ์ หรือสงสัยว่าตั้งครรภ์
- หากเคยกลืนแร่หรือรับสารทึบแสงเพื่อทำ CT Scan มาก่อน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อนัดเวลาตรวจที่เหมาะสม
- ระหว่างการตรวจผู้รับการตรวจจะนอนบนเตียง โดยมีเจ้าหน้าที่ช่วยจัดตำแหน่งร่างกายให้เหมาะสมก่อนเริ่มการตรวจ
- ใช้เวลาตรวจประมาณ 10 – 15 นาที ขึ้นกับจำนวนบริเวณที่ต้องการตรวจ
ข้อมูลทีมแพทย์
แพ็กเกจตรวจคัดกรองข้อเข่าเสื่อม (X-Ray ข้อเข่า) โรงพยาบาลบีเอ็นเอช BNH Hospital
ตรวจคัดกรองโรคข้อเข่าเสื่อมด้วยการ X-Ray หากคุณสงสัยหรือมีอาการปวดเข่าร่วมกับปัจจัยเหล่านี้
- ผู้มีน้ำหนักตัวมาก (BMI >25)
- อายุ 40 ปีขึ้นไป
- มีประวัติครอบครัวเป็นโรคข้อเข่าเสื่อม
- มีกิจวัตรหรือทำกิจกรรมที่ใช้ข้อเข่าเป็นประจำ
- เคยบาดเจ็บที่ข้อเข่า
- มีข้อเข่าโก่ง
- มีโรคข้อต่าง ๆ เช่น เกาต์ รูมาตอยด์
- มีเสียงในข้อเข่าร่วมกับอาการเจ็บ