– นพ.นพรัตน์ พานทองวิริยะกุล –
ด้วยตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาล BNH อาจทำให้ผู้คนคิดว่า นพ.นพรัตน์ พานทองวิริยะกุล เติบโตมากับความเพียบพร้อมที่ปูทางสู่ความสำเร็จในหน้าที่การงาน แต่เรื่องราวชีวิตของคุณหมอที่จริงมีทั้งขึ้นและลง มีจุดหักเหเฉกเช่นบุคคลทั่วไป อาจกล่าวได้ว่าเป็นทั้งลิขิตฟ้าและมานะตนที่นำพา นพ.นพรัตน์ เข้าใจภาพรวมของทุกศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจการแพทย์ และขึ้นสู่การเป็นผู้นำในสายบริหารที่ไม่หยุดพัฒนาเพื่อประโยชน์อันสูงสุดของคนไข้
เด็กเกเร
“ผมเกิดมาในบ้านสวน ที่บ้านทำโรงงานน้ำตาลในอำเภอพานทอง ชลบุรี ตอนเด็กก็ทำปืนวิ่งเล่นไล่ยิงกับน้องชายอยู่ในไร่อ้อย เก็บมะม่วง เก็บผักกัน”
เมื่อเกือบ 60 ปีที่แล้ว การเลี้ยงดูครอบครัวขนาดใหญ่ที่มีลูกถึง 9 คน ต้องอาศัยความพยายามและกำลังทรัพย์เป็นอย่างมาก แม้ว่าสถานภาพจะเป็นเพียงชาวสวนที่ไม่ได้มีการศึกษาสูงหรือมีรายได้มากมาย แต่คุณพ่อคุณแม่ของคุณหมอนพรัตน์ก็เลี้ยงดูลูกโดยให้ความสำคัญกับการศึกษา และผลักดันลูกๆให้ไปได้ไกลที่สุดตามแต่ที่จะไปไหว
“พี่ชายคนนึงสอบเข้าคณะแพทย์ได้เป็นคนแรกของครอบครัว แม่ก็ดีใจมาก”
ในตอนนั้น พ่อแม่ก็อยากให้ ด.ช. นพรัตน์ได้มีโอกาสทางการศึกษาที่ดีเช่นกัน จึงส่งไปเรียนต่อชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่กรุงเทพฯ แต่มันกลับเป็นจุดหักเหในชีวิตของเด็กต่างจังหวัดที่เคยชินกับความอิสระเสรี มีเพียงมอเตอร์ไซค์คู่ใจก็พาตัวเองออกเดินทางไปได้ทุกที่
“ผมไม่ได้คุ้นเคยกับชีวิตกรุงเทพฯ ต้องนั่งรถเมล์ 2 ต่อไปโรงเรียน กลับบ้านก็นั่งรถเมล์อีก 2 ต่อ อากาศก็ร้อน รถก็ติด เสียเวลามาก และต้องไปอยู่บ้านคนไม่สนิทอีก”
แล้ว ด.ช. นพรัตน์จึงออกจากโรงเรียน แล้วหนีกลับมาชลบุรีโดยไม่ได้บอกใคร พ่อแม่ก็ต้องรีบเป็นธุระจัดหาสถานที่เรียนให้ใหม่กลางคันในอำเภอเมืองโดยให้พักกับพี่สาว แต่ประสบการณ์ชั่วคราวในกรุงเทพฯได้ทิ้งความบอบช้ำไว้ในใจของเขาจนกลายเป็นเด็กเกเรที่ไม่มีใครเอาอยู่ ไม่ยอมเรียนหนังสือ แค่ไปโรงเรียนในระดับที่จะไม่โดนไล่ออก จนในที่สุดก็ขาดเรียนไปหนึ่งอาทิตย์เต็มๆ พี่น้องก็จนปัญญาจะพูดด้วย คุณแม่ของเขาจึงต้องเดินทางมาคุยด้วยตัวเอง
“แม่ไม่มีอะไรให้นะ มีแต่เรื่องการศึกษา”
“แม่ไม่ต้องมาบอกหรอก ถ้าอยากไปเรียนจะไปเอง”
ถึงแม้เขาจะโต้เถียงกลับไปเช่นนั้น แต่ก็ยังกลับไปเรียนเพราะไม่อยากทำให้แม่เสียใจ ยังไม่ทันจบชั้น ม.4 คุณแม่ก็เกิดเส้นเลือดในสมองแตก และเสียชีวิตลงกะทันหัน
“ก็เลยมานั่งนึกว่าจะทำยังไงดี แก้สิ่งที่ทำไม่ดีไว้ไม่ได้แล้ว แต่ถ้าได้เรียนหมอ แม่ก็คงดีใจ”
นายนพรัตน์จึงใช้เวลา 2 ปีที่เหลือก่อนสอบเข้ามหาวิทยาลัยตั้งใจเรียนหนังสือ แต่การที่เขาเสียเวลาไปกับความเกเรอยู่หนึ่งปี เส้นทางนี้จึงไม่ง่ายนัก ตอนนั้นพี่ชายก็เพิ่งได้เป็นอาจารย์หมอที่คณะแพทย์ในมหาวิทยาลัยขอนแก่น จึงชวนเขามาอยู่ขอนแก่นด้วยกัน แล้วเขาก็ทำสำเร็จ ได้เรียนในสถาบันเดียวกับพี่ชาย ทำความหวังของแม่เป็นจริงแม้ท่านจะไม่มีโอกาสได้เห็นแล้วก็ตาม
“แรงบันดาลใจแรกเลย คืออยากให้คุณแม่ได้เห็น ความสุขในชีวิตของผู้หญิงชาวบ้านที่ทำงานทั้งวันเนี่ยมันไม่ได้มีอะไรมาก ท่านมีความสุขมากเวลาพูดถึงพี่ชายที่เป็นหมอ ผมก็เลยคิดว่าผมจะเป็นหมอเพื่อให้แม่มีความสุข”
พรหมลิขิตสู่แพทย์โรคหัวใจ
ท่ามกลางภาวะสงครามในประเทศกัมพูชาช่วงปี พ.ศ. 2533-2535 คลื่นผู้อพยพได้หลั่งไหลเข้ามาลี้ภัยในจังหวัดตราด นพ.นพรัตน์ ซึ่งกำลังใช้ทุนในโรงพยาบาลชายแดนจึงได้รับเคสชาวกัมพูชาจากค่ายผู้ลี้ภัยอยู่บ่อยครั้ง แพทย์ในโรงพยาบาลขนาดเล็กนั้นต้องทำทุกหน้าที่แม้ไม่ใช่แพทย์เฉพาะทางด้วยข้อจำกัดด้านบุคลากร บางครั้งคุณหมอยังเคยถูกตามให้ไปทำคลอดในเรือผู้อพยพที่มาถึงฝั่งไม่ทันการณ์ ประสบการณ์ที่ได้ลองงานหลากหลายในวันนั้นทำให้ นพ.นพรัตน์ ได้ตัดสินใจว่างานอายุรกรรมเป็นสายเฉพาะทางที่เหมาะสมกับตัวเอง
“สาขาที่ชอบที่สุดคือโรคหัวใจ เป็นงานที่ตื่นเต้น ต้องใช้เวลาสั้นที่สุดในการกู้ชีวิตกลับมา ต้องแข่งกับเวลาเป็นวินาที”
พอมาเรียนต่อด้านอายุรกรรมที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ คุณหมอไม่ทราบว่าสาขาหัวใจและหลอดเลือดเป็นหนึ่งในสาขายอดนิยมที่คนลงทะเบียนเรียนจนเต็มไปล่วงหน้าถึง 3 ปี เมื่อคงเรียนต่อสาขาย่อยที่ต้องการไม่ได้ นพ.นพรัตน์ ก็ตั้งใจจะกลับไปทำงานที่โรงพยาบาลในจังหวัดตราดหลังเรียนจบ
“อาจารย์ผู้มีพระคุณได้มาหาตอนผมเข้าเวรแผนกฉุกเฉิน แล้วบอกว่าปีที่จะถึงนี้ ตำแหน่งของคนที่จะมาเรียนสาขาหัวใจและหลอดเลือดว่าง 1 ตำแหน่ง ถามผมว่าจะเอาไหม ผมก็บอกว่าขอไปคิดหนึ่งเดือน”
อาจเป็นชะตาฟ้าลิขิตให้เขาได้เป็นหมอโรคหัวใจ เมื่อแพทย์ที่ลงทะเบียนเรียนสาขานี้ล่วงหน้าไว้จำเป็นต้องยุติการเรียนต่อเพื่อไปทำหน้าที่พ่อของลูก แต่ นพ. นพรัตน์ ก็ยังลังเลเพราะไม่ได้เตรียมใจไว้ ทั้งเงินก้อนใหญ่ที่ต้องไปใช้คืนโรงพยาบาลต้นสังกัดที่รับทุนมาเรียนต่อ ทั้งหนทางการเป็นแพทย์เฉพาะทางในโรงพยาบาลขนาดเล็ก ที่สุดท้ายต้องทำทุกอย่างเหมือนเดิม
“วันรุ่งขึ้นก็บอกอาจารย์ว่าผมเอา”
ผ่านไป 2 ปี นพ.นพรัตน์ กำลังใกล้จะเรียนจบสาขาหัวใจและหลอดเลือด ทางโรงพยาบาล BNH ได้แสดงความประสงค์ไปยังอาจารย์แพทย์ที่ รพ.จุฬาฯ ว่าต้องการแพทย์โรคหัวใจเพิ่ม ด้วยความที่คุณหมอตั้งใจเรียนและทุ่มเททำงานโดยไม่ได้สนใจอย่างอื่น จึงไม่ได้รู้จักโรงพยาบาลเอกชนแห่งนี้มากนักแม้ว่าจะอยู่ในละแวกเดียวกับสถาบันที่กำลังเรียนอยู่
“สนใจจะมาไหม ถ้าเธอไม่ไป ฉันก็จะไม่ส่งใครไป”
เพราะคำพูดของอาจารย์ผู้ใหญ่ที่เคารพในแผนกหัวใจ นพ.นพรัตน์ จึงลองมาสัมภาษณ์ และได้เริ่มงานประจำในโรงพยาบาล BNH จากเดิมที่ตั้งใจจะอยู่ไม่นานนัก แต่ผ่านมากว่า 25 ปีที่แล้ว คุณหมอยังไม่เคยย้ายไปไหน พร้อมช่วยพัฒนาระบบการแพทย์ภายในของโรงพยาบาลให้ก้าวสู่ชั้นแนวหน้า มอบบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการดูแลสุขภาพที่คนไข้ได้ประโยชน์จริง จากมุมมองของแพทย์ที่เข้าใจโรค และเข้าใจคนไข้
ธุรกิจที่มีคนไข้เป็นศูนย์กลาง
“ผมคิดไว้ตลอดเวลาว่าต้องดูแลคนไข้เหมือนญาติเรา เพื่อนหมอบางท่านบอกว่าคนไข้ผมเหมือนเป็นสาวกของอาจารย์นพรัตน์ คือมาแล้วถ้าไม่เจอก็กลับบ้านเลย ผมก็คิดว่าเป็นความสำเร็จ เพราะเหมือนกับเราได้รับความไว้วางใจให้ดูแลเขา ดังนั้นต้องทำงานเต็มที่ให้เขามีชีวิตที่มีคุณภาพ และป้องกันไม่ให้เขาเกิดโรคในวันข้างหน้า”
การได้ดูแลคนไข้อย่างใกล้ชิด ทำให้แพทย์โรคหัวใจอย่าง นพ. นพรัตน์ สังเกตเห็นข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งเมื่อคนไข้มารักษากับแพทย์เฉพาะทาง เมื่อเหตุแห่งความเจ็บป่วยที่อันตรายกว่าไม่ใช่อาการที่เกี่ยวข้องกับโรคที่กำลังรักษา คนไข้เองก็ไม่ทราบ และนอกเหนือขอบเขตที่หมอเฉพาะทางเจ้าของไข้ต้องสนใจ เช่น คนไข้มาหาหมอต่อเนื่องด้วยอาการความดันโลหิตสูง แต่ผ่านไปกลับพบว่าเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะสุดท้ายเพราะไม่เคยส่องกล้องตรวจ หรือคนไข้ไม่เคยรับวัคซีนไข้หวัดใหญ่เพราะไม่รู้ว่าเมื่อไรควรฉีด ทั้งๆที่มาพบแพทย์เป็นประจำ แล้วสุดท้ายต้องรักษาตัวในห้องไอซียูเพราะโรคไข้หวัดใหญ่
“ถามว่าคนไข้จะรู้ไหมว่าต้องทำอะไรบ้าง เขาก็ไม่รู้ แพทย์นี่แหละควรให้คำแนะนำ แล้วก็มีทีมวางแผนให้คนไข้ว่าเขาต้องทำอะไรเพื่อป้องกันโรคในเวลาที่เหมาะสมและทันต่อการดูแลรักษา เขาก็จะมีชีวิตอยู่อย่างแข็งแรง ถ้าเราไม่ดูให้ครบ สุดท้ายคนไข้ก็แย่”
“บางทีสิ่งที่เราดูก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไรกับเขามาก แต่ว่าเรื่องที่เราไม่ได้ดูนี่แหละทำให้เขาเสียชีวิต”
เมื่อ 5 ปีก่อน นพ.นพรัตน์ มีโอกาสไปเรียนรู้การป้องกันภาวะหัวใจขาดเลือดจากไขมันอุดตันในหลอดเลือดที่สหรัฐอเมริกา โดยการสแกนดูไขมันในหลอดเลือด จึงนำวิธีการนั้นมาใช้ในโรงพยาบาล BNH ควบคู่กับการดูแลโดยควบคุมปัจจัยเสี่ยงอย่างระดับไขมัน น้ำตาล ความดัน และการสูบบุหรี่ ซึ่งช่วยชะลอโรคที่อาจเกิดขึ้นได้
“คนไข้ที่หลอดเลือดอุดตันแล้วต้องทำบอลลูนหรือบายพาสยังต้องกินยาอีกเยอะ แล้วยาก็มีความเสี่ยง คนไข้ที่เข้าไปผ่าตัดก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะกลับมาแข็งแรงเหมือนเดิม ผมคิดว่ามันอาจจะสายเกินไปในการดูแลชีวิตคนไข้”
จากความตั้งใจที่จะให้คนไข้ลดความเสี่ยงของโรคในเวลาที่เหมาะสม นำไปสู่การดูแลสุขภาพแบบองค์รวม หรือ Complete Care อันเป็นแนวทางการดูแลของโรงพยาบาล BNH ที่ไม่เพียงมอบบริการทางการแพทย์เพื่อฟื้นฟูคุณภาพชีวิตรอบด้านของผู้ป่วย แต่ยังมอบการป้องกันโรคที่อาจเกิดขึ้นเพื่อการรักษาทันเวลาในแบบ personalise โดยอ้างอิงจากข้อมูลสถิติของโรคทั่วไปที่เป็นต้นเหตุของการเสียชีวิต และประวัติของคนไข้ สร้างมาตรฐานใหม่ในการดูแล แม้ว่าแพทย์เจ้าของไข้จะไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญสาขาอื่น แต่สามารถแจ้งกับคนไข้ได้ว่าเวลานี้เขาควรไปพบแพทย์เฉพาะทางด้านนั้นๆ หรือถึงเวลารับวัคซีนตัวนี้แล้ว โดยร่วมกับทีมบริการลูกค้าเพื่อลดโอกาสที่ผู้ป่วยต้องเผชิญกับโรคร้ายอื่นๆ
“เราเริ่มมีการศึกษามากขึ้นเรื่อยๆว่าจะทำยังไงถึงป้องกันได้ มีข้อมูลแล้วให้คนไข้ตัดสินใจเองว่าจะเลือกบริการนี้หรือไม่ แต่ที่ผ่านมา 90% เขาก็อยากทำ แล้วก็ไปชวนเพื่อนมาทำอีก เอาครอบครัวมาทำอีก เราก็มีคนจำนวนมากเข้ามาทำแต่ละปี เพราะว่าเราทำให้เห็นว่ามันมีประโยชน์จริง”
“ในขณะเดียวกัน เราก็ต้องระมัดระวังว่า ไม่ทำจนเกินไปจนกลายเป็นการพาณิชย์ เราไม่ได้มีวัตถุประสงค์แบบนั้น”
เพราะความตั้งใจที่จะสร้างให้โรงพยาบาล BNH เป็นโรงพยาบาลที่ดี ตั้งแต่สมัยที่ นพ.นพรัตน์ ยังเป็นเพียงอายุรแพทย์โรคหัวใจคนหนึ่งที่ไม่มีตำแหน่งด้านงานบริหารเมื่อกว่า 10 ปีมาแล้ว เขาก็อาสาช่วยงานของโรงพยาบาลหลายอย่าง จนผู้อำนวยการโรงพยาบาลในขณะนั้นได้เล็งเห็นความสามารถที่เป็นจุดกึ่งกลางระหว่างการแพทย์และธุรกิจ โดยมีจรรยาบรรณที่ถือผลประโยชน์ของคนไข้เป็นสำคัญเป็นกรอบครอบทุกอย่างไว้ดังเช่นนโยบายของโรงพยาบาล คุณหมอจึงได้เข้าร่วมกับทีมบริหารตั้งแต่นั้น จนขึ้นถึงจุดสูงสุดในตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาล BNH ในปัจจุบัน
“ตอนนี้ผมก็ยังดูคนไข้อยู่ แต่ว่าทำงานบริหารเป็นหลัก เราอยากให้โรงพยาบาลบีเอ็นเอชสร้างประโยชน์ให้คนไข้ เวลาที่เราพูดว่าจะไปข้างหน้าอย่างไร เราจะคิดว่าเราควรจะสร้างอะไรให้คนไข้ได้ประโยชน์ ไม่ใช่ปีนี้เรามีรายได้เท่านี้ ปีหน้าเราต้องได้เท่านี้ อย่าเอาเงินเป็นตัวตั้ง”
หากได้เห็นสีหน้าและแววตาของคุณหมอแต่ละท่านในโรงพยาบาล BNH จะรับรู้ถึงความสบายใจในการทำงานที่สามารถทุ่มเทเพื่อคนไข้ได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ได้มองที่รายได้จากการรักษา ซึ่งนี่เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมองค์กรที่คนไข้ก็สามารถรับรู้ได้ และในฐานะผู้นำองค์กร นพ.นพรัตน์ ยังคงสานต่อปณิธานนี้ เพื่อสร้างโรงพยาบาลที่มอบมิตรภาพและการบริการให้คนไข้ดุจญาติมิตร
ตั้งแต่ นพ. นพรัตน์ ได้เข้าร่วมทีมบริหาร โรงพยาบาล BNH ได้ริเริ่มบริการทางการแพทย์ใหม่ๆ ทำให้คนไข้จำนวนมากตรวจพบโรคร้ายตั้งแต่ระยะเริ่มต้นที่สามารถรักษาให้หายขาด ปลดล็อกความกังวลจากโรคทางพันธุกรรมที่ค้างคาอยู่ในใจ และดูแลสุขภาพตัวเองเพื่อลดโอกาสเกิดโรค บริการทั้งหมดคือทางเลือกที่คนไข้สนใจลงทุนเพื่อสุขภาพของตนเอง โดยมีบุคลากรทางการแพทย์ให้คำแนะนำในเวลาที่เหมาะสม
คำตอบของชีวิต
ความเข้าใจธรรม คืออีกหนึ่งปัจจัยที่เปลี่ยนแปลงชีวิตและสร้างความสำเร็จให้ นพ.นพรัตน์ หลังจากได้ใช้ชีวิตเที่ยวกินดื่มอยู่กับกลุ่มเพื่อนที่มีความหลงใหลในอาหารและเครื่องดื่มชั้นเลิศมาสักระยะ
“ตอนนั้นกำลังจะเริ่มเรียนรู้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านไวน์ มีเพื่อนที่เป็นซอมเมอลิเยร์ในไทย ก็ไปกินไวน์ดินเนอร์สนุกสนานกันทุกอาทิตย์”
แล้ววันหนึ่ง รุ่นพี่ที่สนิทกันสมัยประจำอยู่โรงพยาบาลในจังหวัดตราดได้มาหา รุ่นพี่ท่านนี้เป็นอดีตพ่อค้านักเที่ยว แต่ต่อมากลับเลือกละทิ้งเรื่องทางโลก และอุปสมบทเป็นพระ จำพรรษาอยู่แถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือห่างไกล
“ท่านมาหาที่โรงพยาบาล เอาหนังสือธรรมะมาให้ ผมเปิดดูก็ไม่ได้รู้สึกอยากอ่าน รู้สึกไม่เข้าใจ แล้วท่านก็มาอีกรอบ บอกว่าไม่ต้องอ่านหนังสือก็ได้ แต่จะให้เข้าคอร์สปฏิบัติธรรมกับพระอาจารย์ที่อยู่เชียงใหม่ ท่านไปมาแล้วดีมาก ก็อยากให้ไป”
คุณหมอนพรัตน์เห็นแก่หลวงพี่จึงไม่ได้ปฏิเสธไป แต่ก็ไม่ได้หาเวลาไปปฏิบัติธรรมอยู่ดี จนหลวงพี่กลับมาถามอีกครั้ง พร้อมมอบตารางค่ายธรรมะทั่วประเทศให้เลือกไปสักที่ พอหลวงพี่โทรมาถามอีก เขาจึงจำเป็นต้องเลือกตอบไป
“ผมก็ลางานไปปฏิบัติธรรมที่ระยอง 8 วัน 7 คืน แต่ก็มีงานด่วนที่หัวหน้าพยาบาลขอให้อยู่สแตนด์บาย เลยไปได้แค่ 4 วัน 3 คืน”
กว่าจะจัดการงานจนเสร็จและเดินทางไปถึงที่วัดก็ 2 ทุ่ม กิจกรรมคือการนั่งสมาธิทั้งวัน ชนิดที่หลังห้ามแตะพื้นหรือพิงผนัง ตื่นแต่ตีสี่ เข้านอนสามทุ่ม และมีอาหารต่อวันเพียง 2 มื้อ นพ.นพรัตน์ นั่งสมาธิด้วยความรู้สึกทรมานมากเพราะไม่ได้นั่งกับพื้นมานาน เป็นอย่างนี้ทุกวันจนเข้าบ่ายวันที่ 3 ซึ่งเป็นวันสุดท้าย
“ไม่ไหว จะเลิก จะกลับละ แต่ก็คิดอยู่ว่าถ้าผมเลิก จะทำได้อะไรได้สำเร็จหรือ ผมอุตส่าห์มา สุดท้ายบอกตัวเองว่าถ้าทนไม่ได้ 10 รอบ ก็จะเลิก รอบที่ 1 ปวดเข่าข้างซ้ายมาก ผมก็เห็นการเพิ่มขึ้นของความเจ็บปวด
จนถึงที่สุดมันก็คลายไปโดยที่ไม่ได้ขยับ ก็นั่งต่อไปเรื่อยๆ รอบที่ 2,3,4 พอรอบที่ 5 รู้สึกว่าจิตมันคลายลงอยู่ในสมาธิก็สว่างอยู่อย่างนั้น เริ่มรู้สึกว่าอะไรเกิดขึ้นกับเรา ไม่สามารถอธิบายได้ว่าทำไมอยู่ๆถึงหายปวดไปเฉยๆ ก็นั่งไปเรื่อยๆ ยิ่งนานยิ่งรู้สึกเบาสบาย และมีความสุข”
แม้ก่อนกลับกรุงเทพฯ คุณหมอพบว่าโทรศัพท์มือถือหายไป แต่ความรู้สึกข้างในกลับสงบและสบาย ไม่ขุ่นเคืองเหมือนอย่างที่เคยเป็น หลังจากนั้นเขาก็มุ่งศึกษาหลักธรรม อ่านหนังสือธรรมะมากมายได้เข้าใจทั้งหมด ทั้งที่ก่อนหน้านี้อ่านอะไรไม่เคยเข้าถึง แม้แต่การร่วมสังสรรค์กับกลุ่มเพื่อสายไวน์ก็ยังไม่มีความอยาก พอไปร่วมงานตามคำคะยั้นคะยอ คุณหมอกลับรู้สึกเหมือนไวน์ในแก้วมีรสราวน้ำเปล่า
“ผมก็เริ่มรู้สึกแล้วว่าบางสิ่งเปลี่ยนแปลงไป เพราะจิตมันหยุดปรุงแต่งไปชั่วคราว ตอนนั้นก็คิดว่าชีวิตมีเป้าหมายแล้ว จากที่จะเรียนอีกสาขาหรือมาทำวิจัย ก็ไม่ได้ทำแล้ว ถ้าจะเรียนอะไรในชีวิตนี้ ก็คือเรียนรู้ว่าสมาธิวิปัสสนาคืออะไร”
“นั่นคือเรื่องที่เปลี่ยนแปลงชีวิตผม”
แต่แล้ววันหนึ่ง หลวงพี่ที่พาคุณหมอมาสู่เส้นทางธรรมเกิดอาพาธด้วยอาการเส้นเลือดในสมองแตกกะทันหัน นพ.นพรัตน์ ได้พาท่านมารักษาในโรงพยาบาลบีเอ็นเอช แต่อาการสมองตายที่ตามมานั้น ในทางการแพทย์นั้นถือว่าท่านได้มรณภาพลงแล้วแม้ยังคงมีลมหายใจ หลังผ่านไป 2 คืน ในห้องไอซียูตามคำขอของโยมแม่ที่ต้องการใช้เวลาสุดท้ายกับลูกให้นานที่สุด คุณหมอนพรัตน์ก็เป็นผู้ถอดเครื่องช่วยหายใจให้ท่านหัวใจหยุดเต้นและจากไปอย่างสงบ พร้อมกับนั่งในรถพยาบาลเพื่อไปส่งร่างของท่านกลับบ้านเกิดในจังหวัดตราดอย่างสมเกียรติที่สุด
“ด้วยความระลึกถึงบุญคุณที่ท่านมีต่อผม”
หลักธรรมในวันนั้นไม่เพียงพา นพ.นพรัตน์ ออกห่างจากความลุ่มหลงทางโลก แต่ยังทำให้คุณหมอเข้าใจธรรมชาติของคน ทั้งคนทำงานและคนไข้ นำพาโรงพยาบาลบีเอ็นเอชก้าวหน้าไปพร้อมกับคุณธรรมที่สำคัญไม่น้อยกว่าเทคโนโลยีการแพทย์ใดๆ
“ผมอยากสร้างทีมแพทย์ที่มีประสบการณ์สูงสามารถดูแลคนไข้ได้ดี ต่อมาถ้าดูเฉพาะของตนเองมันก็ไม่พอ ต้องดูแลคนไข้ให้ครบเป็นองค์รวม ทีมต้องดูแลคนไข้ร่วมกันได้ การบริการมีมาตรฐาน เข้าใจและสื่อสารกับคนไข้ต่างชาติได้ ยาและอุปกรณ์ต้องทันสมัย นี่คือความคิดของผมที่ต้องการจะทำ”
ธุรกิจการแพทย์ภายใต้การนำทางของคุณหมอนพรัตน์นี้ เกิดขึ้นจากความปรารถนาดีที่อยากให้คนไข้ได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีในวันที่ยังไม่สาย และการน้อมนำเอาหลักธรรมมาใช้ในการบริหาร ด้วยประสบการณ์ของผู้ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมายาวนาน ทั้งในสนามชีวิต สนามธุรกิจ และโลกการแพทย์ ไม่ได้เกิดจากตำราหรือหลักสูตรบริหารธุรกิจจากสถาบันการศึกษาใด
ติดต่อสอบถาม หรือทำนัดหมายกับเจ้าหน้าที่
ผ่าน LINE @MBRACE
แพ็กเกจตรวจคัดกรองโรคหลอดเลือดสมอง หลอดเลือดหัวใจ และโรคมะเร็งปอด
ดูแล 3 ส่วนสำคัญของร่างกายที่รับบทหนักในทุกวัน ด้วยแพ็กเกจตรวจราคาพิเศษโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง
แพ็กเกจตรวจคัดกรองโรคหลอดเลือดสมอง หลอดเลือดหัวใจ และโรคมะเร็งปอด
หัวใจ สมอง และปอด 3 อวัยวะที่ทำงานสัมพันธ์กันมาโดยตลอด
รายการตรวจ
- ตรวจสุขภาพโดยแพทย์เฉพาะทางโรคหัวใจ
- ตรวจคัดกรองมะเร็งปอดด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์รังสีต่ำ (CT Chest Low Dose)
- ตรวจคัดกรองค้นหาภาวะความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจ (CT Calcium Score)
- ตรวจคัดกรองค้นหาภาวะความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง (Ultrasound Carotid for Stroke)
แพ็กเกจตรวจ สมอง ปอด
ดูแล 2 ส่วนสำคัญของร่างกายที่รับบทหนักในทุกวัน ด้วยแพ็กเกจตรวจราคาพิเศษโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง
แพ็กเกจตรวจ สมอง ปอด
ดูแล 2 ส่วนสำคัญของร่างกายที่รับบทหนักในทุกวัน ด้วยแพ็กเกจตรวจราคาพิเศษโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง
- คัดกรองภาวะโรคหลอดเลือดสมอง : Carotid Doppler Ultrasound
- ตรวจคัดกรองมะเร็งปอด : CT Chest Low Dose
แพ็กเกจตรวจแคลเซียมในหัวใจ CT Calcium Score Screening
CT calcium score เทคโนโลยีใหม่ในการตรวจหา แคลเซียมหรือหินปูนที่หัวใจ ที่อาจเกาะอยู่ที่ผนังหลอดเลือด ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการเกิด กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันจากหลอดเลือดอุดตันเฉียบพลัน การตรวจ CT Calcium นี้ ไม่ต้องเจาะ ไม่ต้องสวนหัวใจ และไม่เจ็บตัวแม้แต่นิดเดียว
ผู้ที่ควรตรวจ CT Calcium Score
- อายุมากว่า 50 ปีขึ้นไป
- โรค เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง
- สูบบุหรี่
เตรียมตัวอย่างไร? เมื่อต้องไปตรวจ CT Calcium Score
1. สามารถรับประทานอาหาร ดื่มนํ้าได้ตามปกติ
2. สามารถปฏิบัติตนได้ตามปรกติ โดยไม่มีข้อห้ามอะไรเป็นพิเศษ
3. สามารถตรวจควบคู่กันกับ Low-dose CT Scan เพื่อประโยชน์สูงสุดของคุณ
แพ็กเกจตรวจโรคหลอดเลือดสมอง Carotid Doppler Ultrasound Package
เทคโนโลยี Carotid Doppler Ultrasound ช่วยพยากรณ์อาการได้อย่างแม่นยำ ตรวจง่าย รวดเร็ว และไม่แพง เหมาะสำหรับการป้องกันและลดความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมอง
แพ็กเกจตรวจโรคหลอดเลือดสมอง Carotid Doppler Ultrasound Package
ใครบ้างที่ควรตรวจ
- มีภาวะความดันโลหิตสูง
- โรคเบาหวาน
- ระดับไขมันในเลือดสูง
- มีประวัติญาติสายตรงเคยเจ็บป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมอง หรือ โรคหลอดเลือดหัวใจ
- ภาวะน้ำหนักเกินหรืออ้วน
- ไม่ออกกำลังกาย
- สูบบุหรี่
เตรียมตัวอย่างไร ก่อนไปตรวจ Carotid Doppler Ultrasound
1. สามารถรับประทานอาหาร ดื่มนํ้าได้ตามปกติ
2. สามารถปฏิบัติตนได้ตามปรกติ โดยไม่มีข้อห้ามอะไรเป็นพิเศษ
นพ. นพรัตน์ พานทองวิริยะกุล
NOPPARAT PANTHONGWIRIYAKUL, M.D.
ความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง
อายุรศาสตร์
อายุรศาสตร์โรคหัวใจ
ประวัติการศึกษา
ปริญญาทางการแพทย์, แพทยศาสตรบัณฑิต (พ.บ.), จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ไทย
ปริญญาทางการแพทย์, แพทยศาสตรบัณฑิต (พ.บ.), มหาวิทยาลัยขอนแก่น, ไทย
วุฒิบัตร
แพทยสภา, อายุรศาสตร์โรคหัวใจ, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
แพทยสภา, อายุรศาสตร์, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ภาษา
ไทย
อังกฤษ
เพศ
ชาย
ตารางออกตรวจ
ศูนย์หัวใจ ไต เมตาบอลิซึม
| วัน | เวลา |
|---|---|
| จันทร์ | - |
| อังคาร | 09:00 - 12:00 |
| พุธ | - |
| พฤหัสบดี | 09:00 - 12:00 |
| ศุกร์ | - |
| เสาร์ | - |
| อาทิตย์ | 09:00 - 12:00 |
นี่คือตารางออกตรวจปกติของแพทย์ วันเวลาที่ออกตรวจจริงอาจมีการเปลี่ยนแปลง กรุณาตรวจสอบวันเวลาที่ว่างเมื่อทำการนัดหมาย