Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors
Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors
Copy of Copy of prosatate cacner

การรักษาโรคข้อเข่าเสื่อม

การรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมนั้นไม่จำเป็นที่จะต้องผ่าตัดทุกคน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอาการ ระดับความรุนแรงของโรค สภาวะของผิวข้อเข่า และปัจจัยอื่นๆ ซึ่งการรักษามีทั้งการรักษาโดยการไม่ใช้ยา รักษาด้วยการใช้ยา และในขั้นสุดท้ายคือการรักษาโดยการผ่าตัด ซึ่งวิธีการรักษาแต่ละประเภทจะมีเกณฑ์การพิจารณาที่แตกต่างกันซึ่งแพทย์และคนไข้จะมีการวางแผนร่วมกันก่อนจะเริ่มการรักษา
• การรักษาโดยไม่ใช้ยา ได้แก่ การออกกำลังกายบริหารกล้ามเนื้อให้แข็งแรง (Exercise) การทำกายภาพ (Physical therapy) การจำกัดกิจกรรม (Limited activity) การใช้กายอุปกรณ์ช่วย (Orthosis)
• การรักษาด้วยยา (Medication) ได้แก่ ยาแก้อักเสบหรือยาแก้ปวด ยาฉีดเข้าข้อเข่า
• การรักษาทางเลือก ได้แก่ การฉีดเกล็ดเลือดเข้มข้น (PRP) การฉีดน้ำหล่อข้อเทียม การทานสารบำรุงผิวข้อ
• การผ่าตัด (Surgery) ได้แก่ ผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าบางส่วน หรือ เปลี่ยนทั้งข้อ

สารบัญบทความ

วิธีการการรักษาโรคข้อเสื่อม

การรักษาด้วยยา (Medication)

ส่วนใหญ่ของยารับประทานที่นิยมใช้มักเป็นยาแก้การอักเสบ ที่เรียกว่า NSAIDS (เอ็นเสด) และหรือยาแก้ปวด ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมการอักเสบและลดอาการปวดที่เกิดขึ้นแต่ไม่ได้ป้องกันการอักเสบหรืออาการปวดในวันข้างหน้า

  • ไม่ควรรับประทานยาแก้อักเสบอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน เพราะอาจทำให้การทำงานของไต และตับผิดปกติ หรืออาจทำให้เกิดเลือดออกทางเดินอาหารได้
  • ยารับประทานอีกกลุ่มหนึ่งก็คือ สารบำรุงผิวข้อ มีความปลอดภัยสูงดังได้กล่าวมาแล้ว
  • กลุ่มยาฉีดเข้าข้อเข่ามี 2 ชนิด คือ ยาฉีดสเตียรอยด์ มีประโยชน์ เมื่อข้อเข่าอักเสบรุนแรง และผู้ป่วยมีอาการผิดปกติมาก ราคาย่อมเยา อีกชนิดหนึ่ง คือ น้ำหล่อข้อเทียม โดยต้องฉีดทุกสัปดาห์ติดต่อกัน 3-5 ครั้ง หรืออาจฉีดแบบครั้งเดียวพร้อมกันเลยโดยเน้นช่วยเพิ่มการหล่อลื่นในข้อเข่า แต่มีข้อเสียคือ ราคาแพง และอาจต้องรับการฉีดซ้ำทุก 6-12 เดือน

การออกกำลังกายบริหารกล้ามเนื้อให้แข็งแรง (Exercise)

ความสำคัญของการออกกำลังกาย คือ ทำให้กล้ามเนื้อรอบ ๆ ข้อนั้น ๆ มีความแข็งแรง และช่วยผ่อนแรงกระแทกที่กระทบกับข้อโดยตรง ทำให้ข้อสึกหรอช้าลง หรือช่วยควบคุมแนวการรับน้ำหนักของข้อนั้น 1 ให้อยู่ในแนวที่ตรงขึ้น ทำให้ข้อรับน้ำหนักน้อยลงนอกจากนี้แล้วการออกกำลังกายที่เป็นแบบแอโรบิค จะทำให้สามารถควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้มากเกินไป ซึ่งจะเป็นประโยชน์มากกับข้อที่รับน้ำหนักโดยตรง

การทำกายภาพ (Physical therapy)

ทำกายภาพด้วยวิธีต่าง เช่น การนวดคลึงบริเวณที่ปวด การประคบด้วยความร้อน การทำอัลตร้าซาวด์ เป็นต้น เป็นวิธีที่ทำให้อาการเจ็บปวดลดลงได้ ไม่เกิดอันตรายกับข้อเข่า สามารถทำ ๆ หยุด ๆ ได้ ตามการเปลี่ยนแปลงของอาการ วิธีนี้มีประโยชน์ ในรายที่ไม่ต้องการทานยา

การจำกัดกิจกรรม (Limited activity)

เป็นมาตรการป้องกันการเกิดการบาดเจ็บ หรือกระตุ้นให้ข้อเกิดการเสื่อมที่เร็วขึ้นกว่าที่ควรจะเป็น มีหลักการ คือ

  • เมื่อผู้ป่วยมีผิวข้อที่สึกหรอผิดปกติแล้ว ภารกิจที่มีการงอข้อเขามาก เช่น นั่งยอง นั่งพับเพียบ นั่งขัดสมาธิ และนั่งคุกเข่า เป็นท่าที่ไม่เหมาะสมเนื่องจากเพิ่มแรงบิดขยี้ในข้อเช่า
  • หลีกเลี่ยงการขึ้นลงบันไดที่มากเกินไป เช่น ขึ้นลงบันไดที่มากกว่า 2 รอบต่อวัน
  • ในรายที่พบว่าแนวแกนขาโก่ง หรือบิดเกผิดปกติแล้ว ควรงดการออกกำลังกายประเภทวิ่ง หรือกระโดด เนื่องจากข้อที่มีแกนขาบิดเกมีการกระจายแรงรับน้ำหนักในข้อผิดปกติ

การใช้กายอุปกรณ์ช่วย (Orthosis)

การสวมผ้ายืดหรือปลอกสวมข้อเข่า (อาจมีหรือไม่มีแกนเหล็กสปริง) เป็นการช่วยพยุงให้ข้อเข่าที่มีปัญหาปวดในขณะเคลื่อนไหว เกิดความกระชับขึ้น ลดการเคลื่อนไหวผิดแนว หรือผิดทิศทางให้น้อยลง และทำให้แนวแรงกระจายน้ำหนักจากกระดูกต้นขามายังกระดูกหน้าแข้งสม่ำเสมอขึ้น ซึ่งทำให้การอักเสบลดน้อยลงได้

แต่อย่างไรก็ตาม การใช้อุปกรณ์เป็นเวลานาน ๆ อาจทำให้กล้ามเนื้อรอบ ๆ ข้อนั้น ๆ อ่อนแอลงได้ดังนั้น ผู้ป่วยต้องหมั่นออกกำลังบริหารกล้ามเนื้อเป็นประจำ

การผ่าตัด (Surgery)

การผ่าตัดเป็นมาตรการเด็ดขาดที่ใช้รักษาโรคข้อเข่าเสื่อมที่เข้าสู่ระยะปานกลางถึงระยะท้าย ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว แพทย์ต้องประเมินว่าผู้ป่วยมีข้อบ่งชี้ที่เหมาะสมในการรักษาด้วยวิธีผ่าตัดเสมอ และแพทย์ต้องประเมินให้ได้ว่า หลังจากการผ่าตัดแล้ว คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยต้องดีขึ้นอย่างชัดเจน มีความคุ้มค่ากับค่าใช้จ่ายที่เสียไป

 

ในปัจจุบัน วิธีการผ่าตัดรักษาข้อเข่าเสื่อม ผันแปรไปตามความเสื่อมของข้อและการบิดเกของขา เช่น การผ่าตัดส่องกล้องล้างข้อ การผ่าตัดจัดแนวแกนขาใหม่ให้ตรง การนำตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมบางส่วน และผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมทั้งข้อ เนื่องจากผู้ป่วยที่ตัดสินใจเข้ารับการผ่าตัดส่วนใหญ่มักมีอายุมาก และมีความเสื่อมของข้อเข่าในระดับที่มากพอควร ทำให้ปัจจุบันอัตราการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมสูงมากขึ้นทุก ๆ ปี

ข้อมูลทีมแพทย์​

Prof. Aree Tanavalee, M.D.
Prof. Aree Tanavalee, M.D.
Shoulder & Joint Centre
Arak Limtrakul, M.D.
Arak Limtrakul, M.D.
Shoulder & Joint Centre
Worapoj Honglerspipop, M.D.
Worapoj Honglerspipop, M.D.
Shoulder & Joint Centre

แพ็กเกจตรวจคัดกรองข้อเข่าเสื่อม (X-Ray ข้อเข่า) โรงพยาบาลบีเอ็นเอช BNH Hospital

ตรวจคัดกรองโรคข้อเข่าเสื่อมด้วยการ X-Ray หากคุณสงสัยหรือมีอาการปวดเข่าร่วมกับปัจจัยเหล่านี้ 

  • ผู้มีน้ำหนักตัวมาก (BMI >25)
  • อายุ 40 ปีขึ้นไป
  • มีประวัติครอบครัวเป็นโรคข้อเข่าเสื่อม
  • มีกิจวัตรหรือทำกิจกรรมที่ใช้ข้อเข่าเป็นประจำ
  • เคยบาดเจ็บที่ข้อเข่า
  • มีข้อเข่าโก่ง
  • มีโรคข้อต่าง ๆ เช่น เกาต์ รูมาตอยด์
  • มีเสียงในข้อเข่าร่วมกับอาการเจ็บ