คนไข้อาจไม่คุ้นชื่อ หมอเชอรี่ พญ. ยิ่งลักษณ์ ปัญจวรานุวัตร์ แต่บุคลากรทุกคนต้องรู้จักคุ้นเคยกับคุณหมอ เพราะเธอคือคนสำคัญที่อยู่เบื้องหลังงานบริการทั้งหมด ในฐานะรองผู้อำนวยการโรงพยาบาล BNH ที่ดูแลงานด้านคุณภาพและบริหารความเสี่ยง พร้อมกันนั้น วิถีชีวิตของคุณหมอยังเป็นแรงบันดาลใจให้เพื่อนร่วมงานกล้าออกจากขนบความเชื่อเดิม ๆ และหาความท้าทายใหม่ ๆ เพื่อเพิ่มสีสันและเป้าหมายให้ชีวิต ในแบบที่ผู้บริหารวัย 50 ตอนกลางอย่างเธอยังไม่หยุดทำ
จากเด็กที่เกือบไม่ได้เรียนต่อ สู่งานบริหาร
“เราอยากเรียนวิศวะฯ แต่อาจารย์แนะแนวมากรอกใบสมัครเอ็นทรานซ์ให้ ใส่หมอขอนแก่นให้ อันดับ 1 เราก็ไม่คิดว่าจะติด”
เชอรี่เกิดในครอบครัวที่มีแม่ที่จบ ป. 4 และเป็นแม่บ้าน ส่วนพ่อจบ ม.ปลาย และทำงานรับจ้างในล้ง ผลไม้ แต่ทั้งพ่อและแม่ก็สนับสนุนให้ลูกทุกคนได้รับการศึกษาสูงที่สุดเท่าที่ความสามารถจะไปไหว โชคดีที่เชอรี่เป็นเด็กเรียนดีมาตั้งแต่อยู่โรงเรียนวัดแถวบ้าน แถมเป็นเด็กกิจกรรม เวลาคุณครูต้องการคนอาสาทำงานอะไร เธอมักรับอาสา เลยได้ฝึกทักษะการเป็นผู้นำมาแต่เด็ก
พอย้ายมาเรียนมัธยมปลายที่โรงเรียนสตรีวัดระฆัง เธอยังคงเรียนดีติดอันดับ แต่ก่อนสอบเอ็นทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัยก็เจออุปสรรคครั้งใหญ่เพราะคุณพ่อเกิดปัญหาสุขภาพจนเดินไม่ได้ ทั้งบ้านก็ขาดรายได้ เชอรี่ที่เป็นลูกคนโตเคยเกือบตัดสินใจไม่เรียนต่อ เพื่อไปทำงานหาเงินส่งเสียครอบครัว แต่โชคดีที่น้าชายเข้ามาช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในบ้าน และคุณพ่อได้รับการผ่าตัดจนกลับมาเดินได้และทำงานต่อได้ในที่สุด เธอจึงได้เข้ามหาวิทยาลัย
“ครั้งนั้นคือความลำบากที่สุดในชีวิตแล้ว ผ่านมาได้นี่ ที่เหลือคือธรรมดาไปเลย”
เชอรี่ชื่นชอบวิชาเคมีเป็นพิเศษ ทำให้สนใจเรียนต่อวิศวกรรมเคมี แต่อาจารย์แนะแนวของโรงเรียนหญิงล้วนมีความเชื่อว่าวิศวกรรมอาจไม่เหมาะนักสำหรับผู้หญิง และคนเรียนดีต้องไปเรียนหมอ ชีวิตแพทย์ของหมอเชอรี่ก็เลยเริ่มต้นขึ้นด้วยความจับพลัดจับผลูเช่นนี้
“แล้วถ้าถามว่าตอนนั้นอยากเป็นหมอมั้ย เรายังเฉย ๆ ไม่ได้อินอะไร”
3 ปีแรกในคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ก็ยังไม่ทำให้ นศพ.เชอรี่ รู้สึกอินกับเส้นทางนี้ จนได้ทำงานใกล้ชิดกับคนไข้จริงตอนปี 4 ที่เธอมีความรู้สึกผสมกัน ทั้งอยากให้คนไข้หายป่วย และอยากเอาชนะโรคเหล่านั้นให้ได้ ความอินในงานของหมอก็ตามมา
นศพ.เชอรี่ ชอบงานหัตถการที่ได้อยู่ในห้องผ่าตัด แต่พอได้ลองมาเรียนวิสัญญี เธอพบว่างานนี้ต้องรู้วิธีการผ่าตัดทุกระบบ เพื่อสามารถจัดการวางยาได้ถูก แถมได้ทำหัตถการด้วยตัวเองในบางเคส เช่น การใส่ท่อช่วยหายใจแบบพิเศษ งานดมยาจึงเป็นงานที่สนุก ท้าทาย ประจวบกับยุคเมื่อ 30 ปีก่อน วิสัญญียังเป็นสาขาขาดแคลน หากใครสนใจเรียน ก็สามารถต่อเฉพาะทางได้เลยโดยไม่ต้องใช้ทุน
ในการรับรู้ของคนทั่วไป หมอดมยาคือคนที่อยู่เบื้องหลังโดยไม่ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับคนไข้ ซึ่งก็จริงในยุคก่อนหน้า และทำให้วิสัญญีแพทย์มักเป็นจำเลยในการฟ้องร้องมากที่สุดเพราะคนไข้ไม่รู้สึกผูกพันด้วย ยุคที่หมอเชอรี่เรียนเฉพาะทาง จึงถือเป็นยุคเปลี่ยนผ่านที่วิสัญญีแพทย์ต้องมาคลุกคลีกับคนไข้ คอยอธิบายการเตรียมตัวผ่าตัด ผลกระทบของการวางยา เพื่อผลลัพธ์ที่ดีของคนไข้ และสร้างปฏิสัมพันธ์เพื่อลดอัตราการฟ้องร้อง จึงไม่น่าแปลกใจที่หมอเชอรี่ไม่ใช่คุณหมอสายอินโทรเวิร์ด แต่เธอช่างเจรจาทั้งกับคนไข้และเพื่อนร่วมงานในโรงพยาบาล
พอเรียนจบเฉพาะทาง หมอเชอรี่มาเป็นอาจารย์สอนนักศึกษาแพทย์ต่อที่ขอนแก่นสักระยะ แล้วก็มีเหตุจำเป็นให้ย้ายกลับกรุงเทพฯ เธอเลยมาประจำที่โรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง ซึ่งมี Patient Care Team ประจำแผนกศัลยกรรม หมอดมยาที่เข้าใจวิธีการผ่าตัดทุกระบบ ช่างเจรจา แถมมีทักษะผู้นำติดตัวมาตั้งแต่ตอนเรียนอย่างหมอเชอรี่เลยได้รับมอบหมายหน้าที่นี้ ซึ่งนับเป็นก้าวแรกในงานบริหาร ที่ต่อมาคุณหมอก็ไต่เต้าสู่ประธานทีมดูแลคนไข้ของโรงพยาบาล เมื่อเธอได้ใช้ทักษะการประสานงานและการจัดการทั้งหลายมากขึ้น โรงพยาบาลก็ไว้ใจให้มาคุมงานดูแลคุณภาพโรงพยาบาล ซึ่งเป็นงานยากที่ต้องประสานงานสิบทิศกับบุคลากรทุกฝ่าย แต่หมอเชอรี่ก็พาโรงพยาบาลให้ผ่านมาตรฐาน HA ได้ในที่สุด
จากผลงานนั้น ทำให้คุณหมอได้รับการเสนอชื่อให้ทดลองงานในฝ่ายบริหาร และเธอก็ได้พิสูจน์ฝีมือจนได้รับการยอมรับจากฝ่ายบริหาร และก้าวสู่ตำแหน่งผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงพยาบาล ไปพร้อมกับการเป็นวิสัญญีแพทย์
“เป็นผู้ช่วยอยู่สัก 2 ปี ก็ได้พบ นพ.นพรัตน์ ผอ.โรงพยาบาล BNH ตอนไปเรียนหลักสูตรผู้บริหาร อาจารย์ก็ชวนมาที่นี่”
หมอเชอรี่เข้ามาเป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการ ที่ได้รับมอบหมายทั้งงานดูแลคุณภาพ และงานบริหารความเสี่ยง ซึ่งเป็นงานที่ต้องใช้เวลาและความทุ่มเทมากทั้งคู่ เธอจึงหันมาดูแลงานบริหารเต็มตัวโดยไม่ได้ออกตรวจคนไข้อีก เมื่อได้แสดงความสามารถอยู่ 9 ปี ก็ได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นรองผู้อำนวยการ
วิถีผู้บริหาร
“เพื่อนร่วมงานเด็ก ๆ จะบอกว่าหมอดุ แต่เราจะดุกับคนที่ทําผิดแล้วไม่รู้ตัว ถ้าทำผิดแล้วคิดได้ และแก้ไข ก็จะไม่เคยดุกับคนเหล่านี้เลย”
หมอเชอรี่นิยามว่าตัวเองเป็นผู้บริหารที่เข้มงวด และเถรตรงประหนึ่งผู้คุมกฎกติกา ซึ่งหากเป็นเรื่องงานแล้ว จะยอมให้คนใต้บังคับบัญชาออกนอกลู่นอกทางไม่ได้ โดยเฉพาะกับงานโรงพยาบาลที่มีพื้นที่ยืดหยุ่นให้กับความผิดพลาดได้น้อย หากลูกน้องทำพลาด เธอก็ต้องอธิบายจนเข้าใจเพื่อปรับชุดความคิดเป็นลำดับแรก หลายครั้งเธอเองก็ต้องบริหารความเถรตรงของตัวเอง เพื่อรักษาความรู้สึกของเพื่อนร่วมงานด้วย
“ลูกน้องจะทราบว่าเราเป็นคนที่ดุแล้วสอน ไม่ใช่ดุแล้วใช้อารมณ์ และเราก็เป็นหมอที่ไม่อยากให้ใครเรียกหมอ เพราะรู้สึกว่าคำนี้มีไว้สําหรับให้คนไข้เรียก กับเพื่อนร่วมงานก็ให้เรียกพี่เรียกน้องกันดีกว่า จะได้ไม่ต้องยึดติดกับสรรพนามข้างหน้า มองเป็นคนธรรมดา ไม่ต้องมาเอาใจเราเป็นพิเศษ สนุกกันได้ ได้ร้องเพลงด้วยกัน ขึ้นไปเต้นบนเวทีได้ เราเป็นสายเอนเตอร์เทนแบบนั้น”
มีเพื่อนร่วมงานหลายคนที่คุณหมอสนิทสนมด้วยเป็นพิเศษ ในระดับที่สามารถไปออกทริปวิ่ง ตั้งแคมป์ ปาร์ตี้ด้วยได้ แต่คนเหล่านั้นก็จะไม่ได้สิทธิพิเศษใด ๆ จากหมอเชอรี่
“ถ้าคนที่สนิทมากทําผิด อาจโดนดุเยอะกว่าคนที่ไม่สนิทด้วยซ้ำ เพราะถือว่ารู้จักนิสัยเราเยอะกว่าคนอื่น แต่ยังทําผิดอีก”
ความตรงไปตรงมาที่ควบคู่ไปกับการเอาใจเขามาใส่ใจเรา และชอบที่ได้ใกล้ชิดสนิทสนมกับลูกน้อง เป็นเคล็ดลับที่ทำให้หมอเชอรี่บริหารงานและบริหารคนได้อย่างมีคุณภาพ
“งานบริหารมันยากไปหมด เพราะมันกว้าง ต้องดูทั้งตัวเลข ทั้งคน เราอยากเติบโต ก็ต้องทำงานหนัก แล้วจะทํายังไงให้คนทั้งองค์กรยอมทํางานหนักเพื่อให้ได้ตัวเลข เราให้เขาเหนื่อย มันก็ต้องทำให้เขาเหนื่อยแบบมีความสุข ซึ่งการบริหารคนนั้นยากที่สุด ถ้าทำได้ ทุกอย่างมันก็ไปได้หมด แต่ถ้าเมื่อไรที่บริหารคนแล้วเขาไม่ทําตามแผน ธุรกิจมันก็ไม่โต มันต้องตั้งต้นจากการทําความเข้าใจกับทีม ให้ทีมเชื่อมั่นในเราก่อน แล้วมันจะเดินง่าย เราพยายามทำให้ทุกคนรู้ว่าที่เราให้เขาทํา ไม่ใช่แค่เป็นผลงานของเรา แต่จะเป็นผลงานของเขาด้วย เขาทำได้ดี เราก็มีความสุขไปกับเขา”
ข้อดีของโรงพยาบาล BNH ที่หมอเชอรี่สัมผัสได้จากการทำงานมาร่วม 12 ปี คือความร่วมมือเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และพยายามเต็มที่เพื่อให้คนไข้ได้รับบริการที่ดีที่สุด
“อยู่ที่นี่ เวลามีนโยบายอะไรลงมา ถ้าเพื่อโรงพยาบาลแล้ว น้อง ๆ ไม่เคยบอกว่ามันยาก ทําไม่ได้ ทุกคนมีแต่บอกว่าเราจะทําไปด้วยกัน เราจะทํายังไงให้ทําได้ มีแต่คนสู้ แล้วบรรยากาศการทํางานมันเลยสนุก ”
หมอสายลุย
หมอเชอรี่ชอบกิจกรรมลุย ๆ มาแต่ไหนแต่ไร สมัยเด็ก ๆ เธออาศัยอยู่บ้านริมคลอง ต้องนั่งเรือไปโรงเรียนเป็นประจำ การหัดว่ายน้ำจึงเป็นสิ่งสำคัญในการเอาตัวรอด จนมาเข้าโรงเรียนแพทย์ เธอก็เป็นหนึ่งในนักศึกษาแพทย์ไม่กี่คนที่ว่ายน้ำเป็น เลยต้องเป็นตัวแทนคณะลงแข่งว่ายน้ำในกีฬาเฟรชชี่
“เดิมเราว่ายน้ำเป็นแต่ท่าลูกหมาตกน้ำ ท่าฟรีสไตล์ ท่ากบ คืออะไรก็ไม่เคยรู้จักมาก่อน ตอนนั้นนักกีฬาว่ายน้ำหญิงมี 5 คน ไม่มีตัวสำรองด้วย อาจารย์ก็ต้องมาสอนท่าต่าง ๆ พอกีฬาเฟรชชี่เสร็จ เราก็กลายเป็นคนชอบว่ายน้ำไปเลย เพราะได้ออกกําลังกายทุกส่วน แล้วอยู่ในสระมันก็เย็นดี เราว่ายต่อเนื่องมาจนถึงปี 6 ปี เรียนเสร็จตอนเย็น ถ้าไม่ได้ขึ้นเวรก็ไปสระว่ายน้ำ พยายามบริหารให้ได้ว่าวันนึงต้องว่ายให้ได้กี่รอบ แต่ไม่ได้เป็นนักกีฬาแล้ว”
การว่ายน้ำยังคงเป็นกีฬาโปรดของหมอเชอรี่ จนวันหนึ่งที่เธอไปประชุมที่ญี่ปุ่นกับแพทย์รุ่นพี่ แล้วมีแต่คนไปซื้อรองเท้าผ้าใบกลับไทย คุณหมอที่ชื่นชอบรองเท้าผ้าใบอยู่แล้ว แต่ไม่เคยลองใช้รองเท้าสำหรับวิ่ง ก็ได้รองเท้าวิ่งติดมือกลับมา และพอมีรองเท้าวิ่ง เธอก็ต้องลองวิ่ง จากแค่รอบสระน้ำในหมู่บ้านหนึ่งรอบระยะทาง 2.5 กม. ก็ค่อย ๆ เป็น 5 กม. แล้วก็ไปร่วมชมรมวิ่งของโรงพยาบาล BNH จนได้เข้าแข่งขันวิ่งมาราธอนครั้งแรกที่ระยะทาง 10 กิโลเมตร
“แต่วิธีการวิ่งของเราไม่เหมือนคนอื่น คนอื่นเขาไปเพื่อชนะ แต่เราทําไม่ได้แบบเขาหรอก เราเอาแค่วิ่งให้จบเพื่อท้าทายตัวเอง”
เดิมทีหมอเชอรี่เริ่มวิ่งคนเดียว แล้วก็ได้รู้จักเพื่อนใหม่จากในสนามที่ชวนกันไปวิ่ง จากสนาม 10 กม. ก็กลายเป็น 21 กม. และเข้าสู่การแข่งขันฟูลมาราธอนที่ 42 กม. ถึงตอนนี้เธอก็กลายเป็นนักล่าสนามแข่งที่สะสมเส้นทางสวย ๆ เหรียญรางวัลสวย ๆ และเสื้อวิ่งสวย ๆ ทั่วประเทศไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นจอมบึงมาราธอน ที่ราชบุรี ซึ่งเป็นสนามวิ่งมาราธอนแห่งแรกของประเทศ บางแสนมาราธอนที่เป็นสนามแรกของไทยที่ได้มาตรฐานโลกและต้องจับฉลากไปวิ่ง นับตั้งแต่เริ่มวิ่งเมื่อตอนอายุ 45 ปี จนถึงตอนนี้ผ่านมา 7 ปี หมอเชอรี่วิ่งฮาล์ฟมาราธอนมาแล้วกว่า 20 สนาม และฟูลมาราธอนอีก 17 สนาม
“คนที่ไม่ได้เป็นนักวิ่งจะบอกว่ามันสนุกตรงไหน ทั้งเหนื่อย ทั้งร้อน แต่บรรยากาศของการได้เจอเพื่อนนักวิ่ง วิ่งไปสักพักก็หยุดทักกัน เดินคุยกันได้เฮฮา รุ่นพี่บางคนร้อยวันพันปีไม่เคยเจอกันเลย มาเจอกันอีกทีในสนามวิ่ง ถ้ามีคนเจ็บ ก็ต้องช่วยเหลือกัน ได้คุยกันอีก”
ความเหมือนกันของสนามวิ่งคือเป็นถนนเรียบ ๆ หมอเชอรี่วิ่งมาราธอนได้ 2 ปี ก็อยากทำอะไรที่ท้าทายมากกว่านี้ เธอเลยหันไปลองวิ่งเทรลที่ต้องออกนอกเส้นทางหลัก ไปเข้าป่าบ้าง ไปขึ้นเขาบ้าง ได้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่มีความท้าทายมากกว่า
สนามเทรลแห่งแรกที่หมอเชอรี่ได้ไปลองฝีเท้าคือเขาอีโต้ ด้วยความที่เธอผ่านมาราธอน 42 กิโลเมตรมาแล้ว เธอเลยลองสมัครเทรลแบบจัดเต็มที่ 33 กม. โดยลืมคิดไปว่ามันคนแบบกัน เส้นทางวิ่งในป่าเป็นเพียงครึ่งหนึ่งของระยะทั้งหมด ที่เหลือคือต้องไต่เชือกขึ้นลงเขา และสุดท้ายคุณหมอก็วิ่งไม่จบสนามแรก
“ทางมันก็สวยนะ แต่เหมือนเรามาฝึกทหารเลย ขึ้นเนิน ลอดต้นไผ่ มีหญ้าสูงท่วมหัว ซึ่งเป็นเส้นทางที่เขาพยายามรบกวนธรรมชาติน้อยที่สุด”
ทั้งการวิ่งมาราธอนและวิ่งเทรล ยังเป็นแรงผลักดันให้คุณหมอมีเป้าหมาย หากจะลงวิ่งสักงาน เธอต้องขยันซ้อมให้หนัก ซ้อมไปแล้วถึงเวลาจริงก็ไม่รู้ว่าจะเจอฝนตก แดดออก ท้องเสีย อาหารไม่ย่อย อาเจียนตลอดทาง หรือสถานการณ์อะไรก็ตามที่คาดเดาล่วงหน้าไม่ได้ ซึ่งก็ต้องวางแผนสำรองเพื่อรองรับกับสิ่งเหล่านั้น
“เวลาวิ่งก็เอามาใช้กับชีวิตประจําวันได้เหมือนกัน ว่าการเตรียมตัวเพื่อเป้าหมาย ทุกอย่างอาจไม่ได้ราบรื่นตลอดเวลา เราต้องรู้จักปรับตัว เตรียมพร้อมรับสถานการณ์ที่คาดไม่ถึง และมันก็ทำให้เห็นสัจธรรมมากขึ้น”
การวิ่งมาราธอนและการวิ่งเทรลยังพาคุณหมอไปในสถานที่ที่ยากที่จะไป เช่น มารีนมาราธอน ที่จัดในค่ายทหารซึ่งปกติไม่เปิดให้คนนอกเข้า หรือสนามเทรลที่อุทยานแห่งชาติภูลังกา ซึ่งต้องวิ่งเส้นทางขึ้นยอดภูที่ปกติไม่เปิดให้ไป จนตอนนี้หมอเชอรี่ก็พิชิตสนามมาราธอนและสนามเทรลในไทยมาเกือบหมดแล้ว เป้าหมายต่อไปของเธอคือได้ลองออกไปแข่งสนามต่างประเทศดูบ้าง
พอวิ่งเทรลบ่อยเข้า ข้อจำกัดด้านเวลาก็ทำให้คุณหมอรู้สึกไม่เต็มอิ่มกับการดื่มด่ำธรรมชาติ เธอเลยหันมาเทรคกิ้งเดินป่าขึ้นเขาแบบไม่ต้องรอแข่งขัน ไม่ต้องได้เหรียญ และไม่มีข้อจำกัดด้านเวลา ทำให้เธอได้หยุดชื่นชมธรรมชาติในจุดที่พอใจได้เต็มที่
“ก่อนจะมาเทรคกิ้งได้ มันต้องวิ่งเทรลมาประมาณนึง บางทีก็ต้องแบกเป้เอง ก็เอาความแข็งแกร่งจากที่เคยออกกําลังวิ่งเทรลมาใช้”
เพราะไม่หยุดลุย และไม่หยุดท้าทายตัวเอง ในวัย 52 ปี หมอเชอรี่จึงยังคงเดินขึ้นลงเขาได้สบาย และแสวงหาเป้าหมายใหม่ในชีวิตอยู่ตลอด
“เรามีพายซัพบอร์ดอยู่แล้ว ถ้ามีคนจัดทริปที่ไหนสวยก็ไป มีคนชวนไปหัดฟรีไดฟ์ ก็สอบได้ความลึก 10 เมตร ตั้งใจว่าดำน้ำสกูบาจะเป็นกิจกรรมต่อไป ก็วนเวียนอยู่กับการออกกำลังกายนี่แหละ”
หากครั้งไหนที่ออกทริปลุยแล้วได้ตั้งแคมป์นอนกันในป่า เพื่อนร่วมทริปก็มักได้รูปพอตเทรตสวย ๆ ฝีมือหมอเชอรี่ ที่เป็นช่างภาพอาสาขนกล้อง DSLR ไปบันทึกภาพคน นก ผีเสื้อ วิวธรรมชาติทั้งหลาย แต่ตอนหลังเธอก็เปลี่ยนมาใช้กล้อง Mirrorless และมาเป็นกล้องมือถือในที่สุดเพื่อความสะดวก
และเพราะเป็นคนสายลุย หมอเชอรี่จึงต้องเน้นทานโปรตีนเป็นพิเศษ ซึ่งเธอเน้นโปรตีนจากเนื้อปลา อาจเป็นความโชคดีที่เธอไม่ใช่คนชอบแสวงหาของอร่อย และติดทานผักให้มากมาแต่เด็ก จึงไม่มีปัญหาในการควบคุมน้ำหนัก แม้ในวัยที่อัตราการเผาผลาญสารอาหารลดลง คุณหมอก็ยังไม่มีปัญหาคอเลสเตอรอล และสนุกกับการลุยได้เต็มที่
โอกาสในงานแพทย์อาสา
ก่อนเข้าโรงเรียนแพทย์ หมอเชอรี่ก็ไม่เคยได้ไปไหน จนมีงานรับน้องที่ภูกระดึง ซึ่งถือเป็นการออกไปใช้ชีวิตใกล้ชิดป่าเขาครั้งแรกของเธอ แต่หลังจากนั้นเธอก็ทุ่มเทให้กับการเรียนจนไม่ได้ไปไหน พอเรียนต่อเฉพาะทางวิสัญญี เธอก็ได้มีโอกาสติดตามหน่วยแพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (พอ.สว.) ไปออกหน่วยตรวจรักษาพยาบาลที่พระตำหนักภูพานราชนิเวศ เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เสด็จแปรพระราชฐานมาเป็นประจำทุกปี
“ตอนนั้นเหมือนไปเปิดโรงงานรักษาต่อมไทรอยด์ก้อนใหญ่ยักษ์ คนไข้เขามักเก็บไว้รอในหลวงเสด็จมา เพราะเขาจะได้ผ่าฟรี เราก็จะได้เห็นเคสอะไรที่ไม่เคยเห็นทั่วไป”
แรงบันดาลใจจากการออกไปช่วยเหลือผู้ป่วยในวันนั้น ยังทำให้หมอเชอรี่หาเวลาออกไปทำงานแพทย์อาสาจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งการลงพื้นที่ห่างไกลอาจไม่ใช่เรื่องง่ายนักสำหรับผู้บริหารที่มีงานล้นมือ คุณหมอจึงเลือกออกหน่วยแพทย์อาสารักษาพระสงฆ์ตามวัดในกรุงเทพฯ เป็นครั้งคราวมากกว่า
แม่ของลูกสาว Gen Z
หมอเชอรี่ชอบชีวิตผจญภัยไกลบ้านตั้งแต่ตอนออกค่ายสมัยเรียน ซึ่งแม้จะไม่สะดวกสบายเหมือนอยู่บ้าน แต่ก็ทำให้เธอกลายเป็นคนง่าย ๆ ทั้งใช้ชีวิตง่าย เข้ากับคนง่าย และหาความสุขได้ง่าย เมื่อเธอต้องเป็นแม่คน ก็พยายามพาลูกสาวไปออกค่ายนอนเต็นท์กลางป่า ให้เคยชินกับความไม่สะดวกสบายตั้งแต่ยังเล็ก
“ไปตอนแรก เขาไม่ชอบแมลง แต่พอพาไปบ่อย ๆ เขาก็อยู่ได้นะ”
แคมป์ในความทรงจำ คือทริปที่เขาพะเนินทุ่ง อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ซึ่งทั้งครอบครัวได้ช่วยกันก่อไฟทำอาหาร ตอนเช้าขึ้นเขาไปก็เจอทะเลหมอกหน้าฝน ระหว่างทางก็เจอฝูงผีเสื้อที่ออกมาผสมพันธุ์ และที่สำคัญคืออยู่ไม่ไกลจากรุงเทพฯ
คุณหมอพยายามเลี้ยงลูกให้เป็นคนติดดิน เธออยากให้ลูกเป็นคนธรรมดา และอยู่กับความธรรมดาได้ หลายครอบครัวอาจให้ความสำคัญกับวันเกิด แต่ในครอบครัวคุณหมอ วันเกิดคือวันธรรมดาวันหนึ่งที่จะไม่มีงานฉลอง อย่างมากก็ไปทำบุญกัน และไม่ใช่เพียงกับลูกเท่านั้น ทุกคนในครอบครัว ทั้งสามี ตัวคุณหมอ และแม่ของคุณหมอ ก็ได้รับการปฏิบัติอย่างธรรมดาเท่าเทียมกันในวันเกิด
“เราเลี้ยงลูกเหมือนเป็นเพื่อน เราจะไม่เคยบังคับลูก คุยกันด้วยเหตุผล แต่ถ้าเหตุผลเราเยอะกว่า แล้วเขาเถียงเราไม่ได้ เขาก็จะยอมรับไปโดยปริยาย เราดุรอบเดียว จบคือจบ นิสัยเราอาจคล้ายผู้ชายด้วย พอเลี้ยงลูกก็ไม่จุกจิกจู้จี้ ทำให้เขาคุยกับเราได้ทุกเรื่อง เหมือนเป็นเพื่อนจริง ๆ ตั้งแต่เขาจําความได้ เราก็ฝึกเขามาแบบนั้น มันก็เลยง่าย ไม่ได้มาเปลี่ยนตอนโต เขาก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันแปลก”
ครอบครัวของหมอเชอรี่สอนลูกให้ใช้ชีวิตเป็นและมีภูมิต้านทานต่อโลกภายนอก สมัยลูกสาวอยู่ ม.2 คุณพ่อก็เป็นคนสอนลูกทานแอลกอฮอล์เอง หากลูกอยากเข้าผับบาร์ตามวัย ก็อนุญาตให้ลูกไป แต่พ่อแม่แค่ขอเป็นคนไปรับ ทำให้ลูกสาวไม่ได้อยากรู้อยากลองจนออกนอกลู่นอกทาง
“เราปล่อยให้เขาอยากทําอะไรก็ทํา แต่ว่าเราต้องให้เขาเห็นกรอบเหตุผลในความเหมาะสมทางสังคมด้วย เช่นเวลาเดินไปเห็นเด็กวัยรุ่นผู้หญิงแต่งตัวโป๊หน่อยผ่านมา เราก็จะถามว่าเขามองแล้วรู้สึกยังไง เขาก็บอกว่าอันนี้มันก็เยอะไปนะ เราก็จะบอกว่าเวลาที่หนูแต่งตัวก็เหมือนกัน ถึงไม่ได้มีเจตนาไม่ดีอะไร แต่หนูต้องนึกด้วยว่าเวลาไปอยู่ต่อหน้าคนอื่น คนอื่นเขาจะมองเราว่ายังไง เราพยายามชี้แบบนี้ให้เขาเห็น ทําให้เขามีขอบเขตของความถูกต้องทางสังคมที่ยังต้องคํานึงถึง”
พอลูกสาวรู้สึกได้ว่าเขาสามารถเป็นตัวของตัวเองได้ต่อหน้าพ่อแม่ ก็กล้ามาเล่าทั้งปัญหาและสิ่งที่สนใจให้ฟัง พ่อแม่รับรู้อะไรมาก็จะไปหาข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อทำความเข้าใจโลกของคนรุ่นใหม่มากขึ้น และลดช่องว่างระหว่างวัย ครอบครัวนี้จึงไม่มีปัญหาการรับมือกับเด็ก Gen Z
“เราต้องรู้ให้เท่าลูก อย่างลูกชอบนักร้องเกาหลี เขามาเล่าให้ฟัง เราก็ต้องรู้ว่าวงที่เขาชอบคือใครเกาหลีตอนนี้มีนักร้องวงไหนบ้าง ปัจจุบันสังคมมันเปลี่ยนไปแล้วนะ มีศัพท์ใหม่ของวัยรุ่นที่ลูกมาอัปเดตให้เราฟัง เราก็ต้องเปิดรับแล้วตามเขาให้ทัน จะได้รู้ว่าเด็กสมัยนี้คิดแบบนี้เพราะอะไร ถ้าเรายังยึดติดกับความคิดเดิมของสมัยเรา จะทําให้เราไม่เข้าใจเขา”
ตอนนี้ลูกสาวคุณหมอกำลังเริ่มต้นชีวิตนักศึกษาสัตวแพทย์ ซึ่งเป็นสาขาที่ต้องได้ลุย ได้เจอความลำบาก ต้องไปอยู่ในฟาร์ม ซึ่งการที่เขาเติบโตมากับการออกแคมป์ ได้อยู่กับดิน ชินกับความเลอะเทอะ ชีวิตที่ต้องคลุกคลีกับสัตว์จึงไม่ใช่เรื่องลำบากสำหรับเขา
“สำหรับคนที่มีงานยุ่ง ถ้าเราลดความสมบูรณ์แบบลง ปล่อยวางบ้าง แล้วหันมาดูแลสุขภาพเพื่อจะได้ทําในสิ่งที่ตัวเองอยากทําไปนาน ๆ เอาเวลาที่ไปเครียดมาออกกําลังกายบ้าง ให้สมองโปร่งโล่ง อาจจะคิดงานได้เยอะขึ้นกว่าเดิมก็ได้”
นี่คือสิ่งที่หมอเชอรี่อยากแนะนำคนอื่นที่อาจยุ่งจนไม่มีเวลาให้ตัวเอง ในฐานะผู้บริหารที่ผ่านประสบการณ์ชีวิตมาเยอะ และค้นพบความสุขจากการรักษาสมดุลชีวิต เพื่อให้ได้ไปออกวิ่ง ออกแคมป์ ใช้เวลากับสิ่งที่รักและคนที่รักได้อย่างมีคุณภาพที่สุด
ติดต่อสอบถาม หรือทำนัดหมายกับเจ้าหน้าที่
ผ่าน LINE @MBRACE
นพ. สิทธิ์ หงษ์ทรงเกียรติ
แผนกอายุรกรรม
สาขาเฉพาะทาง
โรคข้อและรูมาตอยด์
ภาษา
ไทย, อังกฤษ
– โรคเก๊าท์ (Gout)
– Louthrenoo W., Kasitanon N., Wangkaew S., Hongsongkiat S., Sukitawut W., Wichainun R. (2014). Streptococcus agalactiae: An emerging cause of septic arthritis. Journal of Clinical Rheumatology, 20(2), 74-8.
DOI: 10.1097/RHU.0000000000000071
– สมาชิกแพทยสภา
– สมาชิกราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย
– สมาชิกสมาคมรูมาติสซั่มแห่งประเทศไทย
– Board of Internal Medicine, Chiang Mai University
– Board of Rheumatology, Chiang Mai University
– 2005 Doctor of Medicine, Chulalongkorn University (First-class honours)
– Residency Training Program in Internal Medicine, Chiang Mai University
– Fellowship Training Program in Rheumatology, Chiang Mai University
– Thai Board of Internal Medicine, Chiang Mai University
– Thai Subboard of Rheumatology, Chiang Mai University
ตารางออกตรวจแพทย์
| วัน | เวลา | แผนก |
|---|---|---|
| จันทร์ | 10:00 – 17:00 | แผนกอายุรกรรม |
| อังคาร | 10:00 – 17:00 | แผนกอายุรกรรม |
| พุธ | 10:00 – 17:00 | แผนกอายุรกรรม |
| พฤหัสบดี | 10:00 – 17:00 | แผนกอายุรกรรม |
| ศุกร์ | 10:00 – 17:00 | แผนกอายุรกรรม |
| เสาร์ | 10:00 – 15:00 | แผนกอายุรกรรม |