Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors
Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors

IUI คืออะไร? การฉีดเชื้อผสมเทียม วิธีพื้นฐานสำหรับผู้มีบุตรยาก

IUI คืออะไร?

IUI หรือ Intrauterine Insemination คือวิธีการฉีดเชื้อผสมเทียมเข้าสู่โพรงมดลูกโดยตรง โดยแพทย์จะคัดและเตรียมน้ำเชื้ออสุจิที่มีคุณภาพ แล้วฉีดเข้าสู่โพรงมดลูกในช่วงที่ฝ่ายหญิงมีไข่ตก เพื่อเพิ่มโอกาสให้อสุจิเคลื่อนที่ไปพบไข่และเกิดการปฏิสนธิได้มากขึ้น

การทำ IUI เป็นหนึ่งในวิธีรักษาภาวะมีบุตรยากเบื้องต้นที่มีขั้นตอนไม่ซับซ้อน เมื่อเทียบกับการทำเด็กหลอดแก้ว เช่น IVF หรือ ICSI เหมาะกับคู่สมรสบางกลุ่ม เช่น ฝ่ายชายมีปัญหาน้ำเชื้อไม่รุนแรง ฝ่ายหญิงมีภาวะไข่ไม่ตก ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ ภาวะมีบุตรยากที่ไม่ทราบสาเหตุ หรือผู้ที่ต้องการตั้งครรภ์ด้วยน้ำเชื้อแช่แข็ง ทั้งนี้ โอกาสสำเร็จของ IUI ขึ้นอยู่กับอายุฝ่ายหญิง คุณภาพไข่ คุณภาพอสุจิ ความสมบูรณ์ของท่อนำไข่ และสาเหตุของภาวะมีบุตรยาก

ตารางสรุป IUI แบบตอบเร็ว

คำถาม คำตอบแบบสั้น
IUI คืออะไร? IUI คือการฉีดเชื้อผสมเทียมเข้าสู่โพรงมดลูกโดยตรง เพื่อเพิ่มโอกาสให้อสุจิเข้าถึงไข่และเกิดการปฏิสนธิ
IUI เหมาะกับใคร? เหมาะกับคู่ที่มีภาวะมีบุตรยากบางกรณี เช่น น้ำเชื้อผิดปกติไม่รุนแรง ภาวะไข่ไม่ตก หรือมีบุตรยากแบบไม่ทราบสาเหตุ
IUI ต่างจาก IVF อย่างไร? IUI ฉีดอสุจิเข้าสู่โพรงมดลูกเพื่อให้ปฏิสนธิในร่างกาย ส่วน IVF นำไข่และอสุจิไปผสมกันในห้องปฏิบัติการ
ทำ IUI เจ็บไหม? โดยทั่วไปอาจรู้สึกไม่สบายตัวหรือปวดหน่วงเล็กน้อยระหว่างฉีดเชื้อ แต่ขั้นตอนไม่ซับซ้อนและไม่จำเป็นต้องใช้ยาสลบ
IUI สำเร็จกี่เปอร์เซ็นต์? โอกาสสำเร็จขึ้นอยู่กับอายุฝ่ายหญิง คุณภาพไข่ คุณภาพอสุจิ ท่อนำไข่ และสาเหตุของภาวะมีบุตรยาก
หลังทำ IUI กี่วันรู้ผล? โดยทั่วไปสามารถตรวจการตั้งครรภ์ได้หลังทำ IUI ประมาณ 2 สัปดาห์ หรือตามคำแนะนำของแพทย์
ทำ IUI ได้กี่ครั้ง? แพทย์อาจพิจารณาทำ IUI หลายรอบ หากยังไม่สำเร็จอาจแนะนำ IVF หรือ ICSI ตามความเหมาะสม
ทำ IUI ต้องเตรียมตัวอย่างไร? ควรตรวจสุขภาพ ตรวจน้ำเชื้อ พักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์

สำหรับผู้ที่มีบุตรยาก ทางศูนย์รักษาผู้มีบุตรยากหลาย ๆ ที่ มักจะแนะนำให้ทำการผสมเทียมที่เรียกว่า IUI ก่อนเป็นอันดับแรก ก่อนจะพิจารณาทำเด็กหลอดแก้วแบบต่าง ๆ เนื่องจากเป็นวิธีที่ทำได้ง่าย เป็นพื้นฐาน และไม่ยุ่งยากซับซ้อน

แต่ว่า IUI คืออะไร? มีข้อดี ข้อเสียอย่างไร เหมาะกับใคร และมีวิธีการทำอย่างไรบ้าง?

IUI คืออะไร?

IUI หรือ Intrauterine Insemination คือวิธีการแก้ปัญหาการมีบุตรยากแบบหนึ่ง ที่จะใช้วิธีการฉีดเชื้อผสมเทียมเข้าไปในโพรงมดลูกโดยตรง เพื่อลดอัตราการตายของตัวอสุจิ ให้อสุจิจำนวนมากเข้าถึงท่อนำไข่เพื่อผสมกับไข่ได้มากขึ้น รวมทั้งการฉีดอสุจิจะทำในวันที่ไข่ตกพอดี เป็นการเพิ่มอัตราการตั้งครรภ์ด้วยวิธีการที่ง่ายที่สุด

IUI สามารถเพิ่มอัตราการตั้งครรภ์ได้ โดยมีโอกาสตั้งครรภ์มากถึง 10–15% แม้อัตราการตั้งครรภ์จะน้อยกว่าการทำเด็กหลอดแก้วอย่าง ICSI หรือ IVF แต่ก็ซับซ้อนน้อยกว่า ไม่ต้องพบแพทย์บ่อย และค่าบริการการทำก็ถูกกว่าด้วยเช่นกัน

ทำไมถึงต้องทำ IUI?

เพราะปัญหาการมีบุตรยาก อาจเกิดจากอสุจิไม่สามารถวิ่งไปถึงไข่ได้ การทำ IUI จะทำให้เชื้ออสุจิมีโอกาสเข้าไปผสมกับไข่ได้มากขึ้น

ปกติแล้วการหลั่งน้ำเชื้อของผู้ชาย 1 รอบ ควรจะมีอสุจิประมาณ 200 ล้านตัว แต่ด้วยปากมดลูกที่แคบกว่าช่องคลอด ประกอบกับช่องคลอดมีสภาวะเป็นกรด ทำให้เชื้ออสุจิส่วนใหญ่ตาย อ่อนแรง หรือไม่สามารถหาทางไปถึงไข่ที่อยู่บริเวณท่อนำไข่ได้ ส่งผลให้อสุจิที่ไปถึงไข่จะมีเพียง 200–500 ตัวเท่านั้น

และหากฝ่ายชายมีปัญหาเกี่ยวกับปริมาณ ความเข้มข้น ความแข็งแรง หรือการเคลื่อนที่ของตัวอสุจิ จะยิ่งทำให้ปริมาณอสุจิที่สามารถเข้าไปถึงไข่ได้มีจำนวนน้อยลงกว่าเดิมมาก จนอาจไม่สามารถทำให้ฝ่ายหญิงตั้งครรภ์ได้

การทำ IUI เป็นการทำให้น้ำเชื้อเข้มข้นขึ้น และฉีดเข้าไปด้านในโพรงมดลูกโดยตรง ทำให้อสุจิมีอัตราการรอดชีวิตมากขึ้น ร่นระยะทางการเคลื่อนที่ไปหาไข่ลง อสุจิสามารถไปถึงไข่เพื่อปฏิสนธิได้มากขึ้น นอกจากนี้แพทย์จะกำหนดวันฉีดน้ำเชื้อผสมเทียมในวันที่ไข่ตกอย่างแม่นยำ เพื่อให้อสุจิเข้าไปผสมกับไข่ได้ทันทีก่อนที่ไข่จะฝ่อไป ดังนั้นการทำ IUI จึงเหมาะกับ

ฝ่ายชายที่

  • มีปัญหาเกี่ยวกับน้ำเชื้อ เช่น ความเข้มข้นน้อย ปริมาณน้ำเชื้อน้อย อสุจิมีปัญหาเรื่องการเคลื่อนที่หรือแข็งแรงไม่พอ
  • มีเชื้ออสุจิที่เคลื่อนที่ได้ดีในจำนวนที่มากเพียงพอ คือต้องมีมากกว่า 5 ล้านตัวขึ้นไป

ฝ่ายหญิงที่

  • ควรอายุน้อยกว่า 30 ปี หากอายุมากขึ้นความสำเร็จจะลดลง เนื่องจากจะมีภาวะมดลูกเสื่อม
  • มีปัญหาเกี่ยวกับอุ้งเชิงกราน เช่น ปากมดลูกหรือคอมดลูกตีบ (Cervical stenosis) จนอสุจิเคลื่อนที่เข้าโพรงมดลูกได้ยาก
  • มีภาวะไข่ไม่ตกเรื้อรังจากความผิดปกติต่าง ๆ เช่น กลุ่มอาการถุงน้ำรังไข่หลายใบ Polycystic Ovary Syndrome (PCOS)
  • ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ
  • ต้องการตั้งครรภ์ด้วยน้ำเชื้อที่แช่แข็งไว้ (Frozen sperm)
  • ต้องการตั้งครรภ์ แต่ไม่อยากมีเพศสัมพันธ์
  • แพ้น้ำเชื้อ (Semen allergy) จนทำให้ช่องคลอดแดงหรือระคายเคืองเมื่อสัมผัสน้ำเชื้อ
  • ท่อนำไข่ต้องปกติทั้ง 2 ข้าง หรืออย่างน้อยต้องดีข้างใดข้างหนึ่ง

นอกจากนี้ยังเหมาะกับใช้ แก้ไขภาวะมีบุตรยากที่ไม่ทราบสาเหตุ (Unexplained infertility) เนื่องจากเป็นวิธีการแก้ปัญหาในเบื้องต้นที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งในกรณีนี้แพทย์จะแนะนำให้ทำ IUI ร่วมกับการฉีดยากระตุ้นไข่ตก เพื่อให้ฉีดเชื้อผสมเทียมได้พอดีกับช่วงที่ไข่ตก

ทั้งนี้ การทำ IUI ก็มีข้อจำกัดเช่นกัน เนื่องจากการทำ IUI ไม่สามารถแก้ปัญหาภาวะมีบุตรยากได้ในบางกรณี การทำ IUI จึงไม่เหมาะกับ

  • ฝ่ายหญิงที่ท่อนำไข่หรือปีกมดลูกอุดตันทั้งสองข้าง ทำให้อสุจิไม่สามารถเข้าถึงไข่ได้
  • ฝ่ายหญิงที่มีพังผืดในอุ้งเชิงกรานจากภาวะเยื่อมดลูกเจริญผิดที่ระดับรุนแรง
  • ฝ่ายชายไม่สามารถหลั่งน้ำเชื้อได้ หรือมีน้ำเชื้อน้อยกว่า 1 ล้านตัว
  • ฝ่ายชายหรือฝ่ายหญิง หรือทั้งสองฝ่าย ผ่านการทำหมันมาแล้ว
  • เคยฉีดน้ำเชื้อมามากกว่า 3–6 รอบ แล้วยังไม่ประสบผลสำเร็จ
  • มีแนวโน้มที่ตัวอ่อนจะเกิดโรคทางพันธุกรรม

ผู้ที่ไม่เหมาะจะทำ IUI แต่ต้องการมีลูก แพทย์จะแนะนำให้ทำเด็กหลอดแก้วด้วยวิธีการทำ ICSI หรือที่เรียกว่าอิ๊กซี่ และทำ IVF แทน เนื่องจากทั้งสองวิธีไม่ต้องอาศัยท่อนำไข่ ท่อนำน้ำเชื้อ ใช้จำนวนอสุจิน้อย ทั้งยังสามารถตรวจโรคทางพันธุกรรมได้ก่อนการตั้งครรภ์ด้วย

โดยวิธี การทำ ICSI จะเป็นวิธีที่ให้ผลการรักษาสูงที่สุด มีโอกาสตั้งครรภ์มากที่สุด ผู้ที่สนใจควรปรึกษาแพทย์ เพื่อเลือกวิธีแก้ปัญหาภาวะมีบุตรยากที่เหมาะสมต่อไป

ทำ IUI

โอกาสตั้งครรภ์สำเร็จหลังทำ IUI มีมากน้อยเพียงใด?

การทำ IUI สามารถเพิ่มโอกาสสำเร็จได้มากกว่าปกติประมาณ 5–6 เท่า โดยโอกาสสำเร็จจะอยู่ที่ประมาณ 15% ซึ่งโอกาสจะมากหรือน้อยกว่านั้น ขึ้นอยู่กับคุณภาพของน้ำเชื้อจากฝ่ายชาย และไข่จากฝ่ายหญิง

ข้อดีของการทำ IUI

  1. เป็นวิธีการแก้ปัญหามีบุตรยากที่พื้นฐาน และใกล้เคียงกับธรรมชาติมากที่สุด วิธีการไม่ยุ่งยาก และไม่เจ็บตัวเท่ากับการทำเด็กหลอดแก้ว
  2. ค่าใช้จ่ายถูกกว่าการทำเด็กหลอดแก้ว
  3. นิยมใช้ในการวางแผนมีบุตร ในครอบครัวที่ฝ่ายชายฝ่ายหญิงอาจจะไม่ได้อยู่ด้วยกัน สามารถทำให้ตั้งครรภ์ได้ในระยะเวลาที่ต้องการ โดยการฝากน้ำเชื้อแช่แข็งไว้
  4. ในบางกรณีสามารถทำได้โดยไม่ต้องใช้ยากระตุ้น

ข้อจำกัดการทำ IUI

  1. ขั้นตอนการฉีดเชื้อผสมเทียมของการทำ IUI อาจทำให้ระคายเคืองที่ช่องคลอดได้ อาจทำให้รู้สึกเจ็บหรือไม่สบายตัว แต่ไม่มีผลกับการตั้งครรภ์
  2. อาจเกิดการตั้งครรภ์แฝด ที่เสี่ยงแท้ง คลอดก่อนกำหนด และทารกน้ำหนักน้อยกว่าเกณฑ์ ซึ่งอันตรายกว่าครรภ์ปกติ เนื่องจากการฉีดยากระตุ้นไข่ตกอาจทำให้ไข่ตกออกมามากกว่า 1 ฟอง
  3. มีโอกาสเกิดการติดเชื้อ ในขั้นตอนการทำ IUI แต่ในกรณีนี้พบได้น้อยมาก


แนะนำประสานงานโดยทีมงาน โรงพยาบาลบีเอ็นเอช

ที่มีประสบการณ์ดูแลกลุ่มคนไข้ภาวะมีบุตรยากนานกว่า 15 ปี

การเตรียมตัวก่อนทำ IUI

ก่อนการเตรียมตัวตั้งครรภ์โดยธรรมชาติ หรือโดยวิธีการแก้ไขภาวะมีบุตรยาก ทั้ง IUI, IVF และ ICSI แพทย์จะแนะนำให้ปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตและใช้วิตามินบำรุง เพื่อปรับปรุงคุณภาพของไข่จากฝ่ายหญิงและน้ำเชื้อจากฝ่ายชาย ทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ และลดโอกาสเกิดความผิดปกติในทารกได้ด้วย โดยข้อควรปฏิบัติ มีดังนี้

ปรับเปลี่ยน Lifestyle

  1. เน้นทานอาหารโปรตีนสูง ผักผลไม้ให้มากขึ้น และสารอาหารอื่น ๆ ที่จำเป็นต่อร่างกาย ลดอาหารจำพวกไขมัน แป้ง และน้ำตาล งดอาหารแปรรูป
  2. ออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องครั้งละ 30–45 นาที อย่างน้อยอาทิตย์ละ 3–4 ครั้ง ควรเน้นการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ (Cardio Exercise) เช่น การวิ่ง การเดินเร็ว การปั่นจักรยาน เต้นแอโรบิก เพราะจะช่วยให้เลือดสูบฉีดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ รวมถึงรังไข่และลูกอัณฑะได้ดีขึ้น
  3. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ วันละ 6–7 ชั่วโมง ควรเข้านอนก่อนเวลา 5 ทุ่ม เนื่องจากเป็นช่วงที่ร่างกายจะซ่อมแซมตัวเอง และยังเป็นช่วงที่จะหลั่งฮอร์โมนสำคัญออกมาอีกด้วย
  4. ผ่อนคลายความเครียด เพราะมีโอกาสจะทำให้ฮอร์โมนผิดปกติได้

ทานวิตามินหรืออาหารเสริมตามที่แพทย์แนะนำ

เมื่อปรึกษาแพทย์เรื่องการมีบุตร แพทย์จะเป็นผู้แนะนำวิตามินให้ เนื่องจากแต่ละคนมีสาเหตุของการมีบุตรยากที่แตกต่างกันไป ส่วนวิตามินและอาหารเสริมที่แพทย์แนะนำให้ใช้โดยทั่วไป มีดังนี้

  1. อาหารเสริมสำหรับฝ่ายหญิง
    • กรดโฟลิค (Folic acid) – ช่วยลดความผิดปกติเกี่ยวกับหลอดเลือดสมองของทารก
    • แอสตาแซนทีน (Astaxanthin), โคเอนไซม์คิวเทน (Coenzyme Q10), วิตามินซี (Vitamin C) และวิตามินอี (Vitamin E) – ช่วยเพิ่มคุณภาพของไข่
  2. อาหารเสริมสำหรับฝ่ายชาย
    • แอสตาแซนทีน (Astaxanthin), โคเอนไซม์คิวเทน (Coenzyme Q10) และสังกะสี (Zinc) – ช่วยเพิ่มคุณภาพและความเข้มข้นของน้ำเชื้อ ซึ่งค่อนข้างสำคัญต่อการทำ IUI

หลังผ่านช่วงก่อนการเตรียมตัวมาแล้ว จะเข้าสู่ช่วงการเตรียมตัวก่อนทำ IUI โดยแพทย์จะให้ตรวจเลือด โรคทั่วไป และตรวจคุณภาพน้ำเชื้อของเพศชาย เพื่อดูความเหมาะสมต่อการทำ IUI และดูโอกาสที่อาจเกิดการติดเชื้อโรคผ่านสารคัดหลั่ง หรือจากแม่สู่ลูกในครรภ์ได้

การเตรียมตัวก่อนทำ IUI

การเตรียมตัวสำหรับฝ่ายหญิง

1. ตรวจเลือดชุดฝากครรภ์และโรคติดเชื้อ (Routine Blood work for female)

  1. 1.1 ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (Complete blood count หรือ CBC)
  2. 1.2 ตรวจหมู่เลือด (Blood group and Rh group)
  3. 1.3 ตรวจเชื้อ HIV (Anti HIV)
  4. 1.4 ตรวจเชื้อซิฟิลิส (Venereal Disease Research Laboratory test หรือ VDRL)
  5. 1.5 ตรวจไวรัสตับอักเสบ (HBsAg และ Anti HCV)
  6. 1.6 ตรวจโรคหัดเยอรมัน (Rubella IgG)
  7. 1.7 ตรวจโรคธาลัสซีเมีย (Hemoglobin typing)

2. ตรวจอัลตราซาวด์ทางช่องคลอด (Transvaginal Ultrasound หรือ TVS)

3. ตรวจระดับฮอร์โมนในเลือด (Hormone Blood Tests)

  1. 3.1 Estradiol (E2)
  2. 3.2 Follicle Stimulating Hormone (FSH)
  3. 3.3 Prolactin
  4. 3.4 Luteinizing Hormone (LH)
  5. 3.5 Anti-Mullerian Hormone (AMH)

การเตรียมตัวสำหรับฝ่ายชาย

1. ตรวจเลือดทั่วไป พร้อมโรคต่าง ๆ (Routine Blood work for male)

  1. 1.1 ตรวจเชื้อ HIV (Anti HIV)
  2. 1.2 ตรวจเชื้อซิฟิลิส (Venereal Disease Research Laboratory test หรือ VDRL)
  3. 1.3 ตรวจไวรัสตับอักเสบ (HBsAg และ Anti HCV)

2. ตรวจคุณภาพน้ำเชื้อ (Sperm Count)

3. ข้อควรปฏิบัติก่อนการเก็บอสุจิ

  1. 3.1 งดการมีเพศสัมพันธ์ หรือการหลั่งน้ำเชื้อเป็นเวลา 3–5 วัน ก่อนการเก็บน้ำเชื้อ
  2. 3.2 นอนพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ทานอาหารที่มีประโยชน์
  3. 3.3 งดการดื่มแอลกอฮอล์ และสูบบุหรี่
  4. 3.4 ทำความสะอาดมือและอวัยวะเพศให้สะอาดก่อนการเก็บน้ำเชื้อ

ขั้นตอนการทำ IUI

  1. เมื่อฝ่ายหญิงเริ่มมีประจำเดือนในวันที่ 2–3 ของรอบเดือน นับตั้งแต่ประจำเดือนวันแรก แพทย์จะให้เข้ามากระตุ้นไข่ โดยใช้
    • ยาสำหรับกระตุ้นไข่ ใช้เพื่อให้ไข่ขยายตัวขึ้น จนได้ขนาดที่เหมาะสมต่อการผสมด้วยการทำ IUI ตัวยาจะเป็นฮอร์โมน มีทั้งแบบรับประทานและแบบฉีด บางครั้งใช้เพียงตัวเดียว บางครั้งต้องใช้ร่วมกัน แพทย์จะเป็นผู้กำหนดว่าควรใช้ยาตัวไหนบ้าง ตัวอย่างยาเช่น Femara, Glucophage และ Puregon เป็นต้น
    • ยาสำหรับกระตุ้นให้ไข่ตก ฉีดเมื่อไข่ได้ขนาดที่พอดี โดยแพทย์จะติดตามดูผ่านอัลตราซาวด์ ส่วนใหญ่จะเริ่มติดตามตั้งแต่วันที่ 12 ของการมีประจำเดือน ตัวยาจะเป็นฮอร์โมน HCG (Human Chorionic Gonadotropin) ตัวอย่างยา เช่น HCG, Ovidrel และ Diphereline เป็นต้น หลังจากที่ทราบวันไข่ตกแล้ว แพทย์จะมานัดวันฉีดเชื้อผสมเทียมต่อไป
  2. หลังจากฉีดยากระตุ้นให้ไข่ตกประมาณ 1–2 วัน แพทย์จะนัดหมายทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิงมาเพื่อเก็บน้ำเชื้อ และฉีดผสมเทียม หรือถ้าต้องการตั้งครรภ์โดยใช้น้ำเชื้อแช่แข็ง ฝ่ายชายก็ไม่จำเป็นต้องมาพบแพทย์ในวันที่ฉีดเชื้อผสมเทียม
  3. การเก็บน้ำเชื้อจากฝ่ายชายเพื่อการทำ IUI นั้น แพทย์จะให้ทำการหลั่งด้วยตนเอง จากนั้นจะนำน้ำเชื้อไปทำความสะอาด โดยการคัดอสุจิให้เหลือแค่ตัวที่สมบูรณ์และแข็งแรง ทำให้น้ำเชื้อเข้มข้นมากขึ้น ในขั้นตอนนี้จะใช้เวลาประมาณ 1–2 ชั่วโมง
  4. หลังได้น้ำเชื้อแล้ว แพทย์จะฉีดน้ำเชื้อผ่านช่องคลอดเข้าไปที่โพรงมดลูกของฝ่ายหญิงโดยตรง ขั้นตอนนี้จะใช้เวลาประมาณ 20–30 นาที ไม่ใช้ยาสลบ ฝ่ายหญิงอาจรู้สึกเจ็บเล็กน้อยจากเครื่องมือฉีดน้ำเชื้อ แต่หลังการทำอาการจะดีขึ้นและหายไปเอง

ขั้นตอนการปฏิบัติตัวหลังทำ IUI

อาการหลังฉีดเชื้อแล้วท้อง

การปฏิบัติตัวหลังทำ IUI ในช่วงวันแรก ฝ่ายหญิงควรนอนนิ่ง ๆ ขยับตัวน้อย ๆ เพื่อให้อสุจิเคลื่อนที่เข้าไปที่ท่อนำไข่ได้ดีขึ้น เพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์

 

ข้อห้ามหลังฉีดเชื้อคือควรงดการมีเพศสัมพันธ์ เพื่อไม่ให้มดลูกถูกรบกวน ตัวอ่อนฝังตัวได้ดีขึ้น หลังจากทำ IUI 2–3 วันจึงจะสามารถมีเพศสัมพันธ์ได้ การมีเพศสัมพันธ์ในระยะนี้สามารถช่วยเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์ได้

 

แต่ถ้าฝ่ายหญิงรู้สึกเจ็บที่บริเวณช่องคลอดเป็นเวลานาน หรือมีความผิดปกติเกิดขึ้น ให้ปรึกษาแพทย์เพื่อดูอาการ เนื่องจากอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้นได้

 

หลังทำ IUI ประมาณ 2 อาทิตย์ ให้ลองตรวจการตั้งครรภ์ด้วยตนเอง ช่วง 2 อาทิตย์จะเป็นช่วงที่เร็วที่สุดที่สามารถตรวจการตั้งครรภ์ได้แม่นยำ หากตรวจก่อนช่วงเวลานี้อาจให้ผลคลาดเคลื่อนได้

 

อาจตรวจไม่พบการตั้งครรภ์ทั้งที่จริงแล้วกำลังตั้งครรภ์ เนื่องจากฮอร์โมนที่บ่งบอกถึงการตั้งครรภ์ อาจจะยังเพิ่มระดับขึ้นมาไม่มากพอที่จะตรวจพบได้ ในขณะเดียวกันก็อาจจะตรวจพบการตั้งครรภ์ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ตั้งครรภ์ จากระดับฮอร์โมน HCG ที่ฉีดเพื่อให้ไข่ตกยังไม่ลดระดับลง ทำให้ชุดตรวจการตั้งครรภ์ให้ผลที่ผิดพลาดได้

 

เมื่อตรวจตั้งครรภ์แล้ว แพทย์อาจจะให้มาตรวจเลือดที่โรงพยาบาลอีกครั้ง เพราะการตรวจระดับฮอร์โมนในเลือดจะให้ผลที่แม่นยำได้มากกว่าการตรวจปัสสาวะด้วยชุดตรวจการตั้งครรภ์ปกติ

 

หากไม่ตั้งครรภ์ แพทย์อาจจะแนะนำฉีดเชื้อ IUI ซ้ำประมาณ 3–6 ครั้ง หากยังตั้งครรภ์ไม่สำเร็จแพทย์ก็จะพิจารณาให้ทำเด็กหลอดแก้วด้วยวิธีการ IVF หรือ ICSI ต่อไป

ค่าใช้จ่ายในการทำ IUI ราคาเท่าไหร่?

ฉีดเชื้อ ทำ IUI ราคารวมทั้งโปรแกรมจะอยู่ที่ประมาณ 22,644 – 33,817 บาท ขึ้นอยู่กับยาที่แพทย์พิจารณาให้ใช้ จำนวนครั้งที่ต้องพบแพทย์ และตัวเลือกการแช่แข็งน้ำเชื้อ


หากสนใจการทำ IUI สามารถเข้ามาพบแพทย์ที่โรงพยาบาลบีเอ็นเอชก่อนได้ เพื่อพิจารณาวิธีการแก้ไขภาวะมีบุตรยาก ที่เหมาะสมกับคู่สมรสแต่ละคู่ต่อไป


ดูรายละเอียดเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายการทำ IUI เพิ่มเติม : รายละเอียด Package การทำ IUI

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ IUI

A: IUI คือการฉีดเชื้อผสมเทียมเข้าสู่โพรงมดลูกโดยตรง โดยแพทย์จะเตรียมน้ำเชื้ออสุจิที่มีคุณภาพ แล้วฉีดเข้าสู่โพรงมดลูกในช่วงที่ฝ่ายหญิงมีไข่ตก เพื่อเพิ่มโอกาสให้อสุจิเคลื่อนที่ไปพบไข่และเกิดการปฏิสนธิ

A: IUI เหมาะกับคู่ที่มีภาวะมีบุตรยากบางกรณี เช่น ฝ่ายชายมีปัญหาน้ำเชื้อไม่รุนแรง ฝ่ายหญิงมีภาวะไข่ไม่ตก ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ หรือมีภาวะมีบุตรยากที่ไม่ทราบสาเหตุ ทั้งนี้ควรให้แพทย์ประเมินความเหมาะสมเป็นรายบุคคล

A: IUI เป็นการฉีดอสุจิเข้าสู่โพรงมดลูกเพื่อให้เกิดการปฏิสนธิภายในร่างกาย ส่วน IVF และ ICSI เป็นการนำไข่และอสุจิออกมาปฏิสนธินอกร่างกายในห้องปฏิบัติการ ก่อนย้ายตัวอ่อนกลับเข้าสู่โพรงมดลูก

A: โดยทั่วไปการทำ IUI อาจทำให้รู้สึกไม่สบายตัว ปวดหน่วง หรือระคายเคืองเล็กน้อยระหว่างทำ แต่ใช้เวลาไม่นานและไม่จำเป็นต้องใช้ยาสลบ หากมีอาการผิดปกติหลังทำควรปรึกษาแพทย์

A: โอกาสตั้งครรภ์หลังทำ IUI ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น อายุของฝ่ายหญิง คุณภาพไข่ คุณภาพอสุจิ ความสมบูรณ์ของท่อนำไข่ และสาเหตุของภาวะมีบุตรยาก แพทย์จะประเมินโอกาสสำเร็จตามข้อมูลของแต่ละคู่

A: โดยทั่วไปสามารถตรวจการตั้งครรภ์ได้หลังทำ IUI ประมาณ 2 สัปดาห์ หรือในช่วงเวลาที่แพทย์แนะนำ หากตรวจเร็วเกินไปอาจทำให้ผลคลาดเคลื่อนได้

A: หากทำ IUI หลายรอบแล้วยังไม่ตั้งครรภ์ แพทย์อาจพิจารณาประเมินสาเหตุเพิ่มเติม และแนะนำวิธีอื่น เช่น IVF หรือ ICSI ตามอายุ ผลตรวจ และปัจจัยของทั้งฝ่ายหญิงและฝ่ายชาย

A: การทำ IUI ไม่สามารถเลือกเพศลูกได้ เพราะเป็นการปฏิสนธิภายในร่างกายและไม่ได้มีการตรวจตัวอ่อนก่อนตั้งครรภ์ นอกจากนี้กฎหมายประเทศไทยยังไม่อนุญาตให้เลือกเพศลูกจากการทำเทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์โดยไม่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์

A:

การทำ IUI สามารถทำให้เกิดลูกแฝดได้ แต่ไม่สามารถควบคุมให้เกิดขึ้นอย่างเฉพาะเจาะจงได้ ส่วนโอกาสเกิดแฝดนั้น สามารถเกิดได้ทั้งแฝดไข่คนละใบ และแฝดไข่ใบเดียวกัน เนื่องจากขั้นตอนการฉีดกระตุ้นไข่ตก อาจทำให้ไข่ถูกกระตุ้นได้มากกว่า 1 ฟอง จนไข่ตกมากกว่า 1 ฟอง มีโอกาสเกิดการปฏิสนธิกับไข่ทั้งสองใบหรือมากกว่านั้น จนเกิดครรภ์แฝด

นอกจากนี้ยังมีโอกาสเกิดแฝดจากไข่ใบเดียวกันได้เหมือนกับการตั้งครรภ์ปกติตามธรรมชาติ ทำให้การทำ IUI สามารถเกิดครรภ์แฝดได้นั้นเอง

A: อายุเกิน 35 ปี สามารถทำ IUI ได้ แต่มีโอกาสตั้งครรภ์ได้น้อยกว่าผู้หญิงที่อายุน้อยกว่า 35 ปี เนื่องจากผู้หญิงอายุมากกว่า 35 ปีจะมีภาวะมดลูกเสื่อม อีกทั้งรังไข่ยังเหลือไข่จำนวนไม่มาก ทำให้มีโอกาสตั้งครรภ์จากการทำ IUI น้อยกว่าปกติ วิธีการที่เหมาะสมสำหรับผู้ที่อายุมากกว่า 35 ปี จึงจะเป็นการทำเด็กหลอดแก้วอย่าง IVF หรือ ICSI มากกว่า

ทั้งนี้ แม้จะทำเด็กหลอดแก้วได้ แต่โอกาสตั้งครรภ์สำเร็จก็จะน้อยกว่าผู้ที่อายุน้อยกว่า 35 ปีอยู่ดี ดังนั้นผู้ที่ต้องการมีลูกควรมาพบแพทย์ให้เร็วที่สุด หากพยายามมีลูกด้วยวิธีการตามธรรมชาติแล้วไม่มีลูก เป็นเวลาประมาณ 6 – 12 เดือน ก็ควรมาพบแพทย์เพื่อปรึกษาเกี่ยวกับภาวะมีบุตรยากได้แล้ว

A: ทำหมันแล้ว ไม่ว่าจะฝ่ายชายหรือฝ่ายหญิง ไม่สามารถทำ IUI ได้ เนื่องจากการทำหมันมักเป็นการทำให้ท่อนำไข่และท่อนำน้ำอสุจิอุดตัน ส่งผลให้ไม่มีโอกาสที่อสุจิกับไข่จะเข้าไปผสมกันโดยธรรมชาติ ทางเลือกสำหรับผู้ที่ทำหมันแล้วจึงมีเพียงการทำเด็กหลอดแก้วอย่าง ICSI และ IVF เท่านั้น

A: อาการหลังทำ IUI แล้วท้องจะอาการเหมือนคนท้องปกติ ส่วนใหญ่ที่สังเกตได้ง่ายคือประจำเดือนไม่มาตามเวลา โดยส่วนใหญ่แล้ว การฉีด IUI จะทำประมาณวันที่ 13 – 14 ของการมีประจำเดือน เมื่อรอให้ครบ 2 อาทิตย์เพื่อตรวจการตั้งครรภ์ก็อาจจะเลยวันที่ควรจะมีประจำเดือนมาประมาณ 1 – 2 วัน หากประจำเดือนไม่มาก่อนการตรวจตั้งครรภ์ ก็มีแนวโน้มว่าจะตั้งครรภ์ได้ ทั้งนี้ควรตรวจเลือดโดยแพทย์อีกครั้งเพื่อยืนยันผลให้ชัดเจน

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  • Mayo Clinic
    https://www.mayoclinic.org/tests-procedures/intrauterine-insemination/about/pac-20384722
    ให้ข้อมูลเกี่ยวกับความหมายของ IUI วิธีการฉีดอสุจิที่เตรียมแล้วเข้าสู่โพรงมดลูก ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการทำ และความเสี่ยงที่ควรพิจารณา
  • Human Fertilisation and Embryology Authority (HFEA)
    https://www.hfea.gov.uk/treatments/explore-all-treatments/intrauterine-insemination-iui
    ให้ข้อมูลเกี่ยวกับ IUI หรือการฉีดเชื้อผสมเทียม วิธีการรักษา ผู้ที่เหมาะกับการรักษา ความเสี่ยง และอัตราความสำเร็จเฉลี่ย
  • ReproductiveFacts.org by American Society for Reproductive Medicine (ASRM)
    https://www.reproductivefacts.org/browse-all-topics/iui-topic/
    ให้ข้อมูลเกี่ยวกับ IUI วิธีการทำ ความแตกต่างจาก IVF และข้อมูลสำหรับผู้ป่วยที่กำลังพิจารณาการรักษาภาวะมีบุตรยาก
  • Cleveland Clinic
    https://my.clevelandclinic.org/health/treatments/22456-iui-intrauterine-insemination
    ให้ข้อมูลเกี่ยวกับขั้นตอน IUI การเตรียมน้ำเชื้อ การฉีดผ่านสายสวนเข้าสู่โพรงมดลูก และผลลัพธ์ที่เกี่ยวข้องกับการรักษา

ปรึกษาเรื่องการทำ IUI และภาวะมีบุตรยาก

การทำ IUI เป็นการฉีดเชื้อผสมเทียมในวันที่ตกไข่โดยตรง ทำให้มีโอกาสท้องมากกว่าการมีเพศสัมพันธ์ตามธรรมชาติ หรือการนับวันมีเพศสัมพันธ์ ทั้งนี้ IUI มีข้อจำกัดในผู้ที่มีภาวะมีบุตรยากบางกรณี ทำให้แม้จะพยายามทำหลายรอบก็ไม่สำเร็จ

 

ดังนั้น หากสงสัยว่าตนเองมีภาวะการมีบุตรยาก เคยทำ IUI มาแล้วหลายรอบไม่ได้ผล ก็ควรเข้าพบแพทย์เพื่อตรวจอวัยวะสืบพันธุ์อย่างละเอียด ทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิง เพื่อให้ทราบปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่ต้องเสียเงิน เสียเวลาไปกับวิธีการผสมเทียมที่ทำกี่ครั้งก็อาจไม่ได้ผลเลยแม้แต่น้อย

 

หากคุณกำลังวางแผนมีบุตร หรือพยายามตั้งครรภ์มานานแต่ยังไม่สำเร็จ สามารถปรึกษาทีมประสานงานด้านการรักษาภาวะมีบุตรยากของโรงพยาบาลบีเอ็นเอช เพื่อประเมินสาเหตุ วางแผนการตรวจ และเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคู่

ดูรายละเอียดศูนย์รักษาผู้มีบุตรยากที่แนะนำและประสานงานโดยโรงพยาบาลบีเอ็นเอช: https://wellnesshealth.club


แนะนำประสานงานโดยทีมงาน โรงพยาบาลบีเอ็นเอช

ที่มีประสบการณ์ดูแลกลุ่มคนไข้ภาวะมีบุตรยากนานกว่า 15 ปี