✨Translated by AI
เตรียมพร้อม... คุณแม่ใกล้คลอดแบบธรรมชาติ
วันนี้เราจะมาพูดถึงการคลอดแบบธรรมชาติ ที่คุณแม่หลายๆคน อยากเลือกคลอดด้วยวิธีนี้ เพื่อที่จะได้สัมผัสถึงประสบการณ์และความรู้สึกของความเป็นแม่ ถึงแม้จะต้องทนกับความเจ็บปวดระหว่างคลอดในวินาทีที่มดลูกบีบตัว แต่ก็นับว่าเป็นช่วงเวลาที่มีค่าและมีความสุขที่สุดเมื่อได้เห็นทารกตัวน้อยถือกำเนิดออกมาลืมตาดูโลก
การคลอดธรรมชาติ
คือการคลอดด้วยการเบ่งคลอดเองโดยไม่ใช้วิธีผ่าตัด เหมาะสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ปกติ ที่ไม่มีความเสี่ยง ครรภ์เป็นพิษหรือภาวะแทรกซ้อนใดๆ ทั้งนี้การเลือกวิธีคลอด ขึ้นอยู่กับข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ที่ต้องพิจารณาโดยคํานึงถึงพื้นฐานของความปลอดภัยของแม่และทารกเป็นสำคัญ
ข้อดีของการคลอดแบบธรรมชาติ
- ร่างกายฟื้นตัวได้เร็ว
- เสียเลือดน้อยกว่าการผ่าตัดคลอด เจ็บแผลน้อย
- ไม่มีแผลผ่าตัด หรือภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัด
- เสริมส้างภูมิคุ้มกันของให้ทารก ทารกจะได้รับภูมิคุ้มกันจาก เชื้อแบคทีเรีย Probiotics ในช่องคลอดมากกว่าการผ่าตัดคลอด
- ผนังมดลูกรีดของเหลวออกจากปอดของทารก ลดความเสี่ยงปัญหาด้านการหายใจ
- คุณแม่เกิดความภาคภูมิใจที่คลอดได้สำเร็จ
เจ็บท้องแบบไหน ควรไปโรงพยาบาล?
เจ็บท้องเตือน (เจ็บท้องหลอก)
เจ็บท้องจริง
มดลูกมีอาการแข็งตัว เจ็บท้องอย่างสม่ำเสมอ เจ็บนาน เจ็บถี่ขึ้น และเจ็บแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มเจ็บที่แผ่นหลังและส่วนบนของมดลูก แล้วเจ็บลงไปข้างล่าง อาการปวดไม่ลดลง ถ้าเคลื่อนไหวก็จะเจ็บมาก และมีมูกเลือดสีแดงสดไหลออกมาทางช่องคลอด มีอาการน้ำเดิน (หรือถุงน้ำคร่ำแตก) เป็นน้ำใสๆ คล้ายๆปัสสาวะ ไม่มีกลิ่น ค่อยๆไหลออกมาหรือไหลพรวด โดยอาการเจ็บท้องคลอดจริง ใช้เวลาประมาณ 8-12 ชั่วโมง ปากมดลูกจึงจะเปิดขยาย
ขั้นตอนการคลอดธรรมชาติ
แบ่งออกเป็น 3 ระยะ (รวมถึงการคลอดรก)
ระยะที่1 : สัญญาณเตือน แบ่งออกเป็น 3 ระยะย่อย คือ
- ระยะเริ่มต้น เป็นระยะเจ็บครรภ์แต่เนิ่นๆ ปากมดลูกเริ่มเปิดขยาย ใช้เวลาประมาณ 8-12 ชั่วโมง (สำหรับครรภ์แรก)
- ระยะเร่ง เป็นระยะที่เจ็บครรภ์ที่เร่งขึ้น ใช้เวลาประมาณ 3-5 ชั่วโมง หรือมากกว่านั้น
- ระยะเปลี่ยนผ่าน ใช้เวลาประมาณ 20 นาที – 2 ชั่วโมง (ตั้งครรภ์ครั้งแรก) หากเคยคลอดมาแล้ว จะใช้เวลาค่อนข้างเร็ว
ระยะเริ่มต้น
ในระยะเริ่มต้นนี้ เป็นระยะที่ปากมดลูกจะมีความนิ่มลง บางลง และเริ่มเปิดขยายช้าๆ ประมาณ 3-4 เซนติเมตร มดลูกบีบรัดตัวครั้งละ 30 – 45 วินาที ทุกๆ 5-30 นาที ซึ่งในขั้นตอนนี้อาจใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมง หรือบางคนอาจจะใช้เวลา 2 – 3 วัน คุณแม่จะรู้สึกหน่วงๆ หรือรู้สึกได้ถึงการหดตัว แต่ก็ยังไม่ถึงเวลาคลอด ขึ้นอยู่กับคุณแม่ว่าทนความเจ็บปวดได้แค่ไหน แต่ก็ยังสามารถทำกิจกรรมได้ เช่น ดูหนัง ฟังเพลง ลุกขึ้นเดินเปลี่ยนอิรอยบถ อาบน้ำ คุณแม่อาจจะมีอาการอื่นๆร่วมด้วย เช่น
- ท้องเสียเล็กน้อย
- คลื่นไส้ อาเจียน
- มีมูก หรือ มูกปนเลือดออกบริเวณช่องคลอด
- ปวดท้อง คล้ายปวดประจำเดือน
- ปวดหลังช่วงล่าง
- มีอาการน้ำเดิน ลักษณะเป็นน้ำใสหรือปนชมพูเล็กน้อย แต่ถ้าหากเป็นเลือด หรือมี สีเขียว ควรรีบพบแพทย์ด่วน
ช่วงนี้คุณแม่อาจรู้สึกไม่สบายตัว เหนื่อยง่าย เป็นระยะ ก่อนที่จะถึงกำหนดคลอด และจะค่อยๆหายไปเอง คุณแม่ควรแจ้งอาการที่เกิดขึ้นในช่วงนี้กับคุณหมออย่างละเอียด เพื่อคุณหมอจะได้ประเมินความเสี่ยงว่าควรรีบไปโรงพยาบาลหรือไม่
วิธีลดความไม่สบายตัวในระยะนี้
- ทำสมาธิ ไม่เครียด ฟังเพลงสบาย ๆ เพื่อผ่อนคลาย
- เปลี่ยนอิริยบถ ขยับตัวบ้าง หรือเดินรอบ ๆ
- นอนในท่าที่รู้สึกสบายที่สุด
- คุณพ่อสามารถช่วยนวดเบา ๆ ตามร่างกาย
- ฝึกหายใจ ช่วยผ่อนคลาย
- อาบน้ำอุ่น ๆ
สัญญาณเตือนให้รีบไปโรงพยาบาล
เมื่อคุณแม่มีอาการหดรัดตัวของมดลูกนาน 1 นาที และหยุดพักเป็นช่วงๆ ทุก 5 นาที และมีอาการแบบนี้ติดต่อกันนานกว่า 1 ชั่วโมง เป็นสัญญาณเตือนให้รีบไปโรงพยาบาลได้เลย
ระยะเร่ง
ในระยะนี้ ปากมดลูกขยายมากขึ้นจากระยะแรก ประมาณ 7 เซนติเมตร การหดตัวของมดลูกจะบ่อยและถี่ขึ้น และรุนแรงมากขึ้น มดลูกบีบรัดตัวครั้งละ 45 – 60 วินาที ทุกๆ 3-5 นาที ความแรงของการหดตัวมากกว่าในระยะแรก คุณแม่จึงรู้สึกเจ็บครรภ์มากขึ้นตามลำดับ บริเวณหลังส่วนล่าง ท้อง ต้นขา และอาจจะรู้สึกเจ็บจนทนไม่ไหว ให้คุณแม่กำหนดลมหายใจ เพื่อให้ผ่อนคลายมากขึ้น ร่างกายจะเริ่มสร้างและหลั่งเอนดอร์ฟินออกมา เพื่อช่วยให้คุณแม่สามารถอดทนต่อความเจ็บปวดที่เริ่มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ระยะเปลี่ยนผ่าน
ในระยะนี้ปากมดลูกจะกบีบรัดตัวครั้งละ 60 – 90 วินาที ทุกๆ 0.5 – 3 นาที ปากมดลูกขยายมากขึ้นจากระยะแรก ประมาณ 8-10 เซนติเมตร คุณแม่จะมีการเปลี่ยนแปลงของอารมณ์อย่างรดเร็วในระยะเวลาสั้นๆ และบางครั้งอาจควบคุมไม่ได้ มดลูกจะเปลี่ยนจากการขยาย เป็นการผลักดันทารกให้ออกมาทางช่องคลอด คุณแม่จะรู้สึกได้ถึงแรงเบ่งในช่วงนี้ คุณแม่จะหายใจถี่และเร็วขึ้นเพื่อตอบสนองต่อความเจ็บปวด บางคนอาจร้องครวญคราง โวยวาย หืออาจจะรู้สึกปั่นป่วน หนาวสั่นไปหมด ให้คุณแม่ตั้งสติและควบคุมการหายใจให้ดี นี่เป็นขั้นตอนที่ท้าทายคุณแม่มากที่สุด เพราะเต็มไปด้วยความเจ็บปวด อดทนอีกเพียงนิดเดียว เพราะลูกน้อยใกล้จะคลอดแล้ว
ระยะที่ 3 : คลอดรก หลังจากที่คุณแม่คลอดลูกน้อยออกมาแล้ว กระบวนการคลอดยังคงไม่สิ้นสุดแค่นี้ ขั้นตอนต่อไปก็จะถึงเวลาที่คุณแม่คลอดรก และเยื่อหุ้มเซลล์ออกมา อาจจะรุ้สุกหน่วงๆบริเวณช่องคลอด เพียงคุณแม่แค่เบ่งเบาๆ 1-2 ครั้ง รกและเยื่อหุ้มเซลล์ต่างๆจะกออกมาอย่างง่ายดาย (บางคนอาจใช้เวลา 5 – 30 นาที ถึงจะคลอดรกออกมา) แพทย์จะทำการตรวจเช็คอย่างละเอียดว่ารกคลอดออกมาหมดหรือยัง รวมถึงส่วนอื่นๆ ที่ต้องนำออกมมาจากมดลูก เพื่อป้องกันไม่ให้มีเลือดออกหรือเกิดการติดเชื้อ
การพักฟื้นหลังคลอด
หลังจากคลอดลูกน้อย และคลอดรกออกมาหมดแล้ว ก็ถึงเวลาพักฟื้นของคุณแม่ และเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด ที่คุณแม่จะเริ่มให้นมลูกด้วยตนเอง เพราะน้ำนมแม่เป็นปหล่งรวมสารอาหารที่ดีที่สุดสำหรับลูกน้อย อุดมไปด้วยสารอาหารนานาชนิดมีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วน สร้างภูมิคุมกัน เสมือนเป็นวัคซีนเข็มแรกของลูกน้อย การให้ลูกดูดนมแม่ตั้งแต่หลังคลอด จะช่วยให้ร่างกายของคุณแม่ฟื้นตัวจากากรคลอดได้เร็วยิ่งขึ้น และในขณะที่แม่ให้นมจะต้องโอบกอดและสบตาลูกน้อยนับเป็นวิธีการสร้างสายใยความรักความผูกพันระหว่างแม่กับลูกอีกด้วย
ด้วยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญเรื่องแม่และเด็กมาตรฐาน BNH
โรงพยาบาลบีเอ็นเอช ผสมผสานเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัยกับศาสตร์การผดุงครรภ์ของโรงพยาบาลฯ ที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น ให้บริการดูแลคุณแม่แบบครบวงจร ตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ ฝากครรภ์ คลอดบุตร อีกทั้งยังให้ความสำคัญกับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ รวมถึงการดูแลสุขภาพคุณแม่หลังคลอด เมื่อสุขภาพแข็งแรงพร้อม คุณแม่ก็พร้อมในการดูแลลูกรัก
#เรื่องแม่และเด็กให้ BNH ดูแล
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
ศูนย์สุขภาพสตรี โรงพยาบาลบีเอ็นเอช (BNH Women’s Health Centre)
แผนกสูตินรีเวช โทร 02-022-0788 ,02-022-0850