Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors
Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors

Translated by AI

เตรียมพร้อม... คุณแม่ใกล้คลอดแบบธรรมชาติ

วันนี้เราจะมาพูดถึงการคลอดแบบธรรมชาติ ที่คุณแม่หลายๆคน อยากเลือกคลอดด้วยวิธีนี้ เพื่อที่จะได้สัมผัสถึงประสบการณ์และความรู้สึกของความเป็นแม่ ถึงแม้จะต้องทนกับความเจ็บปวดระหว่างคลอดในวินาทีที่มดลูกบีบตัว แต่ก็นับว่าเป็นช่วงเวลาที่มีค่าและมีความสุขที่สุดเมื่อได้เห็นทารกตัวน้อยถือกำเนิดออกมาลืมตาดูโลก

การคลอดธรรมชาติ

คือการคลอดด้วยการเบ่งคลอดเองโดยไม่ใช้วิธีผ่าตัด เหมาะสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ปกติ ที่ไม่มีความเสี่ยง ครรภ์เป็นพิษหรือภาวะแทรกซ้อนใดๆ ทั้งนี้การเลือกวิธีคลอด ขึ้นอยู่กับข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ที่ต้องพิจารณาโดยคํานึงถึงพื้นฐานของความปลอดภัยของแม่และทารกเป็นสำคัญ

ข้อดีของการคลอดแบบธรรมชาติ

มีผลดีทั้งต่อตัวคุณแม่เองและทารก
  • ร่างกายฟื้นตัวได้เร็ว
  • เสียเลือดน้อยกว่าการผ่าตัดคลอด เจ็บแผลน้อย
  • ไม่มีแผลผ่าตัด หรือภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัด
  • เสริมส้างภูมิคุ้มกันของให้ทารก ทารกจะได้รับภูมิคุ้มกันจาก เชื้อแบคทีเรีย Probiotics ในช่องคลอดมากกว่าการผ่าตัดคลอด
  • ผนังมดลูกรีดของเหลวออกจากปอดของทารก ลดความเสี่ยงปัญหาด้านการหายใจ
  • คุณแม่เกิดความภาคภูมิใจที่คลอดได้สำเร็จ

เจ็บท้องแบบไหน ควรไปโรงพยาบาล?

ในช่วงตั้งครรภ์เดือน 8-9 คุณแม่ตั้งครรภ์อาจมีอาการมดลูกหดเกร็ง อาการปวดมากขึ้นจนถึงใกล้คลอด รวมถึงอาการแจ็บท้องเตือน และเจ็บท้องจริง เพื่อไม่ให้คุณแม่สับสนและลดความวิตกกังวล จึงควรทำความเข้าใจกับอาการต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นก่อนใกล้คลอด

เจ็บท้องเตือน (เจ็บท้องหลอก)

อาการเจ็บท้องเตือน มักจะเริ่มช่วงตั้งครรภ์เดือนที่ 8 มดลูกจะขยายตัวและเคลื่อนต่ำลงในช่วงใกล้คลอด ทำให้สามารถคลำสัมผัสที่หน้าท้องได้มีลักษณะเป็นก้อนแข็งๆ มดลูกมีการบีบตัวเป็นจังหวะไม่แน่นอน ปวดตึงบริเวณท้องน้อยเป็นระยะเวลาสั้นๆ ไม่สม่ำเสมอ เป็นๆ หายๆ อาการเจ็บสามารถหายเองได้เมื่อมีการเปลี่ยนท่าทาง ลุก เดิน นั่งพัก นอนพัก ไม่มีอาการน้ำเดิน ปากมดลูกไม่เปิดขยาย

เจ็บท้องจริง

มดลูกมีอาการแข็งตัว เจ็บท้องอย่างสม่ำเสมอ เจ็บนาน เจ็บถี่ขึ้น และเจ็บแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มเจ็บที่แผ่นหลังและส่วนบนของมดลูก แล้วเจ็บลงไปข้างล่าง อาการปวดไม่ลดลง ถ้าเคลื่อนไหวก็จะเจ็บมาก และมีมูกเลือดสีแดงสดไหลออกมาทางช่องคลอด มีอาการน้ำเดิน (หรือถุงน้ำคร่ำแตก) เป็นน้ำใสๆ คล้ายๆปัสสาวะ ไม่มีกลิ่น ค่อยๆไหลออกมาหรือไหลพรวด โดยอาการเจ็บท้องคลอดจริง ใช้เวลาประมาณ 8-12 ชั่วโมง ปากมดลูกจึงจะเปิดขยาย

ขั้นตอนการคลอดธรรมชาติ

แบ่งออกเป็น 3 ระยะ (รวมถึงการคลอดรก)

ระยะที่1 : สัญญาณเตือน  แบ่งออกเป็น 3 ระยะย่อย คือ

  • ระยะเริ่มต้น เป็นระยะเจ็บครรภ์แต่เนิ่นๆ ปากมดลูกเริ่มเปิดขยาย ใช้เวลาประมาณ 8-12 ชั่วโมง (สำหรับครรภ์แรก)
  • ระยะเร่ง เป็นระยะที่เจ็บครรภ์ที่เร่งขึ้น ใช้เวลาประมาณ 3-5 ชั่วโมง หรือมากกว่านั้น
  • ระยะเปลี่ยนผ่าน ใช้เวลาประมาณ 20 นาที – 2 ชั่วโมง (ตั้งครรภ์ครั้งแรก) หากเคยคลอดมาแล้ว        จะใช้เวลาค่อนข้างเร็ว

ระยะเริ่มต้น

ในระยะเริ่มต้นนี้ เป็นระยะที่ปากมดลูกจะมีความนิ่มลง บางลง และเริ่มเปิดขยายช้าๆ ประมาณ 3-4 เซนติเมตร มดลูกบีบรัดตัวครั้งละ 30 – 45  วินาที ทุกๆ 5-30 นาที ซึ่งในขั้นตอนนี้อาจใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมง หรือบางคนอาจจะใช้เวลา 2 – 3 วัน คุณแม่จะรู้สึกหน่วงๆ หรือรู้สึกได้ถึงการหดตัว แต่ก็ยังไม่ถึงเวลาคลอด ขึ้นอยู่กับคุณแม่ว่าทนความเจ็บปวดได้แค่ไหน แต่ก็ยังสามารถทำกิจกรรมได้ เช่น ดูหนัง ฟังเพลง ลุกขึ้นเดินเปลี่ยนอิรอยบถ อาบน้ำ คุณแม่อาจจะมีอาการอื่นๆร่วมด้วย เช่น

  • ท้องเสียเล็กน้อย
  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • มีมูก หรือ มูกปนเลือดออกบริเวณช่องคลอด
  • ปวดท้อง คล้ายปวดประจำเดือน
  • ปวดหลังช่วงล่าง
  • มีอาการน้ำเดิน ลักษณะเป็นน้ำใสหรือปนชมพูเล็กน้อย แต่ถ้าหากเป็นเลือด หรือมี สีเขียว ควรรีบพบแพทย์ด่วน

ช่วงนี้คุณแม่อาจรู้สึกไม่สบายตัว เหนื่อยง่าย เป็นระยะ ก่อนที่จะถึงกำหนดคลอด และจะค่อยๆหายไปเอง คุณแม่ควรแจ้งอาการที่เกิดขึ้นในช่วงนี้กับคุณหมออย่างละเอียด เพื่อคุณหมอจะได้ประเมินความเสี่ยงว่าควรรีบไปโรงพยาบาลหรือไม่

วิธีลดความไม่สบายตัวในระยะนี้

  • ทำสมาธิ ไม่เครียด ฟังเพลงสบาย ๆ เพื่อผ่อนคลาย
  • เปลี่ยนอิริยบถ ขยับตัวบ้าง หรือเดินรอบ ๆ
  • นอนในท่าที่รู้สึกสบายที่สุด
  • คุณพ่อสามารถช่วยนวดเบา ๆ ตามร่างกาย
  • ฝึกหายใจ ช่วยผ่อนคลาย
  • อาบน้ำอุ่น ๆ

สัญญาณเตือนให้รีบไปโรงพยาบาล

เมื่อคุณแม่มีอาการหดรัดตัวของมดลูกนาน 1 นาที และหยุดพักเป็นช่วงๆ ทุก 5 นาที และมีอาการแบบนี้ติดต่อกันนานกว่า 1 ชั่วโมง เป็นสัญญาณเตือนให้รีบไปโรงพยาบาลได้เลย


ระยะเร่ง

ในระยะนี้ ปากมดลูกขยายมากขึ้นจากระยะแรก ประมาณ 7 เซนติเมตร การหดตัวของมดลูกจะบ่อยและถี่ขึ้น และรุนแรงมากขึ้น มดลูกบีบรัดตัวครั้งละ 45 – 60  วินาที ทุกๆ 3-5 นาที ความแรงของการหดตัวมากกว่าในระยะแรก คุณแม่จึงรู้สึกเจ็บครรภ์มากขึ้นตามลำดับ บริเวณหลังส่วนล่าง ท้อง ต้นขา และอาจจะรู้สึกเจ็บจนทนไม่ไหว ให้คุณแม่กำหนดลมหายใจ เพื่อให้ผ่อนคลายมากขึ้น ร่างกายจะเริ่มสร้างและหลั่งเอนดอร์ฟินออกมา เพื่อช่วยให้คุณแม่สามารถอดทนต่อความเจ็บปวดที่เริ่มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ


ระยะเปลี่ยนผ่าน

ในระยะนี้ปากมดลูกจะกบีบรัดตัวครั้งละ 60 – 90  วินาที ทุกๆ 0.5 – 3 นาที ปากมดลูกขยายมากขึ้นจากระยะแรก ประมาณ 8-10 เซนติเมตร คุณแม่จะมีการเปลี่ยนแปลงของอารมณ์อย่างรดเร็วในระยะเวลาสั้นๆ และบางครั้งอาจควบคุมไม่ได้ มดลูกจะเปลี่ยนจากการขยาย เป็นการผลักดันทารกให้ออกมาทางช่องคลอด คุณแม่จะรู้สึกได้ถึงแรงเบ่งในช่วงนี้ คุณแม่จะหายใจถี่และเร็วขึ้นเพื่อตอบสนองต่อความเจ็บปวด บางคนอาจร้องครวญคราง โวยวาย หืออาจจะรู้สึกปั่นป่วน หนาวสั่นไปหมด  ให้คุณแม่ตั้งสติและควบคุมการหายใจให้ดี นี่เป็นขั้นตอนที่ท้าทายคุณแม่มากที่สุด เพราะเต็มไปด้วยความเจ็บปวด อดทนอีกเพียงนิดเดียว เพราะลูกน้อยใกล้จะคลอดแล้ว

ระยะที่ 2 : เบ่งคลอดลูก ระยะนี้ปากมดลูกจะเปิดออกอย่างเต็มที่ พร้อมทำการคลอด ถึงช่วงเวลาที่คุณแม่ต้องเบ่งคลอด โดยที่อาจมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วยคือ รู้สึกถึงแรงดันบริเวณช่วงล่าง รู้สึกถึงแรงกระตุ้นให้เบ่งคลอด หน่วงตึงบริเวณช่องคลอดเป็นอย่างมาก คุณแม่จะรู้สึกอยากเบ่งเองตามธรรมชาติ (เหมือนอาการเบ่งถ่ายอุจจาระ) เมื่อถึงเวลานั้น แพทย์จะบอกให้ออกแรงเบ่งเมื่อเกิดการหดรัดตัวของมดลูก หรือให้จังหวะในการเบ่ง เพื่อให้คุณแม่เบ่งคลอดให้สุดแรง หัวของทารกกำลังจะเคลื่อนตัวลงมา คุณแม่จะรู้สึกเจ็บ ปวดแสบปวดร้อน และในทุกๆครั้งที่มีการบีบตัวของมดลูก ตัวของลูกน้อยก็จะค่อยๆเคลื่อนตัวลงมาเรื่อยๆ แรงเบ่งของคุณแม่จะทำให้หัวของทารก เคลื่อนที่เข้าใกล้อุ้งเชิงกรานและลงไปที่ช่องคลอด เมื่อทารกโผล่ส่วนหัวออกมาแล้วนั้น ให้คุณแม่หายใจลึกๆ ร่างกายทารกก็จะออกมาจากช่องคลอดอย่างรวดเร็ว และทารกตัวน้อยก็ออกมาลืมตาดูโลกในที่สุด นับเป็นช่วงเวลาที่มีค่าและมีความสุขในการเป็นคุณแม่อย่างเต็มตัว และเริ่มต้นครอบครัวอย่างสมบูรณ์

ระยะที่ 3 : คลอดรก หลังจากที่คุณแม่คลอดลูกน้อยออกมาแล้ว กระบวนการคลอดยังคงไม่สิ้นสุดแค่นี้ ขั้นตอนต่อไปก็จะถึงเวลาที่คุณแม่คลอดรก และเยื่อหุ้มเซลล์ออกมา อาจจะรุ้สุกหน่วงๆบริเวณช่องคลอด เพียงคุณแม่แค่เบ่งเบาๆ 1-2 ครั้ง รกและเยื่อหุ้มเซลล์ต่างๆจะกออกมาอย่างง่ายดาย (บางคนอาจใช้เวลา 5 – 30 นาที ถึงจะคลอดรกออกมา) แพทย์จะทำการตรวจเช็คอย่างละเอียดว่ารกคลอดออกมาหมดหรือยัง รวมถึงส่วนอื่นๆ ที่ต้องนำออกมมาจากมดลูก เพื่อป้องกันไม่ให้มีเลือดออกหรือเกิดการติดเชื้อ

การพักฟื้นหลังคลอด

หลังจากคลอดลูกน้อย และคลอดรกออกมาหมดแล้ว ก็ถึงเวลาพักฟื้นของคุณแม่ และเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด ที่คุณแม่จะเริ่มให้นมลูกด้วยตนเอง เพราะน้ำนมแม่เป็นปหล่งรวมสารอาหารที่ดีที่สุดสำหรับลูกน้อย อุดมไปด้วยสารอาหารนานาชนิดมีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วน สร้างภูมิคุมกัน เสมือนเป็นวัคซีนเข็มแรกของลูกน้อย การให้ลูกดูดนมแม่ตั้งแต่หลังคลอด จะช่วยให้ร่างกายของคุณแม่ฟื้นตัวจากากรคลอดได้เร็วยิ่งขึ้น และในขณะที่แม่ให้นมจะต้องโอบกอดและสบตาลูกน้อยนับเป็นวิธีการสร้างสายใยความรักความผูกพันระหว่างแม่กับลูกอีกด้วย

 

ด้วยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญเรื่องแม่และเด็กมาตรฐาน BNH 

โรงพยาบาลบีเอ็นเอช ผสมผสานเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัยกับศาสตร์การผดุงครรภ์ของโรงพยาบาลฯ ที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น ให้บริการดูแลคุณแม่แบบครบวงจร ตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ ฝากครรภ์ คลอดบุตร อีกทั้งยังให้ความสำคัญกับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่  รวมถึงการดูแลสุขภาพคุณแม่หลังคลอด เมื่อสุขภาพแข็งแรงพร้อม คุณแม่ก็พร้อมในการดูแลลูกรัก

#เรื่องแม่และเด็กให้ BNH ดูแล

ห้องพักคุณแม่หลังคลอด

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

ศูนย์สุขภาพสตรี โรงพยาบาลบีเอ็นเอช (BNH Women’s Health Centre)

แผนกสูตินรีเวช โทร 02-022-0788 ,02-022-0850

ตรวจยีนก่อนการ
ตั้งครรภ์

เพื่อไม่ให้ลูกรัก ต้องพบความผิดปกติในอนาคต ทั้งที่เราสามารถป้องกันให้ลูกเราได้