Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors
Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors

Translated by AI

นพ. วรพจน์ หงสเลิศพิภพ เด็กตลาดผู้ผ่านมรสุมชีวิต
จนกลายเป็นหมอกระดูกที่เข้าใจญาติผู้ป่วย

หมอกระดูกที่เข้าใจญาติผู้ป่วย

นายแพทย์ วรพจน์ หงสเลิศพิภพ

ในวัย 40 ตอนต้น หมอตี๋ นายแพทย์ วรพจน์ หงสเลิศพิภพ แพทย์ประจำศูนย์กระดูกและข้อครบวงจร โรงพยาบาล BNH นับว่ามีความสำเร็จในหน้าที่การงาน มีคนไข้ไว้ใจ และมีความสุขกับชีวิตเรียบง่าย แต่กว่าจะมาถึงวันนี้นั้น เขาคือเด็กจากตลาดที่เคยรับจ้างทำทุกอย่างเพื่อช่วยเหลือทางบ้านที่ไม่ค่อยมีฐานะ และอยู่ในครอบครัวที่มีคุณพ่อเป็นผู้ป่วยติดเตียงกว่าสิบปี และนี่คือเรื่องราวของเขา

เด็กตลาด

โตไปทำงานเป็นซินแสนะ มันจะทำให้ชีวิตเจริญรุ่งเรือง

แม้วันนี้อากงจะจากไปนานแล้ว แต่ถ้อยคำภาษาจีนแต้จิ๋วที่อากงชอบพูดให้ฟังยังติดหู หมอตี๋เป็นเด็กชายที่โตมาในตลาดเกิดมาในครอบครัวคนจีน ได้รับการเลี้ยงดูจากอากงผู้ไม่ใช่ญาติ แต่ก็ผูกพันใกล้ชิดราวคนในครอบครัว

อากงเป็นเหมือนคุณปู่คนนึง คุญพ่อคุณแม่นับถือแกเหมือนเป็นพ่อบุญธรรม แกไกวเปลเลี้ยงผมมาแต่เล็ก รักผมมาก ๆ และเห็นผมเป็นหลานแท้ ๆ เวลาอยู่กับแกต้องพูดภาษาจีนแต้จิ๋ว ตั้งแต่จำได้ตอนเด็ก แกบอกว่าแกนับถือซินแสมาก แกเลี้ยงผมจนถึงมัธยมแล้วผมก็เสียแกไป แต่ผมยังจำคำพูดที่แกบอกได้ดี

ตอนนี้ก็รู้สึกว่าทำให้แกภูมิใจได้แล้ว

ซินแส ในภาษาจีนหมายถึงผู้มีความรู้ ไม่ว่าจะเป็นครูหรือหมอ และความปรารถนาที่จะได้ทำตามที่อากงที่เคารพรักฝากฝังไว้ก็เป็นหนึ่งในสาเหตุที่หมอตี๋พาตัวเองมาไกลจากตลาดสดสู่โรงพยาบาล มีหน้าที่การงานที่พาครอบครัวที่เคยลำบากสู่ชีวิตที่ดีขึ้น

ครอบครัวผมเป็นคนจีนครอบครัวใหญ่ ครอบครัวค้าขายหมูเห็ดเป็ดไก่ในตลาดวัดดวงแข คุณแม่ก็ขายสัพเพเหระมาก ตอนแม่ขายหมูเขียงในตลาด ผมได้มีโอกาสไปเขียงหมูกับแม่ตั้งแต่เช้าตรู่ เคยนั่งสามล้อไปเยาวราชเพื่อเอาไก่ลงไปขาย เคยเป็นเด็กส่งกาแฟ ส่งก๋วยเตี๋ยว ขนของขายของส่งของยกนู่นนี่ ผู้ใหญ่ให้ทำอะไรก็ทำ เรียกว่าเป็นเด็กตลาดมาตลอด

ชีวิตวัยเด็กของ ด.ช.ตี๋ วนเวียนอยู่แถวตลาด เขาเกิดแถวนั้น โตแถวนั้น เรียนแถวนั้น จากโรงเรียนวัดดวงแข โรงเรียนเทพศิรินทร์ มาจนเป็นคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรียกได้ว่าชีวิตในตลาดไม่ใช่อุปสรรคหากมีความปรารถนาที่จะใฝ่ดีและพาตัวเองไปอยู่ในสังคมที่ช่วยกันผลักดันให้เขาเลือกเดินในเส้นทางที่ดี ภายใต้แรงสนับสนุนของทางบ้านที่ทุกคนรู้จักแต่การค้าขาย

 “พี่น้องบางคนก็ไม่มีโอกาสเรียนสูงเพราะต้องช่วยกิจการทางบ้านเป็นหลัก แต่คุณแม่ผมเขากลับสนับสนุนเต็มที่ เขาไม่เคยบังคับเลย ไม่เคยถามว่าผมอยากเรียนอะไร อยากเป็นอะไร พอบอกว่าจะเรียนหมอขอตังค์ไปเรียนพิเศษ ก็รู้ว่ามันมีค่าใช้จ่าย แต่คุณแม่คุณพ่อก็ช่วย ผมเลยพยายามทำให้เงินเขามีค่าที่สุด

บทเรียนจากวันที่ล้ม

หมอตี๋คือคุณหมออารมณ์ดีที่มักมีรอยยิ้มจริงใจบนใบหน้า เขาสามารถจัดการความคิดตัวเองได้ดี และมักมองอุปสรรคเป็นความท้าทาย แต่กว่าจะยิ้มได้อย่างทุกวันนี้ เขาก็ผ่านประสบการณ์ที่ยิ้มไม่ออกมาแล้วนับไม่ถ้วน การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิตของเขาและทุกคนในครอบครัวเกิดขึ้นเมื่อคุณพ่อผู้เป็นเสาหลักของบ้านล้มลงด้วยอุบัติเหตุรถชนและต้องได้รับการผ่าตัดสมอง แม้จะมีชีวิตรอดแต่ก็พูดไม่ได้และกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียงที่ต้องได้รับการดูแล 100%

“ไม่เป็นไร มาม๊าดูแลได้ มาม๊าอยากให้ปะป๊ามีชีวิตอยู่”

แม่ของหมอตี๋ยืนยันหนักแน่นในวันที่รู้ผลจากแพทย์ว่าสามีที่รักจะไม่มีทางกลับมาเป็นเหมือนเดิม หลังจากนั้นเธอก็ยอมเสียสละทุกอย่าง ไม่สามารถทำงานหาเงินได้เต็มที่ กลายเป็นคนที่ต้องมาอยู่เคียงข้างสามีเพื่อดูแลตลอดเวลา

“บ้านเราไม่ได้มีฐานะ พอคนนึงล้มไปก็ลำบากพอควร แม่เป็นคนที่เสียใจที่สุดและเสียสละที่สุด จากเดิมที่ต้องทำงานจนนอนน้อยอยู่แล้ว ก็นอนน้อยลงไปอีก น้องสาวยังเรียนอยู่มัธยมปลาย พี่ชายเพิ่งเรียนจบ แกก็คว้าโอกาสไปทำงานต่างประเทศเพื่อช่วยครอบครัว

“ตอนนั้นผมเรียนแพทย์ปี 2 ไม่ได้มีความรู้อะไรมากมาย ก็ต้องกลับบ้านบ่อยขึ้น ต้องดูแลหลาย ๆ อย่าง ต้องหารายได้เพิ่มขึ้นตั้งแต่เรียน ต้องมีวุฒิภาวะระดับหนึ่ง พยายามทำให้ครอบครัวเดินไปได้”

เหตุการณ์นี้ทำให้ทุกคนในบ้านของหมอตี๋ต่างคอยให้กำลังใจกันและกัน และร่วมกันประคับประคองให้แต่ละวันผ่านไปได้อย่างเข้มแข็งที่สุด จนเวลาผ่านมา 16 ปี คุณพ่อก็จากไปโดยธรรมชาติ ทั้งที่ผู้ป่วยติดเตียงโดยปกติ หากดูแลไม่ดีพอก็อาจมีชีวิตอยู่ได้เพียงไม่กี่ปีเท่านั้น

“คุณแม่เก่งมาก ไม่ไปไหนเลย ไม่เที่ยว ดูแลคุณพ่ออย่างเดียว ทำให้ทุกอย่างจนกระทั่งแกเสียชีวิต ผมภูมิใจที่จะเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟัง คนจะได้รู้ว่าแม่ผมเก่ง

“นี่เป็นอุปสรรคครั้งหนึ่งในชีวิตที่ทำให้ครอบครัวเรารักกันมากขึ้น แล้วก็ได้รู้ว่าโชคดีแค่ไหนที่มีครอบครัวนี้”

และการเป็นคนใกล้ชิดผู้ป่วยติดเตียงมา 16 ปี มีคุณพ่อเป็นประหนึ่งครูผู้สอนวิชาการดูแลผู้ป่วย ทำให้หมอตี๋เข้าใจสัจธรรม ความรู้สึกของญาติผู้ป่วย และรู้ว่าจะต้องดูแลครอบครัวของเขาอย่างไรในวันที่อยู่ในสถานการณ์ที่ยากแก่การทำใจ เพราะเขาเองก็เคยเป็นคนคนนั้น

ฟุตบอลกับหมอกระดูก

“ส่วนหนึ่งที่มาเรียนตรงนี้เกิดจากการเล่นฟุตบอล ผมเล่นมาตั้งแต่ประถม เล่นจนแม่บอกว่าเดี๋ยวจะไปต้มลูกฟุตบอลให้กิน”

หมอตี๋มักเล่นมุกที่อิงความจริงว่านามสกุล ‘หงสเลิศพิภพ’ นั้นทำให้เขาเป็นแฟนพันธุ์แท้ทีมหงส์แดง ลิเวอร์พูล จนช่วงหนึ่งที่ทีมนี้ฟอร์มตก จากชื่อ ‘ตี๋’ จึงกลายเป็น ‘เป็ด’ ที่เพื่อน ๆ เรียกกันมาตั้งแต่มัธยมจนมหาลัย ก่อนกลับเป็นชื่อตี๋เช่นเดิม

“พอเล่นฟุตบอล ก็เคยมีการบาดเจ็บมาก่อนตั้งแต่เด็ก ๆ แต่หลายครั้ง เราพบว่าคุณหมอสาขานี้จะมีลักษณะใกล้เคียงกับตัวเรา มีความนึกคิดเดียวกัน เป็นกลุ่มคนที่ผมเข้าถึง เลยเป็นอีกส่วนนึงที่มาเป็นหมอกระดูก

“เพื่อน ๆ ในกลุ่มมหาวิทยาลัยหลายคนก็เล่นฟุตบอล ครึ่งนึงก็มาเป็นหมอกระดูก แล้วที่ประทับใจคือรุ่นผมได้แชมป์กีฬา 13 เข็มด้วย”

แต่ไม่ใช่เพียงฟุตบอลพาไป หมอตี๋ยังชอบการรักษากระดูกเพราะให้ความรู้สึกเหมือนได้มอบของขวัญทั้งแด่คนไข้และตัวเอง แม้งานของหมอกระดูกจะต้องใช้แรงมากแต่ก็มักจบลงด้วยความสุขที่คนไข้ได้กลับมาขยับร่างกาย มีเพียงน้อยครั้งที่จะจบลงด้วยความโศกเศร้าเหมือนงานแพทย์สาขาอื่น จึงเป็นงานที่ยังอยู่บนความสมดุลระหว่างความสุขและความทุกข์ที่ต้องพบในแต่ละวันในมุมมองของคุณหมอ

“ผมมองว่าถ้าเราจะทำงานอย่างมีความสุข จะต้องเห็นสิ่งที่เป็นรอยยิ้มด้วย อะไรที่ทำให้คนไข้ที่มีอาการบาดเจ็บแล้วกลับมาใช้ชีวิตได้ บรรเทาความเจ็บปวดจากหน้ามือเป็นหลังมือ ภาพเหล่านี้ งานกระดูกมันอยู่ในจุดที่เราสามารถทำได้ ก็เป็นอะไรที่ทำให้เรามีแรงผลักดันในการทำงานที่ดี”

ชีวิตการทำงานของหมอกระดูกเริ่มขึ้นครั้งแรกเมื่อหมอตี๋เรียนจบแพทย์ปี 6 เขารู้ตัวตั้งแต่ก่อนจบว่าต้องการทำงานออร์โธปิดิกส์ หลังจากเป็นแพทย์ใช้ทุนในปีแรกจึงได้ประจำที่แผนกกระดูกและข้อตลอดระยะเวลาใช้ทุนที่เหลือ ไม่ต้องไปวนทำงานตามแผนกต่าง ๆ เพื่อหาสาขาที่สนใจ สถานที่ประจำของเขาคือโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยนเรศวร จังหวัดพิษณุโลก แต่ก็ต้องวนย้ายไปประจำตามโรงพยาบาลในเครือข่ายขนาดเล็กเมื่อขาดคน

“ถ้าถามว่าเคสไหนยากสุด ผมคิดว่าน่าจะเป็นการผ่าตัดใหญ่เองเคสแรกคือคนไข้กระดูกต้นขาหัก ก็ต้องผ่าตัดใส่เหล็กดามธรรมดา แต่รู้สึกว่ามันตื่นเต้นท้าทาย พอเราทำได้ ก็ทำให้เรามีความมั่นใจ มีความกล้าที่จะเดินต่อไปในสายงานนี้”

 “ตอนใช้ทุนใหม่ๆที่อำเภอบางกระทุ่ม เข้าใจเลยว่าชีวิตแพทย์ชนบทเป็นยังไง พักที่บ้านพักคุณหมอที่เคยเห็นในทีวี บ้านเก่า ๆ 2 ชั้น ไม่มีอะไรเลย ก่อนเข้าไปอยู่ก็ต้องไปกวาดบ้านเช็ดบ้าน คิดอะไรไม่ออกก็ซื้อทีวีไว้ก่อน เพราะในนั้นไม่มีอะไรให้ทำเลย วันแรกต้องไปถามคนอื่นว่าแถวนั้นเขากินข้าวกันที่ไหน แล้วตอนนั้นไม่มีรถ แต่ว่าโชคดีที่นั่นมีรถไฟไปถึง ก็นั่งตรงจากบ้านแถวหัวลำโพง ตอนเช้าก็โทรบอกให้คนมารับ โรงพยาบาลอยู่ห่างจากสถานีรถไฟแค่ 2-3 กิโล ก็สนุกดี”

การทำงานกับชุมชนทำให้หมอตี๋รู้ว่าอาชีพนี้สำคัญมาก ภายใต้ข้อจำกัดของบุคลากรและเทคโนโลยีในพื้นที่ห่างไกล อะไรที่ไม่รู้เขาก็ต้องได้รู้ อะไรที่ไม่เคยทำเขาก็ต้องลองทำ การรักษาคนไข้ช่วงใช้ทุนของเขาผ่านมาได้เพราะมีพยาบาลในโรงพยาบาลท้องถิ่นเป็นกำลังสำคัญ

“พยาบาลชุมชนเก่งมาก หลายคนก็เรียกว่าเป็นครูของเราเลย

“ย้อนหลังไปก่อนใช้ทุน ผมไปทำงานที่อุบลราชธานีอยู่ 3 เดือน ชีวิตเปลี่ยนมากเลย รู้เลยว่าการทำงานที่แท้จริงเป็นยังไง แล้วความเหนื่อยคืออะไร ตอนแรกไม่เคยจับมีดหมอมาก่อน พอไปถึง อยู่แผนกศัลยกรรมต้องผ่าตัดไส้ติ่ง ความรู้ที่เรียนเคยแค่เข้าไปช่วยผ่าตัด แต่คนที่สอนผมให้จับมีดหมอคือคุณพยาบาล วันนั้นอยู่เวรก็ผ่าไปเกือบ 10 เคส จนเคสหลัง ๆ ก็รู้สึกว่าทำได้แล้วนี่นา คุณพยาบาลสอนหลายอย่างมาก ต้องขอบคุณพี่ ๆ พยาบาลวันนั้นจริง ๆ”

หลังผ่านการใช้ทุนที่พิษณุโลก หมอตี๋ก็มาเรียนต่อแพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกและข้อตามความตั้งใจแต่แรก และได้มีโอกาสมาเริ่มงานที่โรงพยาบาล BNH ต่อหลังจากจบแพทย์เฉพาะทางด้านเปลี่ยนข้อเข่าข้อสะโพกเทียม ซึ่งในตอนแรก คุณหมอก็ยังกังวลเพราะกลุ่มคนไข้ที่โรงพยาบาลบีเอ็นเอชแตกต่างจากประสบการณ์ที่เคยพบเจอ แต่ด้วยความช่วยเหลือจากเพื่อน ๆ พี่ ๆ ในทีมแพทย์ และบุคลากรท่านอื่น เขาก็ค่อย ๆ ปรับตัว และสร้างความเชื่อใจให้คนไข้ได้ด้วยความสามารถและรอยยิ้ม

“ผมไม่เคยเรียนภาษาอังกฤษที่ไหน ตอนที่จบมาก็อ่านได้ แต่พูดไม่เก่ง ก็โชคดีมากที่ทำงานไป แล้วก็เรียนรู้ไปด้วย คนไข้ก็เป็นอาจารย์สอนภาษาคนหนึ่ง ทุกวันนี้ก็รู้สึกว่าพูดภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวันได้ค่อนข้างดีขึ้น หมอทุกคนที่นี่อยู่กับโรงพยาบาล BNH มานานและมีความเอ็นดูน้อง ๆ ไม่มีการเอารัดเอาเปรียบ รู้สึกเหมือนเป็นครอบครัว ทำให้ผมพูดคุยได้อย่างสบายใจ ช่วยกันดูแลคนไข้กันอย่างเต็มประสิทธิภาพ”

กั้นดั้มที่รัก

นอกจากฟุตบอลแล้ว หมอตี๋ยังเติบโตมากับหุ่นยนต์กันดั้ม ด้วยความเท่ ความสวยงาม ความคลาสสิก และความสร้างสรรค์บนตัวหุ่นยนต์ทำให้เขาหลงใหล แม้ว่าชีวิตวัยเด็กของเขาจะไม่มีโอกาสมากนักที่จะครอบครองหุ่นกันดั้มก็ตาม

ตอนเด็ก รู้สึกว่ามันแพงมาก แล้วเราก็ไม่ได้มีโอกาสซื้อหรือเล่น จำได้ว่าตอนประถม ผมช่วยคุณป้าขายข้าว ช่วยเขายกของข้างบ้านได้เงินมา 5 บาท 10 บาท เก็บตังค์ซื้อกันดั้มตัวเล็ก ๆ มาต่อเอง เป็นชุดเกราะมังกรราคา 240 บาท ทุกวันนี้ยังจำราคาได้ ผมแฮปปี้กับมันอยู่เป็นปี ตอนนี้หุ่นตัวนั้นก็ยังอยู่

ทุกวันนี้ก็กองเต็มบ้านเลยครับ แต่ว่าไม่มีเวลาต่อ

แม้ในวันนี้ที่ทุกคนหันไปชื่นชอบ Art Toys หมอตี๋ก็ยังคงซื้อหาหุ่นกันดั้มมาเก็บสะสมไว้ในตู้รอวันได้ต่อประกอบ สำหรับเขาแล้ว การได้ประกอบหุ่น และเพ่งพิจารณารายละเอียดบนตัวกันดั้มคือการฝึกทักษะการใช้สมาธิและบริหารความเครียดจากงานอย่างนึง

สมดุลชีวิตและการเดินทาง

ผมพูดเสมอว่าเวลาทำงานมันคืองาน ต้องแยกแยะกับการใช้ชีวิต ทำงานเต็มที่ให้ดีที่สุด มันเป็นรายได้ แล้วทุกคนก็ยังมีสิ่งที่ชอบ ก็ทำไปตามเวลาที่มี อย่างผมชอบอ่าน จะข่าวเอยหนังสือเอย อะไรก็ตามที่ทำให้เราได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ผมเคยมีความฝันว่าอยากเป็นเชฟ ทุกวันนี้ก็ยังชอบทำอาหาร ชอบกิน ชอบเดินทางท่องเที่ยว ก็มีความสุขกับมัน

หมอตี๋ชอบการเดินทางมาก เมื่อว่างเว้นจากการทำงานและมีเวลามากพอเขาจะออกเดินทาง หากได้ไปไกลรอบโลกก็คงเป็นเรื่องดี แต่คนเป็นหมอคงหาเวลาเช่นนั้นได้ยาก ในวันนี้เขาก็เก็บเล็กผสมน้อยไปตามส่วนต่าง ๆ ของโลกไปก่อน หากเป็นทริปที่ประทับใจที่สุดคงเป็นกรีซ ประเทศที่ไกลจากบ้านที่สุดแล้วในชีวิตเขา และหนึ่งในความทรงจำที่ดีที่สุดในชีวิตคุณหมอก็เกิดขึ้นที่นั่นเช่นกัน

ผมไปขอภรรยาแต่งงานที่กรีซ เป็นภาพในฝันเหมือนกัน ตอนนั้นผมไม่เคยคิดกล้าไปไหนไกลขนาดนี้ ทำการบ้านเยอะมาก เป็นช่วง Low Season ตอนไปจอดรถที่ซานโตรินี มีรถนักท่องเที่ยวอยู่แค่ 2 คัน รถผมโดนทุบกระจกด้วย ร้อยวันพันปีแฟนไม่เคยทิ้งโทรศัพท์ไว้ในรถ แต่ไม่รู้ทำไมคราวนี้ถึงไม่เอามือถือลงไป ที่จริงโจรเปิดหลังรถได้แต่ไม่ได้ทำ ยังโชคดีที่ของอยู่หลังรถหมดแหวนแต่งงานก็อยู่หลังรถ

แม้จะมีทรัพย์สินเสียหายไปบ้าง แต่ของสำคัญที่สุดก็ยังรอดจากเงื้อมมือโจร เมื่อจังหวะเป็นใจในเช้าวันหนึ่ง ขณะที่ท้องฟ้าสว่างใส และวิวหน้าห้องพักกำลังสวย คนรักของหมอตี๋เพิ่งเสร็จจากการอาบน้ำเตรียมลงไปทานอาหารเช้า เสียงเพลงโปรดของสองคนก็ดังขึ้นเป็นฉากหลังให้คุณหมอที่กำลังยืนถือแหวนอยู่หน้าประตู

แต่งงานกันนะ

แล้วสมดุลชีวิตของคุณหมอก็มีอีกหนึ่งหน้าที่สำคัญเพิ่มเข้ามา

วันแต่ละวันของหมอตี๋ยังคงผ่านไปอย่างทุกข์บ้างสุขบ้างตามธรรมดาโลก แต่ที่คุณหมอยังคงมีติดตัวอยู่ตลอดคือรอยยิ้ม ซึ่งเป็นสิ่งที่คุณหมออยากให้คนจดจำ และอยากให้ทั้งคนไข้และใครก็ตามที่ได้พบ ได้รับความสุขจากรอยยิ้มนั้น

ทุกอย่างมันไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ชีวิตผมมีเรื่องมากมาย แต่เชื่อว่าถึงจุดหนึ่งมันจะมีทางออก ผมโชคดีที่ได้ก้าวเดินมาได้ แล้วก็ได้เพื่อน ได้ครอบครัว หลาย ๆ อย่างหล่อหลอมกันจนทำให้ผมมาถึงจุดนี้

Articles & Published Content

ติดต่อสอบถาม หรือทำนัดหมายกับเจ้าหน้าที่
ผ่าน LINE @MBRACE

ทำนัดหมายแพทย์ออนไลน์​ | Appointment

นพ. วรพจน์ หงสเลิศพิภพ

นพ. วรพจน์ หงสเลิศพิภพ

WORAPOJ HONGLERSPIPOP, M.D.

ความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง

ศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิกส์

ความสนใจเฉพาะทาง

ศัลยกรรมกระดูกและขัอ

การผ่าตัดข้อสะโพกและข้อเข่าเทียม

ผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า

ประวัติการศึกษา

ปริญญาทางการแพทย์, แพทยศาสตร์บัณฑิต (พ.บ), จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ไทย

การศึกษาหลังปริญญา

ศัลยศาสตร์ตกแต่งข้อ, โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, ไทย

วุฒิบัตร

แพทยสภา, ศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิกส์, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ภาษา

ไทย

อังกฤษ

เพศ

ชาย

Doctor Story

ตารางออกตรวจ

ศูนย์กระดูกและข้อ ครบวงจร

วัน เวลา
จันทร์ 09:00 - 17:00
อังคาร -
พุธ 09:00 - 17:00
พฤหัสบดี 09:00 - 17:00
ศุกร์ 09:00 - 17:00
เสาร์ 09:00 - 17:00
อาทิตย์ -

Ultimate Bone and Joint Care Centre

วัน เวลา
จันทร์ 09:00 - 13:00
อังคาร -
พุธ 09:00 - 13:00
พฤหัสบดี 09:00 - 13:00
ศุกร์ 09:00 - 13:00
เสาร์ 09:00 - 13:00
อาทิตย์ -

นี่คือตารางออกตรวจปกติของแพทย์ วันเวลาที่ออกตรวจจริงอาจมีการเปลี่ยนแปลง กรุณาตรวจสอบวันเวลาที่ว่างเมื่อทำการนัดหมาย