เลือกหัวข้อที่ต้องการอ่าน
ย้อนวัยสาว ฟื้นฟูร่างกาย PRP นวัตกรรมใหม่ที่ปลอดภัยและเป็นมิตรสำหรับผู้หญิงทุกช่วงวัย
เมื่อต้องการ ‘ย้อนวัยสาว’ คุณจะนึกถึงเทคโนโลยีอะไร?
ซีรัมบำรุง…กว่าจะเห็นผลจริงก็ต้องรอ
ฟิลเลอร์…เป็นสารสังเคราะห์เทียม
สเต็มเซลล์…ราคาสูงเกินเอื้อม
PRP…สิ่งนี้คืออะไร??
ในเลือดของคนเรา ประกอบไปด้วยเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และพลาสมาซึ่งเป็นส่วนของเหลวสีเหลืองอ่อนใส ในพลาสมานี้ประกอบไปด้วยเกล็ดเลือดลอยอยู่ ซึ่งเกล็ดเลือดที่ทุกคนทราบว่าช่วยทำให้บาดแผลสมานตัวนี้ ยังมีสารกระตุ้นการเจริญเติบโต (Growth Factor) ทำหน้าที่กระตุ้นเซลล์ให้มีการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนมากขึ้นแล้วไปซ่อมแซมเนื้อเยื่อในร่างกายแต่ละส่วน กระตุ้นการทำงานของเซลล์สร้างคอลลาเจนและเซลล์เยื่อบุผนังหลอดเลือด
ด้วยคุณสมบัติดังกล่าว นักวิจัยจึงนำเกล็ดเลือดมาศึกษาถึงประสิทธิภาพในการฟื้นฟูร่างกาย และพบว่าเกล็ดเลือดเข้มข้นที่สกัดจากเลือดสามารถทำให้ร่างกาย ‘ย้อนวัย’ ได้จริง จึงมีการนำเกล็ดเลือดเข้มข้นมาใช้ในวงการ Anti-aging แต่ความวิเศษของเกล็ดเลือดยังมีอีก คือไปกระตุ้นให้เซลล์ฟื้นฟูและกระชับ ผิวหน้าเปล่งปลั่ง ลดใต้ตาคล้ำ รักษาอาการผมร่วง ซ่อมแซมกระดูกและกล้ามเนื้อ และรวมไปถึงการกระตุ้นให้ไข่ตก
เกล็ดเลือดเข้มข้นนี้ มีคำเรียกทางการว่า PRP หรือ Platelet-Rich Plasma และเทคโนโลยีนี้ ก็ไม่ต้องรอนานกว่าจะเห็นผล ไม่ใช่สารสังเคราะห์เพราะสกัดจากเลือดตัวเอง ราคาก็ไม่สูงจนเกินไปเพราะมีขั้นตอนไม่ซับซ้อนและวัตถุดิบมาจากร่างกายตัวเอง
PRP เพื่อรักษาปัญหาทางนรีเวช
น้องสาวหย่อนคล้อย สีผิวไม่สวย ช่องคลอดไม่กระชับ แห้งแสบคัน แผลจากการคลอดบุตร คือปัญหาทางนรีเวชทั่วไปที่ PRP สามารถใช้ในการรักษาได้ โดยการฉีด PRP ลงไปตรงจุดที่มีปัญหา ซึ่งมี 2 จุดด้วยกัน
● Labia ส่วนของแคมเล็ก แคมใหญ่ คลิตอริส ส่วนไหนที่ต้องการการฟื้นฟู ปรับรูปร่าง ปรับสี เพิ่มความสวยงาม ก็ฉีดบริเวณนั้น
● Vaginal ส่วนช่องคลอด ฉีดเพิ่มความกระชับ ชุ่มชื้น หรือซ่อมแซมร่างกายหลังการคลอดบุตร
ผลลัพธ์ที่ได้
ผลการรักษาขึ้นอยู่กับบุคคล สำหรับการฉีด PRP เพื่อฟื้นฟู เช่น การฉีดเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้ช่องคลอด อาจฉีด 1-3 ครั้ง หรือมากกว่านั้น ซึ่งข้อดีอีกอย่างคือการสกัด PRP ไม่ได้ต้องเก็บปริมาณเลือดตั้งต้นเยอะเหมือนการบริจาคเลือด ทำให้สามารถมาฉีดซ้ำได้ทุกอาทิตย์จนกว่าจะรู้สึกพึงพอใจกับผลลัพธ์ โดยไม่ต้องรอให้ร่างกายผลิตเลือดใหม่ทดแทน และเช่นเดียวกับการฉีด Filler เพื่อความสวยงาม ซึ่งไม่คงรูปอยู่ตลอดไป PRP ก็จะอยู่ได้เพียง 3-6 เดือน แล้วบริเวณที่ฉีดก็กลับสู่สภาพเดิม แต่เพราะเป็นสารสกัดจากร่างกายตัวเอง ผู้รับบริการจึงสามารถมาทำซ้ำได้ตลอดชีวิตโดยไม่มีผลข้างเคียง
รักษาปัญหาสตรีอย่างปลอดภัยด้วย PRP ที่โรงพยาบาล BNH
PRPเหมาะกับใคร?
จริงอยู่ว่า PRP สามารถทำได้ในคนทุกเพศทุกวัย และมีโอกาสทำให้เกิดอาการแพ้หรือผลข้างเคียงใดน้อยมาก เพราะสกัดมาจากเลือดของตัวเอง…แต่ต้องมั่นใจว่าเลือดของคุณสะอาด ปลอดภัย เท่านั้น และแม้ว่า PRP จะไม่มีผลข้างเคียงในการนำมาใช้ แต่กระบวนการเก็บ PRP ก็อาจทำให้เกิดผลข้างเคียง ดังนั้นในบางกรณีคนไข้จะไม่สามารถใช้ PRP มาใช้รักษาได้ อาทิ
1. ผู้ป่วยที่เลือดอาจมีสิ่งปนเปื้อน เช่น ผู้ป่วยโรคติดเชื้อ โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน ต้องได้รับการยืนยันจากแพทย์ว่าหายขาดจากโรคดังกล่าวแล้วจริง
2. ผู้ที่รับการรักษาด้วยยาที่ใช้ภายใน ต้องหยุดยาก่อนเจาะเลือดสกัด PRP (เว้นแต่ว่าการหยุดยาส่งผลร้ายแรง ก็ไม่สามารถใช้ PRP ได้)
3. ผู้ที่อยู่ในภาวะที่ร่างกายไม่แข็งแรงสมบูรณ์ หรือ สตรีมีครรภ์
4. ผู้ที่แพ้สารเคมีที่ใช้ในการสกัด PRP เพราะในกระบวนการสกัดเลือด จะต้องใช้สารเคมีบางอย่างผสมลงไปด้วย
จริงอยู่ว่าการใช้ PRP เพื่อวัตถุประสงค์ด้านความสวยงามของน้องสาวซึ่งเป็นที่นิยมมากที่สุดในบรรดาปัญหาทางนรีเวช จะมีให้บริการตามสถานเสริมความงามทั่วไป และไม่นับเป็นหัตถการที่ต้องใช้ใบประกอบโรคศิลปะด้านสูตินรีเวชเหมือนการกระตุ้นไข่แก้ปัญหาผู้มีบุตรยาก แต่ผู้รับบริการก็ควรได้รับการยืนยันจากแพทย์ก่อนว่าร่างกายของคุณเหมาะสมที่จะทำ PRP แล้วจริง และเลือกรับบริการกับสถาบันการแพทย์ที่น่าเชื่อถือทุกครั้ง อย่างที่ ศูนย์สุขภาพสตรี โรงพยาบาล BNH เรามีทีมสูตินรีแพทย์เฉพาะด้านที่เชี่ยวชาญการทำ PRP และการดูแลแบบ Complete Care โดยคณะแพทย์หลากสาขา ที่ทำให้คุณมั่นใจได้ว่าเกล็ดเลือดเข้มข้นที่จะถูกฉีดคืนกลับเข้าไปในร่างกาย จะไม่ทำให้เกิดผลเสียจริงๆ
ขั้นตอนการทำ
หากร่างกายคุณมีความพร้อมในการรับบริการ แพทย์จะเจาะเก็บเลือดออกจากข้อพับแขน ซึ่งใช้ปริมาณราว 20 cc ขึ้นอยู่กับพื้นที่ที่จะฉีด PRP เข้าไป หากมีหลายจุด ก็ใช้เลือดเพิ่มมากขึ้น หลังจากนั้นก็นำไปปั่นในอุปกรณ์ปั่นความเร็วสูง จากจำนวนเลือดตั้งต้น 20 cc จะได้ PRP 3-5 cc โดยใช้เวลาปั่นราว 10-20 นาที
หลังการฉีด PRP ผู้รับบริการอาจมีอาการปวดฟกช้ำตรงรอยฉีดบ้าง แต่จะไม่รุนแรง เพราะเข็มที่ใช้มีขนาดเล็กกว่าเข็มฉีดยาทั่วไป หากหายเจ็บแล้วก็สามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติ ไม่มีข้อห้ามหลังการรับบริการ