Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors
Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors

Translated by AI

ศ.นพ. เยื้อน ตันนิรันดรการเดินทางกว่า 40 ปี ในวงการสูตินรีเวชของ ศ.นพ. เยื้อน อากงหมอที่เหล่าคนดังและเซเลบไว้ใจ

– ศ.นพ. เยื้อน ตันนิรันดร –

คำว่า ‘อากงหมอ’ ที่คนไข้ใช้เรียก ศ. นพ. เยื้อน ตันนิรันดร สูตินรีแพทย์อาวุโส ผู้เคยสร้างคุโณปการให้วงการเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์มามากมายก่อนมาประจำที่โรงพยาบาล BNH ไม่เพียงบ่งบอกประสบการณ์ชั้นครูกว่า 40 ปี แต่ยังมีที่มาจากทารกบางรายที่คุณหมอเคยพาจากครรภ์มารดาออกสู่โลกกว้างในวันนั้น หลายท่านยังกลับมาเป็นคุณแม่ที่ผูกพันไว้ใจให้คุณหมอทำคลอดแก่ทารกรุ่นหลานในวันนี้

จากสำเพ็งสู่ลอนดอน

“คุณพ่อไม่อยากให้เรียนหมอ อยากให้ช่วยค้าขาย”

 

ครอบครัวชาวจีนที่อพยพมาตั้งรกรากในเมืองไทยแต่เก่าก่อนนั้นขึ้นชื่อเรื่องการค้าขาย และนิยมให้ลูกหลานสานต่อกิจการในครอบครัว ครอบครัวของ ด.ช.เยื้อน ก็เช่นกัน ชีวิตของเขาและพี่น้องอีก 7 คนในวัยเด็กวนเวียนอยู่กับการขายผ้าในตรอกหัวเม็ดย่านสำเพ็ง ช่วงปิดเทอมคือช่วงเวลาสั่งสมประสบการณ์ทางการค้าไม่ใช่เวลาเที่ยวเล่น แม้จะค้าขายจนชำนาญ แต่ ด.ช.เยื้อนกลับรู้สึกไม่สนุกกับการเก็บเงินจากลูกค้าและเฝ้าร้าน เขาอยากทำอาชีพที่มีประโยชน์และมีอิสรภาพมากกว่านี้

แล้ววันหนึ่งเมื่อพี่น้องในครอบครัวป่วยลง ครอบครัวก็พากันไปคลินิกของ ศ.นพ. ประสงค์ ตู้จินดา หมอเด็กที่มีชื่อเสียงในสมัยนั้น สิ่งที่ ด.ช.เยื้อน ได้เห็นไม่เพียงการรักษา แต่เป็นความศรัทธาที่คนไข้มอบให้ จำนวนรองเท้าที่เรียงเป็นแถวยาวหน้าคลินิกคือจำนวนคนไข้ที่มารอคิวจำนวนมาก และคุณหมอก็พูดดีปฏิบัติดีกับคนไข้ทุกคน ความประทับใจในวันนั้นได้จุดประกายให้เขาอยากเป็นหมอ แม้จะเป็นคนละเส้นทางกับอนาคตที่ครอบครัววางไว้ให้

ก่อนจบชั้นมัธยมปลายจากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย นายเยื้อนและเพื่อนอีกคนได้แอบที่บ้านไปเรียนพิเศษเพื่อจะสอบเข้าเรียนหมอ แล้วก็ทำสำเร็จ ได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โชคดีที่ในบรรดาพี่น้องที่เหลือ มีคนยินดีสานต่อกิจการของครอบครัว คุณพ่อจึงยอมให้เขาได้เรียนในสิ่งที่สนใจ ซึ่งนิสิตแพทย์เยื้อน ไม่เพียงทำได้ดี แต่ทำได้ดีที่สุดในรุ่น คว้าเกียรตินิยมอันดับ 1 เหรียญทอง ทั้งตอนเรียนจบปี 4 และปี 6 ไปพร้อมกับทักษะการใช้ชีวิตของนักศึกษารั้วจามจุรี เวลาว่างก็เฮฮากับเพื่อน กลับมาก็ตั้งใจเรียน เก็บประสบการณ์ได้ครบทั้งในและนอกตำรา

หลังจากเรียนจบเป็นสูตินรีแพทย์ นายแพทย์เยื้อนก็ได้รับพระราชทานทุนมูลนิธิอานันทมหิดล ลัดฟ้าไปศึกษาต่อด้านเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ ที่ University of London โดยมีความในใจว่าอยากวินิจฉัยทารกได้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์เพื่อการรักษาที่ทันท่วงที ชีวิตในต่างแดนของคนเอเชียสมัยที่กระแสความหลากหลายยังไม่แพร่หลายนั้นไม่ง่าย คุณหมอโดนดูถูกจากชาวตะวันตก แต่ระยะเวลาและความสามารถก็ทำให้คนต่างชาติยอมรับ และร่วมกันผลิตงานวิจัยทางการแพทย์กับทีมงานนานาชาติอีก 5 คน รวม 19 เรื่อง ภายในระยะเวลา 2 ปี บทเรียนที่ลอนดอนของคุณหมอทั้งองค์ความรู้ทางการแพทย์และการทำงานเป็นทีมได้ถูกส่งต่อประโยชน์สู่วงการแพทย์ไทยมาจนถึงปัจจุบัน

“ไปอยู่นู่นได้รู้หลักคิดการทำงานร่วมกันเป็นทีม ตอนนั้นส่วนใหญ่มีแต่คนต่างชาติ ทุกคนปากกัดตีนถีบมาเรียน เราเป็นทีมที่ดี และผลิตผลงานวิจัยสู้กับทางอเมริกา ทุกเย็นมาเขียนงานวิจัยกัน เสาร์อาทิตย์ก็ไปเฮฮา กลับมาวันจันทร์ก็เขียนงานวิจัยร่วมกันต่อ”

คุณหมอผู้สร้างการเปลี่ยนแปลง

“การวินิจฉัยและรักษาทารกในครรภ์เป็นศาสตร์ที่ลึกซึ้ง แล้วเราคิดว่าน่าจะริเริ่มหน่วยงานนี้ในไทยได้แล้วเพื่อให้ทัดเทียมกับต่างชาติ”

นายแพทย์เยื้อนกลับจากลอนดอนมาเป็นอาจารย์หมอประจำภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ในตอนนั้นเมืองไทยยังไม่มีหน่วยย่อยเฉพาะทางเพื่อดูแลรักษามารดาและทารกในครรภ์โดยเฉพาะ อาจารย์เป็นผู้ริเริ่มหลักสูตรนี้ที่จุฬาฯเป็นที่แรก และต่อมาก็เปิดการเรียนการสอนในโรงเรียนแพทย์ทั่วประเทศ

สมัยทำงานวิจัยที่ลอนดอน ทีมงานของอาจารย์มีผลงานเด่นคืองานวิจัยเกี่ยวกับการวินิจฉัยความผิดปกติของทารกในครรภ์และการรักษาตั้งแต่อยู่ในครรภ์ สิ่งนี้ก็ถูกนำมาต่อยอดเป็นเทคโนโลยีการเจาะเลือดมารดาเพื่อบอกความผิดปกติของโครโมโซมทารกได้อย่างปลอดภัย รวดเร็วและแม่นยำ (Noninvasive prenatal testing : NIPT) โดยเริ่มใช้ครั้งแรกที่โรงพยาบาลจุฬาฯ และคุณหมอเยื้อนยังเป็นผู้นำคลื่นเสียงความถี่สูงมาใช้ในการวินิจฉัยทารกในครรภ์ร่วมกับการรักษาทารกในครรภ์ในภาวะต่างๆ ด้วยข้อมูลวิจัยกับตัวเลขทางสถิติที่เก็บรวบรวมมานาน ทำให้คนค่อยๆเปิดใจยอมรับนวัตกรรมใหม่นี้ และสร้างการเปลี่ยนแปลงในการดูแลมารดาและทารกเป็นอย่างมาก

“สมัยก่อนเจอทารกผิดปกติในครรภ์ก็ส่งมาที่โรงเรียนแพทย์ ก็คิดว่าทำให้คนไข้สิ้นเปลือง ปัจจุบันเราก็สอนและผลิตแพทย์เวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ (MFM) แล้วก็ส่งไปประจำตามจังหวัดต่างๆ ให้รักษาคนไข้ได้กว้างขวางขึ้น”

อาจารย์เยื้อนสร้างบุคลากรทางการแพทย์มานับไม่ถ้วนนับแต่วันที่กลับจากอังกฤษจนวันเกษียณในวัย 60 ปี แม้ในปัจจุบันอาจารย์ยังคงใช้ประสบการณ์และความสามารถของแพทย์รุ่นใหญ่เพื่อสร้างแพทย์รุ่นใหม่ ในฐานะอาจารย์พิเศษที่สถาบันเดิม ควบคู่กับงานดูแลหญิงตั้งครรภ์และทารกในครรภ์ทั้งทางกายและใจร่วมกับทีมงานคุณภาพจากโรงพยาบาล BNH

ผลงานที่อาจารย์เยื้อนได้มอบแก่โรงเรียนแพทย์ยังนำมาสู่ตำแหน่งทางวิชาการ ที่พิสูจน์ความสามารถจนได้ขึ้นสู่ตำแหน่งศาสตราจารย์ในวัยต้นสี่สิบ ซึ่งนับเป็นศาสตราจารย์ที่อายุน้อยที่สุดในสมัยนั้น และสู่เกียรติภูมิสูงสุดในวัยต้นห้าสิบ คือการได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุด มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก ในปี พ.ศ. 2551 ที่มอบให้แก่ผู้กระทำความดีความชอบเป็นประโยชน์แก่ราชการหรือสาธารณชน

คุณหมอของคนดัง

“เราดูแลคนไข้ทุกคนเหมือนกัน ไม่ค่อยชอบสืบประวัติคนไข้ พอพยาบาลบอกว่าคนนี้เป็นคนดัง เราก็โอเคคุยกับเขาตามปกติ แต่เราไม่ได้เลือกปฏิบัติ”

ด้วยประสบการณ์ในการดูแลแม่และเด็กมายาวนาน ทำให้คุณแม่กว่าหมื่นรายไว้ใจในการทำคลอดกับคุณหมอเยื้อน ความพอใจและเชื่อในฝีมือจากคนไข้สะท้อนมาในรูปของคำแนะนำจากปากต่อปาก จากรุ่นสู่รุ่น ทำให้มีบุคคลในวงสังคมที่มีชื่อเสียงหลายท่าน ทั้งครอบครัวนักธุรกิจใหญ่ นักแสดงชื่อดัง ได้เจาะจงเลือกฝากครรภ์กับคุณหมอ คนไข้บางรายที่อาจารย์เยื้อนเคยทำคลอดให้ พอโตขึ้นเป็นคุณแม่ ก็ยังกลับมาให้คุณหมอดูแล

อย่างไรก็ตาม การได้ดูแลคนดังไม่ใช่สิ่งซึ่งคุณหมอมองว่าเป็นความสำเร็จ ในฐานะสูตินรีแพทย์นั้น เพียงได้เห็นคนไข้มีความสุข คลอดลูกออกมาแล้วลูกแข็งแรงและคุณแม่ปลอดภัย เท่านี้ก็สร้างความภาคภูมิใจให้ชีวิตคุณหมอมากเหลือเกิน

“เราจะรู้ได้ไงว่าใกล้ชิดกับคนไข้มาก ก็เวลาเราไปข้างนอกแล้วคนไข้มักวิ่งเข้ามาทักเหมือนญาติสนิท มาถามว่าหมอจำหนูได้ไหม หมอทำคลอดให้หนูไง ตอนนี้ลูกหนูโตแล้ว ตอนนี้ลูกเขาเติบโตมาเป็นยังไง ก็เป็นสิ่งที่เราภูมิใจที่เห็นเขาได้โตมาทำประโยชน์ให้สังคม”

สิ่งที่อาจารย์เยื้อนยึดถือและทำให้ทุกคนยอมรับในการทำงานมาอย่างยาวนาน คือความตรงต่อเวลา เพราะสูตินรีแพทย์ต้องดูแลคนสองคนคือแม่และเด็ก ทุกอย่างต้องแข่งขันกับเวลาแม้ว่าคนไข้จะไม่ถือฤกษ์ยามในการคลอดก็ตาม และการทำคลอดคือการทำงานเป็นทีม ในห้องคลอดนั้นมีทั้งกุมารแพทย์ วิสัญญีแพทย์ พยาบาล ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของทีมจึงมาสายไม่ได้ ความตรงต่อเวลาของคุณหมอนั้นยังสะท้อนออกมาในการใช้ชีวิตด้านอื่นด้วย ไม่ว่าในฐานะสามี พ่อ อาจารย์ หรือกรรมการสมาคมต่างๆ อาจเรียกได้ว่าเป็นวินัยในการดำรงชีวิตที่สร้างสมดุลชีวิตให้คุณหมอสามารถจัดการงานทุกอย่างได้รวดเร็ว และจัดสรรเวลาเพื่อเรื่องส่วนตัวได้เป็นอย่างดี

“เพราะเวลาเรียกคืนไม่ได้ ผ่านไปแล้วก็หายไป”

ส่วนหนึ่งของการเดินทางในอาชีพสูตินรีแพทย์ของอาจารย์เยื้อน คือการทำงานในโรงพยาบาล BNH ซึ่งคุณหมอผูกพันกับโรงพยาบาลนี้ตั้งแต่เป็นแพทย์นอกเวลาควบคู่กับงานอาจารย์ในโรงเรียนแพทย์ จนถึงวันนี้คุณหมอมาประจำที่โรงพยาบาล BNH รวมแล้วนานกว่า 30 ปี อาจารย์เยื้อนจึงเป็นทั้งผู้เห็นการเปลี่ยนแปลงและผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่สมัยที่โรงพยาบาลยังเป็นอาคารหลังเก่ามีห้องคลอดบนชั้น 2 สู่ปัจจุบันที่อยู่ในแถวหน้าของโรงพยาบาลเอกชนในประเทศ และแผนกสูตินรีเวชได้เปิดศูนย์สุขภาพสตรี เพื่อดูแลผู้หญิงอย่างครบวงจร ด้วยเทคโนโลยีที่นำสมัยและบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งหลายท่านคือลูกศิษย์ที่คุณหมอเป็นผู้สร้างมากับมือ

ครอบครัวผู้เป็นลมใต้ปีก

“สิ่งที่ภูมิใจที่สุดคือได้ทำคลอดหลานตัวเอง”

 

อีกเหตุผลหนึ่งที่อาจารย์เยื้อนกลายเป็น ‘อากงหมอ’ เพราะได้ทำคลอดให้หลานตัวเอง และยังมีโอกาสได้ทำคลอดให้ลูกหลานของพี่น้องในครอบครัวทั้งหมด

แต่ผู้อยู่เบื้องหลังบทบาทของคุณหมอคนดังและสูตินรีแพทย์ประจำตระกูลนั้น คือภรรยาที่อยู่เคียงข้างและสนับสนุนการทำงานของสามีมาเกือบครึ่งศตวรรษ แม้หน้าที่แพทย์นั้นไม่อาจมอบเวลาให้ครอบครัวมาเป็นอันดับหนึ่งได้ แต่ความเข้าใจจากครอบครัวนี้ทำให้อาจารย์เยื้อนได้ทุ่มเทในการดูแลคนไข้ได้อย่างไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง ตั้งแต่สมัยรับราชการงานสอนจนถึงทุกวันนี้ที่เกษียณอายุราชการมาประจำโรงพยาบาล BNH

“บางทีเราดูหนังกันอยู่ ถูกตามก็ต้องวิ่งออกมาแล้ว ภรรยาก็เข้าใจว่าเรามีหน้าที่ เวลาไปกินข้าวต้องมีรถ 2 คัน ถ้าถูกตามต้องรีบกลับก่อน”

 

ถึงแม้สถาบันครอบครัวคือสิ่งสำคัญที่สุดของคุณหมอเยื้อน แต่ในวันที่คุณหมอต้องเสียสละเพื่อผู้ป่วย ภรรยาคือผู้เสียสละเพื่อครอบครัว สวมหมวกเป็นทั้งพ่อและแม่ดูแลลูกๆทั้งสามอย่างไม่ขาดตกบกพร่องจนเติบโตเป็นคนดีของสังคม จนตอนนี้แม้ในช่วงที่ภาระงานมากที่สุด ตารางชีวิตของคุณหมอยังคงมีกำหนดการทานข้าวพร้อมหน้ากับลูกหลานทุกสุดสัปดาห์ เพื่อรักษาสายสัมพันธ์ของครอบครัวอันเป็นกำลังใจสำคัญในชีวิต 

 

“ครอบครัวต้องมาก่อน ถ้าครอบครัวแตกสลาย เราก็ดูแลคนไข้ให้ดีไม่ได้”

หุ่นดี หน้าเด็ก เพราะออกกำลังกาย

“ยิ่งอายุมาก ยิ่งต้องออกกำลังกาย การออกกำลังกายมวลกล้ามเนื้อสำคัญมาก ทำให้เราดูหนุ่มอยู่เสมอ”

คนไข้มักทักว่าคุณหมอดูหนุ่มกว่าวัยแม้จะมีอายุถึง 66 ปี แล้วก็ตาม ความลับที่เปิดเผยได้คือการออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่สมัยมหาวิทยาลัย ในแต่ละวัน คุณหมอเยื้อนจะจัดเวลาให้ตัวเองได้ออกกำลังกายหนึ่งชั่วโมงถึงหนึ่งชั่วโมงครึ่ง มีเวทเทรนนิ่ง คาร์ดิโอ แล้วจบด้วยการยืดกล้ามเนื้อหลังออกกำลังกาย ควบคู่กับการกินอาหารให้เหมาะสม เลือกทานสิ่งที่มีประโยชน์ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่เครียดมาก เพียงเท่านี้ก็ทำให้สุขภาพดีและผิวพรรณดีตามมา

“ถ้าสุขภาพไม่ดี ก็มาทำงานดูแลคนไข้ไม่ได้”

เรื่องราวการเดินทางในวงการสูตินรีเวชของ ศ.นพ.เยื้อนนั้นอาจยาวนานเกินกว่าทั้งชีวิตของใครหลายคน และขึ้นไปอยู่บนจุดสูงสุดทั้งตำแหน่งและชื่อเสียง อย่างไรก็ตาม สิ่งที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของคุณหมอนั้นไม่ใช่เพียงคุณวุฒิและวัยวุฒิ แต่คือจิตวิญญาณ ที่หลอมรวมทั้งประสบการณ์ในฐานะแพทย์ ฐานะอาจารย์ และฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่ใส่ใจคน ใส่ใจครอบครัว และใส่ใจตัวเอง

“ถึงตอนนี้ เราคงเป็นคนต้นแบบให้ใครไม่ได้ ทุกวันนี้ก็ไม่ต้องรวยมาก มีพอกินพอใช้ สุขภาพสำคัญที่สุด ครอบครัวสำคัญที่สุด ทำงานให้ดีที่สุดในกำลังที่เราทำไหว”

Customer’s Story

ติดต่อสอบถาม หรือทำนัดหมายกับเจ้าหน้าที่
ผ่าน LINE @MBRACE

นพ. เยื้อน ตันนิรันดร

นพ. เยื้อน ตันนิรันดร

YUEN TANNIRANDORN, M.D.

ความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง

สูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา

เวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์

ประวัติการศึกษา

ปริญญาทางการแพทย์, แพทยศาสตรบัณฑิต (พ.บ.), จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ไทย

วุฒิบัตร

แพทยสภา, Maternal and Fetal Medicine

แพทยสภา, สูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา

ภาษา

ไทย

อังกฤษ

เพศ

ชาย

Doctor Story

ตารางออกตรวจ

ศูนย์สุขภาพสตรี

วัน เวลา
จันทร์ -
อังคาร -
พุธ -
พฤหัสบดี 15:00 - 18:00
ศุกร์ -
เสาร์ 09:00 - 11:00
อาทิตย์ 09:00 - 15:00

นี่คือตารางออกตรวจปกติของแพทย์ วันเวลาที่ออกตรวจจริงอาจมีการเปลี่ยนแปลง กรุณาตรวจสอบวันเวลาที่ว่างเมื่อทำการนัดหมาย