fbpx

ทำกิฟต์ (GIFT) ขั้นตอนการช่วยมีบุตรในอดีตเป็นอย่างไร? คืออะไร? ต่างกับเด็กหลอดแก้วอย่างไร?

การทำกิ๊ฟท์คืออะไร

การทำกิฟต์ หรือ GIFT เป็นเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ช่วยในการตั้งครรภ์ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในอดีต แต่ในปัจจุบันเทคโนโลยี และวิทยาศาสตร์มีการก้าวหน้ามากขึ้น วิธีการทำกิฟต์จึงได้รับความนิยมน้อยลง 

 

ในบทความนี้ ทีมบีเอ็นเอช (BNH Hospital) จะพามาทำความรู้จักกับการทำกิฟต์ว่าคืออะไร ทำไมเราถึงต้องทำกิฟต์ การทำกิฟต์แตกต่างจากการทำเด็กหลอดแก้วอย่างไร อัตราความสำเร็จสูงแค่ไหน มีขั้นตอนการทำอย่างไร ยังเป็นที่นิยมอยู่ไหม และตอบทุกคำถามสำหรับการทำกิฟต์

Family is where life begins.

คลินิกรักษาผู้มีบุตรยาก และส่งเสริมสุขภาพสตรี

BDMS Wellness Clinic

ที่แนะนำประสานงานโดย "โรงพยาบาลบีเอ็นเอช​"

ทีมงานที่มีประสบการณ์ดูแลกลุ่มคนไข้ภาวะมีบุตรยากนานกว่า 15 ปี Success Rate สูงถึง 50%

(คิดจากจำนวนคนไข้ที่ได้รับการรักษาภาวะมีบุตรยากและได้รับการใส่ตัวอ่อน จนกระทั่งตั้งครรภ์สำเร็จ )

สารบัญบทความ

ทำกิฟต์ คืออะไร

การทำกิฟต์ (Gamete Intrafallopian Transfer : GIFT) คือเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ โดยการดูดเอาไข่ที่ถูกกระตุ้นออกมาจากรังไข่ แล้วนำมาผสมกับตัวอสุจิที่ผ่านการคัดเลือกแล้ว จากนั้นจึงฉีดเข้าไปในท่อนำไข่ทันที เพื่อให้เกิดการปฏิสนธิตามธรรมชาติ เมื่อไข่และอสุจิมีการปฏิสนธิกัน ตัวอ่อนจะเคลื่อนตัวไปตามท่อนำไข่แล้วฝังตัวอยู่ในโพรงมดลูก หลังจากนั้นก็จะเกิดการตั้งครรภ์ในที่สุด

ทำไมถึงต้องทำกิฟต์

ทำไมถึงต้องทำกิฟต์? เนื่องจากการทำกิฟต์เป็นหนึ่งในวิธีการรักษาภาวะผู้มีบุตรยาก (Infertility) หรือมีลูกยากโดยไม่ทราบสาเหตุ โดยสาเหตุอาจเกิดได้จากทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิง เช่น ฝ่ายหญิงมีปัญหาเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดปกติ (Endometriosis) หรือมีปัญหาเกี่ยวกับระบบสืบพันธุ์ จำพวก การตกไข่ หรือฝ่ายชายมีปัญหาจำนวนเชื้ออสุจิน้อยหรือไม่แข็งแรง การทำกิฟต์จึงสามารถช่วยแก้ปัญหาการมีบุตรยากได้

 

ใครบ้างที่เหมาะกับการทำกิฟต์

  • ฝ่ายหญิงมีปัญหาเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดปกติ (Endometriosis)
  • ฝ่ายหญิงมีปัญหาการตกไข่ หรือปัญหาเกี่ยวกับระบบสืบพันธุ์
  • ฝ่ายชายมีปัญหาเรื่องคุณภาพเชื้ออสุจิ เช่น มีจำนวนน้อย หรือไม่แข็งแรง
  • ฝ่ายหญิงมีท่อนำไข่ (Fallopian Tube) ที่มีสภาพสมบูรณ์หรือใช้งานได้อย่างน้อยหนึ่งข้าง
  • คู่สมรสที่มีปัญหาภาวะมีบุตรยาก
  • คู่สมรสที่มีปัญหาภาวะมีบุตรยากโดยไม่ทราบสาเหตุ

การทำกิฟต์ต่างจากเด็กหลอดแก้วอย่างไร

ทำกิ๊ฟแตกต่างกับเด็กหลอดแก้วยังไง

การทำกิฟต์ (GIFT) จะเป็นเทคนิคช่วยการตั้งครรภ์ โดยการเจาะหน้าท้องฝ่ายหญิงเพื่อนำเอาไข่และอสุจิมาผสมกันข้างนอก แล้วค่อยฉีดกลับไปที่ท่อนำไข่ เพื่อให้เกิดการปฏิสนธิกันตามธรรมชาติ ดังนั้นผู้ป่วยจึงต้องเข้าห้องผ่าตัด มีการใช้ยาสลบ และมีการกรีดแผลเล็กๆ ที่หน้าท้อง ผู้ป่วยจะต้องนอนโรงพยาบาล 1 คืน จึงสามารถกลับบ้านได้ ในขณะที่ การทำเด็กหลอดแก้ว IVF (In-Vito Fertilization) หรือ ICSI (Intracytoplasmic Sperm Injection) จะเป็นเทคนิคที่พัฒนากว่า เป็นการปฏิสนธิภายนอกร่างกาย ใช้วิธีดูดไข่ออกมาทางช่องคลอดโดยที่ไม่มีการผ่าหน้าท้อง ผู้ป่วยพักฟื้นแค่ 1-2 ชั่วโมงก็กลับบ้านได้ 

 

อ่านบทความเพิ่มเติมเกี่ยวกับการทำเด็กหลอดแก้ว ICSI และ IVF ได้ที่ : บทความ ICSI / บทความ IVF

ในปัจจุบันจึงมักนิยมทำด้วยวิธีเด็กหลอดแก้ว IVF หรือ ICSI เพื่อลดความเสี่ยงต่อการผ่าตัดและไม่ต้องนอนโรงพยาบาล แพทย์จึงไม่แนะนำให้ใช้วิธีการทำกิฟต์แล้ว อีกทั้งวิธีการทำเด็กหลอดแก้วอย่าง IVF หรือ ICSI มีอัตราการประสบความสำเร็จในตั้งครรภ์มากกว่าการทำกิฟต์ 

แล้วการทำกิฟต์ (Gift) ต่างกับการทำซิฟต์ (Zift) อย่างไร?

หลายๆ คนเคยได้ยินคำว่า ‘ทำซิฟต์ (Zift)’ มากันบ้าง อาจสงสัยว่าการทำซิฟต์แตกต่างจากการทำกิฟต์อย่างไร 

 

การทำซิฟต์นั้นเป็นวิธีการที่แน่ใจว่าได้มีการผสมกันระหว่างไข่กับตัวอสุจิ โดยการเก็บเอาเซลล์ไข่และเชื้ออสุจิมาผสมกันให้เกิดการปฏิสนธิภายนอกร่างกายก่อน แล้วจึงเลี้ยงตัวอ่อนให้ถึงระยะไซโกต (Zygote) จากนั้นจึงนำตัวอ่อนในระยะไซโกตใส่กลับเข้าไปในท่อนำไข่ เพื่อให้เดินทางไปฝังตัวที่โพรงมดลูก ซึ่งจะแตกต่างจากการทำกิฟต์ตรงที่ การทำกิฟต์นั้นปล่อยให้ไข่และอสุจิปฏิสนธิกันเองภายในท่อนำไข่ 

 

ดังนั้น ความแตกต่างระหว่างการทำกิฟต์และการทำซิฟต์นั้นอยู่ที่วิธีการปฏิสนธินั่นเอง ทั้งนี้ทางการแพทย์ในปัจจุบันหันไปทำเด็กหลอดแก้วกันมากขึ้น การทำกิฟต์และการทำซิฟต์จึงไม่ได้รับความนิยมในปัจจุบันแล้ว 

ขั้นตอนการทำ GIFT

ในขั้นตอนการทำกิฟต์มีขั้นตอนการฉีดยากระตุ้นไข่เช่นเดียวกันกับการทำเด็กหลอดแก้ว แต่มีความแตกต่างกันตรงวิธีการเก็บไข่ โดยขั้นตอนการทำกิฟต์มีหลักๆ ดังนี้

 

1. การกระตุ้นรังไข่ (Ovary stimulation)

ในขั้นตอนการกระตุ้นรังไข่นั้นจะเริ่มทำเมื่อมีประจำเดือน โดยแพทย์จะเริ่มฉีดยากระตุ้นไข่ เช่น Gonal F, Puregon, Pergoveris, Follitrope ซึ่งปริมาณยาที่แพทย์จะฉีดให้กับคนไข้นั้น จะพิจารณาจากอายุและผลฮอร์โมนฝ่ายหญิงเป็นรายบุคคล 

 

ปกติแล้วระยะเวลาที่ให้ยากระตุ้นรังไข่จะให้นานประมาณ 7-10 วัน ขึ้นอยู่กับการตอบสนองต่อยาของคนไข้แต่ละคน แพทย์จะตรวจติดตามอาการหลังจากฉีดยากระตุ้นไข่ ด้วยการตรวจอัลตราซาวด์หลังจากฉีดยาไปแล้ว 

 

หลังจากนั้นแพทย์จะทำตรวจเลือดดูระดับฮอร์โมน FSH, E2, LH หากได้ไข่ที่มีจำนวนและขนาดใหญ่เหมาะสมตามที่แพทย์ต้องการแล้ว จะกระตุ้นการตกไข่โดยการฉีดยาเพื่อให้ไข่ตก โดยการฉีด hCG เมื่อเวลาผ่านไป 34-36 ชั่วโมง แพทย์จะทำการเก็บไข่โดยการเจาะไข่

 

2. การเจาะไข่

เมื่อเข้าสู่ขั้นตอนการเจาะไข่ แพทย์จะใช้เข็มเจาะถุงไข่แล้วดูดเอาไข่ภายในถุงออกมา โดยการนำไข่ออกมานั้นมี 2 วิธี ดังนี้

 

2.1 การเจาะผ่านหน้าท้อง โดยอาศัยกล้องตรวจผ่านช่องท้อง สามารถเห็นรังไข่ได้ชัดเจน แล้วใช้เข็มเจาะดูดไข่โดยตรง

 

2.2 การเจาะผ่านผนังช่องคลอด โดยอาศัยเครื่องอัลตราซาวด์ที่มีเข็มเจาะแล้วจึงดูดไข่ที่ติดอยู่ที่หัวตรวจทางช่องคลอด

 

3. การย้ายเซลล์ไข่และอสุจิเข้าสู่ท่อนำไข่

ในขั้นตอนการย้ายเซลล์ไข่และอสุจิเข้าสู่ท่อนำไข่ ส่วนใหญ่จะใช้การผ่าตัดส่องกล้องช่องท้อง (Laparoscopic Surgery) เป็นหลัก โดยจะเจาะหน้าท้องฝ่ายหญิงเพื่อนำเอาไข่และอสุจิมาผสมกันข้างนอก แล้วค่อยฉีดกลับไปที่ท่อนำไข่ เพื่อให้เกิดการปฏิสนธิกันตามธรรมชาติ ในปัจจุบันวิธีนี้ไม่เป็นที่นิยมแล้ว

 

4. การให้ฮอร์โมนในระยะหลังการทำ

เมื่อเสร็จสิ้นขั้นตอนการย้ายเซลล์ไข่ แพทย์จะให้ฮอร์โมนช่วยในการฝังตัวของตัวอ่อน หลังจากนั้น 12 วัน แพทย์จะทำการตรวจวัดระดับ hCG เพื่อทดสอบการตั้งครรภ์ต่อไป

โอกาสสำเร็จการทำกิฟต์

ความสำเร็จนการทำกิ๊ฟ

โอกาสความสำเร็จในการทำกิฟต์นั้นขึ้นอยู่กับอายุ ความพร้อมทางด้านร่างกาย สุขภาพ รวมไปถึงภาวะมีบุตรยากที่เกิดกับฝ่ายหญิงหรือฝ่ายชายด้วย เฉลี่ยแล้วผู้หญิงที่มีอายุน้อยจะมีสุขภาพไข่ที่ดีกว่าผู้หญิงที่มีอายุมาก โดยอัตราเฉลี่ยความสำเร็จในการทำกิฟต์ของผู้หญิงอายุต่ำกว่า 38 ปี จะอยู่ที่ 37% ในขณะที่ผู้หญิงอายุมากกว่า 39 ปี จะอยู่ที่ 24% 

 

ในปัจจุบันทางการแพทย์จึงหันมาใช้เทคนิคการทำเด็กหลอดแก้ว IVF หรือ ICSI กันเป็นส่วนมาก เพื่อลดความเสี่ยงในการเข้ารับการผ่าตัดหน้าท้อง โดยเฉพาะการทำเด็กหลอดแก้วแบบ ICSI เพราะมีอัตราความสำเร็จในการตั้งครรภ์สูงที่สุด ประกอบกับการฝากไข่ หากผู้ที่เข้ารับการฝากไข่เข้าฝากไข่ตั้งแต่อายุน้อย ก็จะยิ่งเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์

 

สามารถอ่านเพิ่มเติมอัตราความสำเร็จของการทำ ICSI ได้ที่ : อัตราความสำเร็จในการทำ ICSI

ขั้นตอนการปฏิบัติตัวหลังทำ GIFT

หลังจากเสร็จสิ้นกระบวนการการทำกิฟต์ ควรพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่ควรยกของหนัก และควรงดการออกกำลังกายในช่วงแรก หากพบความผิดปกติ เช่น มีไข้สูง ปวดท้องอย่างรุนแรง ปัสสาวะลำบาก เป็นต้น ควรรีบเข้าไปพบแพทย์ทันที ห้ามซื้อยารับประทานเอง

อาการที่พบได้หลังทำ GIFT

  • หลังจากการผ่าตัดอาจเกิดอาการแทรกซ้อนได้ เช่น อาการปวด มีแผลและมีเลือดไหล
  • อาจเกิดการตั้งครรภ์นอกมดลูก 
  • อาจเกิดการตั้งครรภ์ลูกแฝดตั้งแต่สองคนขึ้นไป ซึ่งอาจเกิดการเสี่ยงแท้งหรือภาวะแทรกซ้อนอื่นระหว่างการตั้งครรภ์ได้สูงกว่าปกติ
  • ในบางรายอาจได้รับผลข้างเคียงจากการใช้ยา เช่น ปวดหัว เวียนหัว มีอารมณ์แปรปรวน เป็นต้น

ค่าใช้จ่าย

เนื่องจากในอดีตการสถานให้บริการรักษาผู้มีบุตรยากด้วยกระบวนการช่วยเจริญพันธุ์ หรือการทำกิฟต์นั้นยังมีไม่แพร่หลาย ประกอบกับเทคโนโลยีที่ยังไม่ก้าวหน้ามากนัก การทำกิฟต์จึงมีราคาค่อนข้างสูง ประมาณ 500,000 บาท ขึ้นไป

 

แต่ในปัจจุบันโรงพยาบาลหลายๆ ที่ได้ยกเลิกให้บริการการทำกิฟต์แล้ว และเปลี่ยนมาทำเด็กหลอดแก้ว ICSI แทน เนื่องจากช่วยลดความเสี่ยงและมีความปลอดภัยสูง นอกจากนี้การทำเด็กหลอดแก้วด้วยวิธี ICSI เป็นวิธีการทำเด็กหลอดแก้วที่ให้ผลสูงสุดในปัจจุบันอีกด้วย

 

สามารถศึกษารายละเอียดราคาแพคเกจ ICSI ได้ที่นี่ : ราคาแพคเกจ ICSI

คำถามที่พบบ่อยจากคนไข้

คำถาม : เมื่อต้องการมีบุตรโดยวิธีการทำกิฟต์ ต้องใช้เอกสารอะไรบ้าง

คำตอบ : ปัจจุบันหลายๆ โรงพยาบาลไม่นิยมทำกิฟต์กันแล้ว มีการเปลี่ยนมาทำเด็กหลอดแก้ว แต่เอกสารสำคัญที่ต้องเตรียมในการทำกระบวนการที่เกี่ยวกับการช่วยเจริญพันธุ์ทางการแพทย์คือ ทะเบียนสมรส

 

คำถาม : คู่รักหญิงหญิง สามารถมีบุตรด้วยวิธีการทำกิฟต์ได้หรือไม่

คำตอบ : คู่รักหญิงหญิงยังไม่สามารถมีบุตรด้วยการทำกิฟต์ได้ เนื่องจากการเข้ารับกระบวนการที่เกี่ยวกับการช่วยเจริญพันธุ์ทางการแพทย์จำเป็นต้องใช้ทะเบียนสมรส ตามกฎหมายประเทศไทย ยังไม่อนุญาตให้เพศเดียวกันจดทะเบียนสมรสได้ ดังนั้นคู่รักหญิงหญิง หรือคู่รักชายชาย ยังไม่สามารถมีบุตรด้วยการทำกิฟต์หรือกระบวนการเด็กหลอดแก้วได้ในปัจจุบัน

 

คำถาม : เด็กที่เกิดจากการทำกิฟต์ จะมีความผิดปกติหรือแตกต่างจากเด็กที่เกิดจากการตั้งครรภ์โดยธรรมชาติหรือไม่

คำตอบ : จากการศึกษาพบว่า ไม่มีความแตกต่างกัน ทั้งเรื่องการเจริญเติบโต พัฒนาการ หรือความผิดปกติต่างๆ

สรุป

การทำกิฟต์เป็นหนึ่งในเทคนิคที่ช่วยในการเจริญพันธุ์ แต่ในปัจจุบันด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ก้าวหน้าทำให้การทำกิฟต์ไม่เป็นที่นิยม เนื่องจากการทำกิฟต์มีโอกาสเสี่ยงต่อการผ่าตัดตรงหน้าท้อง และการใช้ยาสลบ รวมไปถึงมีราคาค่อนข้างสูง จึงมีการเปลี่ยนมาใช้วิธีการทำเด็กหลอดแก้ว IVF หรือ ICSI แทนการทำกิฟต์ เพราะช่วยลดความเสี่ยงดังกล่าว และการทำเด็กหลอดแก้วมีความสำเร็จในการตั้งครรภ์มากกว่าการทำกิฟต์

 

ทั้งนี้ผู้ที่สนใจจะเข้ารับการทำเด็กหลอดแก้ว IVF หรือ ICSI รวมไปถึงการฝากไข่ หรือหัตถการอื่นๆ ควรเข้ารับการปรึกษาแพทย์ก่อนเบื้องต้น เพื่อที่แพทย์จะได้ทำการประเมินอาการ และให้คำแนะนำและวิธีรักษาได้อย่างถูกต้อง และเหมาะสมกับคนไข้แต่ละราย

 

ให้โรงพยาบาลบีเอ็นเอช (BNH Hospital) เป็นหนึ่งในขั้นตอนการวางแผนมีบุตรในอนาคตสำหรับคุณ

ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยาก ที่แนะนำ ประสานงานโดย โรงพยาบาลบีเอ็นเอช : https://wellnesshealth.club

Family is where life begins.

คลินิกรักษาผู้มีบุตรยาก และส่งเสริมสุขภาพสตรี

BDMS Wellness Clinic

ที่แนะนำประสานงานโดย "โรงพยาบาลบีเอ็นเอช​"

ทีมงานที่มีประสบการณ์ดูแลกลุ่มคนไข้ภาวะมีบุตรยากนานกว่า 15 ปี Success Rate สูงถึง 50%

(คิดจากจำนวนคนไข้ที่ได้รับการรักษาภาวะมีบุตรยากและได้รับการใส่ตัวอ่อน จนกระทั่งตั้งครรภ์สำเร็จ )

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายคุกกี้ และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง

ยินยอมทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง
    เปิดใช้งานตลอด

    เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับเว็บไซต์ของเรา เนื่องจากคุกกี้เหล่านี้ทำให้เว็บเซิร์ฟเวอร์สามารถตอบสนองต่อการกระทำของท่านได้ อีกทั้งยังช่วยในการแสดงผลหน้าเว็บต่อท่าน และยังรวมถึงมอบประสบการณ์ที่สอดคล้องในระหว่างการท่องเว็บไซต์ คุกกี้เหล่านี้จะคงอยู่จนกว่าจะสิ้นสุดการเยี่ยมชมของท่านและจะถูกลบอัตโนมัติทันที
    รายชื่อคุกกี้ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์/เพื่อประสิทธิภาพ

    ช่วยให้เราสามารถตรวจสอบประสิทธิภาพการทำงานของเว็บไซต์ของเราด้วยจำนวนครั้งการเข้าดูหน้าเว็บและจำนวนผู้เข้าใช้งานเว็บไซต์ โดยบริการวิเคราะห์เว็บจะวิเคราะห์รูปแบบพฤติกรรมของผู้ใช้ ซึ่งเราจะใช้ข้อมูลดังกล่าวในการปรับปรุงประสบการณ์การใช้งานของผู้ใช้หรือค้นหาส่วนต่าง ๆ ของเว็บไซต์ที่ควรได้รับการปรับปรุง อย่างไรก็ตามข้อมูลดังกล่าวไม่สามารถระบุถึงตัวบุคคลได้ (กล่าวคือ เป็นข้อมูลที่ไม่สามารถใช้เพื่อระบุตัวตนของท่านและไม่มีการเก็บรวบรวมหรือประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล เช่น ชื่อ และที่อยู่อีเมลของท่าน) และข้อมูลเหล่านี้ใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางสถิติเท่านั้น
    รายชื่อคุกกี้เพื่อการวิเคราะห์/เพื่อประสิทธิภาพ

  • คุกกี้เพื่อช่วยในการใช้งาน

    ช่วยให้เรารับรู้เมื่อท่านกลับมาเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเรา ด้วยข้อมูลนี้เราจึงสามารถปรับแต่งเว็บไซต์ของเราให้เป็นไปตามความต้องการของท่านได้ เพื่ออำนวยความสะดวกในการเยี่ยมชมของท่านให้มีประสิทธิภาพและเฉพาะเจาะจงสำหรับท่านมากขึ้น ซึ่งโดยทั่วไปแล้วข้อมูลที่รวบรวมโดยคุกกี้เหล่านี้จะไม่สามารถระบุตัวตนของท่านได้
    รายชื่อคุกกี้เพื่อช่วยในการใช้งาน

  • คุกกี้เพื่อการโฆษณา

    จะอยู่บนอุปกรณ์ของท่านเพื่อบันทึกหน้าเว็บไซต์หรือลิงค์ที่ท่านได้เยี่ยมชมหรือติดตาม ข้อมูลที่ได้จะถูกใช้เพื่อปรับแต่งเว็บไซต์ของเราและแคมเปญโฆษณาของเราเพื่อให้เหมาะกับความสนใจของท่าน
    คุกกี้เพื่อการโฆษณา

บันทึก