Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors
Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors

ศูนย์สมองและระบบประสาทโรงพยาบาลบีเอ็นเอช
ดูแลสมองและระบบประสาท เพื่อคุณภาพชีวิตของคุณและคนรอบตัว

ระบบประสาท ประกอบไปด้วยสมอง เส้นประสาท ไขสันหลัง และกล้ามเนื้อ การทำงานของร่างกายทุกระบบ ตั้งแต่การรับรู้ ความรู้สึก ความจำ การเคลื่อนไหว รวมถึงการแสดงออกต่าง ๆ ล้วนถูกควบคุมโดยระบบนี้ เมื่อใดก็ตามที่ระบบนี้มีปัญหา การแสดงออกของโรคจึงกระทบการใช้ชีวิตโดยรวมของคนไข้

โรคทางสมองระบบประสาทที่เป็นที่รู้จัก

โรคอัลไซเมอร์, โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke), โรคไมเกรน, โรคลมชัก, โรคความผิดปกติของเส้นประสาทและกล้ามเนื้อ, โรคพาร์กินสัน, โรคระบบประสาทที่เกี่ยวข้องกับภูมิคุ้มกัน, โรคติดเชื้อในระบบประสาท, โรคปลอกประสาทอักเสบ, โรคมะเร็งไขกระดูก, โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ฯลฯ

เบื้องหลังทางเลือกในการรักษาที่เหมาะสมกับปัญหาของคุณที่สุด

ที่นี่ เราผสานความเชี่ยวชาญเฉพาะทางระดับโรงเรียนแพทย์ เข้ากับนวัตกรรมแม่นยำสูงและการดูแลแบบบูรณาการครบวงจร เพื่อผลลัพธ์การรักษาที่สมบูรณ์แบบที่สุด โดยให้ความสำคัญกับเวลามากที่สุด เราจึงวินิจฉัยและมอบทางเลือกการรักษาที่เหมาะสมที่สุดให้คุณอย่างรวดเร็ว เพื่อเพิ่มโอกาสฟื้นตัว และคืนคุณภาพชีวิตที่ดีให้คุณอย่างทันท่วงที

เหตุผลที่คุณควรรักษากับเรา

  • นวัตกรรมการแพทย์ระดับเดียวกับโรงเรียนแพทย์ อาทิ
    • เทคโนโลยีล่าสุดในการวินิจฉัยความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมอง และโรคความจำเสื่อม เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยเตรียมความพร้อม และดูแลตัวเองได้อย่างเหมาะสม
    • เทคโนโลยีชะลออาการสมองเสื่อม ขยายช่วงเวลาที่ดีให้นานมากขึ้น
    • นวัตกรรมยาชะลอการดำเนินโรคอัลไซเมอร์ ยาระงับอาการของโรคลมชัก พาร์กินสัน เพื่อให้คนไข้กลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้
  • ทีมแพทย์ด้านโรคสมองและระบบประสาทครบทุกสาขาเฉพาะทาง จึงมั่นใจได้ว่าปัญหาของคุณจะถูกแก้ไขอย่างตรงจุด
  • ทำงานอย่างบูรณาการควบคู่กับแพทย์เฉพาะทางสหสาขา ไม่ว่าจะเป็นจิตแพทย์ แพทย์โรคหัวใจ กุมารแพทย์ จักษุแพทย์ แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู เป็นต้น  เพราะโรคทางระบบประสาทมักส่งผลกระทบต่อระบบอื่นในร่างกาย
  • มีแพทย์ผู้ชำนาญด้านปัญหาการนอนหลับและความจำ ซึ่งสัมพันธ์กับโรคทางสมองและระบบประสาทโดยตรง

รู้จักทีมแพทย์เฉพาะทางประจำศูนย์สมองและระบบประสาทโรงพยาบาลบีเอ็นเอช

โรคทางสมองและระบบประสาทที่พบบ่อย

ภาวะสมองเสื่อม

เกิดจากความถดถอยของสมองที่ทำงานได้แย่ลง มีทั้งสมองเสื่อมที่รักษาไม่ได้ และสมองเสื่อมที่รักษาได้

  • ภาวะสมองเสื่อมที่รักษาไม่ได้ เกิดจากเหตุปัจจัยที่ทำลายเซลล์สมอง จนส่วนความจำหลักในการบันทึกข้อมูลเสียหายถาวร ผู้ป่วยจะมีอาการเสื่อมถอยลงเท่านั้น ไม่สามารถรักษาได้ แต่เทคโนโลยีปัจจุบันสามารถชะลอการดำเนินโรคให้ช้าลงได้ โรคสมองเสื่อมถาวรอาจเป็นผลจากโรคอื่น เช่น โรคอัลไซเมอร์ โรคหลอดเลือดสมอง โรคพาร์กินสัน โรคลมชัก หรือมาจากการบาดเจ็บที่สมอง
  • ภาวะสมองเสื่อมที่รักษาได้ เกิดจากเหตุปัจจัยที่ไม่ได้ทำลายเซลล์สมองถาวร เมื่อแก้ที่ต้นเหตุ ก็สามารถรักษาภาวะสมองเสื่อม และฟื้นฟูให้คนไข้กลับมาใกล้เคียงปกติได้ สาเหตุเหล่านั้นได้แก่
    • การเจ็บป่วย เช่น โรคภูมิคุ้มกันแปรปรวนที่ส่งผลต่อสมอง ติดเชื้อในสมอง เนื้องอกในสมอง เลือดออกในสมอง ภาวะขาดฮอร์โมนไทรอยด์ โรคซึมเศร้า โรคพิษสุราเรื้อรัง  
    • อาการจากการขาดวิตามินบี 12 เป็นเวลานาน
    • การใช้ยาบางชนิด เช่น ยานอนหลับ ยากล่อมประสาท

อาการของผู้ป่วยโรคสมองเสื่อม

  • ถามคำถามซ้ำ ๆ หรือพูดเรื่องเดิมซ้ำ ๆ ภายในระยะเวลาสั้น ๆ
  • สับสนกับการใช้งานสิ่งของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น โทรศัพท์ รีโมททีวี
  • ความสามารถในการแก้ปัญหาหรือใช้เหตุผลลดลง
  • บุคลิกและพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน เช่น จากใจดีเป็นก้าวร้าว
  • หลงทิศทาง สับสนในสถานที่คุ้นเคย หรือวางสิ่งของผิดที่ผิดทาง เช่น วางกระเป๋าเงินในตู้เย็น
  • เข้าใจผิดหรือหลงผิด เช่น คิดไปเองว่ามีคนมาขโมยของ

ภาวะสมองเสื่อม ≠ โรคอัลไซเมอร์

แต่โรคอัลไซเมอร์ คือสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุดของภาวะสมองเสื่อม เกิดจากส่วนความจำหลักในการบันทึกข้อมูลเสียหายจากการสะสมของโปรตีนอะไมลอยด์ที่เป็นพิษ ทำให้ข้อมูลไม่เคยถูกบันทึกเข้าสู่สมอง ดังนั้นจึงไม่สามารถดึงข้อมูลออกมาได้ แม้จะพยายามก็ตาม

โรคอัลไซเมอร์ วินิจฉัยได้อย่างไร

การวินิจฉัยโรคอัลไซเมอร์นั้น ต้องเริ่มจากวินิจฉัยภาวะสมองเสื่อมก่อน เพื่อหาว่าปัญหาความจำที่เกิดขึ้นนั้นใช่โรคอัลไซเมอร์จริงหรือไม่ แพทย์จะได้ดูแลรักษาได้ตรงจุด

ก่อนอื่นแพทย์จะทำการทดสอบประเมินสมรรถภาพของสมองและความจำ และตรวจเลือดเพื่อหาสาเหตุอื่น ๆ ที่อาจทำให้ความจำแย่ลง เช่น ภาวะขาดวิตามินหรือฮอร์โมน ในกรณีที่ไม่พบสาเหตุอื่น อาจมีการตรวจเลือดด้วยวิธี Blood Biomarkers เพื่อหาสารบ่งชี้โรคอัลไซเมอร์ในเลือด ไปจนถึงการตรวจ MRI สมองหากผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยแล้วว่าเป็นโรคอัลไซเมอร์ในระยะต้น แพทย์จะพิจารณาใช้เทคโนโลยีเพื่อชะลอความเร็วในการดำเนินโรค ร่วมกับแนวทางการปฏิบัติตัวปรับพฤติกรรมที่เหมาะสม

การลดความเสี่ยงและชะลอการเกิดโรคอัลไซเมอร์ได้

โรคอัลไซเมอร์สามารถป้องกันได้ ด้วยการปรับรูปแบบการใช้ชีวิตให้ชะลอการสะสมของโปรตีนอะไมลอยด์ในสมอง โดยการพักผ่อนให้เพียงพอ ทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายเป็นประจำ หลีกเลี่ยงความเครียด หมั่นบริหารสมอง

นอกจากนี้ นวัตกรรมการแพทย์ในปัจจุบัน ยังสามารถตรวจประเมินความเสี่ยงของโรคอัลไซเมอร์ได้ล่วงหน้าด้วย Blood Biomarkers เทคโนโลยีตรวจหาสารบ่งชี้โรคอัลไซเมอร์จากเลือด แม่นยำสูง บอกโอกาสเป็นล่วงหน้าได้ 3-5 ปี ให้คุณมีเวลาเตรียมตัววางแผนชีวิตได้ตั้งแต่วันที่สมองยังแข็งแรง

โรคอัลไซเมอร์อาจรักษาให้หายขาดไม่ได้ แต่ชะลอได้

ในปัจจุบัน ยังไม่มีเทคโนโลยีที่รักษาโรคอัลไซเมอร์ให้หายขาด แต่ที่สามารถทำได้คือการชะลออาการ ให้การดำเนินโรคเป็นไปช้าลง เพื่อยืดช่วงเวลาที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีออกไปให้นานยิ่งขึ้น ด้วยนวัตกรรมการแพทย์ อาทิ

การกระตุ้นสมองด้วยเครื่อง Transcranial Pulse Stimulation (TPS)

ทำงานโดยส่งคลื่นกระแทกพลังงานต่ำ (low intensity shock wave) ไปกระตุ้นเซลล์สมอง มีผลต่อสมองในการเพิ่มสมาธิ เพิ่มความสดชื่น เติมความกระตือรือร้น ปรับอารมณ์ให้ดีขึ้น และช่วยด้านการดึงข้อมูลความจำ จึงเหมาะสำหรับผู้ป่วยอัลไซเมอร์ในระยะแรกถึงกลาง และยังมีประโยชน์สำหรับผู้มีปัญหาภาวะสมองล้า (Brain Fog) โรคซึมเศร้า และสมาธิสั้น รวมถึงโรคทางระบบประสาทอย่างพาร์กินสัน

นวัตกรรม TPS นี้ ถูกพัฒนาขึ้นโดย บริษัท Storz Medical AG ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ปัจจุบันได้รับการรับรองมาตรฐานยุโรป (CE Mark) และมีการใช้งานแพร่หลายทางฝั่งยุโรปมาถึง 8 ปีแล้ว แต่เพิ่งใช้งานในประเทศไทยได้ 2 ปีหลังจากผ่าน อย.ไทย

แพทย์ที่สามารถรักษาด้วยเทคโนโลยีนี้ได้จะต้องได้รับการรับรองจากบริษัทเจ้าของเทคโนโลยีเท่านั้น ซึ่งที่ศูนย์สมองและระบบประสาทโรงพยาบาลบีเอ็นเอช คนไข้ทุกรายจะได้รับการรักษากับ นพ. เขษม์ชัย เสือวรรณศรี อายุรแพทย์เฉพาะทางด้านสมองและความจำ ซึ่งไม่เพียงได้รับการรับรองให้ใช้เทคโนโลยีนี้ในการรักษา แต่ยังเป็นคนเดียวในประเทศไทย และ 1 ใน 2 คนในเอเชีย ที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการจากบริษัทเจ้าของนวัตกรรม ให้เป็นผู้ฝึกอบรมการใช้เครื่อง TPS สำหรับแพทย์ในเอเชีย

ยา Anti-Amyloid

เป็นเวลา 20 ปีแล้ว ที่โลกรอยาโรคอัลไซเมอร์ตัวใหม่ จนในที่สุด Lecanemab ยาตัวใหม่สำหรับรักษาโรคโดยวิธี Anti-Amyloid Therapy ก็ได้ถูกนำออกมาให้ใช้ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อ พ.ศ.2565 นับเป็นความก้าวหน้าทางการแพทย์ครั้งสำคัญที่จะเปลี่ยนความเร็วในการดำเนินโรคให้ช้าลง และยาตัวใหม่นี้ก็ได้เริ่มนำมารักษาผู้ป่วยแล้วตั้งแต่ปลายปี พ.ศ.2568  ซึ่งโรงพยาบาลบีเอ็นเอชก็เป็นหนึ่งในไม่กี่โรงพยาบาล ที่มียาใหม่นี้ให้บริการแล้ว

ยา Anti-Amyloid เป็นยาฉีดที่ออกฤทธิ์โดยตรงในการยับยั้งการสะสมโปรตีนอะไมลอยด์ที่เป็นพิษ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของโรคอัลไซเมอร์ จึงช่วยชะลอความเร็วของการดำเนินของโรคในระยะเริ่มต้นได้ ซึ่งต่างจากยาโรคอัลไซเมอร์เดิม ที่เพียงแค่ชดเชยสารสื่อประสาท อย่างไรก็ตาม ยาตัวนี้ยังมีผลข้างเคียง ผู้สนใจจึงควรเข้ารับการปรึกษาจากแพทย์

ภาวะสมองเสื่อม ไว้ใจโรงพยาบาล BNH

เหตุผลที่ศูนย์สมองและระบบประสาทโรงพยาบาลบีเอ็นเอช สามารถดูแลผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อมได้เป็นอย่างดี

  • ที่ศูนย์โรคสมองและระบบประสาทโรงพยาบาลบีเอ็นเอช เรามีแพทย์เฉพาะทางในทุกสาขาด้านสมอง จึงสามารถวินิจฉัยอาการได้อย่างแม่นยำ ให้คุณทราบอย่างแน่นอนถึงภาวะความเจ็บป่วยที่เป็นอยู่ เพื่อมอบการรักษาที่ตรงจุด  
  • เรามีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านความจำ นำทีมโดย นพ. เขษม์ชัย เสือวรรณศรี อายุรแพทย์ด้านสมองและระบบประสาท สาขาเฉพาะทางด้านความจำ ผู้ร่วมบุกเบิกสมาคมแพทย์โรคสมองเสื่อม
  • เรามีทีมผู้ให้คำปรึกษาด้านสมองและความจำ ช่วยประเมินสมรรถภาพการทำงานของสมอง เพื่อวิเคราะห์อาการและการดำเนินโรคในเบื้องต้น รวมถึงการวางแผนการดูแล จัดกิจกรรมกระตุ้นและฟื้นฟูการทำงานของสมองและการรับรู้ ในกิจกรรม SookCiety Day Care Programme
  • นวัตกรรมการตรวจคัดกรอง และการดูแลผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ชั้นนำระดับโลก อาทิ Blood Biomarkers, การกระตุ้นสมองด้วยเครื่อง Transcranial Pulse Stimulation (TPS) และ ยา Anti-Amyloid ตัวล่าสุด ให้คนไข้สามารถเข้าถึงการดูแลที่ดีที่สุด

โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke)

โรคหลอดเลือดสมอง หรือ Stroke คือกลุ่มอาการผิดปกติที่เกิดจากหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง โดยเกิดได้ทั้งอาการสมองขาดเลือด (80 – 90%) และอาการเลือดออกในสมอง (10 – 20%)  มักพบความเสี่ยงที่มากขึ้นในกลุ่มที่มีโรคความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง และเบาหวาน  เป็นภาวะที่พบบ่อยและมีความรุนแรงสูง แต่หากได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ผู้ป่วยมีโอกาสกลับมาเป็นปกติได้

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับโรคสโตรก

  • ประชากรโลกที่มีอายุ 25 ปีขึ้นไป 1 ใน 4 คน มีโอกาสเป็นโรคสโตรก
  • โรคสโตรกเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 2 ของโลกและในประเทศไทย (รองจากมะเร็งรวมทุกอวัยวะ) และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
  • 4.5 ชั่วโมงแรกหลังเกิดอาการ คือช่วงเวลาสำคัญที่สุดที่ผู้ป่วยมีโอกาสสูงที่จะได้รับการรักษาจนกลับเป็นปกติ 100% หากผู้ป่วยมาถึงสถานพยาบาลที่มีแพทย์เฉพาะทาง ยา และเครื่องมือเพียบพร้อม

อาการของผู้ป่วยโรคสโตรก

หากผู้ป่วยมีอาการเหล่านี้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน จะต้องรีบพบแพทย์โดยทันที สามารถจดจำได้ง่าย ด้วยหลัก “BEFAST

  • Balance: การทรงตัวผิดปกติ, เดินเซ
  • Eyes: ตามองไม่เห็นข้างเดียว, มองเห็นภาพซ้อน
  • Face: ใบหน้าเบี้ยวครึ่งซีก, ปากตก, ชาครึ่งซีก
  • Arms & Legs: แขนขาอ่อนแรง, ชาครึ่งซีก (มักเป็นซีกเดียวกัน)
  • Speech: พูดไม่ชัด, พูดสับสน
  • Time: เวลาเป็นสิ่งสำคัญที่สุด รีบมาโรงพยาบาลทันที

ปัจจัยเสี่ยงที่นำไปสู่โรคสโตรก

ปัจจัยหลัก มักพบในผู้สูงอายุ 40 ปีขึ้นไป ได้แก่
  • โรคเบาหวาน
  • ไขมันในเลือดสูง โดยเฉพาะ LDL
  • ความดันโลหิตสูง
  • มีปัญหาน้ำหนักตัวเกินเกณฑ์ 
ปัจจัยอื่นๆ ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดโรคสโตรกก่อนอายุ 40 ปี ได้แก่
  • พันธุกรรม
  • โรคมะเร็งบางชนิดที่ทำให้เลือดแข็งตัวผิดปกติ 
  • การรับประทานยาคุมกำเนิดที่มีฮอร์โมนเอสโตรเจนสูง 
  • โรคไมเกรน 
  • PM2.5 ซึ่งกระตุ้นการอักเสบของหลอดเลือดสมอง
  • ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Sleep Apnea)
  • สูบบุหรี่

โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) ป้องกันได้

80% ของสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดสมอง เป็นสิ่งที่ป้องกันได้

โรคสโตรก หรือโรคหลอดเลือดสมอง ไม่ได้เกิดขึ้นในทันที แต่เกิดจากการสะสมของปัจจัยเสี่ยงมานาน หากผู้ป่วยมีการตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ ก็จะทราบถึงความเสี่ยงของตัวเอง เช่น อาการความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง เป็นต้น และวางแผนป้องกันได้ล่วงหน้าจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม หรือแนวทางการใช้ชีวิต เช่น หาเวลาผ่อนคลายเพื่อลดความเครียด ติดตั้งเครื่องฟอกอากาศในบ้านเพื่อปกป้องตัวเองจาก PM2.5

ทั้งนี้ ข้อมูลจากการตรวจสุขภาพพื้นฐานอาจบอกความเสี่ยงได้ไม่หมด เช่น คนปกติที่มีค่าความดันโลหิต 130/85 อาจยังไม่ถึงกับมีความเสี่ยงโรคสโตรก แต่ตัวเลข 130/85 นี้ อาจเป็นค่าที่อันตรายสำหรับบางคนที่มีปริมาณไขมันสะสมในหลอดเลือดหนา หรือบางคนที่หลอดเลือดในสมองเริ่มโป่งพอง ก็มีความเสี่ยงสูงมากที่จะพัฒาไปสู่โรคสโตรก  ซึ่งข้อมูลสุขภาพเชิงลึกพวกนี้ สามารถตรวจพบล่วงหน้าได้แล้วด้วยวิทยาการทางการแพทย์ในปัจจุบัน เพื่อนำไปสู่การป้องกันอย่างตรงจุด อาทิ

  • อัลตราซาวนด์หลอดเลือดแดงที่คอ (Carotid Ultrasound) ตรวจหาไขมันที่เกาะผนังหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงสมองและตา ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ความเสี่ยง
  • MRA (Magnetic Resonance Angiography) ใช้ดูหลอดเลือดแดงในสมอง สามารถตรวจพบหลอดเลือดโป่งพองได้ตั้งแต่ 2 มม.
  • MRI (Magnetic Resonance Imaging) การตรวจวินิจฉัยด้วยสนามแม่เหล็กและคลื่นวิทยุ เพื่อสร้างภาพรายละเอียดของสมอง ใช้ในการวินิจฉัยหาบริเวณสมองที่ขาดเลือดหรือเสียหาย ประเมินขนาดและตำแหน่งของรอยโรคในสมองอย่างละเอียด และแยกชนิดของสโตรกว่าเป็นสมองขาดเลือดหรือ สมองมีเลือดออก สำหรับวางแผนการรักษาและประเมินความเสียหายของสมอง
  • การตรวจ Lipoprotein เพื่อวิเคราะห์ชนิดและระดับของอนุภาคที่ลำเลียงไขมันในเลือด เพื่อประเมินความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด
  • การตรวจวัดระดับโปรตีน ApoB ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้จำนวนอนุภาคไขมันที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดและโรคหัวใจ
  • การตรวจยีน สำหรับกรณีที่มีประวัติครอบครัวหรือสงสัยโรคทางพันธุกรรมบางชนิด หรือเพื่อประเมินการตอบสนองต่อยา

แพ็กเกจตรวจคัดกรองโรคหลอดเลือดสมอง

ศูนย์สมองและระบบประสาทโรงพยาบาลบีเอ็นเอช เรารวมทุกการวินิจฉัย เพื่อให้คุณเท่าทันความเสี่ยงโรคสโตรก ได้แก่

  • Basic Stroke Screening Package แพ็กเกจตรวจคัดกรองโรคหลอดเลือดสมองเบื้องต้น ประเมินการทำงานของหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงสมองด้วยอัลตราซาวด์ (Carotid Doppler Ultrasound) พร้อมเจาะลึกค่าเลือดที่สำคัญอย่างครบถ้วน
  • Advanced Stroke Screening Package แพ็กเกจตรวจคัดกรองโรคหลอดเลือดสมองเชิงลึก ประกอบด้วย
    • Carotid Doppler Ultrasound 
    • ตรวจเลือดเพื่อประเมินความเสี่ยงเชิงลึก (Homocysteine, ANA) รวมถึงการตรวจ Lipoprotein เพื่อวิเคราะห์ชนิดและระดับของอนุภาคที่ลำเลียงไขมันในเลือด และวัดระดับโปรตีน ApoB ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้จำนวนอนุภาคไขมันที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดและโรคหัวใจ 
    • MRI+MRA ตรวจประเมินหลอดเลือดสมองและลำคอด้วยเครื่องตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
    • วิเคราะห์และแปรผลอย่างละเอียดโดยแพทย์เฉพาะทาง

โรคสโตรกฟื้นฟูได้ หากถึงมือหมอทันเวลา

ภายใน 4.5 ชั่วโมงหลังเกิดสโตรก คือช่วงเวลาทองที่สำคัญที่สุดในการรักษา หากมาโรงพยาบาลทัน โอกาสหายเป็นปกติ 100% มีสูงมาก ซึ่งที่ศูนย์สมองและระบบประสาทโรงพยาบาลบีเอ็นเอช เรามีแพทย์เฉพาะทางด้านโรคสโตรก และยาสลายลิ่มเลือดนวัตกรรมล่าสุดระดับโรงเรียนแพทย์ รวมถึงศัลยแพทย์ระบบประสาทเตรียมพร้อมสำหรับเหตุฉุกเฉินจากผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น จึงเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยกลับเป็นปกติได้มากกว่า หากถึงมือแพทย์ภายใน 4.30 ชั่วโมงหลังเกิดอาการ

ภายใน 24 ชั่วโมง หลังเกิดสโตรก หากมีการอุดตันของหลอดเลือดสมองขนาดใหญ่ อาจพิจารณาการลากลิ่มเลือดออก (Mechanical Thrombectomy)

หลังเกิดสโตรก ผู้ป่วยต้องรับประทานยาป้องกันการกลับเป็นซ้ำและกายภาพบำบัดอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วง 2 เดือนแรก นอกจากนี้ อาจมีการใช้ TMS (Transcranial Magnetic Stimulation) เป็นทางเลือกเพื่อกระตุ้นสมองในผู้ป่วยที่กายภาพบำบัดไม่เห็นผลหลังจาก 2-3 เดือน

โรคหลอดเลือดสมอง ไว้ใจโรงพยาบาล BNH

เหตุผลที่ศูนย์สมองและระบบประสาทโรงพยาบาลบีเอ็นเอช สามารถดูแลผู้ป่วยโรคสโตรกได้เป็นอย่างดี

  • ที่ศูนย์โรคสมองและระบบประสาทโรงพยาบาลบีเอ็นเอช เรามีแพทย์เฉพาะทางในทุกสาขาด้านสมอง จึงสามารถวินิจฉัยอาการได้อย่างแม่นยำ ให้คุณทราบอย่างแน่นอนถึงภาวะความเจ็บป่วยที่เป็นอยู่ เพื่อมอบการรักษาที่ตรงจุด 
  • เรามีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคสโตรก นำทีมโดย พญ. ชลวิภา ศิริยุทธ์วัฒนา อายุรแพทย์ด้านสมองและระบบประสาท สาขาเฉพาะทางด้านโรคหลอดเลือดสมอง
  • นวัตกรรมการดูแลโรคสโตรกชั้นนำระดับโลก อาทิ การอัลตราซาวนด์หลอดเลือดแดงที่คอ (Carotid Ultrasound), MRA (Magnetic Resonance Angiography) และการตรวจยีนหาความเสี่ยงโรคสโตรก

อาการปวดศีรษะ

ในชีวิตนี้ คงไม่มีใครที่ไม่เคยมีอาการปวดหัว จึงนับว่านี่เป็นปัญหาสุขภาพยอดฮิตของคนทั่วโลกเลยก็ว่าได้ บางคนปวดหัวเบา ๆ ชั่วครู่ก็หาย แต่บางคนมีอาการหนักจนส่งผลต่อการใช้ชีวิต หรือในบางรายอาจส่งผลถึงชีวิต  คุณจึงควรมีความรู้เท่าทันอาการปวดหัวของตนเอง เพื่อรับมือได้ทันก่อนที่จะสายเกินไป

ความแตกต่างของอาการปวดศีรษะ

ประเภทของอาการปวดหัว อาการสำคัญ
ปวดหัวจากกล้ามเนื้อตึงตัว อาการปวดหนึบๆ หรือ รู้สึกกด บริเวณทั้งสองข้างของศีรษะ ปวดที่ต้นคอหรือหลังศีรษะ หรือปวดทั่วศีรษะ ปวดตื้อ มึน เหมือนอะไรมาบีบรัด อาจมาพร้อมกับอาการอ่อนเพลียและขาดการโฟกัส โดยทั่วไปอาการมักไม่รุนแรง
ปวดหัวไมเกรน ปวดแบบตุ๊บๆ เป็นจังหวะ มักจะเกิดข้างเดียวของศีรษะหรืออาจเป็นทั้งสองข้างได้ อาการจะค่อยๆ เพิ่มความรุนแรงขึ้น อาจมีอาการคลื่นไส้อาเจียน อ่อนแรง และไวต่อแสง เสียง หรือกลิ่นมากขึ้น หรือมีอาการผิดปกติทางสายตา เช่น เห็นแสงวาบ สู้แสงไม่ได้
ปวดหัวแบบคลัสเตอร์ ปวดหัวข้างเดียวอย่างรุนแรง ปวดแปล๊บๆ ปวดตุบๆ เป็นระยะ ร้อนแปลบๆ ที่หน้าผาก เหงื่อออก น้ำมูก น้ำตาไหล
ปวดหัวที่สัมพันธ์กับโพรงไซนัส อาการกดและปวดหน่วงบริเวณหน้าผาก หัวตา โหนกแก้ม สันจมูก กระบอกตา อาจมีอาการไข้ คัดจมูก น้ำมูก ไอ ใบหน้าบวม มีเสมหะ
ปวดหัวจากการใช้ยาเกินขนาด อาการปวดหัวบ่อยครั้ง ที่รุนแรงขึ้นแม้จะรับประทานยาลดอาการปวด
ปวดหัวจากการออกแรง อาการปวดหัวตุ๊บๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างหรือหลังการออกแรงหนักๆ
ปวดหัวแบบสายฟ้าฟาด อาการปวดหัวที่รุนแรงและฉับพลัน เกิดขึ้นแบบกะทันหัน

อาการปวดหัวที่ควรรีบพบแพทย์

  • ปวดหัวฉับพลันรุนแรงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
  • ปวดหัวร่วมกับอาการทางระบบประสาท หน้าเบี้ยว แขนขาอ่อนแรง etc.
  • ปวดหัวร่วมกับมีไข้ ซึม หงอย
  • ปวดหัวหลังเกิดอุบัติเหตุที่ศีรษะ
  • ปวดหัวหนักเมื่อนอนราบ
  • ปวดหัวครั้งแรกในชีวิตเมื่ออายุ 50+
  • ปวดหัวเรื้อรังที่เคยเป็นเกิดเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

แนวทางการวินิจฉัย

เมื่อผู้ป่วยมาพบแพทย์ด้วยอาการปวดศีรษะ แพทย์จะซักประวัติและตรวจร่างกายอย่างละเอียด เพื่อคัดกรองว่าอาการปวดศีรษะนั้นมีสาเหตุมาจากโรคร้ายแรงอื่น ๆ ก่อน เช่น เนื้องอกในสมอง เยื่อหุ้มสมองอักเสบ หลอดเลือดสมองโป่งพอง เป็นต้น  หากสงสัย แพทย์อาจพิจารณาส่งตรวจเพิ่มเติม เช่น การทำ CT Scan หรือ MRI

ชนิดของอาการปวดศีรษะ

1. อาการปวดศีรษะแบบปฐมภูมิ (Primary Headache)

เป็นอาการปวดหัวที่ไม่ได้มีสาเหตุจากโรคอื่น ๆ แต่ตัวอาการปวดเองเป็นปัญหาหลัก ซึ่งมักเกิดจากสิ่งกระตุ้น อาทิ ความเครียด การใช้สายตา แสงจ้า อากาศร้อนหรือเย็น ประจำเดือน เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อาหารบางชนิด การอดอาหาร การนอนไม่เป็นเวลา หรือการออกกำลังกายหนักเกินไป เป็นต้น ทั้งนี้ สิ่งกระตุ้นของแต่ละคนมักไม่เหมือนกัน และอาจมีสิ่งกระตุ้นได้มากกว่าหนึ่งอย่าง  อาการปวดหัวแบบนี้ ได้แก่ โรคไมเกรน และปวดหัวกล้ามเนื้อตึงตัว เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม อาการปวดหัวจากสิ่งกระตุ้นนี้ก็ไม่ต่างจากโรคภูมิแพ้ การรักษาจึงจะทำได้เพียงควบคุมอาการเป็นหลัก โดยการหาสาเหตุเพื่อลดการสัมผัสกับสิ่งกระตุ้น ควบคู่กับการใช้ยาหรือนวัตกรรมอื่น ๆ เพื่อลดอาการปวด เพื่อให้ผู้ป่วยอยู่ร่วมกับอาการปวดได้อย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดี เช่น จากเดิมที่มีอาการปวดทุกวัน เมื่อรับการรักษาแล้ว อาจเหลือแค่สัปดาห์ละครั้ง หรือในบางรายที่ควบคุมได้ดี อาจมีเพียงอาการปวดหัวที่ไม่กระทบชีวิตประจำวันปรากฏขึ้นบ้างนานนานครั้ง

2. อาการปวดศีรษะแบบทุติยภูมิ (Secondary Headache)

อาการปวดหัวที่เกิดจากโรคหรือความผิดปกติอื่น ๆ ในร่างกาย หากรักษาที่โรคต้นเหตุแล้ว การปวดหัวก็จะทุเลาลง เช่น โรคโพรงไซนัสอักเสบ โรคงูสวัดที่ศีรษะ โรคมะเร็งในสมอง

โรคไมเกรน อาการปวดศีรษะยอดฮิต

คนไทย 10 ล้านคน กำลังเผชิญกับโรคไมเกรน ในจำนวนนี้ 400,000 คน คือผู้ป่วยที่มีอาการปวดศีรษะรุนแรงมาก จนกระทบการใช้ชีวิต ทำงานไม่ได้ ทำกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันไม่ได้ 

กลไกสำคัญของโรคปวดศีรษะไมเกรน คือ การกระตุ้นระบบรับความเจ็บปวดของหลอดเลือดบริเวณศีรษะผ่านเส้นประสาทสมองคู่ที่ 5 (Trigeminovascular activation) กระแสประสาทความเจ็บปวดจะส่งผ่านไปยังก้านสมองและสมองส่วนบนตามลำดับ ทำให้เกิดการรับรู้ความเจ็บปวดได้

ตัวอย่างสิ่งกระตุ้นที่พบบ่อยๆ เช่น ความเครียด กลิ่น แสง เสียงที่ไม่พึงประสงค์ การอดนอน แอลกอฮอล์ เป็นต้น

ผู้ที่ปวดไมเกรน มักจะมีอาการปวดแบบเป็นจังหวะ ซึ่งตำแหน่งที่ปวดมักจะเกิดข้างเดียวของศีรษะ แต่ก็สามารถเป็นทั้งสองข้างได้ โดยอาการปวดในช่วงแรกมักมีความรุนแรงเพียงเล็กน้อย และจะค่อยๆ เพิ่มความรุนแรงขึ้น ในผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น คลื่นไส้ อาเจียน อ่อนแรง และไวต่อแสง เสียง หรือกลิ่นมากขึ้น

ผู้ป่วยบางรายจะมีอาการเตือนก่อนเป็นไมเกรน โดยจะเป็นก่อนมีอาการประมาณ 5 นาที – 1 ชั่วโมง โดยมีอาการดังนี้

  • มองเห็นแสงไฟกะพริบ เส้นซิกแซกไปมา
  • รู้สึกชาหรือเจ็บ โดยมักเริ่มจากมือแล้วค่อยๆ ลามไปยังใบหน้า ริมฝีปาก และลิ้น
  • รู้สึกเวียนศีรษะ หรือทรงตัวไม่อยู่
  • พูดลำบากกว่าปกติ
  • แขน ขา อ่อนแรง (พบได้น้อย)

ชีวิตดี ๆ เมื่อชนะไมเกรน

แม้ว่าโรคไมเกรน จะไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ซะทีเดียว แต่นวัตกรรมการแพทย์ยุคปัจจุบันก็สามารถช่วยให้ผู้ป่วยอยู่ร่วมกับโรคได้โดยมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าเดิม ด้วยการป้องกันไม่ให้อาการกำเริบรุนแรง และการรักษาความปวดเมื่อมีอาการ

1. การป้องกัน (Preventive Treatment / Prophylaxis)

การลดความถี่และความรุนแรงของการปวดหัว เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยลด โดยใช้ยาแก้ปวด ปัจจุบัน ศูนย์สมองและระบบประสาทโรงพยาบาลบีเอ็นเอช มีการนำยาป้องกันรุ่นใหม่ (Anti-CGRP) ซึ่งออกฤทธิ์จำเพาะเจาะจงในบริเวณที่ปวด มีประสิทธิภาพสูงในการลดจำนวนวันปวดศีรษะได้ตั้งแต่ 50% ขึ้นไป มีทั้งแบบปากกาฉีดรายเดือน หรือแบบหลอดฉีดราย 3 เดือน และยาเม็ด สำหรับทานวันเว้นวัน นวัตกรรมนี้จะช่วยลดความกังวลที่ผู้ป่วยมีต่ออาการปวดหัว ทำให้สามารถใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติมากขึ้น ต่างจากยาป้องกันรุ่นเก่า ซึ่งช่วยลดความถี่และความรุนแรงได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น

นอกจากนี้ การป้องกันอาการปวดไมเกรน ก็สามารถทำได้โดยการหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น ซึ่งแพทย์สามารถให้ความช่วยเหลือดูแล ร่วมวิเคราะห์หาสิ่งกระตุ้นสำคัญไปพร้อมกับผู้ป่วยด้วยความใส่ใจ หรือหาทางออกในการรับมือเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี หากผู้ป่วยไม่อาจหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นนั้นได้

2. การรักษาเมื่อมีอาการ (Reliever / Painkillers)

หากผู้ป่วยมีอาการปวดหัวรุนแรง แพทย์อาจพิจารณาใช้ยาหรือการรักษาอื่น ๆ เพื่อบรรเทาอาการปวด ได้แก่

  • Nerve Block การฉีดยาชาเพื่อบล็อกเส้นประสาท มักใช้ในกรณีที่คนไข้มีอาการรุนแรง และไม่ตอบสนองต่อการรักษาอื่น ๆ
  • Botox การฉีดโบท็อกซ์เพื่อลดอาการปวดหัวเรื้อรัง
  • การบำบัดฟื้นฟูทางเลือก เช่น การฝังเข็ม ซึ่งเป็นประโยชน์ โดยเฉพาะในคนไข้กลุ่มปวดหัวกล้ามเนื้อตึงตัว

อาการปวดศีรษะ ไว้ใจโรงพยาบาล BNH

เหตุผลที่ศูนย์สมองและระบบประสาทโรงพยาบาลบีเอ็นเอช สามารถดูแลผู้ป่วยที่มีอาการปวดหัวได้เป็นอย่างดี

  • ที่ศูนย์โรคสมองและระบบประสาทโรงพยาบาลบีเอ็นเอช เรามีแพทย์เฉพาะทางในทุกสาขาด้านสมอง จึงสามารถวินิจฉัยอาการได้อย่างแม่นยำ ให้คุณทราบอย่างแน่นอนถึงสาเหตุของอาการปวดหัวที่เป็นอยู่ เพื่อมอบการรักษาที่ตรงจุด 
  • เรามีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอาการปวดหัว นำทีมโดย นพ. ณัฐวุฒิ เกษทอง อายุรแพทย์ด้านสมองและระบบประสาท มีประสบการณ์การดูแลผู้ป่วยที่มีอาการปวดศีรษะมายาวนาน
  • แพทย์เฉพาะทางด้านการบำบัดความปวด ประจำ Pain Clinic โรงพยาบาลบีเอ็นเอช สามารถให้ความช่วยเหลือในการรักษาบรรเทาอาการปวดศีรษะรุนแรง ที่ไม่ตอบสนองต่อยาอื่นได้ 
  • นวัตกรรมการดูแลอาการปวดหัวชั้นนำระดับโลก อาทิ ยาป้องกันรุ่นใหม่ (Anti-CGRP)

โรคลมชัก

โรคลมชัก เป็นโรคที่คาดเดาได้ยากว่าจะเกิดกับใคร สามารถเกิดได้ทุกช่วงอายุ ตั้งแต่วัยเด็กจนถึงผู้สูงอายุ และป้องกันได้ยาก บอกไม่ได้ล่วงหน้าว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไร

Seizure หมายถึง อาการชัก คือภาวะที่เกิดจากการปล่อยสัญญาณไฟฟ้าของเซลล์สมองพร้อม ๆ กันและมากผิดปกติชั่วคราว จากสมองจุดใดจุดหนึ่งหรือทั้งหมด ซึ่งก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรม ความรู้สึกตัว การเคลื่อนไหว หรืออารมณ์ความรู้สึกขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่สัญญาณผิดปกติ อาการชักอาจมีรูปแบบต่างๆ เช่น เกร็งกระตุกทั้งตัว ชักเฉพาะที่ หรือการหยุดชะงักไปชั่วขณะ

Epilepsy หมายถึง โรคลมชัก คือโรคทางระบบประสาทที่สมองมีความผิดปกติในการปล่อยกระแสไฟฟ้า ทำให้มีโอกาสเกิดอาการชักซ้ำได้สูง โดยทั่วไปหมายถึงภาวะที่มีอาการชักอย่างน้อย 2 ครั้งขึ้นไป ที่ไม่เกี่ยวข้องกับเหตุกระตุ้นจากภายนอกสมอง

ในปริศนาของโรคที่คาดเดาไม่ได้นี้ ยังมีเรื่องโชคดี คือการแพทย์สมัยใหม่สามารถช่วยควบคุมอาการของโรคได้ดี ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากสามารถใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้

ปัจจัยที่อาจนำไปสู่โรคลมชัก

แม้ว่าจะยังบอกไม่ได้ชัดเจนถึงสาเหตุของโรคลมชัก แต่ปัจจัยที่พบได้บ่อย ได้แก่

  • การติดเชื้อในสมอง เช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบ, สมองอักเสบ
  • การบาดเจ็บที่ศีรษะ
  • เนื้องอกหรือความผิดปกติของสมอง
  • ความผิดปกติของการพัฒนาสมองตั้งแต่กำเนิด
  • โรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งพบมากในผู้สูงอายุ
  • พันธุกรรมในบางชนิด

นอกจากนี้ ยังพบปัจจัยกระตุ้นให้เกิดอาการชัก (Trigger) อันได้แก่ การอดนอน ความเครียด แอลกอฮอล์ การเป็นไข้สูงในเด็ก แสงกะพริบ และการขาดยา หากรับประทานต่อเนื่องเป็นประจำ เป็นต้น

อาการของโรคลมชัก

อาการของโรคลมชักนั้น มักขึ้นอยู่กับตำแหน่งของสมองที่ผิดปกติ มีทั้งแบบ ชักเกร็งกระตุกทั้งตัว (generalized seizure) และชักเฉพาะส่วน (Focal seizure) เช่น แขนหรือขากระตุก, เหม่อลอย ไม่ตอบสนองชั่วขณะ, มีอาการแปลกๆ เช่น ได้กลิ่นหรือรสผิดปกติ, หมดสติ

หลังชัก ผู้ป่วยมักมีอาการสับสน มึนงง อ่อนเพลีย จำเหตุการณ์ที่ชักไม่ได้  และหากเกิดการชักบ่อย อาจทำลายเซลล์สมอง เสี่ยงต่อปัญหาความจำ ภาวะสมองเสื่อม ไปจนถึงภาวะที่พบได้น้อยอย่างเสียชีวิตกะทันหันในผู้ป่วยลมชัก  และยังมีความเสี่ยงที่จะบาดเจ็บจากการล้มขณะชัก

อาการแบบไหน คือ ลมชัก

อาการชักจากโรคลมชักมีได้หลายแบบ ในบางครั้งจึงยากแก่การวินิจฉัยว่าการชักลักษณะนี้ คืออาการของโรคลมชัก หรือการชักจากสาเหตุอื่น นอกจากการซักประวัติอย่างละเอียดแล้ว แพทย์จึงแนะนำให้ตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง (Electroencephalogram : EEG) โดยใช้ขั้วไฟฟ้าเล็กๆ ติดบนหนังศีรษะเพื่อบันทึกสัญญาณกิจกรรมทางไฟฟ้าของเซลล์สมองในช่วงเวลาที่กำหนด ซึ่งปลอดภัยและไม่เจ็บปวด  การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมองนี้ จะทำให้แพทย์วินิจฉัยอาการชักจากสาเหตุอื่นออกจากโรคลมชัก ไปจนถึงทราบตำแหน่งความผิดปกติในสมองที่ทำให้เกิดอาการชัก เพื่อการรักษาอย่างตรงจุด  นอกจากนี้ การวินิจฉัยอาจมีการถ่ายภาพสมอง เช่น MRI หรือ CT scan ร่วมด้วย

อย่างไรก็ตาม คนปกติมีโอกาสตรวจพบคลื่นผิดปกติจากการตรวจคลื่นไฟฟ้าสมองได้ประมาณ 2% โดยไม่เคยมีอาการชักเลยตลอดชีวิตของเขา จึงไม่แนะนำให้ตรวจ หากไม่มีอาการชัก

การปฐมพยาบาลเมื่อมีอาการชัก

เพราะอาการชักนั้นคาดเดาไม่ได้ล่วงหน้า ผู้ป่วยที่ไม่ได้นับการรักษาเพื่อควบคุมอาการ จึงมีความเสี่ยงที่จะเกิดการชักขึ้นได้ตลอดเวลา หากผู้ป่วยมีอาการชัก บุคคลใกล้ตัวสามารถปฐมพยาบาลโดยการ

  • ตั้งสติ และจับผู้ป่วยนอนตะแคง (recovery position)
  • เอาสิ่งของแข็งหรืออันตรายออกจากบริเวณใกล้ตัว
  • ห้ามงัดปาก หรือยัดสิ่งของเข้าปาก
  • ไม่ต้องพยายามหยุดการกระตุก
  • จับเวลา หากชักเกิน 5 นาที ควรรีบส่งโรงพยาบาล
  • โทร 1669 หากเป็นครั้งแรกหรืออาการรุนแรง
  • หากอยู่ในน้ำ ให้รีบนำขึ้นจากน้ำทันที

ชีวิตดี ๆ เมื่อชนะอาการชัก

โรคลมชัก เป็นข้อจำกัดในชีวิตผู้ป่วย ที่ส่งผลกระทบต่อทั้งคุณภาพชีวิต และโอกาสที่อาจสูญเสียไปเพราะโรค อาทิ การทำกิจกรรมที่มีความเสี่ยง อย่างดำน้ำ ปีนเขา มีข้อจำกัดในบางอาชีพ อย่างนักบิน คนขับรถ หรือแม้กระทั่งโอกาสในชีวิตที่อาจลดลงจากทัศนคติของผู้เกี่ยวข้อง  และยังส่งผลกระทบด้านความมั่นใจว่าอาจเกิดอาการชักในที่สาธารณะ เกิดความเครียดตามมา

แต่วิทยาการทางการแพทย์ในปัจจุบัน สามารถควบคุมอาการชักได้แล้วโดยใช้ยาควบคุมอาการ ผู้ป่วยส่วนใหญ่ต้องรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ การลืมทานยาอาจกระตุ้นให้เกิดการชักซ้ำ  ซึ่งที่ศูนย์สมองและระบบประสาทบีเอ็นเอช เรามีแพทย์เฉพาะทางด้านโรคลมชัก นวัตกรรมการวินิจฉัยโรค ยาควบคุมอาการชัก และการผ่าตัดในกรณีที่มีข้อบ่งชี้ชัดเจน เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจ อย่างไรก็ตาม แพทย์ยังคงไม่แนะนำให้ผู้ป่วยทำกิจกรรมที่มีความเสี่ยงสูง

หากผู้ป่วยไม่มีอาการชักเลย ระหว่าง 2-5 ปีที่รับประทานยาต่อเนื่อง แพทย์อาจพิจารณาให้หยุดยา และหากไม่มีอาการอีก 5 ปีหลังหยุดยา แพทย์อาจพิจารณาว่า “หายจากโรค” และถอดประวัติออกจากเวชระเบียนได้ เพื่อลดการถูกจำกัดโอกาสในชีวิตจากการมีโรคลมชักเป็นโรคประจำตัว  แต่ทั้งนี้ ไม่มีอะไรยืนยันได้ว่าผู้ป่วยจะไม่กลับมามีอาการชักอีกเลยตลอดชีวิต ผู้ป่วยจึงควรพิจารณาผลกระทบที่อาจตามมาทั้งต่อตนเองและผู้อื่น หากเกิดการชักขึ้นมาอีกครั้งระหว่างประกอบกิจกรรมบางอย่าง

โรคลมชัก ไว้ใจโรงพยาบาล BNH

เหตุผลที่ศูนย์สมองและระบบประสาทโรงพยาบาลบีเอ็นเอช สามารถดูแลผู้ป่วยที่มีอาการปวดหัวได้เป็นอย่างดี

  • ที่ศูนย์โรคสมองและระบบประสาทโรงพยาบาลบีเอ็นเอช เรามีแพทย์เฉพาะทางในทุกสาขาด้านสมอง จึงสามารถวินิจฉัยอาการได้อย่างแม่นยำ ให้คุณทราบอย่างแน่นอนถึงสาเหตุของอาการปวดหัวที่เป็นอยู่ เพื่อมอบการรักษาที่ตรงจุด 
  • เรามีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคลมชัก นำทีมโดย นพ. จักรพงศ์ หล่อสุวรรณศิริ อายุรแพทย์ด้านสมองและระบบประสาท สาขาเฉพาะทางด้านโรคลมชัก
  • นวัตกรรมยาควบคุมอาการชักชั้นแนวหน้า

โรคความผิดปกติของเส้นประสาทและกล้ามเนื้อ (Neuromuscular Disorders)

เมื่อระบบประสาทที่ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อผิดปกติไป การส่งสัญญาณจากสมองผ่านเส้นประสาทไปยังกล้ามเนื้อก็จะทำงานผิดปกติ ส่งผลให้เกิดอาการ ลักษณะอาการที่พบบ่อย ได้แก่

  • กล้ามเนื้ออ่อนแรง โดยเฉพาะแขน ขา หรือกล้ามเนื้อใกล้ลำตัว
  • กล้ามเนื้อฝ่อลีบ
  • กล้ามเนื้อกระตุก หรือเป็นตะคริว
  • ชา หรือการรับความรู้สึกผิดปกติ
  • เดินลำบาก ลุกจากที่นั่งลำบาก
  • กลืนลำบาก พูดไม่ชัด หรือหายใจลำบากในบางราย

วินิจฉัยให้แน่ใจ ว่าอาการที่เป็นอยู่ คือเรื่องธรรมดาหรือน่าเป็นห่วง

อาการที่กล่าวมาข้างต้น ฟังดูผิวเผินอาจเป็นความผิดปกติเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ในชีวิตประจำวัน แต่หากมีอาการต่อเนื่องภายในระยะหนึ่ง หรือมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นจนเริ่มรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน ควรพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยให้มั่นใจ เพราะนี่อาจเป็นสัญญาณของภาวะเส้นประสาทกดทับ เส้นประสาทอักเสบ กล้ามเนื้อผิดปกติ  หากปล่อยไว้โดยไม่รักษา อาการอาจค่อย ๆ รุนแรงขึ้น และส่งผลต่อการทำงานของร่างกายในระยะยาวได้ รุนแรงที่สุดคือ การเคลื่อนไหวผิดปกติ หรือเส้นประสาทเสียหายถาวร

ปัจจุบัน ที่ศูนย์สมองและระบบประสาทโรงพยาบาลบีเอ็นเอช มีเทคโนโลยีการแพทย์ที่ช่วยให้การวินิจฉัยโรคความผิดปกติของเส้นประสาทและกล้ามเนื้อได้อย่างแม่นยำ อาทิ

  • Neuromuscular Ultrasound (NMUS) เป็นการปฏิวัติการวินิจฉัยโรคระบบประสาทและกล้ามเนื้อ โดยการใช้อัลตราซาวนด์ความละเอียดสูงเพื่อดูโครงสร้างระบบประสาทที่เห็นภาพจริงแบบ Real-time จึงมองเห็นจุดเกิดโรคชัดเจน แพทย์จึงสามารถประเมินการกดทับของเส้นประสาท การอักเสบ หรือความผิดปกติเชิงโครงสร้าง เช่น ถุงน้ำ หรือเนื้องอกในเส้นประสาท ได้ทันทีขณะตรวจ   คนไข้สามารถเคลื่อนไหวได้ระหว่างการตรวจ ทำให้ดูการเสียดสีหรือเลื่อนหลุดของเส้นประสาทขณะที่คุณขยับร่างกาย ซึ่งการทำ MRI ไม่สามารถทำได้ และยังปลอดภัย ไม่เจ็บตัว ไม่มีความเสี่ยงจากรังสี
  • การตรวจไฟฟ้าวินิจฉัยทางเส้นประสาทและกล้ามเนื้อ (Electrodiagnostic Study : EDX) ประกอบด้วย 2 การตรวจหลัก ได้แก่
    • Nerve Conduction Study (NCS) ตรวจการนำกระแสไฟฟ้าของเส้นประสาท เพื่อดูว่าเส้นประสาทส่งสัญญาณได้ปกติหรือไม่
    • Electromyography (EMG) ตรวจการทำงานของกล้ามเนื้อ โดยใช้เข็มขนาดเล็กตรวจสัญญาณไฟฟ้าในกล้ามเนื้อ

เมื่อผสานการตรวจ NMUS x EDX เข้าด้วยกัน จะได้ผลเป็นภาพจำลองของโรคที่สมบูรณ์ที่สุด ทั้งในแง่การทำงานของกระแสไฟฟ้าและโครงสร้างระบบประสาท ช่วยให้แพทย์แยกระหว่างปัญหาที่รากประสาท เส้นประสาท หรือกล้ามเนื้อได้อย่างชัดเจน เพื่อเลือกแนวทางรักษาที่ถูกต้องและตรงจุด ไม่ว่าจะเป็นการให้ยา กายภาพบำบัด

โรคความผิดปกติของเส้นประสาทและกล้ามเนื้อไว้ใจโรงพยาบาล BNH

หตุผลที่ศูนย์สมองและระบบประสาทโรงพยาบาลบีเอ็นเอช สามารถดูแลผู้ป่วยโรคความผิดปกติของเส้นประสาทและกล้ามเนื้อได้เป็นอย่างดี

  • ที่ศูนย์โรคสมองและระบบประสาทโรงพยาบาลบีเอ็นเอช เรามีแพทย์เฉพาะทางในทุกสาขาด้านสมอง จึงสามารถวินิจฉัยอาการได้อย่างแม่นยำ ให้คุณทราบอย่างแน่นอนถึงสาเหตุของโรคความผิดปกติของเส้นประสาทและกล้ามเนื้อที่เป็นอยู่ เพื่อมอบการรักษาที่ตรงจุด 
  • เรามีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคความผิดปกติของเส้นประสาทและกล้ามเนื้อ นำทีมโดย นพ. ชัยชนะ สินธุวงษ์ อายุรแพทย์ด้านสมองและระบบประสาท สาขาเฉพาะทางด้านเส้นประสาทและกล้ามเนื้อ
  • เทคโนโลยีการวินิจฉัยที่แม่นยำ และการรักษาที่ตรงจุด

เคล็ดลับดูแลสมอง ที่หมออยากบอก

โรคทางสมองและระบบประสาท บางโรคอาจเกิดจากความผิดปกติที่ป้องกันล่วงหน้าได้ แต่หลายโรค ก็สามารถป้องกันได้จากการปรับพฤติกรรม เพื่อสร้างเสริมสุขภาวะที่ดีให้สมองมีสุขภาพแข็งแรง ลดความเสี่ยงของโรค

นพ. เขษม์ชัย เสือวรรณศรี อายุรแพทย์เฉพาะทางด้านสมองและความจำ มีเคล็ดลับดูแลสมองมาแนะนำ ดังนี้

โภชนาการ

การรับประทานอาหารที่เหมาะสม สามารถลดความเสี่ยงโรคทางสมองได้ หากสงสัยว่าอาหารประเภทไหนที่ดีต่อสมอง หมอเขษมีคำตอบมาให้

1. MIND Diet

อาหารเพื่อสุขภาพสมองที่ประยุกต์จากการรวมตัวกันของอาหารเพื่อสุขภาพ 2 แบบ คือ Mediterranean Diet การทานอาหารอย่างชาวเมดิเตอร์เรเนียน ที่ได้รับการพิสูจน์มานับพันปีว่าทำให้ผู้คนในละแวกนั้นมีสุขภาพดี แข็งแรง และ DASH Diet

MIND Diet มุ่งเน้นการทานผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี ถั่ว เป็นหลัก ตามมาด้วยปลา อาหารทะเล ส่วน ไก่ ไข่ ชีส โยเกิร์ต สามารถบริโภคได้ปานกลาง ลดอาหารจำพวกเนื้อแดง ของหวาน และฟาสต์ฟู้ด

ประโยชน์ต่อสมองจากการทานอาหารในกลุ่ม MIND Diet
  • ผลไม้จำพวกเบอร์รี่ อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดการอักเสบและอนุมูลอิสระในสมอง ป้องกันและชะลอการเกิดโรคอัลไซเมอร์ ภาวะสมองเสื่อม และพาร์กินสัน
  • ช่วยเพิ่มความไวของอินซูลินและควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
  • ส่งเสริมการทำงานของหัวใจและหลอดเลือด ลดความเสี่ยงโรคสโตรก
  • มี EPA และ DHA สูง ซึ่งช่วยบำรุงสมองและระบบประสาท

แนวทางโภชนาการแบบ MIND Diet มีที่มาจากฝั่งตะวันตก แต่ก็สามารถประยุกต์ให้เข้ากับบริบทของวัตถุดิบท้องถิ่นไทยได้ เช่น ลูกหม่อน หรือผักผลไม้สีม่วง/น้ำเงิน เช่น อัญชัน กะหล่ำม่วง แทนเบอร์รี่ ปลาไทย อย่างปลากะพง ปลาทับทิม แทนปลาแซลมอน และน้ำมันรำข้าวแทนน้ำมันมะกอก เป็นต้น

2. น้ำ

หากดื่มน้ำปริมาณต่อวันน้อยเกินไป เลือดจะหนืด ส่งผลต่อการไหลเวียนของเลือดในเส้นเลือดขนาดเล็กที่ส่งเลือดไปยังสมอง คนวัยผู้ใหญ่จึงควรดื่มน้ำให้ได้วันละ 2-2.5 ลิตร โดยเฉพาะผู้สูงอายุ  ยกเว้นในผู้ป่วยโรคไต โรคหัวใจ หรือผู้ที่มีข้อจำกัดในการดื่มน้ำ ควรปรึกษาแพทย์ถึงปริมาณน้ำที่เหมาะสมต่อวัน

การนอนหลับ

การนอนหลับ คือช่วงเวลาที่ร่างกายและสมองได้พักผ่อน กระบวนการทำงานของหลายระบบในร่างกายก็เกิดขึ้นระหว่างการนอน คุณภาพการนอนจึงส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพร่างกายและคุณภาพชีวิต

คุณภาพการนอน สังเกตได้จากตื่นเช้ามาแล้วรู้สึกสดชื่นหรือไม่ หากไม่สดชื่นแสดงว่าคุณภาพการนอนไม่ดี

รู้จักช่วงต่าง ๆ ของการนอน

  • Deep Sleep เกิดมากในช่วงต้นของการนอน ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ และขจัดสารพิษออกจากร่างกาย
  • REM Sleep เกิดมากในช่วงครึ่งหลังของการนอน ช่วยเสริมสร้างการเชื่อมต่อเซลล์สมอง มีผลต่อความจำ ความคิดสร้างสรรค์ และการแก้ปัญหา หากนอนดึก ช่วง REM Sleep จะลดลง ทำให้ตื่นมาไม่สดใส คิดอะไรไม่ออก

จำนวนชั่วโมงการนอนตามอายุที่แนะนำ

  • วัยรุ่นและผู้ใหญ่ ควรนอน 7-8 ชั่วโมง ซึ่งมีผลการศึกษาว่านอน 7 ชั่วโมง ช่วยให้อายุยืนยาวที่สุด
  • ผู้สูงอายุ นอนอย่างน้อย 6 ชั่วโมง ถือว่าดีพอสมควร เนื่องจากกลไกการนอนอาจเริ่มเปลี่ยนแปลง

เวลานอนที่เหมาะสม

  • เด็กและวัยรุ่น ไม่ควรเข้านอนเกิน 3-4 ทุ่ม ดีที่สุดในช่วง 3 ทุ่มดี
  • ผู้ใหญ่ ไม่ควรเข้านอนหลัง 5 ทุ่ม

วิธีเตรียมตัวก่อนนอน เพื่อให้หลับดี หลับสบาย หลับได้อย่างมีคุณภาพ

  • งดใช้สมองในเรื่องหนัก ๆ ก่อนนอน 1-2 ชั่วโมง ไม่ทำงานที่เครียด ไม่คิดงาน
  • หลีกเลี่ยงหน้าจอทุกชนิด 1-2 ชั่วโมงก่อนนอน ทั้งโทรศัพท์ แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ รวมถึงโทรทัศน์ เนื่องจากแสงสีฟ้าจะหลอกสมองว่าเป็นเวลากลางวัน ทำให้เมลาโทนินที่ช่วยในการนอนไม่หลั่ง แต่สามารถทำกิจกรรมที่ผ่อนคลายโดยไม่ใช้จอ เช่น อ่านหนังสือกระดาษ 
  • งดออกกำลังกายหลัง 20.00 น. เพราะสมองจะถูกกระตุ้น ทำให้หลับไม่ลึก แม้ว่าร่างกายจะอ่อนเพลีย
  • หลีกเลี่ยงคาเฟอีนหลัง 15.00 น.
  • นอนและตื่นให้ตรงเวลา เพื่อตั้งนาฬิกาชีวภาพของสมอง หากนอนผิดเวลาเป็นประจำ ระบบร่างกายจะผลิตฮอร์โมนผิดปกติระหว่างฮอร์โมนกลางวันและกลางคืนรวน เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรัง อาทิ โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน มะเร็ง และทำให้ภูมิคุ้มกันลดลง เนื่องจากระบบต่าง ๆ ของร่างกายทำงานไม่สัมพันธ์กับวงจรธรรมชาติ  คนทำงานเป็นกะจึงมีความเสี่ยงสูงต่อปัญหาสุขภาพ
  • รับแสงแดดยามเช้าเมื่อตื่นนอน เปิดหน้าต่างให้แสงส่องเข้ามา หรือออกไปรับแดด เพื่อให้สมองรับรู้ว่าเป็นเวลาเช้าแล้ว
  • ปรับอุณหภูมิห้องให้เย็นกว่าอุณหภูมิที่ชอบ 1-2 องศาเซลเซียส จะช่วยให้ร่างกายผ่อนคลายและหลับลึกขึ้น
  • การนอนกลางวันนั้นสามารถทำได้ แต่ไม่ควรเกิน 30-45 นาที และไม่ควรนอนกลางวันหลัง 15:00 น.  เพื่อไม่ให้กระทบการนอนในตอนกลางคืน

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

ปัญหาสุขภาพอย่างหนึ่งที่ส่งผลต่อคุณภาพการนอน ซึ่งมีผลต่อเนื่องไปสู่สุขภาพสมอง คือภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Sleep Apnea) ซึ่งเกิดได้จากทั้งอายุที่มากขึ้น น้ำหนักตัวเยอะ และการกรน ผู้ป่วยสามารถสังเกตความผิดปกติได้จากอาการง่วงนอนผิดปกติในเวลากลางวัน หรือคู่นอนเห็นว่าผู้ป่วยมีปัญหากรนดัง หรือหยุดหายใจเป็นช่วง ๆ ขณะนอนหลับ  หากสงสัยว่ามีปัญหาภาวะนี้ แนะนำให้เข้ามาวินิจฉัยโดยการทำ Sleep Test หากผู้ป่วยมีอาการรุนแรง อาจต้องใช้เครื่องช่วยหายใจขณะนอนหลับ (CPAP)

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ จะเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพ อาทิ โรคหลอดเลือดสมองตีบ (Stroke) ภาวะหัวใจวายขาดเลือด ระบบภูมิคุ้มกันรวน ทำให้อารมณ์เสียง่าย และยังเพิ่มโอกาสเกิดอุบัติเหตุขณะขับรถ เนื่องจากมีอาการง่วงนอนง่ายช่วงกลางวัน

การออกกำลังกาย

การออกกำลังกายทุกประเภทมีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่การออกกำลังกายที่มีส่วนส่งเสริมสุขภาพสมองโดยตรง คือการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ ซึ่งช่วยให้เลือดสูบฉีดไปเลี้ยงสมองดีขึ้น ทำให้สมองแข็งแรงและเสื่อมช้าลง  คนทุกวัยจึงควรออกกำลังกายแบบคาร์ดิโออย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ เสริมด้วยการออกกำลังกายรูปแบบอื่น อาทิ เวทเทรนนิ่ง ยืดเหยียด โยคะ ไทเก๊ก ซึ่งมีงานวิจัยล่าสุดพบว่ามีประโยชน์ต่อสมองเช่นกัน

ทำอย่างไรให้สมองแข็งแรง

หากการออกกำลังกาย คือการบริหารร่างกายแล้ว สมองเองก็ต้องการการบริหารเช่นกัน ทำได้โดย

  1. การเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ อยู่เสมอ ยิ่งเรียนรู้มาก ยิ่งสร้างความทนทานของสมอง (Cognitive Reserve) ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาความรู้ใหม่ ๆ ทักษะใหม่ ๆ อย่างดนตรี หรือภาษา การพาตัวเองออกไปสถานที่ใหม่ ๆ การทำงานที่ต้องตัดสินใจและแก้ปัญหา เป็นต้น สิ่งเหล่านี้จะช่วยชะลอความเสื่อมของสมองได้
  2. จัดการความเครียด รู้เท่าทันตัวเองเมื่อเกิดความเครียด และหันไปทำกิจกรรมอื่นที่ผ่อนคลาย หลีกเลี่ยงการคิดงานหรือตอบอีเมลงานก่อนนอน
  3. การเข้าสังคม ป้องกันภาวะซึมเศร้าและความเสื่อมของสมอง

การดูแลสมองในผู้สูงอายุ

สมองของคนเราเสื่อมลงตามวัย ผู้สูงอายุจึงมักมีปัญหาด้านสมอง นอกจากวิธีดูแลสมองข้างต้นแล้ว จึงควรใส่ใจดูแลสมองของผู้สูงอายุเป็นพิเศษ หากเริ่มมีปัญหาในการได้ยิน ควรปรึกษาแพทย์ และใช้เครื่องช่วยฟัง เพราะการได้ยินที่บกพร่องจะลดข้อมูลที่เข้าสู่สมอง ทำให้สมองฝ่อเร็วขึ้น และนำไปสู่การแยกตัวทางสังคม  ซึ่งการมีสังคมนั้นสำคัญสำหรับผู้สูงอายุมาก เพราะความโดดเดี่ยวนำไปสู่ภาวะซึมเศร้าและความเสื่อมของสมอง จึงต้องพาผู้สูงอายุออกไปเจอผู้คนบ้าง  และควรฝึกบริหารสมองเป็นประจำ หากไม่ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ แล้ว ก็ควรมีการเล่นเกมที่ใช้สมอง อาทิ Sudoku

ประเมินประสิทธิภาพการทำงานของสมอง

ศูนย์สมองและระบบประสาทโรงพยาบาลบีเอ็นเอช มีบริการประเมินประสิทธิภาพการทำงานของสมองแบบบูรณาการ (Integrated Cognitive Assessment Package) เพื่อคัดกรองความเสี่ยงภาวะสมองเสื่อมและความบกพร่องทางปัญญาในระยะเริ่มต้น เหมาะสำหรับคนทุกวัย ตั้งแต่วัยทำงานที่มีอาการสมองล้า ขี้หลงขี้ลืม เครียด หรือต้องการรักษาสุขภาพสมอง ไปจนถึงผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีความเสี่ยงภาวะสมองเสื่อม หรือโรคอัลไซเมอร์

โดยประเมินครอบคลุมการทำงานของสมอง 6 ด้าน ได้แก่ การบริหารจัดการและการแก้ปัญหา สมาธิ ความจำระยะสั้น การนึกคำศัพท์และการใช้ภาษา ความไวของสมอง การรับรู้และการรู้คิด

ผลลัพธ์ของการประเมิน จะช่วยให้แพทย์สามารถวางแผนการรักษา หรือแนะนำกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพสมองที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละรายได้ และหากพบความผิดปกติ ก็จะมีการส่งต่อเพื่อตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม

  • นายแพทย์ เขษม์ชัย เสือวรรณศรี

    ศูนย์สมองและระบบประสาท

    ความชำนาญพิเศษ
    ประสาทวิทยา

  • นายแพทย์ ณัฐวุฒิ เกษทอง

    แผนกอายุรกรรม | ศูนย์สมองและระบบประสาท

    ความชำนาญพิเศษ
    ประสาทวิทยา

  • นพ. รัชยุทธ ธนปิยชัยกุล

    แผนกอายุรกรรม | ศูนย์สมองและระบบประสาท

    ความชำนาญพิเศษ
    ประสาทวิทยา

  • พญ. อรุณี บุญสุข

    แผนกอายุรกรรม | ศูนย์สมองและระบบประสาท

    ความชำนาญพิเศษ
    ประสาทวิทยา

  • นายแพทย์ คงพจน์ วิรุฬห์พจน์

    ศูนย์สมองและระบบประสาท

    ความชำนาญพิเศษ
    ประสาทวิทยา

  • พญ. จุฑาภรณ์ จั่นวงศ์แก้ว

    ศูนย์สมองและระบบประสาท

    ความชำนาญพิเศษ
    ประสาทวิทยา

  • แพทย์หญิง ชลวิภา ศิริยุทธ์วัฒนา

    ศูนย์สมองและระบบประสาท

    ความชำนาญพิเศษ
    ประสาทวิทยา

  • นพ. ชัยชนะ สินธุวงษ์

    ศูนย์สมองและระบบประสาท

    ความชำนาญพิเศษ
    ประสาทวิทยา

  • นพ. ชัยยศ เสียงประเสริฐกิจ

    แผนกศัลยกรรม | ศูนย์สมองและระบบประสาท

    ความชำนาญพิเศษ
    ประสาทศัลยศาสตร์

  • พญ. ฐิติพร ศุภสิทธิ์ธำรง

    แผนกอายุรกรรม | ศูนย์สมองและระบบประสาท

    ความชำนาญพิเศษ
    โรคสมองเสื่อม

  • นพ. ณษฐพจน์ นำผล

    ศูนย์สมองและระบบประสาท

    ความชำนาญพิเศษ
    ประสาทวิทยา รังสีร่วมรักษาระบบประสาท

  • นพ. ดำรงวิทย์ สุขะจินตนากาญจน์

    ศูนย์สมองและระบบประสาท

    ความชำนาญพิเศษ
    ประสาทวิทยา