Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors
Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors

GIFT คืออะไร? ทำกิฟต์ต่างจากเด็กหลอดแก้ว IVF และ ICSI อย่างไร

GIFT คืออะไร?

GIFT หรือ Gamete Intrafallopian Transfer คือเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์รูปแบบหนึ่ง โดยแพทย์จะกระตุ้นไข่ เก็บไข่จากรังไข่ แล้วนำไข่และอสุจิที่ผ่านการคัดเลือกแล้วใส่กลับเข้าไปในท่อนำไข่ เพื่อให้เกิดการปฏิสนธิตามธรรมชาติภายในร่างกาย วิธีนี้แตกต่างจาก IVF หรือ ICSI ซึ่งเป็นการปฏิสนธิภายนอกร่างกายในห้องปฏิบัติการก่อนย้ายตัวอ่อนกลับเข้าสู่โพรงมดลูก

การทำกิฟต์เคยเป็นวิธีช่วยมีบุตรที่ได้รับความนิยมในอดีต แต่ปัจจุบันใช้น้อยลง เนื่องจากต้องอาศัยท่อนำไข่ที่ยังทำงานได้ ต้องมีการส่องกล้องหรือผ่าตัดเพื่อนำไข่และอสุจิเข้าสู่ท่อนำไข่ และมีขั้นตอนที่ซับซ้อนกว่าวิธีเด็กหลอดแก้วสมัยใหม่ เช่น IVF และ ICSI ดังนั้นผู้ที่มีภาวะมีบุตรยากในปัจจุบันมักได้รับการประเมินเพื่อเลือกวิธีที่เหมาะสมกว่าเป็นรายบุคคล

ตารางสรุป GIFT แบบตอบเร็ว

คำถาม คำตอบแบบสั้น
GIFT คืออะไร? GIFT คือเทคโนโลยีช่วยมีบุตร โดยนำไข่และอสุจิเข้าสู่ท่อนำไข่ เพื่อให้เกิดการปฏิสนธิตามธรรมชาติภายในร่างกาย
GIFT ต่างจาก IVF อย่างไร? GIFT ให้ปฏิสนธิในท่อนำไข่ ส่วน IVF ปฏิสนธิในห้องปฏิบัติการก่อนย้ายตัวอ่อนกลับเข้าสู่โพรงมดลูก
GIFT ต้องใช้ท่อนำไข่ไหม? ต้องใช้ท่อนำไข่ที่ยังทำงานได้อย่างน้อยหนึ่งข้าง เพราะไข่และอสุจิจะถูกใส่กลับเข้าไปในท่อนำไข่
GIFT ยังนิยมทำอยู่ไหม? ปัจจุบันนิยมทำน้อยลง เพราะ IVF และ ICSI มีความก้าวหน้า ลดความจำเป็นในการผ่าตัด และเหมาะกับหลายกรณีมากกว่า
GIFT ต้องผ่าตัดไหม? โดยทั่วไปต้องใช้การส่องกล้องหรือหัตถการเพื่อนำไข่และอสุจิเข้าสู่ท่อนำไข่
GIFT เหมาะกับใคร? อาจเหมาะกับคู่ที่มีภาวะมีบุตรยากบางกรณีและฝ่ายหญิงยังมีท่อนำไข่ที่สมบูรณ์ แต่ปัจจุบันแพทย์มักพิจารณา IVF หรือ ICSI มากกว่า
GIFT ต่างจาก ZIFT อย่างไร? GIFT ใส่ไข่และอสุจิเข้าท่อนำไข่ก่อนปฏิสนธิ ส่วน ZIFT ปฏิสนธินอกร่างกายก่อน แล้วจึงย้ายตัวอ่อนระยะไซโกตเข้าสู่ท่อนำไข่
ควรเลือก GIFT หรือ IVF/ICSI? ควรให้แพทย์ประเมินตามอายุ ท่อนำไข่ คุณภาพไข่ คุณภาพอสุจิ และสาเหตุของภาวะมีบุตรยาก

การทำกิฟต์ หรือ GIFT เป็นเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ช่วยในการตั้งครรภ์ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในอดีต แต่ในปัจจุบันเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์มีการก้าวหน้ามากขึ้น วิธีการทำกิฟต์จึงได้รับความนิยมน้อยลง

ในบทความนี้ ทีมบีเอ็นเอช (BNH Hospital) จะพามาทำความรู้จักกับการทำกิฟต์ว่าคืออะไร ทำไมเราถึงต้องทำกิฟต์ การทำกิฟต์แตกต่างจากการทำเด็กหลอดแก้วอย่างไร อัตราความสำเร็จสูงแค่ไหน มีขั้นตอนการทำอย่างไร ยังเป็นที่นิยมอยู่ไหม และตอบทุกคำถามสำหรับการทำกิฟต์

ทำกิฟต์ คืออะไร

การทำกิฟต์ (Gamete Intrafallopian Transfer: GIFT) คือเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ โดยการดูดเอาไข่ที่ถูกกระตุ้นออกมาจากรังไข่ แล้วนำมาผสมกับตัวอสุจิที่ผ่านการคัดเลือกแล้ว จากนั้นจึงฉีดเข้าไปในท่อนำไข่ทันที เพื่อให้เกิดการปฏิสนธิตามธรรมชาติ เมื่อไข่และอสุจิมีการปฏิสนธิกัน ตัวอ่อนจะเคลื่อนตัวไปตามท่อนำไข่แล้วฝังตัวอยู่ในโพรงมดลูก หลังจากนั้นก็จะเกิดการตั้งครรภ์ในที่สุด

ทำไมถึงต้องทำกิฟต์

ทำไมถึงต้องทำกิฟต์? เนื่องจากการทำกิฟต์เป็นหนึ่งในวิธีการรักษาภาวะผู้มีบุตรยาก (Infertility) หรือมีลูกยากโดยไม่ทราบสาเหตุ โดยสาเหตุอาจเกิดได้จากทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิง เช่น ฝ่ายหญิงมีปัญหาเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดปกติ (Endometriosis) หรือมีปัญหาเกี่ยวกับระบบสืบพันธุ์ จำพวกการตกไข่ หรือฝ่ายชายมีปัญหาจำนวนเชื้ออสุจิน้อยหรือไม่แข็งแรง การทำกิฟต์จึงสามารถช่วยแก้ปัญหาการมีบุตรยากได้

ใครบ้างที่เหมาะกับการทำกิฟต์

  • ฝ่ายหญิงมีปัญหาเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดปกติ (Endometriosis)
  • ฝ่ายหญิงมีปัญหาการตกไข่ หรือปัญหาเกี่ยวกับระบบสืบพันธุ์
  • ฝ่ายชายมีปัญหาเรื่องคุณภาพเชื้ออสุจิ เช่น มีจำนวนน้อย หรือไม่แข็งแรง
  • ฝ่ายหญิงมีท่อนำไข่ (Fallopian Tube) ที่มีสภาพสมบูรณ์หรือใช้งานได้อย่างน้อยหนึ่งข้าง
  • คู่สมรสที่มีปัญหาภาวะมีบุตรยาก
  • คู่สมรสที่มีปัญหาภาวะมีบุตรยากโดยไม่ทราบสาเหตุ

การทำกิฟต์ต่างจากเด็กหลอดแก้วอย่างไร

การทำกิฟต์ (GIFT) จะเป็นเทคนิคช่วยการตั้งครรภ์ โดยการเจาะหน้าท้องฝ่ายหญิงเพื่อนำเอาไข่และอสุจิมาผสมกันข้างนอก แล้วค่อยฉีดกลับไปที่ท่อนำไข่ เพื่อให้เกิดการปฏิสนธิกันตามธรรมชาติ ดังนั้นผู้ป่วยจึงต้องเข้าห้องผ่าตัด มีการใช้ยาสลบ และมีการกรีดแผลเล็ก ๆ ที่หน้าท้อง ผู้ป่วยจะต้องนอนโรงพยาบาล 1 คืน จึงสามารถกลับบ้านได้ ในขณะที่ การทำเด็กหลอดแก้ว IVF (In-Vitro Fertilization) หรือ ICSI (Intracytoplasmic Sperm Injection) จะเป็นเทคนิคที่พัฒนากว่า เป็นการปฏิสนธิภายนอกร่างกาย ใช้วิธีดูดไข่ออกมาทางช่องคลอดโดยที่ไม่มีการผ่าหน้าท้อง ผู้ป่วยพักฟื้นแค่ 1–2 ชั่วโมงก็กลับบ้านได้

 

อ่านบทความเพิ่มเติมเกี่ยวกับการทำเด็กหลอดแก้ว ICSI และ IVF ได้ที่: บทความ ICSI / บทความ IVF

 

ในปัจจุบันจึงมักนิยมทำด้วยวิธีเด็กหลอดแก้ว IVF หรือ ICSI เพื่อลดความเสี่ยงต่อการผ่าตัดและไม่ต้องนอนโรงพยาบาล แพทย์จึงไม่แนะนำให้ใช้วิธีการทำกิฟต์แล้ว อีกทั้งวิธีการทำเด็กหลอดแก้วอย่าง IVF หรือ ICSI มีอัตราการประสบความสำเร็จในการตั้งครรภ์มากกว่าการทำกิฟต์

แล้วการทำกิฟต์ (Gift) ต่างกับการทำซิฟต์ (Zift) อย่างไร?

หลาย ๆ คนเคยได้ยินคำว่า ‘ทำซิฟต์ (ZIFT)’ มากันบ้าง อาจสงสัยว่าการทำซิฟต์แตกต่างจากการทำกิฟต์อย่างไร

 

การทำซิฟต์นั้นเป็นวิธีการที่แน่ใจว่าได้มีการผสมกันระหว่างไข่กับตัวอสุจิ โดยการเก็บเอาเซลล์ไข่และเชื้ออสุจิมาผสมกันให้เกิดการปฏิสนธิภายนอกร่างกายก่อน แล้วจึงเลี้ยงตัวอ่อนให้ถึงระยะไซโกต (Zygote) จากนั้นจึงนำตัวอ่อนในระยะไซโกตใส่กลับเข้าไปในท่อนำไข่ เพื่อให้เดินทางไปฝังตัวที่โพรงมดลูก ซึ่งจะแตกต่างจากการทำกิฟต์ตรงที่ การทำกิฟต์นั้นปล่อยให้ไข่และอสุจิปฏิสนธิกันเองภายในท่อนำไข่

 

ดังนั้น ความแตกต่างระหว่างการทำกิฟต์และการทำซิฟต์นั้นอยู่ที่วิธีการปฏิสนธินั่นเอง ทั้งนี้ทางการแพทย์ในปัจจุบันหันไปทำเด็กหลอดแก้วกันมากขึ้น การทำกิฟต์และการทำซิฟต์จึงไม่ได้รับความนิยมในปัจจุบันแล้ว


แนะนำประสานงานโดยทีมงาน โรงพยาบาลบีเอ็นเอช

ที่มีประสบการณ์ดูแลกลุ่มคนไข้ภาวะมีบุตรยากนานกว่า 15 ปี

ขั้นตอนการทำ GIFT

ในขั้นตอนการทำกิฟต์มีขั้นตอนการฉีดยากระตุ้นไข่เช่นเดียวกันกับการทำเด็กหลอดแก้ว แต่มีความแตกต่างกันตรงวิธีการเก็บไข่ โดยขั้นตอนการทำกิฟต์มีหลัก ๆ ดังนี้

 

1. การกระตุ้นรังไข่ (Ovarian Stimulation)

ในขั้นตอนการกระตุ้นรังไข่นั้นจะเริ่มทำเมื่อมีประจำเดือน โดยแพทย์จะเริ่มฉีดยากระตุ้นไข่ เช่น Gonal F, Puregon, Pergoveris, Follitrope ซึ่งปริมาณยาที่แพทย์จะฉีดให้กับคนไข้นั้น จะพิจารณาจากอายุและผลฮอร์โมนฝ่ายหญิงเป็นรายบุคคล

 

ปกติแล้วระยะเวลาที่ให้ยากระตุ้นรังไข่จะให้นานประมาณ 7–10 วัน ขึ้นอยู่กับการตอบสนองต่อยาของคนไข้แต่ละคน แพทย์จะตรวจติดตามอาการหลังจากฉีดยากระตุ้นไข่ ด้วยการตรวจอัลตราซาวด์หลังจากฉีดยาไปแล้ว

 

หลังจากนั้นแพทย์จะทำการตรวจเลือดดูระดับฮอร์โมน FSH, E2, LH หากได้ไข่ที่มีจำนวนและขนาดใหญ่เหมาะสมตามที่แพทย์ต้องการแล้ว จะกระตุ้นการตกไข่โดยการฉีดยาเพื่อให้ไข่ตก โดยการฉีด hCG เมื่อเวลาผ่านไป 34–36 ชั่วโมง แพทย์จะทำการเก็บไข่โดยการเจาะไข่

 

2. การเจาะไข่

เมื่อเข้าสู่ขั้นตอนการเจาะไข่ แพทย์จะใช้เข็มเจาะถุงไข่แล้วดูดเอาไข่ภายในถุงออกมา โดยการนำไข่ออกมานั้นมี 2 วิธี ดังนี้

2.1 การเจาะผ่านหน้าท้อง โดยอาศัยกล้องตรวจผ่านช่องท้อง สามารถเห็นรังไข่ได้ชัดเจน แล้วใช้เข็มเจาะดูดไข่โดยตรง

2.2 การเจาะผ่านผนังช่องคลอด โดยอาศัยเครื่องอัลตราซาวด์ที่มีเข็มเจาะแล้วจึงดูดไข่ที่ติดอยู่ที่หัวตรวจทางช่องคลอด

 

3. การย้ายเซลล์ไข่และอสุจิเข้าสู่ท่อนำไข่

ในขั้นตอนการย้ายเซลล์ไข่และอสุจิเข้าสู่ท่อนำไข่ ส่วนใหญ่จะใช้การผ่าตัดส่องกล้องช่องท้อง (Laparoscopic Surgery) เป็นหลัก โดยจะเจาะหน้าท้องฝ่ายหญิงเพื่อนำเอาไข่และอสุจิมาผสมกันข้างนอก แล้วค่อยฉีดกลับไปที่ท่อนำไข่ เพื่อให้เกิดการปฏิสนธิกันตามธรรมชาติ ในปัจจุบันวิธีนี้ไม่เป็นที่นิยมแล้ว

 

4. การให้ฮอร์โมนในระยะหลังการทำ

เมื่อเสร็จสิ้นขั้นตอนการย้ายเซลล์ไข่ แพทย์จะให้ฮอร์โมนช่วยในการฝังตัวของตัวอ่อน หลังจากนั้น 12 วัน แพทย์จะทำการตรวจวัดระดับ hCG เพื่อทดสอบการตั้งครรภ์ต่อไป

โอกาสสำเร็จการทำกิฟต์

โอกาสความสำเร็จในการทำกิฟต์นั้นขึ้นอยู่กับอายุ ความพร้อมทางด้านร่างกาย สุขภาพ รวมไปถึงภาวะมีบุตรยากที่เกิดกับฝ่ายหญิงหรือฝ่ายชายด้วย เฉลี่ยแล้วผู้หญิงที่มีอายุน้อยจะมีสุขภาพไข่ที่ดีกว่าผู้หญิงที่มีอายุมาก โดยอัตราเฉลี่ยความสำเร็จในการทำกิฟต์ของผู้หญิงอายุต่ำกว่า 38 ปี จะอยู่ที่ 37% ในขณะที่ผู้หญิงอายุมากกว่า 39 ปี จะอยู่ที่ 24%

 

ในปัจจุบันทางการแพทย์จึงหันมาใช้เทคนิคการทำเด็กหลอดแก้ว IVF หรือ ICSI กันเป็นส่วนมาก เพื่อลดความเสี่ยงในการเข้ารับการผ่าตัดหน้าท้อง โดยเฉพาะการทำเด็กหลอดแก้วแบบ ICSI เพราะมีอัตราความสำเร็จในการตั้งครรภ์สูงที่สุด ประกอบกับการ ฝากไข่ หากผู้ที่เข้ารับการฝากไข่ตั้งแต่อายุน้อย ก็จะยิ่งเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์

 

สามารถอ่านเพิ่มเติมอัตราความสำเร็จของการทำ ICSI ได้ที่: อัตราความสำเร็จในการทำ ICSI

ขั้นตอนการปฏิบัติตัวหลังทำ GIFT

หลังจากเสร็จสิ้นกระบวนการทำกิฟต์ ควรพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่ควรยกของหนัก และควรงดการออกกำลังกายในช่วงแรก หากพบความผิดปกติ เช่น มีไข้สูง ปวดท้องอย่างรุนแรง ปัสสาวะลำบาก เป็นต้น ควรรีบเข้าไปพบแพทย์ทันที ห้ามซื้อยารับประทานเอง

อาการที่พบได้หลังทำ GIFT

  • หลังจากการผ่าตัดอาจเกิดอาการแทรกซ้อนได้ เช่น อาการปวด มีแผลและมีเลือดไหล
  • อาจเกิดการตั้งครรภ์นอกมดลูก
  • อาจเกิดการตั้งครรภ์ลูกแฝดตั้งแต่สองคนขึ้นไป ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการแท้งหรือภาวะแทรกซ้อนอื่นระหว่างการตั้งครรภ์ได้สูงกว่าปกติ
  • ในบางรายอาจได้รับผลข้างเคียงจากการใช้ยา เช่น ปวดหัว เวียนหัว มีอารมณ์แปรปรวน เป็นต้น

ค่าใช้จ่าย

เนื่องจากในอดีตการสถานให้บริการรักษาผู้มีบุตรยากด้วยกระบวนการช่วยเจริญพันธุ์ หรือการทำกิฟต์นั้นยังมีไม่แพร่หลาย ประกอบกับเทคโนโลยีที่ยังไม่ก้าวหน้ามากนัก การทำกิฟต์จึงมีราคาค่อนข้างสูง ประมาณ 500,000 บาท ขึ้นไป

 

แต่ในปัจจุบันโรงพยาบาลหลายๆ ที่ได้ยกเลิกให้บริการการทำกิฟต์แล้ว และเปลี่ยนมาทำเด็กหลอดแก้ว ICSI แทน เนื่องจากช่วยลดความเสี่ยงและมีความปลอดภัยสูง นอกจากนี้การทำเด็กหลอดแก้วด้วยวิธี ICSI เป็นวิธีการทำเด็กหลอดแก้วที่ให้ผลสูงสุดในปัจจุบันอีกด้วย

 

สามารถศึกษารายละเอียดราคาแพคเกจ ICSI ได้ที่นี่ : ราคาแพคเกจ ICSI

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการทำกิฟต์ (GIFT)

A: GIFT หรือ Gamete Intrafallopian Transfer คือเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ โดยนำไข่และอสุจิที่ผ่านการคัดเลือกแล้วใส่กลับเข้าไปในท่อนำไข่ เพื่อให้เกิดการปฏิสนธิตามธรรมชาติภายในร่างกาย

A: GIFT ให้ไข่และอสุจิปฏิสนธิกันภายในท่อนำไข่ของฝ่ายหญิง ส่วน IVF เป็นการนำไข่และอสุจิไปปฏิสนธิภายนอกร่างกายในห้องปฏิบัติการ ก่อนย้ายตัวอ่อนกลับเข้าสู่โพรงมดลูก

A: GIFT เป็นการใส่ไข่และอสุจิเข้าท่อนำไข่เพื่อให้เกิดการปฏิสนธิเองตามธรรมชาติ ส่วน ICSI เป็นการคัดเลือกอสุจิ 1 ตัว แล้วฉีดเข้าไปในไข่โดยตรงในห้องปฏิบัติการ ก่อนย้ายตัวอ่อนกลับเข้าสู่โพรงมดลูก

A: การทำ GIFT ต้องอาศัยท่อนำไข่ที่สมบูรณ์หรือใช้งานได้อย่างน้อยหนึ่งข้าง เพราะเป็นวิธีที่นำไข่และอสุจิเข้าสู่ท่อนำไข่ เพื่อให้เกิดการปฏิสนธิภายในร่างกาย

A: ปัจจุบันการทำ GIFT ได้รับความนิยมน้อยลง เนื่องจากมีเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ที่พัฒนาขึ้น เช่น IVF และ ICSI ซึ่งช่วยลดความจำเป็นในการผ่าตัด และสามารถวางแผนการรักษาได้เหมาะสมกับภาวะมีบุตรยากหลายกรณีมากกว่า

A: การทำ GIFT อาจมีความเสี่ยงจากการผ่าตัดหรือการส่องกล้อง เช่น อาการปวด แผล เลือดออก ภาวะแทรกซ้อนจากยา การตั้งครรภ์นอกมดลูก หรือการตั้งครรภ์แฝด ทั้งนี้ความเสี่ยงจะแตกต่างกันไปตามสุขภาพและแผนการรักษาของแต่ละบุคคล

A: GIFT คือการใส่ไข่และอสุจิเข้าท่อนำไข่ก่อนเกิดการปฏิสนธิ ส่วน ZIFT คือการนำไข่และอสุจิมาปฏิสนธิภายนอกร่างกายก่อน แล้วจึงย้ายตัวอ่อนระยะไซโกตกลับเข้าสู่ท่อนำไข่

A: จากการศึกษาพบว่า ไม่มีความแตกต่างกัน ทั้งเรื่องการเจริญเติบโต พัฒนาการ หรือความผิดปกติต่าง ๆ

A: ปัจจุบันประเทศไทยมีกฎหมายสมรสเท่าเทียมแล้ว อย่างไรก็ตาม การเข้ารับบริการเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์อาจมีเงื่อนไขด้านเอกสาร ข้อกำหนดทางกฎหมาย และนโยบายของสถานพยาบาลที่เกี่ยวข้อง ผู้ที่สนใจควรสอบถามรายละเอียดล่าสุดกับโรงพยาบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนเข้ารับบริการ

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  • ReproductiveFacts.org by American Society for Reproductive Medicine (ASRM)
    https://www.reproductivefacts.org/news-and-publications/fact-sheets-and-infographics/assisted-reproductive-technologies-booklet/
    ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ รวมถึง GIFT โดยอธิบายว่า GIFT คล้าย IVF แต่ย้ายไข่และอสุจิเข้าสู่ท่อนำไข่ และต้องใช้การส่องกล้องในการทำหัตถการ
  • Kaiser Permanente Health Encyclopedia
    https://healthy.kaiserpermanente.org/health-wellness/health-encyclopedia/he.gamete-and-zygote-intrafallopian-transfer-gift-and-zift.hw202763
    ให้ข้อมูลเกี่ยวกับ GIFT และ ZIFT ขั้นตอนการนำไข่และอสุจิเข้าสู่ท่อนำไข่ การใช้การส่องกล้อง และความแตกต่างระหว่าง GIFT กับ ZIFT
  • Britannica
    https://www.britannica.com/science/gamete-intrafallopian-transfer
    ให้ข้อมูลเกี่ยวกับความหมายของ Gamete Intrafallopian Transfer หรือ GIFT ในฐานะเทคนิคช่วยการเจริญพันธุ์ที่นำไข่และอสุจิเข้าสู่ท่อนำไข่เพื่อให้ปฏิสนธิภายในร่างกาย
  • American Pregnancy Association
    https://americanpregnancy.org/getting-pregnant/gamete-intrafallopian-tube-transfer/
    ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการทำ GIFT ขั้นตอนการนำไข่และอสุจิเข้าสู่ท่อนำไข่ และข้อมูลทั่วไปสำหรับผู้ที่กำลังศึกษาทางเลือกในการรักษาภาวะมีบุตรยาก

ปรึกษาเรื่องการทำ GIFT และภาวะมีบุตรยาก

การทำกิฟต์เป็นหนึ่งในเทคนิคที่ช่วยในการเจริญพันธุ์ แต่ในปัจจุบันด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ก้าวหน้าทำให้การทำกิฟต์ไม่เป็นที่นิยม เนื่องจากการทำกิฟต์มีโอกาสเสี่ยงต่อการผ่าตัดตรงหน้าท้อง และการใช้ยาสลบ รวมไปถึงมีราคาค่อนข้างสูง จึงมีการเปลี่ยนมาใช้วิธีการทำเด็กหลอดแก้ว IVF หรือ ICSI แทนการทำกิฟต์ เพราะช่วยลดความเสี่ยงดังกล่าว และการทำเด็กหลอดแก้วมีความสำเร็จในการตั้งครรภ์มากกว่าการทำกิฟต์

 

ทั้งนี้ผู้ที่สนใจจะเข้ารับการทำเด็กหลอดแก้ว IVF หรือ ICSI รวมไปถึงการฝากไข่ หรือหัตถการอื่น ๆ ควรเข้ารับการปรึกษาแพทย์ก่อนเบื้องต้น เพื่อที่แพทย์จะได้ทำการประเมินอาการ และให้คำแนะนำและวิธีรักษาได้อย่างถูกต้อง และเหมาะสมกับคนไข้แต่ละราย

 

ให้โรงพยาบาลบีเอ็นเอช (BNH Hospital) เป็นหนึ่งในขั้นตอนการวางแผนมีบุตรในอนาคตสำหรับคุณ

 

หากคุณกำลังวางแผนมีบุตร หรือพยายามตั้งครรภ์มานานแต่ยังไม่สำเร็จ สามารถปรึกษาทีมประสานงานด้านการรักษาภาวะมีบุตรยากของโรงพยาบาลบีเอ็นเอช เพื่อประเมินสาเหตุ วางแผนการตรวจ และเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคู่

ดูรายละเอียดศูนย์รักษาผู้มีบุตรยากที่แนะนำและประสานงานโดยโรงพยาบาลบีเอ็นเอช: https://wellnesshealth.club


แนะนำประสานงานโดยทีมงาน โรงพยาบาลบีเอ็นเอช

ที่มีประสบการณ์ดูแลกลุ่มคนไข้ภาวะมีบุตรยากนานกว่า 15 ปี