Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors
Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors

Translated by AI

โรคตาในผู้สูงอายุ

เช็คก่อนเสื่อม ป้องกันก่อนสาย “โรคตา” ภัยเงียบที่ต้องเฝ้าระวัง ปัญหาเกี่ยวกับดวงตาและโรคตาที่มาพร้อมกับอายุที่เพิ่มขึ้น

เมื่ออายุมากขึ้นอวัยวะต่างๆ ในร่างกายย่อมเสื่อมถอย “ดวงตา” เป็นอวัยวะหนึ่งที่สำคัญต่อการดำรงชีวิตและมีโอกาสเสื่อมถอยไปตามเวลาเช่นกัน เมื่ออายุมากขึ้นการมองเห็นอาจมีการเปลี่ยนแปลง เกิดอาการตามัว มองเห็นไม่ชัดเจน การหมั่นตรวจตาเป็นประจำ เพื่อติดตามสภาพความเปลี่ยนแปลง คัดกรองความผิดปกติของดวงตาตั้งแต่เนิ่นๆ ย่อมเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนป้องกันความเสี่ยง รวมถึงส่งผลดีต่อการรักษาในกรณีที่เกิดความผิดปกติ ทำให้สามารถยับยั้งการรุกรานของโรคได้อย่างทันท่วงที ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายในวงกว้าง

โรคตาที่มักเกิดขึ้นกับผู้สูงอายุ และควรที่จะเฝ้าติดตามอาการอย่างระมัดระวัง ได้แก่

สายตาสูงวัยหรือสายตายาวตามอายุ (Presbyopia)

มีอาการตามัว มองเห็นสิ่งของในระยะใกล้ไม่ชัดเจน แต่การมองเห็นในระยะไกลยังคงชัดเจนเช่นปกติ บางรายอาจรู้สึกปวดตาเมื่อใช้สายตานานๆ หรือการมองเห็นในที่แสงจ้าและที่แสงน้อยเปลี่ยนแปลงไป มักเกิดในผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป
สาเหตุเกิดจาก เมื่ออายุมากขึ้นเลนส์ตาจะเริ่มแข็ง ตึง ขาดความยืดหยุ่น ขณะที่กล้ามเนื้อตาซึ่งทำหน้าที่ในการปรับกำลังของตาอ่อนแรงลง ทำให้การหักเหของแสงเพื่อมองภาพระยะใกล้ลดลง จนมองเห็นภาพในระยะใกล้ไม่ชัดเจน
การรักษา จะใช้วิธีการวัดสายตาประกอบแว่น ซึ่งมีหลายทางเลือก ได้แก่ แว่นสายตาเฉพาะมองใกล้ เลนส์แว่นตา 2 ชั้นหรือเลนส์แว่นตาชนิดโปรเกรสซีฟ สำหรับมองทั้งระยะใกล้และระยะไกลพร้อมกัน นอกจากนี้ยังมีคอนแทคเลนส์ชนิดโฟกัส  2  ระยะ และการแก้ไขการมองเห็นด้วยวิธีเลสิคอีกด้วย

ต้อกระจก (Cataract)

มีอาการตาพร่ามัวคล้ายฝ้าหรือหมอกบัง มองเห็นสีเพี้ยน เห็นภาพซ้อน ตามัวในช่วงกลางคืนมากกว่ากลางวัน ตาไม่สู้แสงเมื่ออยู่กลางแดด หรือค่าสายตาเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เมื่อต้อกระจกสุก อาจมองเห็นเป็นสีขาวขุ่นตรงรูม่านตา
สาเหตุเกิดจาก ความเสื่อมของเลนส์ตาเมื่ออายุมากขึ้น พบมากในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป หรืออาจเกิดจากสาเหตุอื่นได้ เช่น ความผิดปกติแต่กำเนิด อุบัติเหตุกับดวงตา การได้รับยาสเตียรอยด์ การถูกสารเคมี การได้รับรังสียูวีบ่อยๆ การใช้สายตามากเกินไป การสูบบุหรี่หรือดื่มสุราปริมาณมากๆ รวมถึงโรคประจำตัว

ต้อหิน (Glaucoma)

เป็นความผิดปกติที่เกิดจากความเสื่อมของขั้วประสาทตา (Optic disc) ทำให้ภาพที่ส่งไปยังสมองลดน้อยลง ลานสายตาหรือความกว้างในการมองเห็นลดลง จนตามัว และสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรในที่สุด ต้อหินไม่มีอาการเตือนล่วงหน้า จึงนับเป็นอีกโรคหนึ่งที่ผู้มีความเสี่ยงควรเฝ้าระวังเป็นพิเศษ พบมากในผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป
ปัจจัยเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดโรคต่อหิน มีดังนี้ ความดันลูกตาสูง อายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป มีประวัติคนในครอบครัวเป็นต้อหิน ป่วยเป็นโรคที่ส่งผลต่อการไหลเวียนของเลือด ใช้ยาสเตียรอยด์ติดต่อกันเป็นเวลานาน เคยบาดเจ็บหรือเคยผ่าตัดดวงตา สายตาสั้นหรือยาวมากเกินไป
เนื่องจากโรคต้อหินทำให้เส้นประสาทตาถูกทำลายอย่างถาวร การรักษาต้อหินจึงเป็นลักษณะการประคับประคอง เพื่อไม่ให้ประสาทตาถูกทำลายมากขึ้น และเพื่อคงการมองเห็นที่มีอยู่ให้นานที่สุด โดยการรักษาจะขึ้นกับชนิดและระยะของโรค แบ่งเป็น การรักษาด้วยยา การใช้เลเซอร์ และการผ่าตัด

ต้อลม (Pinguecula)

อาการที่พบคือปรากฏเยื่อสีขาวหรือขาวเหลือง ลักษณะเป็นก้อนขนาดเล็ก นูนที่เยื่อบุตาขาว (Conjunctiva) ข้างตาดำ (Cornea) มักเกิดบริเวณหัวตามากกว่าหางตา ทำให้รู้สึกระคายเคืองตา แสบตา น้ำตาไหลเมื่อเกิดการอักเสบ และอาการจะหนักขึ้นเมื่ออยู่กลางแดด หรือโดนลม พบในผู้ที่ใช้สายตามาก ทำงานกลางแดดกลางลมเป็นเวลานาน และมีอายุ 40 ปีขึ้นไป

 

สาเหตุเกิดจากความเสื่อมของเยื่อบุตาขาว โดยมีปัจจัยเสี่ยงดังต่อไปนี้ ดวงตาสัมผัสกับฝุ่นควัน มลภาวะ ลม และรังสียูวีมากกว่าปกติ ใช้สายตาหนักเป็นประจำ ตาแห้ง มักเกิดการระคายเคืองบ่อยๆ หรือเป็นโรคเบาหวาน เมื่อเกิดอาการระคายเคืองจากการอักเสบแพทย์จะทำการรักษาโดยการใช้ยาหยอดตาบรรเทาอาการ โดยไม่จำเป็นต้องผ่าตัดออกเนื่องจากเป็นเพียงก้อนเนื้อขนาดเล็กไม่มีอันตรายร้ายแรงและไม่ส่งผลกระทบต่อการมองเห็น สิ่งสำคัญคือการปกป้องดวงตาจากรังสียูวีอย่างเคร่งครัดเพื่อป้องกันไม่ให้ต้อลมลุกลามกลายเป็นต้อเนื้อ

วุ้นในตาเสื่อม (Vitreous Floaters)

มีอาการเห็นจุดดำ หรือเส้นคล้ายหยากไย่จำนวนมากลอยไปลอยมาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะเวลากลอกตา เห็นแสงวาบคล้ายแฟลชจากกล้องถ่ายรูปโดยเฉพาะในที่มืดหรือเวลากลางคืน หากวุ้นตาดึงรั้งจอตาฉีกขาด จนของเหลวซึมเข้าไป อาจทำให้จอตาลอกและสูญเสียการมองเห็นได้


สาเหตุเกิดจาก น้ำวุ้นตาซึ่งมีลักษณะคล้ายเจลภายในโพรงลูกตา เริ่มมีการหดตัวและทึบแสงขึ้น จนเกิดเป็นตะกอนขนาดเล็กลอยไปลอยมาในดวงตา หาลอยไปยังบริเวณรับภาพของจอประสาทตา อาจทำให้มองเห็นตะกอนซึ่งมีลักษณะคล้ายหยากไย่ได้ วุ้นในตาเสื่อมพบบ่อยในวัยกลางคนจนถึงผู้สูงอายุ สามารถเกิดกับตาข้างเดียวหรือสองข้างก็ได้

 

โดยส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องทำการรักษาโรควุ้นในตาเสื่อม เนื่องจากไม่ได้เป็นอันตราย สมองของเราจะปรับตัวให้เข้ากับเงาดำหรือแสงวาบที่เกิดขึ้น แต่หากอาการเริ่มส่งผลต่อการมองเห็นหรือการใช้ชีวิตก็ควรรีบพบแพยท์เพื่อทำการรักษา โดยการรักษามีทั้งการผ่าตัดระบบวุ้นตา และการใช้เลเซอร์กำจัดเงาตะกอน

จอประสาทตาเสื่อม (Macular Degeneration) หรือจุดรับภาพเสื่อมตามวัย (Age – Related Macular Degeneration : AMD)

มีอาการตามัว ตาพร่า มองเห็นไม่ชัดเจน เห็นภาพบิดเบี้ยว เห็นเงาดำตรงกลางภาพ ตาไม่สู้แสง ต้องใช้แสงสว่างมากขึ้นเพื่อมองเห็นให้ชัดเจนหรือเพื่อแยกแยะสี แยกใบหน้าผู้คนได้น้อยลงหรืออ่านหนังสือยากขึ้น ซึ่งร้ายแรงถึงขั้นอาจสูญเสียการมองเห็น พบมากในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป
สาเหตุเกิดจาก ภาวะเสื่อมของจุดรับภาพชัดบริเวณกลางจอประสาทตา ซึ่งเป็นจุดที่แสงกระทบและหักเหลงมาทำให้มองเห็นภาพชัดเจน เมื่อเกิดปัญหากับจอประสาทตาการรับภาพจึงได้รับผลกระทบ ปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดโรคจอประสาทตาเสื่อม ได้แก่ อายุที่เพิ่มขึ้น พันธุกรรม การสูบบุหรี่ ความดันเลือดและไขมันในเลือดสูง โรคเบาหวาน แสงยูวี
การรักษาโรคจอประสาทตาเสื่อมมีเป้าหมายอยู่ที่การชะลอความเสื่อมของจอประสาทตา โดยแพทย์อาจรักษาด้วยเลเซอร์ชนิดพิเศษหรือฉีดยาเข้าในน้ำวุ้นลูกตาเพื่อยับยั้งการหลั่งสารที่กระตุ้นให้เกิดการสร้างเส้นเลือดผิดปกติ บางกรณีอาจพิจารณาใช้การผ่าตัดวุ้นตาและจอตาร่วมด้วย สิ่งสำคัญคือการหมั่นตรวจคัดกรองความผิดปกติ เนื่องจากในระยะเริ่มแรกมักไม่สามารถรับรู้ความผิดปกติได้ด้วยตนเอง

เบาหวานขึ้นตา (Diabetic Retinopathy)

เป็นภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน ในระยะแรกของเบาหวานขึ้นตาอาจจะไม่มีอาการหรือความผิดปกติในการมองเห็นทำให้ผู้ป่วยไม่รู้ตัว เมื่อจอประสาทตาเสียหายอาจมองเห็นภาพบิดเบี้ยว เห็นจุดดำหรือหยากไย่ และอาจเป็นสาเหตุของการสูญเสียการมองเห็นหรือตาบอดได้ในที่สุด
เบาหวานขึ้นตาเกิดจากการที่ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นเป็นเวลานาน หลอดเลือดที่จอตา (Retina) จึงได้รับความเสียหาย อักเสบ โป่งพอง มีเลือดออก ส่งผลต่อจอประสาทตาและการรับภาพ ปัจจัยเสี่ยงคือการเป็นเบาหวานมานาน ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ดี ความดันโลหิตและคอเลสเตอรอลสูง รวมถึงการตั้งครรภ์และสูบบุหรี่
การป้องกันเบาหวานขึ้นตาทำได้โดยการตรวจตาเป็นประจำโดยไม่รอให้เกิดอาจการผิดปกติ รวมถึงต้องควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและความดันโลหิต นอกจากนี้ยังต้องสังเกตภาวการณ์มองเห็นของตนเอง เพื่อหลีกเลี่ยงอาการรุนแรงที่จะส่งผลต่อการสูญเสียการมองเห็น

โรคตาแห้ง

มีอาการระคายเคืองตา แสบตา คันตา รู้สึกคล้ายมีสิ่งแปลกปลอมอยู่ในตา ตาแพ้แสง แพ้ลม ตาขาวหรือขอบตาแดง ตาพร่า ตามัว ตาล้า ขี้ตาเป็นเมือกๆ รู้สึกตาฝืด ลืมตายากในตอนเช้า บางกรณีอาจมีน้ำตาไหลมากเนื่องจากการระคายเคือง
สาเหตุเกิดจากระบบต่อมน้ำตาที่ทำงานผิดปกติ ทำให้ปริมาณน้ำตาหรือสารหล่อลื่นดวงตาไม่เพียงพอจะคงความชุ่มชื้น ในผู้สูงอายุเกิดจากความเสื่อมของต่อมน้ำตา ทำให้ผลิตน้ำตาและสารคัดหลั่งได้น้อยลง ในกลุ่มผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนอาจเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ในกรณีที่อาการไม่รุนแรงแพทย์จะรักษาด้วยการใช้ยาหยอดตาหรือน้ำตาเทียม ในกรณีที่อาการเรื้อรังหรือรุนแรงจะดำเนินการรักษาตามสาเหตุ รวมถึงควรปรับพฤติกรรมการใช้ดวงตา ปรับสิ่งแวดล้อม หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เช่น การใช้สายตาเป็นเวลานาน การอยู่ในที่ที่อากาศแห้ง อากาศร้อน หรือลมแรง เป็นต้น

กรอกแบบฟอร์มเพื่อรับคำปรึกษา

ติดต่อ เรื่องตา
Name
Name
First
Last
Time
ท่านเคยรับบริการที่โรงพยาบาลBNHหรือไม่
คุณมีอาการผิดปกติเกี่ยวกับดวงตาข้อใดบ้าง

บีเอ็นเอชขอแนะนำโปรแกรมการตรวจที่ครอบคลุมทุกปัญหาเกี่ยวกับดวงตา เพื่อวินิจฉัยปัญหาการมองเห็นหรือโรคทางตา เช่น ต้อหิน ต้อกระจก โรคเกี่ยวกับจอประสาทตา เหมาะสำหรับผู้ที่อายุ 40 ปี ขึ้นไป และ ผู้ที่มีโรคประจำตัว หรือ มีประวัติครอบครัวเป็นโรคทางตา

แพ็กเกจตรวจสุขภาพตาแบบครอบคลุมทุกโรคตา ราคา 4,900 บาท
รายละเอียดโปรแกรม

  • ตรวจสุขภาพตาโดยจักษุแพทย์ Eye examinationตรวจคัดกรองโรคตาจากโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง
  • ตรวจคัดกรองโรคตาจากโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง
  • วัดระดับการมองเห็น/ตรวจตาบอดสี Visual acuity/Color vision test
  • ตรวจดวงตาและต้อกระจกด้วยเครื่อง Slit Lamp microscope
  • ตรวจวัดความดันลูกตาและความหนาของกระจกตา IOP
  • ตรวจวัดสายตา สั้น ยาว เอียง และความโค้งกระจกตา Auto-Refraction
  • ตรวจลานสายตา Visual field
  • สแกนจอประสาทตาและขั้วประสาทตา Optical Coherence Tomography-OCT
  • ตรวจจอประสาทตาด้วยภาพถ่าย Fundus camera
  • ใช้ยาขยายม่านตาเพื่อตรวจจอประสาทตาอย่างละเอียดด้วยเครื่อง Indirect Ophthalmoscope

ราคารวมค่าแพทย์ และค่าบริการโรงพยาบาลแล้ว
(วันนี้ – 31 ธ.ค. 2566 เท่านั้น)

การป้องกันโรคตาและถนอมสายตาในผู้สูงอายุ

อายุที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกับการมองเห็น การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย เช่น ความเสื่อมของร่างกายตามวัยที่เพิ่มขึ้น รูปแบบการดำเนินชีวิตที่ก่อให้เกิดโรค อุบัติเหตุรวมถึงสาเหตุอื่นๆ การเฝ้าระวังและหมั่นสังเกตอาการผิดปกติ หรือป้องกันปัจจัยเสี่ยงต่างๆ รวมถึงปรับรูปแบบการดำเนินชีวิต ต่างเป็นวิธีที่มีส่วนช่วยดูแลป้องกันโรคตาอย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับการป้องกันดูแลสุขภาพตาในผู้สูงอายุซึ่งเป็นวัยที่ร่างกายเริ่มเสื่อมถอยและต้องการการดูแลเอาใจใส่เป็นพิเศษ สามารถทำได้ดังนี้

1. ตรวจสุขภาพดวงตาเป็นประจำทุกปี

โรคตาหลายโรคมักไม่แสดงอาการในระยะเริ่มแรก การตรวจสุขภาพดวงตากับจักษุแพทย์ ด้วยเครื่องมือเฉพาะทางที่มีประสิทธิภาพ จะช่วยให้พบความผิดปกติที่แฝงอยู่ซึ่งอาจมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า รวมถึงติดตามความเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น ทำให้ป้องกันและรักษาโรคได้อย่างทันท่วงที ยับยั้งขอบเขตการลุกลามของโรค ลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น

2. หมั่นสังเกตอาการผิดปกติต่างๆ เช่น ตาพร่า ตามัว ตาแห้ง แสบตา

อาการผิดปกติแม้เพียงเล็กน้อยก็อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคตาได้ จึงควรให้ความสำคัญ และรีบไปพบแพทย์ โดยความผิดปกติที่พบบ่อยและควรระมัดระวัง มีดังนี้ ตาแห้ง สายตาเปลี่ยนแปลงไป การมองเห็นผิดไปจากปกติ น้ำตาไหลมาก มีอาการระคายเคืองตา

3. รับประทานอาหารบำรุงสายตาอย่างสม่ำเสมอ

การขาดสารอาหารนับเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ดวงตาเสื่อมสภาพ ผักผลไม้หลายชนิดมีสารอาหารที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพดวงตาและบำรุงสายตา เช่น ซิงค์ วิตามินเอ วิตามินซี การรับประทานอาหารให้หลากหลายและครบห้าหมู่จึงมีส่วนสำคัญในการป้องกันโรคตา อาหารบำรุงสายตาที่ควรรับประทานเป็นประจำ ได้แก่
  • ปลาที่มีไขมันดีจำนวนมาก
  • เช่น ปลาทูน่า ปลาแซลมอน ปลาแมคเคอเรล ปลาแอนโชวี่ ปลาเทราต์ ปลาสวาย ปลาเหล่านี้อุดมไปด้วยกรดไขมัน DHA ซึ่งมีฤทธิ์ทำให้ต่อมไขมันบริเวณเปลือกตาทำงานได้ดีขึ้น ซ่อมแซมดวงตาให้มีน้ำหล่อลื่นเพียงพอ ลดอาการตาแห้ง นอกจากนี้ปลายังมีสารที่ช่วยการดูดซึมสารอาหาร ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ ลดความดันโลหิต ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดโรคตาต่างๆ ตามมาได้
  • ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่
  • กลุ่มผลไม้รสเปรี้ยวซึ่งเป็นแหล่งวิตามินซีชั้นดี เช่น โกจิเบอร์รี่ ราสเบอร์รี่ สตรอเบอร์รี่ แบล็กเบอร์รี่ มัลเบอร์รี่ ผลไม้เหล่านี้มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ และสารบำรุงสายตา ช่วยป้องกันไม่ให้เซลล์ดวงตาถูกทำลายและลดความเสี่ยงของการเกิดต้อกระจก
  • ผักใบเขียว
  • เช่น ผักบุ้ง ตำลึง กวางตุ้ง คะน้า ผักเหล่านี้อุดมไปด้วยสารอาหารสำคัญ คือ ลูทีนและ ซีแซนทีน ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระและช่วยลดความเสื่อมของจอประสาทตาและการเกิดต้อกระจกได้เช่นกัน
  • ไข่ ไข่แดงเป็นแหล่งของลูทีนและซีแซนทีน
  • รวมไปถึงซิงค์ สารอาหารทั้งหมดนี้มีฤทธิ์ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดจอประสาทตาเสื่อม ทำให้เซลล์ต่างๆ ในดวงตาแข็งแรงอยู่เสมอ
  • แครอท แครอทเป็นอาหารบำรุงสายตาชั้นดี
  • ที่อุดมไปด้วยเบต้าแคโรทีน วิตามินเอ และลูทีน ช่วยบำรุงกระจกตา ป้องกันไม่ให้เซลล์ดวงตาถูกทำลายจากแสงแดดและรังสีอันตรายต่างๆ และยังช่วยส่งเสริมการทำงานของจอประสาทตา ไม่ให้เสื่อมสภาพก่อนวัยอันควร
  • อะโวคาโด มีประโยชน์ในการบำรุงสายตาเป็นอย่างยิ่ง
  • เพราะมีสารอาหารจำเป็น เช่น ลูทีน เบต้าแคโรทีน วิตามินบี 6 และวิตามินซี โดยจะช่วยบำรุงสายตา ป้องกันอาการตาฝ้าฟาง ช่วยชะลอการเสื่อมสภาพดวงตา
  • อัลมอนด์ ในอัลมอนด์อุดมไปด้วยวิตามินอี
  • ช่วยชะลอความเสื่อมของจอประสาทตา

4. ดื่มน้ำเปล่าอย่างน้อย 8 แก้วต่อวัน

การดื่มน้ำเปล่าในปริมาณที่เหมาะสมทำให้ร่างกายและดวงตาไม่ขาดน้ำ และช่วยให้ร่างกายผลิตน้ำตาได้เพียงพอ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันตาแห้ง

5. สวมใส่แว่นตากันแดดทุกครั้งเมื่ออยู่กลางแจ้ง

แสงแดดเป็นอันตรายต่อสายตา หากปล่อยให้ดวงตาสัมผัสกับแสงแดดโดยตรงเป็นประจำจะส่งผลต่อการเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อม และโรคต้อกระจก จึงควรหลีกเลี่ยงไม่อยู่ในบริเวณที่มีแสงสว่างมากเกินไป หรือสวมแว่นกันแดดทุกครั้งเมื่อจำเป็นต้องอยู่กลางแจ้ง และควรเลือกสวมใส่แว่นตากันแดดที่มีคุณสมบัติป้องกันรังสี UVA ได้อย่างน้อย 95% และ รังสี UVB ได้อย่างน้อย 99% ตามมาตรฐานขององค์กรอาหารและยาสหรัฐอเมริกา เพื่อป้องกันภัยร้ายจากแสงแดดต่อสุขภาพดวงตา

6. ปรับพฤติกรรมการใช้สายตาเพื่อถนอมดวงตา

เมื่อสายตามีการเปลี่ยนแปลงควรใช้แว่นตาช่วยสำหรับอ่านหนังสือ หากไม่ใส่แว่นอาจจะมีอาการปวดตา และปวดศีรษะเพราะเพ่งสายตามากเกินไป รวมถึงทำให้ค่าสายตาเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ในการดูทีวีควรนั่งห่างจากจอเป็นระยะ 5 เท่าของขนาดจอโทรทัศน์ ซึ่งเป็นระยะห่างการรับภาพอย่างพอดีโดยที่ไม่ต้องเพ่งสายตา จะทำให้ไม่เป็นอันตรายต่อสายตา เมื่อใช้สายตาจ้องคอมพิวเตอร์ หรือหน้าจอโทรศัพท์เป็นเวลานานควรเว้นระยะเพื่อพักสายตา และอยู่ในสถานที่ที่มีแสงสว่างอย่างเพียงพอ เพื่อลดผลกระทบต่อสายตา

7. ใช้น้ำตาเทียมตามความเหมาะสม

น้ำตาเทียมจะช่วยหล่อลื่นดวงตาให้ชุ่มชื้น ลดอาการตาแห้ง ช่วยบรรเทาอาการแสบตา ระคายเคือง กระจกตาถลอก หรือลดการอักเสบของแผลที่กระจกตาจากอาการตาแห้งได้

8. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

การออกกำลังส่งผลดีต่อสุขภาพร่างกายและจิตใจ โดยเฉพาะการลดความเสี่ยงการเกิดโรคเบาหวาน ไขมันและน้ำตาลในเลือดสูง ซึ่งเป็นปัจจัยก่อให้เกิดโรคต่างๆ รวมถึงโรคที่เกี่ยวกับดวงตาหลายโรค และยังเป็นหนึ่งปัจจัยที่ก่อให้เกิดการสูญเสียการมองเห็น ด้วยเหตุนี้การออกกำลังกายอย่างพอเหมาะและสม่ำเสมอ จะมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงโรคภัยต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นกับดวงตาได้

9. หยุดสูบบุหรี่ และเลิกดื่มสุรา

การสูบบุหรี่และการดื่มสุราเป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดโรคต่างๆ เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคต่างๆ เหล่านี้สามารถส่งผลกระทบก่อให้เกิดความผิดปกติเกี่ยวกับดวงตาจนเกิดเป็นโรคตาได้ การหยุดสูบบุหรี่และเลิกดื่มสุราจึงเป็นการลดโอกาสเกิดโรคเรื้อรังที่จะก่อให้เกิดโรคตาในอีกทางหนึ่ง
แม้ปัญหาโรคตาในผู้สูงอายุจะไม่สร้างอาการเจ็บปวดรุนแรง หรือส่งผลเสียถึงชีวิต ทว่าดวงตาก็เป็นอวัยวะที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของคนเรา การดูแลสร้างเสริมสุขภาพ สนับสนุนให้ผู้สูงอายุสามารถดำรงชีวิตและปรับตัวอยู่กับปัญหาทางตาได้อย่างมีคุณภาพและห่างไกลจากโรคภัย ย่อมส่งผลดีต่อตัวผู้สูงอายุ รวมถึงผู้ดูแล การมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องและชัดเจน สร้างความตระหนักถึงความสำคัญของการตรวจตาอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยปีละครั้ง จะช่วยลดปัญหาการเกิดโรคตาและปัญหาการสูญเสียการมองเห็นในผู้สูงอายุได้เป็นอย่างดี

กรอกแบบฟอร์มเพื่อรับคำปรึกษา

ติดต่อ เรื่องตา
Name
Name
First
Last
Time
ท่านเคยรับบริการที่โรงพยาบาลBNHหรือไม่
คุณมีอาการผิดปกติเกี่ยวกับดวงตาข้อใดบ้าง

เวลาทำการ

วันจันทร์ – วันอาทิตย์ 07:00 - 20:00

แผนกตาโรงพยาบาลBNH
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือนัดหมายผู้เชี่ยวชาญ กรุณาติดต่อที่

Chat (LINE) : LINE Service 8:00 - 18:00
E-Mail : [email protected]
Tel : 02-022-0700 เบอร์ต่อ 2748