Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors
Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors

Translated by AI

ฮอร์โมน วัยทองว้าวุ่น ความเกี่ยวข้องของฮอร์โมนต่อสตรีวัยทอง

ฮอร์โมนวัยทอง BNH

เลือกหัวข้อที่ต้องการอ่าน

ฮอร์โมนวัยทองว้าวุ่น ความเกี่ยวข้องของฮอร์โมนต่อสตรีวัยทอง

          เมื่อร่างกายเปลี่ยนจากวัยเด็กสู่วัยเจริญพันธุ์ ‘ฮอร์โมนเพิ่ม’ คือสาเหตุหลักที่ทำให้ว้าวุ่น
เมื่อร่างกายเปลี่ยนจากวัยเจริญพันธุ์สู่วัยทอง ‘ฮอร์โมนลด’ ก็เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ว้าวุ่นอีกเช่นกัน

แล้วฮอร์โมนมันเกี่ยวอะไร เกี่ยวยังไง…มาดูกัน

FSH ฟ้องภาวะวัยทอง

          “สตรีหมดประจำเดือน คือสตรีวัยทอง”
          ความเชื่อเช่นนี้อาจไม่ถูกต้องนัก เพราะวัยทองคือวัยที่ไม่มีการตกไข่อีกต่อไป ทั้งจากไข่ในรังไข่หมดลงโดยสมบูรณ์ หรือไม่มีรังไข่แล้ว ดังนั้น ผู้หญิงบางรายที่ผ่านการตัดมดลูกหรือมีโรคบางอย่างที่ทำให้ไม่มีประจำเดือน แต่ยังคงมีรังไข่และไข่ในรังไข่ ก็ยังไม่เข้าสู่วัยทอง
          แต่ครั้นจะไปผ่าตัดรังไข่ตรวจสอบปริมาณไข่เพื่อระบุภาวะวัยทอง ก็อาจเป็นวิธีที่ไม่เป็นมิตรนัก แพทย์จึงใช้วิธีตรวจวัดระดับฮอร์โมนที่มีการเปลี่ยนแปลงเมื่อร่างกายเข้าสู่วัยทอง คือ Follicle-Stimulating Hormone (FSH) ซึ่งเป็นฮอร์โมนจากต่อมใต้สมอง ทำหน้าที่กระตุ้นไข่ให้เจริญเติบโตและพร้อมต่อการผสมกับอสุจิ และยังกระตุ้นรังไข่ให้สร้างฮอร์โมนเอสโตรเจน เมื่อมีปริมาณเพียงพอ เอสโตรเจนก็จะไปบอกสมองให้ระงับการสร้าง FSH แต่ในผู้หญิงที่กำลังเปลี่ยนแปลงเข้าสู่วัยทอง ประสิทธิภาพในการทำงานของรังไข่จะลดลงและสร้างเอสโตรเจนได้น้อย ก็ไม่มีอะไรไปบอกสมองให้ควบคุมปริมาณ FSH ฮอร์โมนตัวนี้จึงสูงค้าง และใช้เป็นข้อบ่งชี้ในการวินิจฉัยภาวะวัยทองของผู้หญิง
          ปกติค่า FSH ของผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์จะมีการขึ้นลงตามรอบเดือน แต่ไม่เกิน 25 ตามมาตรฐานยุโรปจึงใช้เลข 25 บ่งบอกความเป็นวัยทอง แต่ถ้าตามมาตรฐานสหรัฐอเมริกาจะเป็น 40 ซึ่งมาจากค่า FSH ของผู้หญิงที่ผ่าตัดรังไข่ตรวจดูแล้วว่าไม่มีไข่เหลืออยู่จริง ซึ่งประเทศไทยจะยึดค่าตามมาตรฐานสหรัฐอเมริกา
          และแม้ว่าฮอร์โมนเพศที่เปลี่ยนแปลงไปเมื่อเข้าสู่วัยทองจะมีหลายตัว แต่ FSH เป็นฮอร์โมนเดียวที่ใช้ในการวินิจฉัยภาวะวัยทอง ซึ่งเก็บฮอร์โมนโดยการเจาะเลือด และตรวจซ้ำในเดือนถัดไปอีกอย่างน้อย 2-3 ครั้ง เพื่อผลการวินิจฉัยที่แม่นยำ
          อย่างไรก็ตาม ฮอร์โมน FSH ที่สูงขึ้นในผู้หญิงวัยทองนี้ไม่มีผลเสียต่อร่างกาย จึงไม่มีความจำเป็นต้องควบคุมปริมาณให้น้อยลง

ว้าวุ่นเพราะฮอร์โมนเอสโตรเจน

          FSH อาจเป็นนางเอกหลักในการวินิจฉัยภาวะวัยทอง แต่ปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นกับผู้หญิงทั้งระหว่างช่วงเปลี่ยนผ่านสู่วัยทองและเข้าสู่วัยทองอย่างสมบูรณ์แล้ว ส่วนมากเป็นเพราะฮอร์โมนเอสโตรเจน

หน้าที่ของฮอร์โมนเอสโตรเจน

          ฮอร์โมนเอสโตรเจน เป็นฮอร์โมนเพศที่สร้างจากรังไข่เป็นหลัก ควบคุมระบบสืบพันธุ์ของเพศหญิง ได้แก่ การมีประจำเดือน ลักษณะทางกายภาพทางเพศ หน้าอกนูน สะโพกผาย ช่องคลอดชุ่มชื้น ผิวพรรณเปล่งปลั่ง และยังดูแลเรื่องระบบของอวัยวะต่างๆในร่างกายอีกด้วย อาทิ
● ระบบประสาทและสมอง รักษาสมดุลด้านอารมณ์จิตใจ การรับรู้อุณหภูมิ ความจำ
● ระบบหัวใจและหลอดเลือด ควบคุมการผลิตคอเลสเตอรอล เพิ่มปริมาณไขมันดี (HDL) ลดไขมันร้าย (LDL)
● ระบบกล้ามเนื้อกระดูกและข้อ รักษาสมดุลของแคลเซียมในกระดูก ช่วยให้มวลกระดูกมีความหนาแน่น แข็งแรง
● ระบบเผาผลาญอาหาร ช่วยในการเผาผลาญอาหารเป็นไปอย่างปกติ

สิ่งที่ตามมาเมื่อระดับฮอร์โมนลดลง

          พอร่างกายเริ่มเปลี่ยนแปลงเข้าสู่วัยทอง ประสิทธิภาพของรังไข่ลดลง ก็ผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนได้น้อยลงตาม และส่งผลต่อการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกาย ทั้งอาการที่อาจเกิดเฉพาะช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน อาทิ การควบคุมอารมณ์ ควบคุมอุณหภูมิ และการนอนหลับ ทำให้ผู้หญิงในช่วงเปลี่ยนผ่านเข้าสู่วัยทอง (Menopausal Transition) จะรู้สึกหงุดหงิดง่าย อ่อนไหวง่าย ร้อนวูบวาบ นอนไม่หลับ โดยอาการดังกล่าวไม่จำเป็นต้องเกิดกับผู้หญิงทุกคน และผู้หญิงสามารถมีอาการได้ตั้งแต่หลักเดือนหรือยาวนานถึง 3 ปี ซึ่งอาการจะหายไปเองเมื่อร่างกายปรับสมดุลได้แล้ว
          แม้ว่าร่างกายจะปรับสมดุลในระบบประสาทและสมองได้แล้ว แต่ระบบอวัยวะอื่นต้องการฮอร์โมนเอสโตรเจนอยู่ตลอดเวลาเพื่อควบคุมการทำงาน การลดลงของฮอร์โมนจึงทำให้เกิดความเสี่ยงที่ไม่หายไปแม้ว่าปัญหาการควบคุมอารมณ์จะหมดไปแล้ว อาทิ ประสิทธิภาพในการควบคุมการผลิตคอเลสเตอรอลลดลง ทำให้มีภาวะไขมันอุดตันในเส้นเลือด หัวใจตีบ โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง ร่างกายที่ดูดซึมแคลเซียมได้ไม่เพียงพอ ทำให้เกิดภาวะกระดูกบาง กระดูกพรุน ระบบเผาผลาญทำงานได้แย่ลง เกิดไขมันสะสมจนอาจนำไปสู่โรคอ้วน หรือช่องคลอดที่แห้งลงก็มีผลต่อเพศสัมพันธ์ และอาจทำให้ทางเดินปัสสาวะมีปัญหาแสบร้อน กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ เป็นต้น

หนทางรักษา

          และเพราะปัญหาเกิดจากการขาดฮอร์โมนเอสโตรเจน ทางแก้จึงเป็นการรับฮอร์โมนเอสโตรเจนทดแทน ซึ่งเป็นฮอร์โมนสังเคราะห์ ช่วยให้ร่างกายรักษาสมดุลได้ ลดความเสี่ยงโรคทางระบบหัวใจ โรคกระดูกพรุน ควบคุมอารมณ์และอุณหภูมิได้ดีขึ้น รักษาอาการนอนไม่หลับ ทำให้ช่องคลอดชุ่มชื้น ผิวพรรณเปล่งปลั่งมากขึ้น

          ฮอร์โมนเอสโตรเจนมีความปลอดภัยสูง แต่มีข้อห้ามในการใช้ฮอร์โมนกับผู้ที่สภาวะทางร่างกายไม่ปกติ อาทิ
● โรคมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งในสตรี เช่น มะเร็งปากมดลูก มะเร็งเต้านม ซึ่งฮอร์โมนจะไปกระตุ้นให้อาการรุนแรงมากขึ้น ไม่ว่าฮอร์โมนนั้นจะมาจากร่างกายหรือสังเคราะห์เทียมก็ตาม
● ผู้ที่มีภาวะไขมันสูง ฮอร์โมนจะทำให้ไขมันอุดตันในเส้นเลือดมากขึ้น จึงต้องรับฮอร์โมนควบคู่กับการควบคุมไขมัน หรือเลือกใช้ฮอร์โมนแบบทาภายนอกแทนการรับประทาน
          ดังนั้นแล้ว การรับฮอร์โมนจึงจำเป็นต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์ตลอด เพราะสุขภาพของคุณเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา คุณไม่มีทางรู้ว่าร่างกายมีข้อบ่งชี้หรือข้อบ่งห้ามอะไรบ้าง ควรใช้ฮอร์โมนรูปแบบไหน ปริมาณเท่าไร มีข้อจำกัดอย่างไร การซื้อฮอร์โมนภายนอกมารับประทานเองจึงเป็นการเพิ่มความเสี่ยงให้ตัวเอง

โพรเจสเทอโรนทำวุ่นวาย

          นอกจากฮอร์โมนเอสโตรเจนแล้ว รังไข่ยังผลิตฮอร์โมนโพรเจสเทอโรน ซึ่งจะสูงขึ้นเมื่อมีรอบเดือน หรือระหว่างการตั้งครรภ์ ทำหน้าที่ควบคุมภาวะไข่ตก กระตุ้นเยื่อบุโพรงมดลูกให้หนาขึ้นเพื่อรองรับการฝังตัวของตัวอ่อน หากมีการปฏิสนธิ โพรเจสเทอโรนจะยังคงสูงต่อเพื่อดูแลการตั้งครรภ์ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ถ้าไม่มีการปฏิสนธิ ฮอร์โมนก็จะลดลง แล้วเยื่อบุโพรงมดลูกก็สลายตัวเกิดเป็นประจำเดือน จากหน้าที่ของมัน อาจกล่าวได้ว่าฮอร์โมนตัวนี้ทำให้ร่างกายเตรียมพร้อมก่อนเป็นคุณแม่
          เมื่อผู้หญิงเข้าสู่ภาวะวัยทอง รังไข่ที่มีประสิทธิภาพลดลงก็สร้างฮอร์โมนโพรเจสเทอโรนได้ลดลงด้วย ซึ่งถึงแม้ว่าจะไม่มีความประสงค์ในการตั้งครรภ์แล้ว แต่หากยังมีมดลูกอยู่ การลดลงของโพรเจสเทอโรนร่วมกับได้เอสโตรเจนทดแทนจากภายนอกอาจจะเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งโพรงมดลูก
          ในสมัยก่อนคุณอาจเคยได้ยินข่าวเกี่ยวกับการรับฮอร์โมนโพรเจสเทอโรนทดแทน แต่กลับเพิ่มความเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งสตรีหรือลิ่มเลือดอุดตัน แต่ด้วยเทคโนโลยีปัจจุบันสามารถสังเคราะห์ฮอร์โมนที่ใกล้เคียงกับฮอร์โมนตามธรรมชาติมากๆ ปลอดภัยมาก และมีผลข้างเคียงต่อร่างกายน้อยมากในคนปกติ
          ผู้หญิงทุกคนที่ยังมีมดลูก จะต้องได้รับฮอร์โมนโพรเจสเทอโรน โดยแพทย์จะให้ควบคู่กับฮอร์โมนเอสโตรเจนเสมอ และทั้งสองฮอร์โมนควรใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์

เมื่อการทานฮอร์โมนไม่ใช่คำตอบ

          การตรวจร่างกายอย่างสม่ำเสมอเสมอ ทำให้แพทย์ทราบถึงข้อบ่งชี้และข้อบ่งห้ามในการใช้ฮอร์โมนเพื่อการรักษาโรค และสามารถแนะนำฮอร์โมนทดแทนในรูปแบบที่เหมาะสมกับร่างกายของแต่ละคน หรือเปลี่ยนไปใช้ทางเลือกอื่นที่เหมาะสมกว่าฮอร์โมนไปเลย เช่น ยากลุ่มจิตเวช
          สำหรับการรับฮอร์โมนนั้น วิธีที่นิยมและสะดวกที่สุดคือการรับประทาน แต่ในกลุ่มคนที่ทานฮอร์โมนไม่ได้ เช่น กลุ่มคนที่มีไขมันสูง ฮอร์โมนแบบทาภายนอกเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่เหมาะสมกว่าเพราะไม่ต้องผ่านกระบวนการย่อยที่ตับ ลดโอกาสเกิดลิ่มเลือดอุดตัน แต่ก็มีข้อแนะนำในการใช้งาน เช่น ควรทาในบริเวณที่มีไขมันสูง อย่างหน้าท้องหรือต้นขา ห้ามสัมผัสผู้อื่นจนกว่าฮอร์โมนจะแห้ง ห้ามทาในบริเวณที่เสี่ยงต่อการเกิดมะเร็ง อย่างเต้านม ดังนั้นจึงควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้
          อย่างไรก็ตาม การรับฮอร์โมนทดแทนเพื่อรักษาโรคและลดความเสี่ยงต่อโรคต่างๆ สามารถทำได้ในสตรีที่ยังมีประจำเดือน จนถึงหมดประจำเดือนไปแล้วระยะหนึ่ง (ราว 5-10 ปี) เพราะร่างกายยังคุ้นชินกับการมีฮอร์โมนอย่างต่อเนื่อง แต่ในร่างกายที่ชินกับการไม่มีฮอร์โมนเอสโตรเจนมานานแล้ว การรับประทานฮอร์โมนทดแทนจะมีผลเสียมากกว่า ฉะนั้น แพทย์จะพิจารณาทางเลือกอื่นในการรักษาที่เหมาะสมและปลอดภัยกว่า

 

“คนไข้หมดประจำเดือนไปนานพอสมควรแล้วมีอาการช่องคลอดแห้ง แสบ คัน มีเพศสัมพันธ์ไม่ได้ ทำให้มีปัญหาครอบครัว ก็ให้เป็นฮอร์โมนที่ใช้สอดในช่องคลอดเพื่อรักษาเฉพาะส่วน อาการก็ดีขึ้น”

–       เคสการรักษาด้วยฮอร์โมนของ นพ. สิฐนันท์ ธนินทรานนท์

สูตินรีแพทย์สาขาเวชศาสตร์เจริญพันธุ์ โรงพยาบาล BNH

 

เพิ่มฮอร์โมนไม่พึ่งหมอ…ได้หรือไม่?

          หนึ่งในความเข้าใจผิดที่พบประจำ คือการรับประทานอาหารเพื่อเพิ่มฮอร์โมนในร่างกาย ซึ่งอาหารตามธรรมชาติบางอย่าง เช่น ถั่วเหลือง กวาวเครือ ว่านชักมดลูก มีสารฮอร์โมนอยู่จริง แต่ก็มีปริมาณน้อยมาก เป็นไปไม่ได้เลยที่มนุษย์จะสามารถบริโภคอาหารดังกล่าวได้ในระดับที่สามารถชดเชยปริมาณฮอร์โมนที่ร่างกายสร้างขึ้นได้
          ฮอร์โมน คือสารจำพวกสเตอรอยด์ การนำมาใช้ในอาหารเสริมจึงขัดต่อกฎหมายควบคุมอาหารและยา ฮอร์โมนสังเคราะห์จึงอยู่ในรูปของยาเท่านั้น เช่น ยาคุมกำเนิด แต่ตามที่ได้กล่าวไปแล้วว่าคุณไม่มีทางรู้จักสภาวะทางร่างกายของตัวเองดีเพียงพอที่จะหาฮอร์โมนมารับประทานเอง จึงควรใช้ฮอร์โมนภายใต้การดูแลของแพทย์
          การออกกำลังกาย ทานอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ ฝึกสมาธิ ปฏิบัติธรรม ทำจิตใจให้ผ่องใส สามารถช่วยจัดการกับภาวะทางอารมณ์ของผู้หญิงที่ฮอร์โมนเปลี่ยนแปลงเข้าสู่วัยทองได้จริงในบางราย แต่ไม่มีบทวิจัยมารองรับว่าสามารถทดแทนฮอร์โมนเพศที่ลดลงได้ ความเสี่ยงจากระดับฮอร์โมนที่ลดลงจึงยังคงอยู่แม้จะดูแลสุขภาพเป็นอย่างดีก็ตาม

BNH เราเชี่ยวชาญเรื่องฮอร์โมนและโรคในสตรี

 

            “คนไข้ผู้หญิงอายุประมาณ 47 ปี มีอาการนอนไม่หลับ อารมณ์ฉุนเฉียว ผิวแห้ง เดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาว เขาเป็นมา 3-4 เดือน แต่ว่าช่วงที่แย่ลงคือถึงขั้นมีปัญหาทะเลาะกับคนอื่น ทั้งที่ก่อนหน้านี้ก็ไม่ได้เป็นคนแบบนี้ เขาก็ไม่ไหวแล้วเลยมาพบแพทย์ มาที่อายุรกรรมก่อน ก็หาสาเหตุเจาะไทรอยด์ เจาะผลเลือด ทุกอย่างปกติ อายุรแพทย์ก็คิดว่าเขากำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่วัยทองเลยส่งมาปรึกษา ซึ่งคนไข้ไม่ได้คิดว่าเป็นเรื่องฮอร์โมนเพราะเขายังมีประจำเดือนมาแต่ก็เริ่มน้อยลงแล้ว คนไข้เจาะเลือดตรวจค่า FSH ก็ผิดปกติ ผมก็ให้ฮอร์โมนไปใช้ 3 สัปดาห์ผ่านไปคนไข้บอกว่าอาการเริ่มดีขึ้น ก่อนใช้กับไม่ใช้ฮอร์โมนรู้สึกต่างกันชัดเจน สามารถกลับมาทำงานได้ตามปกติ ไม่มีปัญหากับเพื่อนร่วมงานแล้ว”

–       เคสการรักษาด้วยฮอร์โมนของ นพ. สิฐนันท์ ธนินทรานนท์

สูตินรีแพทย์สาขาเวชศาสตร์เจริญพันธุ์ โรงพยาบาล BNH

 

          โรงพยาบาล BNH ยังมีชื่อเสียงด้านการดูแลรักษาโรคทางนรีเวชมากว่า 126 ปี ในส่วนของการดูแลสุขภาพเพื่อผู้หญิงวัยทอง เรามีแพทย์เฉพาะทางที่ให้การดูแลด้านนี้โดยเฉพาะ และทำงานประสานกับแผนกอื่นแบบบูรณาการ เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถรักษาปัญหาจากฮอร์โมนได้อย่างมีประสิทธิภาพและตรงจุด
          นอกจากนี้ เรามีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากทุกสาขา และวัฒนธรรมองค์กรที่ส่งเสริมสายสัมพันธ์ของคณะแพทย์ภายในโรงพยาบาล ทำให้การปรึกษาและส่งต่อเคสเป็นเรื่องง่าย ภายใต้นโยบายการดูแลแบบ Complete Care ที่ครอบคลุมปัญหาสุขภาพของครบถ้วนรอบด้าน เพื่อผลประโยชน์สูงสุดของผู้รับบริการ

ติดต่อสอบถามข้อมูลแพ็กเกจตรวจสุขภาพ และรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์สุขภาพสตรี โรงพยาบาล BNH โทร 02-022-0850 หรือ 02-022-0788

แพ็กเกจตรวจสุขภาพสตรีวัยหมดประจำเดือน

ดูแลสุขภาพ เตรียมความพร้อมเพื่อเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านในช่วงหนึ่งของชีวิตที่คุณผู้หญิงทุกท่านต้องเจอใน “วัยหมดประจำเดือน” เพื่อลดความรุนแรงของภาวะการเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกายและจิตใจจากระดับฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงไป ให้อยู่อย่างมีคุณภาพทั้งสุขภาพกายและใจ เริ่มได้ตั้งแต่อายุ 35 ปีขึ้นไป

  • แพ็กเกจเตรียมความพร้อมสู่วัยทอง Women Screening 
  • แพ็กเกจช่วงเปลี่ยนผ่านสู่วัยทอง* Perimenopause
  • แพ็กเกจสตรีวัยทอง* Menopause 

แพ็กเกจที่เกี่ยวข้อง

ราคาปกติ
ราคาพิเศษ
7,160 บาท
5,690 บาท

แพ็กเกจตรวจฮอร์โมนสตรีเบื้องต้น

สำหรับคุณผู้หญิงที่เข้าสู่ช่วงวัย 40-50 ปี ร่างกายจะเริ่มผลิตฮอร์โมนน้อยลงไปเองตามธรรมชาติ ส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทั้งกับร่างกาย อารมณ์ และจิตใจ การตรวจหาระดับฮอร์โมนช่วยเตรียมความพร้อมให้ร่างกายยังคงความแข็งแรงและสมดุลเมื่อเข้าสู่วัยทอง

ตรวจระดับฮอร์โมนวัยก่อนหมดประเดือน – สำหรับคุณผู้หญิงที่เข้าสู่ช่วงวัย 40-50 ปี ร่างกายจะเริ่มผลิตฮอร์โมนน้อยลงไปเองตามธรรมชาติ ส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทั้งกับร่างกาย อารมณ์ และจิตใจ การตรวจหาระดับฮอร์โมนจึงมีความจำเป็น ช่วยเตรียมความพร้อมให้ร่างกายยังคงความแข็งแรงและลดความรุนแรงอันเนื่องมาจากผลของภาวะพร่องฮอร์โมนเมื่อเข้าสู่วัยหมดประจำเดือนโดยสมบูรณ์ ถือว่าเป็นการเตรียมความพร้อมให้ก้าวเข้าสู่วัยทองได้อย่างมั่นใจ

เหมาะสำหรับ ผู้หญิงที่มีอายุ 40-50 ปี

รายการตรวจ Examinations

  1. ตรวจสุขภาพและตรวจภายในโดยสูตินรีแพทย์ Physical and Pelvic Examination by an Obstetric and Gynaecologist
  2. ตรวจฮอร์โมน Follicle Stimulating Hormone (FSH)
  3. ตรวจฮอร์โมนไทรอยด์ Thyroid Stimulating Hormone (TSH)
  4. ตรวจฮอร์โมน Estradiol (E2)
  5. ตรวจวิตามินดี Vitamin D (25-Hydroxy Vitamin D Total)
  6. ตรวจฮอร์โมนโปรแลคติน Prolactin
  7. ค่าแพทย์และค่าบริการโรงพยาบาลฯ Doctor’s fee, nursing and hospital services fee