HPV คืออะไร เกี่ยวข้องกับมะเร็งปากมดลูกอย่างไร

HPV คืออะไร

เชื้อเอชพีวี หรือ Human Papillomavirus (HPV) ในภาษาอังกฤษเป็นเชื้อไวรัสที่พบบ่อยในโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (Sexually transmitted disease, STD)  สามารถเกิดการติดต่อได้หลายช่องทางไม่ว่าจะเป็นทางปาก ช่องคลอด ทวารหนัก หรือ การสัมผัสกับเชื้อโดยตรง (Skin to skin contact) ซึ่งส่วนมากผู้ป่วยมักจะได้รับเชื้อดังกล่าวผ่านการมีเพศสัมพันธ์กับบุคคลที่ติดเชื้อ กล่าวคือผู้ที่ติดเชื้อสามารถแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่นได้จากการมีเพศสัมพันธ์ ซึ่งการป้องกันโดยการสวมใส่ถุงยางอนามัยจะมีประสิทธิภาพในการช่วยลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อไวรัสได้

…การติดเชื้อเอชพีวีทำให้เกิดอาการความเปลี่ยนแปลงต่างๆของร่างกายซึ่งอาจเป็นสาเหตุที่นำไปสู่การเกิดมะเร็ง คือ มะเร็งปากมดลูก โดยรับไวรัสมาจากการมีเพศสัมพันธ์กับฝ่ายชายที่มีเชื้อเอชพีวี, มะเร็งปากช่องคลอดในเพศหญิง, มะเร็งองคชาติในเพศชาย, มะเร็งทวารหนักและมะเร็งคอหอยที่สามารถพบได้ในทั้งเพศหญิงและเพศชาย หรือแม้กระทั่งโรคหูดหงอนไก่

ไวรัสเอชพีวี

ไวรัสเอชพีวี เกี่ยวข้องกับมะเร็งปากมดลูกอย่างไร

HPV (Human Papilloma Virus) เป็นไวรัสชนิดหนึ่งที่มีจำนวนมากกว่า 150 สายพันธุ์ และสามารถพบได้บ่อยในบุคคลทั่วไป ปัจจุบันพบว่า มีไวรัส HPV 15 ชนิดที่ก่อให้เกิดมะเร็งปากมดลูก (High-risk HPV) แต่สายพันธุ์ที่จัดได้ว่ามีความอันตรายและส่งผลร้ายต่อสุขภาพมากที่สุดได้แก่ สายพันธุ์ 16 และ 18 ซึ่งเป็นเชื้อเอชพีวีที่ทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูกถึง 70% และเป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับ 2 ในหญิงไทย รองจากมะเร็งเต้านม

การติดเชื้อไวรัสเอชพีวีเกิดขึ้นได้อย่างไร

  • ไวรัสเอชพีวี ชนิดที่ก่อให้เกิดมะเร็งปากมดลูกสามารถติดต่อทางเพศสัมพันธ์ หรือการสัมผัสทางผิวหนัง การติดเชื้อเอชพีวีจะอยู่ไม่นานส่วนใหญ่จะหายไปภายใน 12 เดือน มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่มีการติดเชื้อแบบฝังแน่นเป็นเวลานานซึ่งในสายพันธุ์ที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งปากมดลูก อาจใช้เวาลานานถึง 10 – 15 ปีโดยไม่มี อาการแสดงออกที่สามารถสังเกตได้ชัดเจน

การตรวจหาเชื้อเอชพีวี

…..เป็นการตรวจทางชีวโมเลกุลเพื่อตรวจหาดีเอ็นเอของไวรัสเอชพีวี ซึ่งเป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูกโดยตรงสามารถตรวจต่อจากน้ำยา ตินเพร็พ โดยวิธีการตรวจนี้จะได้ผลดียิ่งขึ้นเมื่อตรวจร่วมกับการตรวจแป็ป

วิธีตรวจเอชพีวีทำอย่างไร

การตรวจ HPV เป็นขั้นตอนหนึ่งในการตรวจภายในโดยใช้เซลล์ตัวอย่างที่ได้จากการตรวจมะเร็ง ปากมดลูก (Pap Smear) ส่งไปยังห้องปฏิบัติการซึ่งจะทราบผลภายใน 2 สัปดาห์

การตรวจแป็ป

…..คือการตรวจความผิดปกติของเซลล์ บริเวณปากมดลูกโดยการเก็บเซลล์จากบริเวณปากมดลูก ดูความผิดปกติของเซลล์บนสไลด์ด้วยกล้องจุลทรรศน์มี 2 วิธี คือ

  • วิธีการตรวจแป็ปแบบดั้งเดิม (Conventional Pap Smear)

…..วิธีการตรวจแป็ปแบบดั้งเดิม โดยแพทย์จะเก็บเซลล์บริเวณปากมดลูก ด้วยไม้พาย จากนั้นป้ายลงบนสไลด์แก้ว นำส่งห้องปฏิบัติการเพื่อย้อมสีและตรวจดูด้วยกล้องจุลทรรศน์

ปัญหาของการตรวจคืออะไร ? เซลล์เพียง 20% บนไม้พายเท่านั้นที่ถูกป้ายลงบนสไลด์ ลักษณะของสไลด์ อาจมีมูกเลือดปะปนอยู่ทั่วไป การรักษาสภาพเซลล์ไม่ได้ทำทันทีทำให้เซลล์อาจมีรูปร่างเปลี่ยนไป ลักษณะการเรียงตัวของเซลล์ อาจมีการเรียงตัวซ้อนทับกัน ขึ้นกับลักษณะการป้ายของแต่ละตำแหน่ง การซ้อนทับและมีมูกเลือดนี้ อาจทำให้บดบังเซลล์ผิดปกติได้ ทำให้อ่านผลยาก โอกาสผิดพลาดสูง

  • วิธีตินเพร็พ (ThinPrep Pap Test)

…..ตินเพร็พ แป็ป เทสต์ เป็นวิธีเดียว ที่ได้รับการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของประเทศสหรัฐอเมริกา ให้สามารถใช้แทนการตรวจแบบเดิมได้และมีประสิทธิภาพมากกว่าโดยแพทย์เก็บเซลล์ บริเวณปากมดลูกด้วยอุปกรณ์เฉพาะ แล้วใส่ลงในขวดน้ำยาตินเพร็พ นำส่งห้องปฏิบัติการ เพื่อเตรียมสไลด์ด้วย ลักษณะสไลด์เป็นรูปแบบเดียวกัน เซลล์เรียงตัวสม่ำเสมอ เซลล์เรียงตัวแบบบางไม่ซ้อนทับกัน มองเห็นเซลล์ผิดปกติได้ง่าย ไม่มีมูกเลือดบดบังมีข้อมูลการศึกษาวิจัยพบว่า การตรวจหาเซลล์มะเร็งโดยวิธีตินเพร็พ ให้ผลดีกว่าการตรวจแบบดั้งเดิมดังนี้

  • เพิ่มความไวในการวินิจฉัยมะเร็งปากมดลูกระยะก่อนลุกลาม
  • คุณภาพสไลด์ที่ใช้ในการตรวจดีขึ้น
  • สามารถยืดระยะเวลาการตรวจหาเซลล์มะเร็งจากปากมดลูกจากทุกๆ 1 ปี เป็นปีเว้นปี

ไวรัสเอชพีวีสามารตรวจพบในการตรวจแป็ปเทสต์หรือไม่

ไม่สามารถตรวจพบเชื้อไวรัสเอชพีวีได้โดยตรงในการตรวจแพปเทสต์ แต่สามารถนำเซลล์ที่ได้เมื่อตรวจแพปเทสต์ไปตรวจหาHPVได้ โดยไม่ต้องตรวจใหม่

สตรีที่เคยได้รับวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสเอชพีวีจำเป็นต้องได้รับการตรวจแป็ปเทสต์หรือไม่

สตรีที่เคยได้รับวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสเอชพีวียังคงมีความจำเป็นต้องได้รับการตรวจแป็ปเทสต์ เนื่องจากวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสเอชพีวีไม่สามารถป้องกันเชื้อเอชพีวีได้ครอบคลุมทุกสายพันธุ์ที่สามารถเป็นสาเหตุก่อเกิดโรคมะเร็ง

ใครควรได้รับการตรวจไวรัสเอชพีวี

  • ผู้หญิงที่อายุน้อยกว่า 30 ปี มีความเสี่ยงน้อยที่จะเป็นมะเร็งปากมดลูกไม่มีความจำเป็นต้องตรวจหาไวรัสนี้ มีข้อแนะนำให้ตรวจติดตามเฉพาะกรณีที่การตรวจแป็ปเทสต์ให้ผลการตรวจคลุมเครือ เป็นที่น่าสงสัยว่าอาจมีเซลล์ปากมดลูกผิดปกติ
  • ผู้หญิงที่อายุ 30 ปีขึ้นไป มีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งปากมดลูก มีข้อแนะนำให้ตรวจไวรัสเอชพีวีร่วมกับการตรวจแป็ปเทสต์หรือการตรวจที่เรียกว่า “ThinPrep+HPV” เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกระยะเริ่มแรกให้ความไวสูงถึง 99 – 100 เปอร์เซ็นต์ คุณจึงมั่นใจผลการตรวจได้
  • กลุ่มรักร่วมเพศทั้งชายและหญิง มีโอกาสติดเชื้อ HPV จากการมีเพศสัมพันธ์ได้เช่นเดียวกัน นำมาสู่การเกิดหูดหงอนไก่บริเวณอวัยวะเพศ โรคมะเร็งทวารหนัก โรคมะเร็งองคชาติ


ใครบ้างที่ควรตรวจภายใน และมะเร็งปากมดลูก

  • ผู้หญิงทั่วไปที่มีเพศสัมพันธ์
  • ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน
  • ผู้หญิงที่ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ ควรเริ่มตรวจเมื่ออายุ 30 ปีขึ้นไป
  • ผู้หญิงที่เว้นว่างจากการตรวจมาระยะหนึ่งแล้ว
  • ผู้หญิงมีอาการตกขาวผิดปกติ หรือมีเลือดออกผิดปกติ

มะเร็งปากมดลูกสามารถป้องกันและรักษาให้หายขาดได้ หากตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มแรก ดังนั้นการเข้ารับการตรวจภายในและมะเร็งปากมดลูกอย่างสม่ำเสมอ และเลือกตรวจด้วยวิธีที่มีประสิทธิภาพจะทำให้คุณมั่นใจและปลอดภัยจากมะเร็งปากมดลูก

อาการของผู้ติดเชื้อเอชพีวีเป็นอย่างไร

ผู้ป่วยจำนวนมากไม่มีอาการชัดเจนสำหรับการติดเชื้อไวรัสเอชพีวีแต่พบว่าผู้ป่วยบางรายมีอาการดังนี้ คือ

  • มีตกขาวมากกว่าปกติ
  • ตกขาวมีกลิ่นไม่พึงประสงค์
  • สำหรับผู้หญิงที่มีการติดเชื้อภายในช่องคลอดอาจมีเลือดออกขณะมีเพศสัมพันธ์
  • มีสารคัดหลั่ง หรือเลือดไหลออกจากทางช่องคลอด

ปัจจัยและพฤติกรรมเสี่ยงที่เป็นสาเหตุนำมาสู่การเกิดโรคมะเร็งปากมดลูกคืออะไร

  • การติดเชื้อไวรัสเอชพีวี [Human Papillomavirus (HPV) infection] โดยเชื้อเอชพีวีสายพันธุ์ 16 และ 18 เป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งปากมดลูก ซึ่งสามารถติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์กับบุคคลที่ติดเชื้อ
  • การสูบบุหรี่ [Smoking] เนื่องจากการสูบบุหรี่ทำให้การทำงานของระบบภูมิคุ้มกันมีประสิทธิภาพต่ำลงในการต่อสู้กับเชื้อไวรัสเอชพีวี เป็นเหตุผลที่ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งปากมดลูก
  • การเป็นโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือติดเชื้อเอชไอวี [Human immunodeficiency virus (HIV)] เพราะระบบภูมิคุ้มกันเป็นระบบที่มีความสำคัญในการช่วยต้านทานเซลล์มะเร็งเพื่อไม่ให้เติบโต หรือแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันต่ำ หรือเป็นโรคเอดส์จึงมีโอกาสความเสี่ยงของการติดเชื้อเอชพีวี ซึ่งนำมาสู่โรคมะเร็งปากมดลูกดังนั้นจึงไม่ควรเปลี่ยนคู่นอนบ่อยครั้งหรือมีพฤติกรรมสำส่อนทางเพศ
  • การติดเชื้อหนองในเทียม [Chlamydia infection] หนองในเทียม (Chlamydia) คือเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่นำมาสู่ความสามารถของเกิดการติดเชื้อในระบบสืบพันธุ์ ผู้ที่กำลังป่วยหรือเคยมีประวัติเป็นโรคหนองในเทียมจะมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งปากมดลูกเช่นกัน
  • มีพฤติกรรมการใช้เม็ดยาคุมกำเนิดในระยะยาวติดต่อกันนานเกินกว่าระยะเวลา 4 – 5 ปี เสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งปากมดลูก แต่โอกาสความเสี่ยงจะหมดไปเมื่อมีการหยุดใช้ยา
  • มีประวัติการตั้งครรภ์ที่ครบกำหนดบ่อยครั้ง การตั้งครรภ์มากกว่า 3 ครั้งขึ้นไปเป็นปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งปากมดลูก
  • มีประวัติการตั้งครรภ์ และคลอดบุตรในช่วงอายุที่ต่ำกว่า 17 ปีบริบูรณ์ กล่าวคือสตรีที่มีบุตรก่อนวัยอันควรจะมีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งปากมดลูกมากกว่าสตรีทั่วไปที่ตั้งครรภ์เมื่ออายุมากกว่า 25 ปีขึ้นไป

มะเร็งปากมดลูกรักษาได้จริงหรือ

การตรวจพบความผิดปกติของเซลล์ปากมดลูกได้ตั้งแต่ระยะแรกเริ่มก่อนเป็นมะเร็งลุกลามสามารถรักษาให้หายได้ง่าย แพทย์สามารถเลือกวิธีรักษาได้ตามความเหมาะสม เช่นการจี้ด้วยความเย็น (Cryosurgery) หรือการตัดด้วยห่วงไฟฟ้า

HPV Vaccine ป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูก

Human Papillomavirus หรือเชื้อเอชพีวีมีหลากหลายสายพันธุ์ด้วยกัน ซึ่งบางสายพันธุ์ไม่ก่อเกิดผลอันตรายทางสุขภาพ แต่มีสายพันธุ์ของเชื้อดังกล่าวที่เป็นสาเหตุก่อโรคมะเร็งปากมดลูก ได้แก่ สายพันธุ์ 16 และ 18 โดยปัจจุบันมีการใช้วัคซีนป้องกันเชื้อเอชพีวีอยู่ 2 ชนิด คือ

  • ชนิดป้องกันไวรัส 4 สายพันธุ์* ได้แก่สายพันธุ์ 6, 11, 16 และ 18
  • ชนิดป้องกันไวรัส 2 สายพันธุ์ ได้แก่สายพันธุ์ 16 และ 18

ซึ่งเราสามารถเลือกใช้วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้ทั้งสองชนิดเนื่องจากวัคซีนทั้งสองชนิดมีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อเอชพีวีที่เป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูก โดยการฉีดวัคซีนป้องกันโรคดังกล่าวมีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคได้มากถึง 90 – 100% สำหรับผู้ที่ไม่มีประวัติของการติดเชื้อเอชพีวีมาก่อน แต่หากสำหรับผู้ที่มีการติดเชื้อแล้วการฉีดวัคซีนจะไม่สามารถช่วยป้องกันการเกิดของโรคได้ การฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อเอชพีวีจึงควรได้รับวัคซีนตั้งแต่ยังไม่เกิดการติดเชื้อหรือก่อนการมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก ซึ่งวัคซีนนี้สามารถฉีดได้ตั้งแต่อายุ 9 ปีขึ้นไป โดยวัคซีนที่ได้รับจะออกฤทธิ์ป้องกันการติดเชื้อเอชพีวีภายใน 1 เดือน หลังจากได้รับวัคซีนครบ 3 เข็ม ซึ่งตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก [ World Health Organization (WHO) ] ได้บ่งชี้ว่าเด็กในช่วงอายุ 9 – 14 ปี เป็นช่วงวัยที่เหมาะสมสำหรับการรับวัคซีนเนื่องจากเด็กจะสามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้อย่างเต็มที่

*วัคซีนชนิดป้องกันไวรัส 4 สายพันธุ์ มีประสิทธิภาพสามารถป้องกันเชื้อไวรัสเอชพีวีที่ครอบคลุมทั้งโรคมะเร็งปากมดลูก และหูดหงอนไก่ (Genital warts) เนื่องจากเชื้อเอชพีวีสายพันธุ์ที่ 6 และ 11 เป็นสาเหตุของการเกิดโรคหูดหงอนไก่ หรือหูดบริเวณอวัยวะเพศมากถึง 90%

ตารางการให้วัคซีนขึ้นอยู่กับอายุของผู้รับวัคซีน ดังนี้

เพศหญิง

อายุ

จำนวนวัคซีนที่ควรได้รับ

หมายเหตุ

9 – 14 ปี

2 เข็ม

รับวัคซีนเข็มที่ 1 ตามที่กำหนดเลือก

รับวัคซีนเข็มที่ 2 ห่างจากเข็มแรกประมาณ 6 เดือน

15 ปีขึ้นไป

3 เข็ม

รับวัคซีนเข็มที่ 1 ตามที่กำหนดเลือก

รับวัคซีนเข็มที่ 2 ห่างจากครั้งแรก 1-2 เดือน

รับวัคซีนเข็มที่ 3 ห่างจากเข็มแรกประมาณ 6 เดือน

ผลข้างเคียงจากการรับวัคซีน: มีการปวด บวม แดงในบริเวณที่ฉีด, มีอาการปวดศีรษะ เป็นไข้หรือรู้สึกเหนื่อย คลื่นไส้อาเจียน และ รู้สึกปวดเมื่อยในบริเวณกล้ามเนื้อและข้อต่อ ซึ่งเป็นผลข้างเคียงโดยทั่วไปหลังจากได้รับวัคซีนจึงไม่มีความรุนแรงโดยอาการเหล่านี้จะสามารถหายไปได้เองภายใน 3 วัน

ข้อควรระวัง:

    • ไม่ควรใช้วัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสเอชพีวีในสตรีมีครรภ์ เพื่อความปลอดภัยของทั้งมารดาและบุตรในครรภ์ หากกรณีที่สตรีผู้ตั้งครรภ์เคยได้รับวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสเอชพีวีเข็มแรก หรือเข็มที่สองแล้วจะสามารถรับวัคซีนเข็มถัดไป หรือเข็มที่สามได้ตามปกติเมื่อหลังจากการคลอดบุตร
    • ผู้ที่มีภาวะภูมิแพ้ต่อสารประกอบในวัคซีน เช่น ยีสต์ และสารเสริมฤทธิ์ชนิดต่างๆ

มีอาการแพ้หลังจากได้รับวัคซีนในครั้งแรก ไม่เหมาะสมที่จะได้รับวัคซีนในครั้งถัดไป

ข้อควรรู้ก่อนการรับวัคซีนป้องกันเชื้อ HPV

1. HPV Vaccine มีประสิทธิภาพในการป้องกันเชื้อเอชวีพีได้ดีแม้ว่าผู้รับวัคซีนจะเคยมีเพศสัมพันธ์มาแล้ว (สำหรับผู้ที่ไม่มีประวัติของการติดเชื้อเอชพีวีมาก่อน) หากผู้รับวัคซีนได้รับเชื้อเอชพีวีมาก่อนแล้ว ประสิทธิภาพของวัคซีนในการช่วยป้องกันเชื้อจะลดน้อยลงกว่าที่ควร

2. ผู้รับวัคซีนป้องกันเชื้อเอชพีวีสามารถมีเพศสัมพันธ์ได้ตามปกติหลังจากการรับวัคซีน โดยหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนคู่นอนบ่อยๆ หรือมีพฤติกรรมสำส่อนทางเพศและควรรู้จักการคุมกำเนิดโดยการใช้ถุงยางอนามัย

3. ควรรับวัคซีนเอชพีวีให้ครบจำนวนเข็มเข็มภายในช่วงเวลาที่กำหนด

4. ควรตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกอย่างสม่ำเสมอแม้ว่าจะเคยฉีดวัคซีนแล้ว