fbpx

ฝากไข่ (Egg Freezing) การวางแผนเพื่ออนาคตสำหรับคนอยากมีลูกแต่ยังไม่พร้อม

ฝากไข่ คือ หนึ่งในทางเลือกเพื่อการวางแผนในอนาคตสำหรับผู้ที่อยากมีบุตรแต่ยังไม่พร้อม หรือผู้ที่มีภาวะมีบุตรยาก รวมไปถึงผู้ที่มีโรคประจำตัวต่างๆ

ในบทความนี้ ทีมบีเอ็นเอช (BNH Hospital) จะพามาทำความรู้จักกับการฝากไข่คืออะไร ทำไมเราถึงต้องฝากไข่ มีข้อดีข้อเสียอย่างไร มีขั้นตอนการปฏิบัติตัวอย่างไรเมื่อจะทำการฝากไข่ รวมไปถึงขั้นตอนการฝากไข่ และตอบทุกคำถามสำหรับการฝากไข่

ฝากไข่
สารบัญบทความ

ฝากไข่ คืออะไร?

 

ฝากไข่ (Oocyte Cryopreservation หรือ Egg Freezing) หรือ การแช่แข็งเซลล์ไข่ เป็นหนึ่งในวิธีที่ช่วยรักษาคุณภาพเซลล์ไข่ผู้หญิง เพื่อให้สามารถเก็บไข่เอาไว้ใช้สำหรับการตั้งครรภ์ในอนาคตได้ โดยแพทย์จะทำการดูดเอาไข่สุขภาพดีของผู้หญิงในวัยเจริญพันธุ์ออกมาจากรังไข่ และนำไปแช่แข็งไว้ที่อุณหภูมิ -196 องศาเซลเซียส และจะนำไข่ออกมาเพื่อใช้ปฏิสนธิกับอสุจิฝ่ายชาย เมื่อผู้ฝากไข่ต้องการตั้งครรภ์

ทำไมถึงต้องฝากไข่

ทำไมถึงต้องฝากไข่? ตามธรรมชาติแล้วเมื่ออายุเพิ่มขึ้น ไข่ของผู้หญิงจะมีคุณภาพน้อยลงและมีการลดจำนวนลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะผู้หญิงที่มีอายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป ส่งผลให้เกิดการมีบุตรยากขึ้น ถ้าหากว่าอายุเกิน 40 ปีแล้วไม่มีประจำเดือน นั่นคือการก้าวสู่วัยทอง (Menopause) รังไข่จะเริ่มหยุดการทำงาน ดังนั้น ผู้ที่ต้องการวางแผนจะมีลูกควรเข้ารับการฝากไข่ให้เร็วที่สุด ไม่ควรเกินอายุ 40 ปี แต่หากว่าอายุประมาณ 45-55 ปี ก็สามารถฝากไข่ได้ ทั้งนี้ควรเข้ารับการปรึกษากับแพทย์โดยตรง

 

การฝากไข่สามารถวางแผน และเลือกช่วงเวลาการมีลูกที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ โดยเฉพาะผู้หญิงที่มีอายุระหว่าง 20-35 ปี เพราะจะช่วยลดความเสี่ยงของลูกที่อาจเกิดมามีความผิดปกติของโครโมโซมเนื่องจากอายุที่มากขึ้นอีกด้วย

 

ยิ่งเราฝากไข่เร็วเท่าไหร่ไข่ก็จะยิ่งมีประสิทธิภาพช่วยเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ ต่อให้เรามีอายุที่เพิ่มมากขึ้น ก็ยังสามารถใช้ใข่ในอายุที่น้อยกว่าได้ เช่น เมื่อมาฝากไข่ตอนอายุ 30 ปี แต่ยังไม่มีแผนตั้งครรภ์ ก็สามารถเก็บไข่แช่แข็งในช่วงอายุ 30 ปีไว้ได้ หากอายุ 40 ปี และพร้อมมีลูก ก็สามารถนำไข่ในอายุ 30 ปี มาใช้สำหรับการทำเด็กหลอดแก้ว ICSI เพื่อการตั้งครรภ์ในอนาคตได้

 

นอกจากนี้ค่านิยมการมีลูกเปลี่ยนไป ผู้หญิงในปัจจุบันนิยมแต่งงานช้าลง มีลูกช้าลง เนื่องจากปัจจัยทางสังคมต่างๆ ทำให้ความพร้อมในการมีลูกช้าลง บางคนก็อายุมากแล้ว แต่ในทางกลับกันสภาพร่างกายคนเราจะลดประสิทธิภาพลงเรื่อยๆ ดังนั้นผู้ที่วางแผนจะมีบุตรจึงควรเข้ารับการฝากไข่ตั้งแต่เนิ่นๆ

Family is where life begins.

คลินิกรักษาผู้มีบุตรยาก และส่งเสริมสุขภาพสตรี

BDMS Wellness Clinic

ที่แนะนำประสานงานโดย "โรงพยาบาลบีเอ็นเอช​"

ทีมงานที่มีประสบการณ์ดูแลกลุ่มคนไข้ภาวะมีบุตรยากนานกว่า 15 ปี Success Rate สูงถึง 50%

(คิดจากจำนวนคนไข้ที่ได้รับการรักษาภาวะมีบุตรยากและได้รับการใส่ตัวอ่อน จนกระทั่งตั้งครรภ์สำเร็จ )

ใครบ้างที่ควรเข้ารับการฝากไข่

  • ผู้ที่ยังไม่พร้อมที่จะมีลูกในตอนนี้ หรือผู้ที่วางแผนจะมีลูกในอนาคต
  • ผู้ที่ต้องการมีลูกด้วยการทำเด็กหลอดแก้ว ICSI IVF ในอนาคต 
  • ผู้ที่มีโรคเรื้อรังบางอย่าง หรือเป็นโรคมะเร็ง ที่ต้องรักษาด้วยการให้ยาเคมีบำบัดหรือการฉายแสงซึ่งอาจจะเป็นอันตรายต่อรังไข่ได้
  • ผู้ที่มีปัญหาต้องได้รับการผ่าตัดรังไข่ เช่น เป็นซีสต์ มีเนื้องอกที่รังไข่ ซึ่งจะทำให้มีจำนวนไข่ลดลงหลังการผ่าตัด
  • ผู้ที่มีปัญหาทางพันธุกรรม ทำให้รังไข่เสื่อมเร็ว หรือเข้าสู่วัยหมดประจำเดือนเร็ว ในกรณีนี้ควรสังเกตคนในครอบครัว ถ้าแม่หรือพี่สาวที่เข้าสู่วัยหมดประจำเดือนเร็ว เราก็มีแนวโน้มที่จะมีภาวะรังไข่เสื่อมเร็วได้เช่นกัน
  • ผู้ที่เข้าข่ายภาวะมีบุตรยาก

ทำไมผู้หญิงถึงเลือกวางแผนมีลูกควรฝากไข่

ทำไมผู้หญิงที่เลือกวางแผนมีลูกในอนาคตควรฝากไข่? ตามธรรมชาติแล้วเมื่อผู้หญิงมีอายุเพิ่มขึ้น ไข่ของผู้หญิงจะมีคุณภาพน้อยลงและมีการลดจำนวนลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะผู้หญิงที่มีอายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป ส่งผลให้เกิดการมีบุตรยากขึ้น ถ้าหากว่าอายุเกิน 40 ปีแล้วไม่มีประจำเดือน นั่นคือการก้าวสู่วัยทอง (Menopause) รังไข่จะเริ่มหยุดการทำงาน ดังนั้น ผู้ที่ต้องการวางแผนจะมีลูกควรเข้ารับการฝากไข่ให้เร็วที่สุด ไม่ควรเกินอายุ 40 ปี แต่หากว่าอายุเกิน 40 ปีก็สามารถฝากไข่ได้ แต่ทั้งนี้ควรเข้ารับการปรึกษากับแพทย์โดยตรง

 

ยิ่งเราฝากไข่เร็วเท่าไหร่ไข่ก็จะยิ่งมีประสิทธิภาพช่วยเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ ต่อให้เรามีอายุที่เพิ่มมากขึ้น ก็ยังสามารถใช้ใข่ในอายุที่น้อยกว่าได้ เช่น เมื่อมาฝากไข่ตอนอายุ 30 ปี แต่ยังไม่มีแผนตั้งครรภ์ ก็สามารถเก็บไข่แช่แข็งในช่วงอายุ 30 ปีไว้ได้ หากอายุ 40 ปี และพร้อมมีลูก ก็สามารถนำไข่ในอายุ 30 ปี มาใช้สำหรับการทำเด็กหลอดแก้วเพื่อการตั้งครรภ์ในอนาคตได้

การเตรียมตัวก่อนฝากไข่

การเตรียมตัวก่อนฝากไข่

การเตรียมตัวก่อนเริ่มกระบวนการฝากไข่มีดังนี้

  1. รับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ แป้งน้อย น้ำตาลน้อย อาหารที่มีโปรตีนสูง ลดขนมขบเคี้ยว การเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์จะช่วยสร้างสมดุลให้กับร่างกาย
  2. ไม่ควรรับประทานอาหารหลัง 6 โมงเย็น 
  3. รับประทานวิตามิน อาหารเสริม ได้แก่ Astaxanthin, CO-Q10, Methyl Folate และ Vitamin D หรือ Pregnable F Begin ในขั้นตอนนี้สามารถปรึกษาแพทย์เรื่องการรับประทานวิตามินและอาหารเสริมได้
  4. พักผ่อนให้เพียงพอ ลดความเครียด ฝึกควบคุมและจัดการกับความเครียด
  5. การรับแสงแดดให้เพียงพอในตอนเช้า อย่างน้อยเป็นเวลา 30 นาทีทุกวัน จะช่วยกระตุ้นจังหวะการหลับตื่น (Sleep Cycle) ให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถช่วยให้เรานอนหลับพักผ่อนได้ดียิ่งขึ้น 
  6. อย่างไรก็ตามควรเข้ามาปรึกษาแพทย์ก่อน เพื่อที่แพทย์จะได้ประเมินอาการ และให้คำปรึกษาในการดูแลก่อนการเริ่มกระบวนทั้งหมดของการฝากไข่

ขั้นตอนการทำ ฝากไข่อย่างละเอียด

ขั้นตอนการฝากไข่มี 5 ขั้นตอนหลักๆ ดังนี้

 

1. การตรวจเลือดและฮอร์โมนต่างๆ เพื่อเตรียมความพร้อม (Preparation Part)

เมื่อประจำเดือนมาวันที่ 2 หรือ 3 ควรเข้ามาปรึกษาแพทย์เพื่อเริ่มกระบวนการตรวจร่างกายต่างๆ ดังนี้

1.1 เจาะเลือดเพื่อหาโรคติดเชื้อ

1.1.1 ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (Complete blood count: CBC)

1.1.2 ตรวจกรุ๊ปเลือด (Blood Group)

1.1.3 ตรวจหมู่เลือดอาร์เอช (Rh Group )

1.1.4 ตรวจหาเชื้อไวรัสเอชไอวี (Anti-HIV)

1.1.5 ตรวจหาเชื้อซิฟิลิส ด้วยวิธี VDRL

1.1.6 ตรวจหาโรคไวรัสตับอักเสบ (HBsAg)

1.1.7 ตรวจหาไวรัสตับอักเสบซี (Anti HCV)

1.1.8 ตรวจหาโรคหัดเยอรมัน (Rubella IgG)

1.1.9 ตรวจหาโรคธาลัสซีเมีย (Hemoglobin typing)

1.2 ตรวจ LAB ANC (Absolute Neutrophil Count : ANC) ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดขาว

1.3 ตรวจเลือดวัดระดับฮอร์โมนของรังไข่ ซึ่งจะตรวจทั้ง E2 (Estradiol), LH (Luteinizing 

Hormone), FSH (Follicle Stimulating Hormone), PRL (Prolactin)

1.4 ตรวจอัลตราซาวด์ทางช่องคลอด (Transvaginal Ultrasound : TVS)

1.5 ตรวจวัดระดับฮอร์โมนที่บ่งบอกปริมาณสำรองของไข่ที่เหลืออยู่ในรังไข่ (Anti Mullerian Hormones : AMH)

2. การกระตุ้นรังไข่ (Ovarian Stimulation Part)

 

หลังจากที่ทำการตรวจร่างกายเรียบร้อยแล้ว ก็จะเริ่มกระบวนการฉีดยากระตุ้นไข่ โดยมียาที่ใช้สำหรับกระตุ้นไข่ คือ Gonal F, Puregon, Pergoveris, Follitrope ซึ่งปริมาณยาและตัวยาในการฉีด แพทย์จะพิจารณาจากอายุและผลฮอร์โมน ในขณะเดียวกันแพทย์จะฉีดยา Orgalutran เพื่อช่วยป้องกันไม่ให้เกิดไข่ตกก่อนเวลาร่วมด้วย

หลังจากนั้นประมาน 3-5 วัน แพทย์จะทำการตรวจติดตามอาการโดยการเจาะเลือดเพื่อดูฮอร์โมน FSH, E2, LH อีกครั้ง และตรวจอัลตราซาวด์ดูการเจริญเติบโตของไข่ (Transvaginal Ultrasound) ต่อยากระตุ้นไข่ หากได้ขนาดใหญ่เหมาะสมตามที่แพทย์ต้องการแล้ว จะทำการฉีดยาเพื่อทำให้ไข่ตก

ตามปกติแล้วกระบวนการกระตุ้นรังไข่จะใช้ระยะเวลาในการฉีดประมาน 8-9 วัน ขึ้นอยู่กับการตอบสนองต่อยาของคนไข้แต่ละคน

 

3. ติดตามขนาดไข่

หลังจากการกระตุ้นรังไข่ประมาณ 3-5 วัน แพทย์จะทำการตรวจติดตามอาการโดยการเจาะเลือดเพื่อดูฮอร์โมน FSH, E2, LH อีกครั้ง และตรวจอัลตราซาวด์ติดตามดูการเจริญเติบโตของไข่ (Transvaginal Ultrasound) ต่อยากระตุ้นไข่ หากได้ขนาดใหญ่เหมาะสมตามที่แพทย์ต้องการแล้ว จะทำการฉีดยาเพื่อทำให้ไข่ตก

 

4. ฉีดยากระตุ้นไข่ให้ตก (Ovulation Induction : OI)

เมื่อได้ไข่ที่มีขนาดใหญ่เหมาะสมตามที่แพทย์ต้องการแล้ว จะทำการฉีดยาเพื่อทำให้ไข่พร้อมสำหรับการเก็บไข่ โดยมีตัวยาที่ใช้คือ hcG, Ovidrel, Diphereline, หรือ Cetrotide ซึ่งตัวยาและปริมาณที่แพทย์จะทำการฉีดให้นั้น จะพิจารณาจากอายุและผลฮอร์โมนเป็นรายบุคคล  

 

5. การเก็บไข่ (Egg Retrieval)

หลังจากฉีดยาให้ไข่ตก ประมาณ 34-36 ชั่วโมง แพทย์จะทำการเก็บไข่โดยการใช้การอัลตราซาวด์เพื่อดูตำแหน่งไข่ให้ชัดเจน แล้วจึงค่อยนำเข็มที่ใช้ในการเก็บไข่สอดเข้าไปที่รังไข่ แล้วใช้เข็มดูดเซลล์ไข่ออกมา

การเก็บไข่เป็นการทำหัตถการขนาดเล็ก จึงมีการใช้ยาสลบ โดยขั้นตอนการเก็บไข่ ใช้เวลาประมาณ 30 นาที หลังจากการเก็บไข่ ควรพักฟื้นอยู่ในห้องพักฟื้น 1-2 ชั่วโมง

การเตรียมตัวก่อนการเริ่มเก็บไข่

  1. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ทำจิตใจให้สดชื่น
  2. งดทาสีเล็บ งดแต่งหน้า ห้ามใส่เครื่องประดับและคอนแทคเลนส์ เนื่องจากแพทย์ต้องทำการประเมินสภาวะการได้รับออกซิเจนทางปลายนิ้วมือ นิ้วเท้า และใบหน้า
  3. ก่อนถึงกำหนดเวลาเก็บไข่ ควรงดน้ำ งดอาหารทุกชนิด อย่างน้อย 8 ชั่วโมง
  4. ในบางรายที่มีจำนวนไข่มาก แนะนำให้ดื่มน้ำไม่เกินวันละ 1 ลิตร และรับประทานโปรตีนเพื่อป้องกันภาวะที่ร่างกายบวมน้ำอันเป็นผลจากการที่รังไข่ถูกกระตุ้นมากเกินไป

6. แช่แข็งไข่ (Embryo Freezing)

เมื่อดูดเซลล์ไข่ออกมาแล้ว จะทำการนำเอาหลอดแก้วบรรจุเซลล์ไข่ไว้ แล้วจึงนำไปไปแช่แข็งไว้ที่อุณหภูมิ -196 องศาเซลเซียส และจะนำไข่ออกมาเพื่อใช้ปฏิสนธิกับอสุจิฝ่ายชาย เมื่อผู้ฝากไข่ต้องการตั้งครรภ์

ข้อดีของการฝากไข่

ฝากไข่ข้อดี
  • การฝากไข่ช่วยลดโอกาสที่เด็กจะเกิดมามีความผิดปกติของโครโมโซมและลดโอกาศที่เด็กจะเกิดมาเป็นดาวน์ซินโดรมได้ 
  • เพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์เมื่ออายุมากขึ้น เพราะยิ่งอายุเพิ่มมากขึ้นจำนวนและคุณภาพของไข่จะลดลงเรื่อยๆ
  • การฝากไข่สามารถฝากได้สูงสุดถึง 10 ปี ทำให้วางแผนการมีลูกได้ด้วยตนเอง เนื่องจากสามารถกำหนดช่วงอายุที่จะตั้งครรภ์ได้

ข้อจำกัดการฝากไข่

  • อาจเกิดผลข้างเคียงจากขั้นตอนการเก็บไข่ได้

ขั้นตอนการปฏิบัติตัวหลังฝากไข่

อาการที่พบได้หลังฝากไข่

  • ภายหลังจากตื่นอาจมีอาการคลื่นไส้ได้เล็กน้อย แนะนำให้นอนพักในห้องพักประมาณ 1 – 2 ชั่วโมงก่อนกลับบ้าน
  • หากมีอาการปวด สามารถรับประทานยาแก้ปวดที่จัดไว้ให้
  • ในบางรายอาจมีอาการปวดหน่วงที่ท้องน้อยหรือแน่นท้องได้ ซึ่งควรปรึกษาแพทย์ให้ฉีดยา 
  • รับประทานยา หรือเหน็บยาตามที่แพทย์กำหนด
  • อาจมีผลข้างเคียงจากการใช้เข็มดูดเซลล์ไข่ เช่น มีเลือดออก การติดเชื้อในช่องท้อง หรือเกิดแผลที่ลำไส้ กระเพาะปัสสาวะ
  • อาจมีอาการที่เกี่ยวข้องกับการใช้ยาหรือฮอร์โมน เช่น การใช้ยาฮอร์โมนสังเคราะห์ส่งผลให้รังไข่ถูกกระตุ้นเกิน (Ovarian hyperstimulation syndrome : OHSS) ผลที่ตามมาทำให้เกิดอาการต่างๆ เช่น ท้องอืด ปวดท้อง คลื่นไส้ ปวดศีรษะ เป็นต้น แต่ในกรณีนี้พบได้น้อย

ในทุกขั้นตอนหากทำอย่างระมัดระวัง เลือกใช้ยาอย่างเหมาะสม และทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ โอกาสในการเกิดความเสี่ยงก็จะลดลง

วิธีดูแลตนเองหลังจากฝากไข่

  • ไม่ควรขับรถกลับบ้านเองตามลำพัง ควรมีญาติสนิทมาด้วย เพราะอาจจะมีอาการอ่อนเพลีย
  • พยายามพักผ่อนให้มากที่สุด และทำจิตใจให้สดชื่น
  • หลังจากฝากไข่หากพบอาการผิดปกติ เช่น มีไข้สูง ปวดท้องอย่างรุนแรง มีเลือดออกจากทางช่องคลอดผิดปกติ ปัสสาวะลำบาก ควรรีบเข้าไปพบแพทย์ทันที ห้ามซื้อยารับประทานเอง
  • ควรงดการมีเพศสัมพันธ์ ออกกำลังกาย ยกของหนัก ในช่วง 1 สัปดาห์แรก

อัตราความสำเร็จของการฝากไข่

อัตราความสำเร็จของการฝากไข่ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยทั้งอายุของผู้ฝาก หากอายุน้อยกว่า 35 ปี จำนวนไข่ก็จะมีคุณภาพดี มีจำนวนไข่เยอะ เมื่อต้องการนำไข่มาใช้ก็มีโอกาสคัดเลือกไข่ที่สมบูรณ์ หากมีอายุมากกว่า 40 ปี จำนวนไข่และคุณภาพไข่ที่ฝากก็จะลดลง ดังนั้นผู้หญิงจึงควรฝากไข่ในอายุยังน้อยเพื่อเพิ่มอัตราความสำเร็จของการฝากไข่

การฝากไข่ปลอดภัย/มีความเสี่ยงแค่ไหน?

การฝากไข่อาจมีความเสี่ยงจากขั้นตอนการเก็บไข่ เนื่องจากการในขั้นตอนต้องใช้อุปกรณ์ดูดไข่ออกมาอาจทำให้เกิดเลือดออก และติดเชื้อในช่องท้องได้ รวมไปถึงการใช้ฮอร์โมนระหว่างการกระตุ้นไข่ อาจทำให้เกิดรังไข่ถูกกระตุ้นเกิน (Ovarian hyperstimulation syndrome : OHSS) ผลที่ตามมาทำให้เกิดอาการต่างๆ เช่น ท้องอืด ปวดท้อง คลื่นไส้ ปวดศีรษะ เป็นต้น

การฝากไข่ ราคาเท่าไหร่?

สำหรับค่าใช้จ่ายในการฝากไข่ ของศูนย์รักษาผู้มีบุตรยาก ที่แนะนำ ประสานงานโดย โรงพยาบาลบีเอ็นเอช ราคาเฉลี่ยจะอยู่ที่ 180,000-220,000 บาท

โดยราคาการฝากไข่จะขึ้นอยู่กับตัวยาที่ใช้กับคนไข้แต่ละคน คนไข้สามารถปรึกษาร่วมกับแพทย์ที่ให้การรักษาเพื่อประเมินราคาก่อนได้

 

สามารถดูรายละเอียดราคาเพิ่มเติมได้ที่ : รายละเอียดการทำแพคเกจ ฝากไข่ 

ในกรณีที่ต้องการนำไข่มาใช้ทำเด็กหลอดแก้ว หรือ ICSI เพื่อการตั้งครรภ์ อาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม : รายละเอียดการทำแพคเกจ ICSI

โอกาสตั้งครรภ์ด้วยไข่ที่ฝากไว้มีมากน้อยแค่ไหน?

โอกาสการตั้งครรภ์ด้วยไข่ที่ฝากขึ้นอยู่กับคุณภาพของไข่ จำนวนไข่ที่ฝาก และอายุของผู้ฝากอีกด้วย

 
โอกาสการตั้งครรภ์ด้วยไข่ที่ฝาก หากคิดจากจำนวนไข่ที่ฝากและอายุ ณ ตอนฝากไข่ มีดังนี้
อายุ 30-35   จำนวนไข่ที่ฝากน้อยกว่า 10 ฟอง จะมีโอกาสสำเร็จอยู่ที่ 69% หรือน้อยกว่า
                     จำนวนไข่ที่ฝากมากกว่า 20 ฟอง จะมีโอกาสสำเร็จอยู่ที่ 90% หรือน้อยกว่า
อายุ 37         จำนวนไข่ที่ฝากน้อยกว่า 10 ฟอง จะมีโอกาสสำเร็จอยู่ที่ 50% หรือน้อยกว่า
                     จำนวนไข่ที่ฝากมากกว่า 20 ฟอง จะมีโอกาสสำเร็จอยู่ที่ 75% หรือน้อยกว่า
อายุ 40         จำนวนไข่ที่ฝากน้อยกว่า 10 ฟอง จะมีโอกาสสำเร็จอยู่ที่ 30% หรือน้อยกว่า
                     จำนวนไข่ที่ฝากมากกว่า 20 ฟอง จะมีโอกาสสำเร็จอยู่ที่ 51% หรือน้อยกว่า
อายุ 42         จำนวนไข่ที่ฝากน้อยกว่า 10 ฟอง จะมีโอกาสสำเร็จอยู่ที่ 20% หรือน้อยกว่า
                     จำนวนไข่ที่ฝากมากกว่า 20 ฟอง จะมีโอกาสสำเร็จอยู่ที่ 37% หรือน้อยกว่า


ยิ่งฝากไข่จำนวนมากยิ่งมีโอกาสความสำเร็จในการตั้งครรภ์เพิ่มขึ้น

ฝากไข่ ไว้จะสามารถนำมาใช้ตั้งครรภ์ได้อย่างไรบ้าง?

ฝากไข่ไว้สามารถนำมาใช้ตั้งครรภ์ได้โดยการทำเด็กหลอดแก้ว IVF และ ICSI

คำถามที่พบบ่อยจากคนไข้

Q: สามารถแช่แข็งไข่ได้นานแค่ไหน?

A: โดยทฤษฎีแล้วสามารถเก็บไว้ได้ตลอดไป เพราะเซลล์ไข่จะหยุดการทำงานเมื่ออยู่ในอุณหภูมิที่ติดลบมากๆ แต่ในทางปฏิบัติ จากรายงานการศึกษาที่มีอยู่จนถึงปัจจุบัน แพทย์แนะนำให้นำออกมาใช้ภายใน 5-10 ปี

Q: ฝากไข่จำเป็นต้องใช้ทะเบียนสมรส หรือไม่

A: ในขั้นตอนก่อนการฝากไข่ไม่จำเป็นใช้ทะเบียนสมรส แต่ถ้าหากต้องการนำไข่ที่ฝากมาใช้เพื่อการตั้งครรภ์จำเป็นต้องใช้ทะเบียนสมรส

Q: ช่วงอายุที่ฝากไข่มีจำกัดไหม?

A: โดยปกติแพทย์จะแนะนำให้มาฝากไข่ในช่วงอายุ 25-35 ปี หากอายุมากกว่านี้ก็สามารถฝากได้ แต่ควรมาปรึกษาและประเมินร่างกายกับแพทย์เบื้องต้น

Q: ระหว่างกระตุ้นไข่สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้ไหม

A: ในระหว่างการกระตุ้นไข่ควรงดการมีเพศสัมพันธ์ไว้ก่อน เนื่องจากฟองไข่อาจจะได้รับการกระทบกระเทือนทำให้ฟองไข่แตกก่อนได้ หรืออาจเกิดอาการปวดท้องน้อยอย่างรุนแรงเพราะถุงไข่แตก ในกรณีร้ายแรงอาจมีเลือดออกที่ช่องท้องได้

Q: อายุ 40 ปี ยังฝากไข่ได้ไหม

A: อายุ 40 ปี สามารถฝากไข่ได้ หากร่างกายยังสามารถผลิตเซลล์ไข่เองได้ แต่ทั้งนี้ควรเข้าปรึกษากับแพทย์ก่อนเพื่อประเมินร่างกายก่อนการฝากไข่

Q: อัตราความสำเร็จ ของการใช้ไข่ที่แช่แข็งไว้มีสูงแค่ไหน ?

A: โดยเฉลี่ยแล้วอัตราการอยู่รอดของไข่ที่แช่แข็งไว้แล้วละลายออกมาใช้จะอยู่ที่ประมาณ 75-80% ส่วนอัตราการตั้งครรภ์ขึ้นอยู่กับคุณภาพของไข่ และคุณภาพของตัวอสุจิที่เอามาผสมด้วย

Q: เด็กที่เกิดจากไข่ที่แช่แข็ง มีความผิดปกติเพิ่มขึ้นหรือไม่?

A: จากการติดตามและศึกษา ประกอบกับที่มีรายงานจนถึงปัจจุบัน ยังไม่พบความแตกต่างของเด็กที่เกิดจากไข่ที่ผ่านการแช่แข็ง และเด็กที่เกิดจากไข่ที่ไม่ผ่านการแช่แข็ง

Q: หากเคยมีผลเลือดหรือผลฮอร์โมนอยู่แล้ว สามารถส่งให้คุณหมอดูก่อนได้ไหม?

A: หากคนไข้มีผลเลือดหรือฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องแล้ว สามารถส่งเข้ามาให้แพทย์ดูก่อนได้ โดยแนะนำเป็นผลเลือดภายใน 3 เดือนก่อนทำการฝากไข่ ซึ่งทางโรงพยาบาลจะเก็บข้อมูลเป็นความลับ และประเมินราคาค่าใช้จ่ายเบื้องต้น แต่เมื่อเริ่มโปรแกรมจะต้องเจาะเลือดที่โรงพยาบาลใหม่ทั้งหมด

Q: การใช้ไข่ เมื่อต้องการมีบุตร มีขั้นตอนอย่างไร ใช้เอกสารอะไรบ้าง

A: เมื่อต้องการมีบุตรสามารถมาปรึกษาแพทย์ได้เบื้องต้น เพื่อเริ่มกระบวนการของ IVF เอกสารสำคัญที่ต้องเตรียมคือทะเบียนสมรส

Q: มีสเปิร์มบริจาคไหม

A: ทางโรงพยาบาลไม่มีธนาคารสเปิร์ม แต่สามารถรับบริจาคสเปิร์มสดได้ โดยคู่ที่จะรับบริจาคสเปิร์มต้องมีข้อบ่งชี้ชัดเจน เช่นไม่มีตัวอสุจิ และต้องพาผู้บริจาคมาตรวจเลือด ตรวจร่างกายด้วย

Q: แพทย์ประจำแผนกมีกี่คน สามารถเลือกได้ไหม

A: แพทย์ประจำแผนกมีทั้งหมด 5 ท่าน คนไข้สามารถระบุแพทย์ที่จะเข้ารับการรักษาได้ 

คลิกดูประวัติและความเชี่ยวชาญของแพทย์ได้ที่นี่ ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยาก ที่แนะนำ ประสานงานโดย โรงพยาบาลบีเอ็นเอช : https://wellnesshealth.club

สรุป

การฝากไข่เป็นขั้นตอนที่ช่วยรักษาคุณภาพเซลล์ไข่ของผู้หญิง เพื่อสามารถนำไปใช้สำหรับการตั้งครรภ์ในอนาคตได้ การฝากไข่จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการวางแผนการมีบุตรในอนาคตโดยการทำเด็กหลอดแก้ว เพราะสามารถเลือกช่วงเวลาที่พร้อมจะตั้งครรภ์ได้ หรือผู้ที่เข้าข่ายมีบุตรยาก รวมไปถึงผู้ที่มีโรคประจำตัว ซึ่งการฝากไข่จะสามารถลดความเสี่ยงของลูกที่อาจเกิดมามีความผิดปกติของโครโมโซมได้อีกด้วย

ทั้งนี้ผู้ที่สนใจจะเข้ารับการฝากไข่ ควรเข้ารับการปรึกษาแพทย์ก่อนเบื้องต้น เพื่อที่แพทย์จะได้ประเมินอาการให้เหมาะสมกับคนไข้แต่ละราย และให้คำแนะนำ พร้อมวิธีรักษาได้อย่างถูกต้อง

Family is where life begins.

คลินิกรักษาผู้มีบุตรยาก และส่งเสริมสุขภาพสตรี

BDMS Wellness Clinic

ที่แนะนำประสานงานโดย "โรงพยาบาลบีเอ็นเอช​"

ทีมงานที่มีประสบการณ์ดูแลกลุ่มคนไข้ภาวะมีบุตรยากนานกว่า 15 ปี Success Rate สูงถึง 50%

(คิดจากจำนวนคนไข้ที่ได้รับการรักษาภาวะมีบุตรยากและได้รับการใส่ตัวอ่อน จนกระทั่งตั้งครรภ์สำเร็จ )

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายคุกกี้ และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง

ยินยอมทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง
    เปิดใช้งานตลอด

    เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับเว็บไซต์ของเรา เนื่องจากคุกกี้เหล่านี้ทำให้เว็บเซิร์ฟเวอร์สามารถตอบสนองต่อการกระทำของท่านได้ อีกทั้งยังช่วยในการแสดงผลหน้าเว็บต่อท่าน และยังรวมถึงมอบประสบการณ์ที่สอดคล้องในระหว่างการท่องเว็บไซต์ คุกกี้เหล่านี้จะคงอยู่จนกว่าจะสิ้นสุดการเยี่ยมชมของท่านและจะถูกลบอัตโนมัติทันที
    รายชื่อคุกกี้ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์/เพื่อประสิทธิภาพ

    ช่วยให้เราสามารถตรวจสอบประสิทธิภาพการทำงานของเว็บไซต์ของเราด้วยจำนวนครั้งการเข้าดูหน้าเว็บและจำนวนผู้เข้าใช้งานเว็บไซต์ โดยบริการวิเคราะห์เว็บจะวิเคราะห์รูปแบบพฤติกรรมของผู้ใช้ ซึ่งเราจะใช้ข้อมูลดังกล่าวในการปรับปรุงประสบการณ์การใช้งานของผู้ใช้หรือค้นหาส่วนต่าง ๆ ของเว็บไซต์ที่ควรได้รับการปรับปรุง อย่างไรก็ตามข้อมูลดังกล่าวไม่สามารถระบุถึงตัวบุคคลได้ (กล่าวคือ เป็นข้อมูลที่ไม่สามารถใช้เพื่อระบุตัวตนของท่านและไม่มีการเก็บรวบรวมหรือประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล เช่น ชื่อ และที่อยู่อีเมลของท่าน) และข้อมูลเหล่านี้ใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางสถิติเท่านั้น
    รายชื่อคุกกี้เพื่อการวิเคราะห์/เพื่อประสิทธิภาพ

  • คุกกี้เพื่อช่วยในการใช้งาน

    ช่วยให้เรารับรู้เมื่อท่านกลับมาเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเรา ด้วยข้อมูลนี้เราจึงสามารถปรับแต่งเว็บไซต์ของเราให้เป็นไปตามความต้องการของท่านได้ เพื่ออำนวยความสะดวกในการเยี่ยมชมของท่านให้มีประสิทธิภาพและเฉพาะเจาะจงสำหรับท่านมากขึ้น ซึ่งโดยทั่วไปแล้วข้อมูลที่รวบรวมโดยคุกกี้เหล่านี้จะไม่สามารถระบุตัวตนของท่านได้
    รายชื่อคุกกี้เพื่อช่วยในการใช้งาน

  • คุกกี้เพื่อการโฆษณา

    จะอยู่บนอุปกรณ์ของท่านเพื่อบันทึกหน้าเว็บไซต์หรือลิงค์ที่ท่านได้เยี่ยมชมหรือติดตาม ข้อมูลที่ได้จะถูกใช้เพื่อปรับแต่งเว็บไซต์ของเราและแคมเปญโฆษณาของเราเพื่อให้เหมาะกับความสนใจของท่าน
    คุกกี้เพื่อการโฆษณา

บันทึก