Mohs Surgery เทคโนโลยีผ่าตัดมะเร็งผิวหนังอย่างแม่นยำ กำจัดเซลล์มะเร็ง พร้อมถนอมเนื้อเยื่อปกติไว้ให้ได้มากที่สุด
ผิวทุกมิลลิเมตร มีความหมายมากกว่าที่เห็น
โดยเฉพาะเมื่อ “มะเร็งผิวหนัง” เกิดขึ้นในตำแหน่งสำคัญ เช่น ใบหน้า จมูก เปลือกตา ริมฝีปาก หู มือ เท้า หรือบริเวณที่ส่งผลต่อการใช้ชีวิต การรักษาจึงควรใส่ใจมากกว่าการกำจัดเซลล์มะเร็ง
เพราะรอยแผล รูปลักษณ์ การใช้งานของอวัยวะ และความมั่นใจในระยะยาวล้วนเป็นส่วนสำคัญของผลลัพธ์การรักษา
Mohs Surgery ทางเลือกการรักษามะเร็งผิวหนังแบบ Gold Standard ที่เน้นความแม่นยำทุกชั้นผิว เพื่อช่วยกำจัดเซลล์มะเร็ง พร้อมถนอมเนื้อเยื่อปกติไว้ให้ได้มากที่สุด
เพราะทุกมิลลิเมตรของผิวมีความหมายต่อชีวิตและความมั่นใจ
Mohs Surgery คืออะไร?
Mohs Surgery คือการผ่าตัดมะเร็งผิวหนังแบบแม่นยำ โดยแพทย์จะตัดเนื้อเยื่อออกทีละชั้น ตรวจขอบมะเร็งระหว่างผ่าตัด และตัดเพิ่มเฉพาะจุดที่ยังพบเซลล์มะเร็ง วิธีนี้ช่วยเอามะเร็งออกอย่างละเอียด พร้อมรักษาเนื้อเยื่อดีไว้ให้มากที่สุดในเคสที่เหมาะสม
ด้วยความละเอียดของการตรวจขอบมะเร็งระหว่างผ่าตัด Mohs Surgery รักษาหายได้สูงถึง 97–99% และมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำต่ำในมะเร็งผิวหนังบางชนิดที่เหมาะสมและยังไม่เคยรักษามาก่อน เช่น Basal Cell Carcinoma (BCC) และ Squamous Cell Carcinoma (SCC) ทั้งนี้ ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันตามชนิดของมะเร็ง ตำแหน่ง ขอบเขตของโรค และการประเมินของแพทย์
โดยเฉพาะเมื่อมะเร็งผิวหนังเกิดขึ้นในตำแหน่งสำคัญ เช่น ใบหน้า จมูก เปลือกตา ริมฝีปาก หู มือ หรือเท้า เพราะอาจส่งผลต่อทั้งรูปลักษณ์และการใช้งานในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การหลับตา การมองเห็น การหายใจ การพูด การรับประทานอาหาร ไปจนถึงการหยิบจับและการเดิน
ดังนั้น การรักษามะเร็งผิวหนังในบางตำแหน่งจึงควรมองให้ครบทั้งการเอามะเร็งออก การรักษาเนื้อเยื่อดี เพื่อรอยแผล รูปลักษณ์ การใช้งาน และความมั่นใจหลังการรักษา
จุดเด่นของ Mohs Surgery
- ตรวจขอบมะเร็งระหว่างผ่าตัด
แพทย์สามารถตรวจชิ้นเนื้อระหว่างการผ่าตัด เพื่อดูว่ายังมีเซลล์มะเร็งหลงเหลืออยู่หรือไม่ หากพบเซลล์มะเร็ง แพทย์จะตัดเพิ่มเฉพาะบริเวณนั้น
- ตัดเพิ่มเฉพาะจุดที่จำเป็น
Mohs Surgery ไม่ได้ตัดกว้างเกินความจำเป็นตั้งแต่แรก แต่ใช้การตรวจขอบมะเร็งเป็นตัวกำหนดจุดที่ต้องตัดเพิ่ม จึงช่วยลดการสูญเสียเนื้อเยื่อดีโดยไม่จำเป็น
- ช่วยรักษาเนื้อเยื่อดีไว้ให้มากที่สุด
การรักษาเนื้อเยื่อปกติไว้ได้มากขึ้นมีความสำคัญมากในบริเวณใบหน้า จมูก เปลือกตา ริมฝีปาก หู มือ เท้า หรือบริเวณที่มีเนื้อเยื่อน้อย
- ช่วยให้วางแผนปิดแผลได้เหมาะสมขึ้น
เมื่อแพทย์ตรวจจนไม่พบเซลล์มะเร็งที่ขอบชิ้นเนื้อแล้ว จึงสามารถวางแผนการปิดแผลหรือการดูแลต่อเนื่องได้เหมาะกับตำแหน่ง ขนาดแผล และผลลัพธ์หลังผ่าตัดของแต่ละบุคคล
Mohs Surgery ต่างจากการผ่าตัดมะเร็งผิวหนังทั่วไปอย่างไร?
Mohs Surgery ต่างจากการผ่าตัดมะเร็งผิวหนังทั่วไปอย่างไร?
หัวข้อ | Mohs Surgery | การผ่าตัดมะเร็งผิวหนังทั่วไป |
วิธีการรักษา | ตัดเนื้อเยื่อออกทีละชั้น | เป็นการผ่าตัดแบบกว้าง (Wide Excision) โดยตัดมะเร็งพร้อมขอบเนื้อเยื่อโดยรอบ |
การตรวจขอบมะเร็ง | ตรวจระหว่างผ่าตัด | ส่งตรวจภายหลัง |
หากยังพบเซลล์มะเร็ง | ตัดเพิ่มเฉพาะจุดที่พบ | อาจต้องพิจารณาผ่าตัดหรือรักษาเพิ่มเติม |
ขนาดแผลและการตัดเนื้อเยื่อ | ตัดเพิ่มเฉพาะจุดที่จำเป็น จึงช่วยลดการเสียเนื้อเยื่อดีโดยไม่จำเป็น | ต้องตัดเผื่อขอบเนื้อเยื่อโดยรอบมากกว่า (บางเคสมีขนาดแผลกว้างกว่า Mohs Surgery 3-4 เท่า) |
การรักษาเนื้อเยื่อดี | ช่วยรักษาเนื้อเยื่อดีไว้ให้มากที่สุดตามความเหมาะสม | อาจต้องตัดเผื่อขอบเนื้อเยื่อโดยรอบออกมากกว่า เพื่อให้ครอบคลุมขอบเขตของมะเร็ง |
กรณีผ่าตัดบริเวณที่มีเนื้อเยื่อน้อย เช่น ใบหน้า | ช่วยควบคุมขอบมะเร็ง พร้อมลดผลกระทบต่อรอยแผล รูปลักษณ์ และการใช้งาน | การตัดกว้าง อาจทำให้มีแผลขนาดใหญ่ ซึ่งกระทบรูปลักษณ์ หรือทำให้ใบหน้าผิดรูปได้ |
เหมาะกับ | เคสที่ต้องการความละเอียดสูง ตำแหน่งสำคัญ ขอบเขตไม่ชัด หรือกลับมาเป็นซ้ำ | เคสที่ขอบเขตชัด ความเสี่ยงต่ำ หรือไม่ซับซ้อน |
อัตราการรักษาหายในเคสที่เหมาะสมและยังไม่เคยรักษามาก่อน | สูงถึง 97–99% ในมะเร็งผิวหนังบางชนิดที่เหมาะสม เช่น Basal Cell Carcinoma (BCC) และ Squamous Cell Carcinoma (SCC) | ประมาณ 80–90% ในเคสที่เหมาะสม เช่น Basal Cell Carcinoma (BCC), Squamous Cell Carcinoma (SCC) และ Melanoma in situ (MIS) |
โอกาสกลับมาเป็นซ้ำ | ต่ำในเคสที่เหมาะสม | แตกต่างกันตามแต่ละกรณี |
เพราะในบางตำแหน่ง โดยเฉพาะบริเวณใบหน้า จมูก เปลือกตา ริมฝีปาก หู มือ หรือเท้า ทุกมิลลิเมตรของผิวอาจมีความหมายต่อทั้งรอยแผล รูปลักษณ์ และการใช้งานหลังการรักษา
Mohs Surgery จึงช่วยเพิ่มความละเอียดในการผ่าตัด ด้วยการตรวจขอบมะเร็งระหว่างผ่าตัดและตัดเพิ่มเฉพาะจุดที่จำเป็น เพื่อช่วยกำจัดเซลล์มะเร็ง พร้อมถนอมเนื้อเยื่อดีไว้ให้มากที่สุดในเคสที่เหมาะสม
Mohs Surgery เหมาะกับใคร?
Mohs Surgery ไม่ได้จำเป็นสำหรับมะเร็งผิวหนังทุกชนิดหรือทุกตำแหน่ง ควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์พิจารณาในเคสที่ต้องการความละเอียดสูงหรือมีความซับซ้อน เช่น
- มะเร็งผิวหนังบางชนิด เช่น Basal Cell Carcinoma (BCC) หรือ Squamous Cell Carcinoma (SCC)
- มะเร็งอยู่ในตำแหน่งสำคัญ เช่น ใบหน้า จมูก เปลือกตา ริมฝีปาก หู มือ หรือเท้า
- ขอบเขตของมะเร็งไม่ชัด หรืออาจกระจายใต้ผิวมากกว่าที่มองเห็น
- เคยรักษาแล้วกลับมาเป็นซ้ำ
- ผลตรวจชิ้นเนื้อมีลักษณะเสี่ยงสูง
- เป็นตำแหน่งที่ต้องรักษาเนื้อเยื่อดีไว้ให้มากที่สุด
ขั้นตอนการรักษา Mohs Surgery ที่ โรงพยาบาลบีเอ็นเอช
ทีมแพทย์ผู้ชำนาญการ พร้อมวางแผนการรักษา Mohs Surgery ให้เหมาะกับแต่ละบุคคล ตั้งแต่การประเมินมะเร็งผิวหนัง วิธีการผ่าตัด การปิดแผล ไปจนถึงการดูแลหลังการรักษา
- ปรึกษาแพทย์และประเมินตำแหน่งที่พบมะเร็ง
แพทย์เฉพาะทางด้านผิวหนังจะตรวจบริเวณที่พบมะเร็งผิวหนัง พร้อมพิจารณาผลตรวจชิ้นเนื้อ เช่น Biopsy หรือ Pathology Report เพื่อประเมินชนิดของมะเร็ง ขอบเขตของโรค ตำแหน่ง ขนาด และความเหมาะสมของการรักษาด้วย Mohs Surgery
- วางแผนการรักษาเฉพาะบุคคล
แพทย์จะอธิบายแนวทางการรักษาและความเหมาะสมของ Mohs Surgery โดยคำนึงถึงการเอามะเร็งออกให้ครบ การรักษาเนื้อเยื่อดี รอยแผล และการใช้งานหลังผ่าตัด
- ผ่าตัด Mohs Surgery
ในวันผ่าตัด แพทย์จะใช้ยาชาเฉพาะที่ จากนั้นค่อย ๆ ตัดเนื้อเยื่อออกทีละชั้น และตรวจขอบมะเร็งระหว่างการผ่าตัด
หากยังพบเซลล์มะเร็ง แพทย์จะตัดเพิ่มเฉพาะจุดที่จำเป็น แล้วตรวจซ้ำจนไม่พบเซลล์มะเร็งที่ขอบชิ้นเนื้อ
- ปิดแผลโดยคำนึงถึงรอยแผล รูปลักษณ์ และการใช้งาน
เมื่อควบคุมขอบมะเร็งได้แล้ว ศัลยแพทย์จะดูแลขั้นตอนการปิดแผล โดยพิจารณาจากตำแหน่ง ขนาดแผล รูปลักษณ์ รอยแผลที่อาจเกิดขึ้น และการใช้งานหลังการรักษา
- ติดตามผลหลังการรักษา
หลังผ่าตัด แพทย์และทีมดูแลจะให้คำแนะนำเรื่องการทำแผล การดูแลผิว การใช้ชีวิตหลังผ่าตัด และการนัดติดตามผลอย่างเหมาะสม เพื่อดูแลการฟื้นตัวและสุขภาพผิวในระยะยาว
หลังทำ Mohs Surgery ฟื้นตัวอย่างไร?
หลังทำ Mohs Surgery ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักกลับบ้านได้ในวันเดียวกัน โดยแพทย์และทีมดูแลจะให้คำแนะนำเรื่องการทำแผล การดูแลผิว และการใช้ชีวิตหลังผ่าตัดอย่างเหมาะสม
การฟื้นตัวของแต่ละบุคคลจะแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่ผ่าตัด ขนาดแผล วิธีปิดแผล และสุขภาพโดยรวม หากมีอาการผิดปกติ เช่น เลือดออกไม่หยุด ปวด บวม แดงมากขึ้น มีไข้ หรือแผลแยก ควรติดต่อโรงพยาบาลเพื่อรับคำแนะนำจากแพทย์
ก่อนมาปรึกษา ควรเตรียมอะไรบ้าง?
เพื่อให้แพทย์ประเมินได้ชัดเจนว่า Mohs Surgery เหมาะกับเคสของคุณหรือไม่ แนะนำให้เตรียมข้อมูลเบื้องต้นดังนี้
- ผลตรวจชิ้นเนื้อ เช่น Biopsy หรือ Pathology Report
- รูปถ่ายบริเวณที่พบมะเร็งผิวหนัง เพื่อให้เห็นตำแหน่ง ขนาด และลักษณะของผิวอย่างชัดเจน
- ประวัติการรักษาเดิม เช่น เคยผ่าตัด ฉายแสง ใช้ยา หรือรักษาด้วยวิธีอื่น
- รายการยาและอาหารเสริมที่ใช้อยู่ โดยเฉพาะยาที่อาจมีผลต่อการผ่าตัดหรือการหายของแผล
- โรคประจำตัวและประวัติแพ้ยา เช่น เบาหวาน โรคหัวใจ แพ้ยา แพ้ยาชา หรือแพ้วัสดุปิดแผล
- ความกังวลที่อยากปรึกษาแพทย์ เช่น รอยแผล รูปลักษณ์ การใช้งาน ระยะเวลาพักฟื้น หรือการดูแลหลังผ่าตัด
- ข้อมูลประกัน เช่น รายละเอียดประกันสุขภาพ และเอกสารเพิ่มเติมตามเงื่อนไขของบริษัทประกัน
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Mohs Surgery
1. Mohs Surgery คืออะไร?
2. Mohs Surgery เหมาะกับใคร?
3. Mohs Surgery ต่างจากการผ่าตัดทั่วไปอย่างไร?
4. ต้องมีผลตรวจชิ้นเนื้อก่อนหรือไม่?
เริ่มต้นดูแลมะเร็งผิวหนังอย่างมั่นใจที่ ศูนย์ผิวพรรณและความงาม โรงพยาบาลบีเอ็นเอช
ทีมแพทย์ผู้ชำนาญการของ BNH พร้อมให้คำปรึกษา ประเมินความเหมาะสมของการรักษาด้วย Mohs Surgery และวางแผนการดูแลเฉพาะบุคคล โดยคำนึงถึงทั้งการรักษา โรค รอยแผลหลังการผ่าตัด รูปลักษณ์ และความมั่นใจของคุณในทุกขั้นตอนของการดูแล

เวลาทำการ
วันจันทร์ – วันเสาร์ 08.00 – 20.00
วันอาทิตย์ 08.00 – 17.00

นัดหมายแพทย์และสอบถาม
แชท (LINE): บริการสนทนาผ่าน LINE
เปิดให้บริการทุกวัน 8:00 - 18:00 น.
โทร : +(662) 022-0700
E-Mail : [email protected]
ศูนย์ผิวพรรณและความงาม โรงพยาบาลบีเอ็นเอช
ทีมแพทย์พร้อมประเมินและวางแผนการรักษาที่เหมาะกับคุณ ในบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นส่วนตัว
- สถานที่ตั้ง ชั้น 1 โรงพยาบาลบีเอ็นเอช กรุงเทพฯ Dermatology & Beauty Centre, 1st Floor, BNH Hospital
- โทรศัพท์ 02 022 0751 ทุกวัน · ทีมงานพร้อมให้คำแนะนำ
สอบถามข้อมูล Mohs Surgery และประเมินความเหมาะสมได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย