Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors
Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors

Translated by AI

นพ. ธชย ศรีนพรัตนกุล หมอห้อง ER ผู้วางแผนงานและการใช้ชีวิตด้วยสติ เติมพลังชีวิตด้วยขุนเขาและต้นไม้

หมอห้อง ER ผู้วางแผนงานและการใช้ชีวิตด้วยสติ

– นพ. ธชย ศรีนพรัตนกุล –

เมื่อมาอยู่ในแผนกเวชศาสตร์ฉุกเฉิน หรือห้อง ER คนไข้มักคิดว่าต้องเจอกับหมอที่ทำอะไรรีบ ๆ เร่ง ๆ ซึ่งก็จริงที่คุณหมอต้องทำงานแข่งกับเวลา แต่ นพ. ธชย ศรีนพรัตนกุล มักแสดงออกอย่างใจเย็นเพื่อคลายกังวลให้คนไข้ภายใต้ความเคร่งเครียดของสถานการณ์ฉุกเฉิน และประสบการณ์ในทำงานห้องฉุกเฉินก็ยังมอบความเข้าใจให้เขารับมือกับเหตุฉุกเฉินในชีวิตตัวเองเช่นกัน

ขอนแก่น จีน และ กทม.

ธชยเคยเป็นคนเงียบ ๆ วัน ๆ ไม่ได้ทำกิจกรรมอะไรมาก มาโรงเรียนแล้วก็กลับบ้าน ชีวิตอยู่แต่ในจังหวัดขอนแก่นบ้านเกิด ไม่ได้รู้จักโลกภายนอกมากนัก

แต่ชีวิต 1 ปีที่เมืองจีนได้เปลี่ยนทัศนคติการใช้ชีวิตของเขา

นพ.ธชย ศรีนพรัตนกุล

สมัยมัธยมปลาย ในขณะที่หลายคนเลือกไปแลกเปลี่ยนกับโครงการ AFS ที่ประเทศทางฝั่งตะวันตก ธชยกลับเลือกมาฝั่งตะวันออก เพราะเขาคาดหวังที่จะได้ภาษาที่ 3

“เป็นช่วง Expo 2010 ที่เซี่ยงไฮ้ ชีวิตสนุกมาก อินเทอร์เน็ตบนมือถือก็ยังใช้ไม่ได้ ต้องถามคนเยอะ ๆ ถ้าจะไปตรงนั้นตรงนี้ต้องทํายังไง ได้ไปหลายที่ เจอคนหลายคน ได้ทําบะหมี่กินเองกับโฮสต์ โฮสต์ใช้ภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้ เลยต้องถีบตัวเองให้พูดภาษาจีนให้ได้เร็วที่สุด”

ธชยเป็นนักเรียนไทยเพียงคนเดียวท่ามกลางกลุ่มเพื่อน AFS  นอกจากปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมจีนซึ่งลูกหลานคนจีนโพ้นทะเลอย่างเขามองว่าไม่ใช่เรื่องยาก เขายังต้องปรับตัวเข้ากับความหลากหลายของเพื่อนใหม่ ที่แต่ละคนก็มาจากแดนไกล แต่เมื่อต่างคนต่างแปลกถิ่น ความรู้สึกนั้นก็สร้างให้เกิดมิตรภาพที่แข็งแรงและยืนยาวมาจนถึงวันนี้

ทักษะทางภาษาจีนที่คุณหมอได้มา ยังทำให้เขาเริ่มสื่อสารกับคนไข้ชาวจีนได้ดี แม้หากจะเป็นการสื่อสารในเชิงลึก จะยังจำเป็นต้องใช้ล่ามมาช่วย แต่การสื่อสารในภาษาจีนกับคนไข้ก็สร้างความประทับใจให้คนไข้ได้มากกว่า และทำให้คนไข้รู้สึกสบายใจกว่าด้วย

ผ่านประสบการณ์การเอาตัวรอดและฝึกวินัยในตัวเองจากเมืองจีนมาแล้ว เมื่อกลับมาซ้ำชั้น ม.5 ธชยก็ตั้งใจว่าเขาจะต้องสนุกกับการใช้ชีวิตให้มากกว่านี้ มีโอกาสร่วมกิจกรรมอะไรก็ทำ จนเมื่อเข้ามาเป็นนักศึกษาแพทย์ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นแล้ว เขาก็ได้อยู่ในตำแหน่งอุปนายกสโมสรนักศึกษาแพทย์ ดูแลนักศึกษาแพทย์จากต่างประเทศที่มาแลกเปลี่ยนในคณะ และประสานงานกับนักศึกษาแพทย์ต่างมหาวิทยาลัย

“ช่วงเวลานั้นผมได้ฝึกการบริหาร การคุยงาน ซึ่งในทุกงานมันมีปัญหาอยู่แล้ว แล้วก็ต้องค่อย ๆ วางแผนจัดการไป ไม่ต่างจากงานในแผนกฉุกเฉินเลย ผมก็ได้ฝึกตั้งแต่ตอนนั้น”

ด้วยความที่ นศพ.ธชย ชอบการดูแลคนไข้แบบเร่งด่วน และความท้าทายของงานฉุกเฉินที่ต้องใช้ความรู้ของทุกสาขาวิชา เขาจึงตัดสินใจได้ตั้งแต่อยู่ปี 6 ว่าจะเรียนด้านเวชศาสตร์ฉุกเฉินที่ต้องเข้าใจภาวะเร่งด่วนของอาการผู้ป่วยและประเมินเพื่อส่งต่อให้แพทย์เฉพาะทางได้ไวที่สุด

“สาขาอื่นจะต้องรู้ให้ลึก แต่งานแพทย์ฉุกเฉินต้องรู้ให้กว้างเพื่อรักษาให้ได้ทั้งหมด ผมไม่ค่อยอยากลืมอะไร เลยเลือกเรียนเวชศาสตร์ฉุกเฉินดีกว่า”

หมอธชยเข้าเรียนต่อด้านนี้ทันทีที่เรียนจบ โดยทำงานใช้ทุนไปควบคู่กัน ทำให้เขาจบเฉพาะทางเร็วกว่าเพื่อนร่วมรุ่น และทำงานต่อที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยขอนแก่นสักระยะ เขามีชีวิตที่ดีที่จังหวัดบ้านเกิดซึ่งสภาพสังคมไม่ได้ใหญ่จนต้องใช้ความพยายามในการไปมาหาสู่กับเพื่อน ๆ แถมระยะเวลาร่วม 30 ปี ที่โตมาด้วยกันตั้งแต่ประถม ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเพื่อน ๆ แนบแน่น

“ที่ขอนแก่น จะเป็นเพื่อนที่อยู่ด้วยกันมายาว ๆ เพราะที่นั่นไม่ได้มีตัวเลือกโรงเรียนเยอะมาก เรียนเสร็จปุ๊บก็นั่งเล่นใต้โรงเรียน เดินกลับบ้าน นั่งสองแถวกลับด้วยกัน ไปบ้านเพื่อนก็ง่าย เมื่อก่อนก็เพื่อนเยอะ เพราะผมเป็นคน Give and Take เขาให้เรา เราให้เขา จะคิดว่าถ้าตอนเขามีความสุข ไม่ต้องมาหาผมก็ได้ แต่ตอนทุกข์ก็ให้คิดถึงผมไว้ เพราะเราจะสแตนด์บายให้เพื่อน”

หมอธชยมีบุคลิกที่เป็นมิตรมาแต่เด็ก ความที่ดูเป็นคนยิ้มง่าย รู้วิธีคุยกับผู้ใหญ่ และดูไม่น่าจะทำอะไรนอกลู่นอกทาง เขาจึงมักโดนเพื่อน ๆ เอาชื่อไปอ้างเวลาขออนุญาตผู้ปกครองทำกิจกรรม พอพ่อแม่รู้ว่ามีธชยไปด้วย ก็จะไว้ใจให้ลูกไป เพื่อนจึงชอบมาชวนเขาก่อนเวลามีกิจกรรมอะไรก็ตาม  และครอบครัวเขาก็รู้จักเพื่อน ๆ ทุกคนเช่นกัน

แต่จนถึงจุดหนึ่ง หมอธชยรู้สึกว่าชีวิตเขาต้องมีการเปลี่ยนแปลง แม้ขอนแก่นจะเป็นบ้านที่เขาอยู่แล้วสบายใจ แต่การได้ออกไปเจอโลกใบใหม่เป็นอีกสิ่งที่เขาควรให้โอกาสตัวเองในวันที่อายุยังไม่มาก เขาจึงสมัครมาเป็นแพทย์ฉุกเฉินในโรงพยาบาล BNH ชีวิตที่กรุงเทพฯ ไม่มีอะไรเหมือนที่ขอนแก่น หมอธชยคิดว่าสังคมขนาดใหญ่ทำให้สายสัมพันธ์ระหว่างผู้คนเบาบาง เลิกงานปุ๊บ ต่างคนก็ต่างไปมีชีวิตของตัวเอง

“ช่วงแรกที่มาอยู่กรุงเทพฯ ผมพยายามเป็นเพื่อนกับเพื่อนบ้านห้องข้าง ๆ แล้วพอไปเล่าให้รุ่นพี่ฟัง เขาก็บอกว่าเราทําตัวประหลาดมาก เพราะพี่เขาอยู่มา 20 ปี ยังไม่เคยมองหน้าคนห้องข้าง ๆ เลย”

โชคดีที่เพื่อนจากขอนแก่นหลายคนก็ย้ายมาทำงานที่กรุงเทพฯ ทำให้คุณหมอได้มีสังคมเพื่อนเก่า และเพื่อนใหม่ของเพื่อนเก่า รวมถึงเพื่อนจากที่ทำงาน ซึ่งตั้งแต่หมอธชยย้ายมาทำงานที่โรงพยาบาล BNH บรรยากาศแบบครอบครัวของโรงพยาบาลขนาดไม่ใหญ่ที่หมอและพยาบาลรู้จักกันหมดนี้ ก็ทำให้การปรับตัวเข้ากับสังคมที่นี่ไม่ใช่เรื่องยาก

“ที่นี่มีกิจกรรมให้หมอเยอะมาก ว่างปุ๊บ ก็จะไปนั่งอยู่ห้องพักแพทย์ กินขนมกัน คุยกัน ซึ่งมันดีเพราะว่าหมอฉุกเฉินต้องทำงานร่วมกับหลายภาควิชา ถ้าเรามีเส้นสายที่ดี ก็จะคุยกับคนอื่นรู้เรื่อง ขอความช่วยเหลือง่าย ส่งต่อเคส ปรึกษาเคสง่าย แล้วที่นี่ทุกคนเต็มใจทํางาน ดูแลคนไข้ได้ดีเลย”

นพ.ธชย ศรีนพรัตนกุล

งานฉุกเฉิน

ในขณะที่รถพยาบาลทั่วไปจะออกไปรับคนไข้พร้อมกับเจ้าหน้าที่กู้ชีพ แต่รถพยาบาลที่ออกไปรับคนไข้ฉุกเฉินของโรงพยาบาล BNH จะมีแพทย์ฉุกเฉินติดตามไปด้วยในทุกเคสเพื่อไปประเมินอาการหน้างาน

ในความเป็นจริงงานของแพทย์ฉุกเฉินเริ่มต้นตั้งแต่นาทีที่มีสายโทรศัพท์เข้าเพื่อแจ้งเหตุฉุกเฉิน ทีมคุณหมอต้องวินิจฉัยอาการข้างต้นเพื่อเตรียมอุปกรณ์กู้ชีพที่เหมาะสมไปให้พร้อม และในหลายครั้ง หมอจะพิจารณาว่าผู้ที่อยู่ในจุดเกิดเหตุสามารถทำอะไรได้ก่อนบ้าง เช่น การปั๊มหัวใจให้คนไข้ภาวะหัวใจหยุดเต้น ซึ่งระยะเวลากว่าทีมกู้ชีพจะไปถึง หมายถึงโอกาสรอดของผู้ป่วยที่น้อยลง หมอธชยจึงต้องมีสติอยู่ตลอดเวลา เพื่อรับมือกับสถานการณ์ตรงหน้าได้รวดเร็ว

“เคสคนไข้หัวใจหยุดเต้นล่าสุด เราประเมินอาการได้ว่าคนไข้ไม่รู้สึกตัว ไม่หายใจ เลยให้ญาติปั๊มหัวใจรอรถพยาบาล พอเราไปถึงก็ทําการกู้ชีพเขา ปั๊มหัวใจและพากลับมาที่โรงพยาบาล หลังจากนั้นคนไข้ก็กลับมามีชีพจร สามารถกลับบ้านได้โดยที่รู้สึกตัว  ซึ่งคนไข้หัวใจหยุดเต้นเนี่ย โอกาสการเสียชีวิตค่อนข้างสูงมาก ขึ้นอยู่กับหลายองค์ประกอบมาก เช่น ความรู้ของคนที่ไปเจอ ส่วนมากคนไทยจะไม่กล้าทําอะไรเพราะไม่ได้ถูกสอนมา แต่ที่ BNH เรามีทีมที่ดีในการให้คำแนะนำ สามารถซักประวัติได้ ช่วยเขาทางโทรศัพท์ก่อนได้ คนไข้เลยรอด ผมก็รู้สึกประทับใจ”

งานของแผนกฉุกเฉิน แม้จะเป็นงานที่เน้นการรับมือกับเหตุด่วนตรงหน้า แต่ทางโรงพยาบาลก็ให้ความสำคัญกับการป้องกันไม่ให้เหตุฉุกเฉินส่งผลรุนแรงต่อผู้ป่วย ตามนโยบายของโรงพยาบาล BNH ที่มุ่งเน้นการป้องกันมากกว่ารักษา ทักษะการปฐมพยาบาลตั้งแต่ต้นทางจึงถือเป็นสิ่งสำคัญ เพราะคนในเหตุการณ์คือผู้ที่สามารถเข้าถึงตัวผู้ป่วยได้ไวที่สุด โรงพยาบาล BNH จึงได้ทำงานร่วมกับโรงแรม โรงเรียน อาคารสำนักงานในละแวกใกล้เคียง จัดอบรมการรักษาพยาบาลเบื้องต้น เช่นการสอนทำ CPR

นพ.ธชย ศรีนพรัตนกุล

เมื่อผู้ป่วยมาถึงยังแผนกฉุกเฉิน แพทย์หรือพยาบาลประจำห้องฉุกเฉินจะดูประเมินคนไข้ แล้วประกาศโค้ดเรียกระดมทีมแพทย์ผู้เกี่ยวข้อง ระหว่างนี้ งานของแพทย์ฉุกเฉินคือการทำให้คนไข้มีสัญญาณชีพกลับมามั่นคงที่สุดก่อนส่งต่อให้แพทย์เฉพาะทาง

“งานฉุกเฉิน ทุกอย่างต้องเร็วและเป๊ะ ซึ่งเราก็ต้องมีสติอยู่ตลอดเวลา ทุกอย่างมันจะมาพร้อมกัน ซึ่งถ้าไม่มีสติก็จะทําไม่ทัน เราต้องเรียงว่าจะเอาอันนี้ก่อน แล้วค่อยไปสิ่งนี้  ผมค่อนข้างใจเย็น ตัดสินใจเด็ดขาด และก็เรียงลําดับความสําคัญได้ ก็เลยคุมทีมไม่ให้มีใครทำตัวไม่ถูกได้”

งานของหมอธชย ยังเป็นหน้าด่านที่ส่งต่อคนไข้ไปยังแผนกอื่น ๆ ทำงานประสานกันแบบบูรณาการ หากทางแผนกฉุกเฉินรับมือกับเหตุการณ์เฉพาะหน้าได้ดี ตรวจสอบอาการได้ไว เรียกทีมสหวิชาชีพเข้ามาช่วยได้อย่างเหมาะสม คนไข้ก็มีโอกาสรอดสูง และแพทย์เฉพาะทางก็ทำงานง่ายขึ้นด้วย  แม้แต่ในบางกรณีที่คนไข้แผนกฉุกเฉินไม่ได้มีอาการรุนแรง เช่น บาดเจ็บเล็กน้อย หมอธชยก็จะดูต่อไปอีกว่าประวัติสุขภาพของคนไข้ยังขาดอะไรไปมั้ย อาทิ ได้วัคซีนที่จำเป็นครบหรือยัง ข้อมูลสุขภาพมีข้อบ่งชี้ถึงความผิดปกติอะไร เป็นต้น แม้ว่าข้อมูลเหล่านั้นจะอยู่นอกเหนืองานของแพทย์ฉุกเฉิน แต่คุณหมอก็ใส่ใจเพื่อให้คนไข้ได้รับการดูแลแบบครบถ้วนรอบด้าน หรือ Complete Care ตามแนวทางของโรงพยาบาล BNH

แม้ว่าแพทย์ฉุกเฉินจะไม่ได้ดูแลโรคเรื้อรัง จึงไม่มีคนไข้ประจำ แต่หมอธชยก็ให้ความสำคัญกับการปฏิสัมพันธ์กับคนไข้ คุณหมอจะแนะนำตัวทุกครั้ง และคอยกลับมาไต่ถามเพื่อแสดงความใส่ใจกับคนไข้ แม้ว่าจะสิ้นสุดขั้นตอนที่เขาต้องดูแลไปแล้ว

“ทุกครั้งที่มีเวลาว่าง เราก็จะเดินเข้าไปเช็กคนไข้เรื่อย ๆ ว่าเป็นยังไงบ้าง สิ่งที่เราให้ไปโอเคไหม ยาที่ฉีดมีผลข้างเคียงไหม เราจะไม่แค่ฉีดยาแล้วปล่อยแล้วค่อยเดินเข้าไปดูตอนจบ แต่จะเข้าไปดูเรื่อย ๆ ให้มั่นใจว่าคนไข้ปลอดภัยที่สุด และสบายใจที่จะรักษากับเรามากที่สุด”

พักใจแต่ไม่พักกาย ในขุนเขา

ลักษณะอย่างหนึ่งที่หมอธชยคิดว่าเป็นธรรมชาติของแพทย์แผนกฉุกเฉิน คือความชอบในเรื่องท้าทาย ตัวเขาเองก็มีงานอดิเรกสุดท้าทายอย่างการเทรคกิ้ง

“ชีวิตปกติจะอยู่ในโลกของโซเชียลที่เหมือนเราต้องถีบตัวเองให้เร็วขึ้น แต่พอไปเดินเทรคกิ้ง ยิ่งอยู่กับตัวเองมาก ทําให้เรามองทุกอย่างช้าลง ทุกอย่างอยู่กับตัวเรา เราก็คุยกับตัวเองทุกวัน มีเวลาได้อ่านหนังสือที่อยากอ่าน ได้คุยกับเพื่อน ได้เจอคนใหม่ ๆ”

หนึ่งในทริปประทับใจของเขา คือ 3 วัน 2 คืน เพื่อพิชิตเนินลมฝน บนอุทยานแห่งชาติเขาหลวง จังหวัดนครศรีธรรมราช

“ปกติที่นี่ต้องใช้เวลาเดิน 5 วัน 4 คืน แต่พายุเพิ่งเข้าวันก่อนที่คณะเราจะเข้าไป ด้านล่างเป็นสวนทุเรียนก็ล้มหมดเลย เราต้องเดินผ่านตรงนั้น  พอไปถึงเนินลมฝน ตอนแรกทุกคนตั้งใจว่าจะนอนบนเนิน แต่พายุก็เข้าพอดี มันเป็นเนินโล่ง ๆ ไม่ได้มีต้นไม้คอยบัง ข้าวของทุกอย่างปลิวหมด เราก็เลยไปนอนกับไกด์ด้านล่างเนิน ที่นอนก็ไม่พอ เราเลยนั่งหันหลังพิงกัน ทั้งกลุ่ม 10 คน เป็นคนเพิ่งรู้จักกันใหม่หมด เราเลยพยายามเอ็นเตอร์เทนให้กันจนไม่ได้นอน วันต่อมาเดินกลับ ต้องเดินให้ครอบคลุมระยะทางที่เราเดินมา 2 วันแรกภายในวันเดียว เดินตั้งแต่ 6 โมงเช้า กว่าจะออกจากป่าได้ก็ 3 ทุ่ม  เพื่อนหลายคนที่ออกมาได้แล้วก็ร้องไห้เลยที่รอดมาได้แล้ว”

ผ่านหลากหลายทริปเดินเขาในเมืองไทย ตั้งแต่เขาหลวง ภูกระดึง ภูสอยดาว เขาเลยลองไปเดินเขาที่ต่างประเทศดูบ้าง ทริปแรก ๆ ในต่างแดนของเขาเกิดขึ้นที่ซาปา ทางตอนเหนือของเวียดนาม ในยุคตั้งแต่กระเช้าขึ้นเขายังไม่เริ่มสร้าง

“ตอนนั้นยังอยู่ในช่วงเรียนหมอ ก็เตรียมตัวไม่ค่อยดี มีเวลาเตรียมตัวแค่ 3 วัน แต่ไปกับเพื่อนที่ขอนแก่น ก็เลยสนุกมาก เงินส่วนหนึ่งที่จ่ายให้บริษัทนำเที่ยว เขาก็เอาไปบริจาคให้เด็กยากไร้ในเวียดนาม ก็เลยรู้สึกเหมือนได้ทําบุญไปด้วย แล้วก็เจอเพื่อนใหม่ค่อนข้างเยอะ ตอนนั้นขึ้นไปถึงยอดฟานซีปัน ยอดเขาที่สูงที่สุดในเวียดนาม แล้วก็เดินลงมาอีก สนุกมาก”

ทริปเดินป่าล่าสุดเมื่อปีที่แล้วของหมอธชย คือเทือกเขาในแคว้นแคชเมียร์ ในประเทศอินเดีย บนระยะทางยาวมากกว่า 70 กิโลเมตร มีลาช่วยขนกระเป๋า ระหว่างทางก็มีทั้งฝนตกแดดออกยันลูกเห็บตก เรียกได้ว่าครบทุกรสชาติ

เขาพยายามหาเวลาไปเดินป่าให้ได้ปีละครั้ง แต่ระหว่างนั้น งานอดิเรกอีกอย่างของเขาคือการปลูกต้นไม้ เพื่อให้อย่างน้อยก็ได้มีธรรมชาติอยู่ข้างกาย

นพ.ธชย ศรีนพรัตนกุล

ต้นไม้ที่รัก

นพ.ธชย ศรีนพรัตนกุล

“ผมชอบดูเขาค่อย ๆ โตขึ้นมา แล้วศึกษาเหมือนเป็นงานทดลองว่าถ้าใส่ปุ๋ยนี้เข้าไป เขาจะเป็นยังไงต่อ บางครั้งเขาก็ตายเลย เราก็ค่อย ๆ ปรับ ค่อย ๆ ดู ทําไปเรื่อย ๆ จนเขารอด”

ไม่น่าเชื่อว่าในห้องน้ำที่คอนโดของหมอธชย จะมีไม้ในสกุลแอนทูเรียม หรือต้นหน้าวัว อยู่ถึง 30 ต้น ปลูกไว้ในตู้ เป็นตู้ควบคุมอุณหภูมิ ความชื้น ตั้งเวลาปล่อยไอน้ำอัตโนมัติ เพื่อจำลองระบบนิเวศระบบปิดให้พวกเขาอยู่รอดเองในสภาพแวดล้อมที่ใกล้เคียงธรรมชาติมากที่สุด

จุดเริ่มต้นของการหันมาปลูกต้นไม้ของคุณหมอ คือช่วงระหว่างการแพร่ระบาดของโควิด-19 หลายคนมีเวลาว่างกันมากขึ้นและหันมาเล่นต้นไม้ จนดันราคาต้นไม้บางสายพันธุ์ให้พุ่งขึ้นจนน่าตกใจ

“แต่หน้าวัวเป็นกลุ่มที่ราคาไม่เคยเด้งตามกระแส คนในกลุ่มที่เล่นเขาพยายามตรึงราคาไม่ให้หวือหวาเกิน เราก็เลยเข้ามาเล่นต้นไม้พวกนี้ ก็ซื้อเก็บมาเรื่อย ๆ เลี้ยงมา รอดบ้างตายบ้าง พยายามศึกษาว่ามันใช้ดินอะไรปลูก ทําระบบนิเวศแบบไหนให้เขาอยู่ได้”

หากวันไหนมีเรื่องเครียดหนักใจ การได้อยู่ท่ามกลางต้นไม้ในห้องน้ำที่คอนโดก็ช่วยให้เขาผ่อนคลายโดยไม่ต้องเดินทางไกลไปอยู่ใกล้ธรรมชาติตามป่าเขา

และจะว่าไป การที่เขามาสนใจทำสวนเล็ก ๆ ในห้องน้ำ ส่วนหนึ่งก็มาจากพื้นฐานที่ชอบการตกแต่งนู่นนี่ จนเกือบจะเลือกเรียนสถาปัตย์มาแล้ว

“ผมชอบพวก Landscape มันดูน่าสนุก ตอนสอบหมอก็มีช่วงที่ไปอ่านหนังสือสถาปัตย์ ไปลงเรียนวาดรูป แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ไปสอบเพราะสอบติดหมอแล้ว ตอนนี้ก็ได้แต่ทำสวนในห้องน้ำไป”

เตรียมความพร้อมเมื่อวันนั้นมาถึง

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการทำงานที่ต้องคลุกคลีกับความเป็นความตายตลอดเวลา ทำให้คุณหมอธชยได้ค่อย ๆ หันมาใคร่ครวญถึงความตายของตัวเอง แม้ว่ามันจะยังมาไม่ถึง

“ผมอยู่ห้องฉุกเฉิน เห็นคนเสียชีวิตอยู่ตลอด ไม่ว่าจะด้วยอุบัติเหตุ ด้วยภาวะโรคที่เขาเป็นอยู่ ซึ่งหลายคนก็ไม่มีการเตรียมตัวเตรียมใจ มันทำให้เราคิดตลอดว่าความตายมันคือสิ่งที่เราต้องเจอ เราสามารถตายได้ตลอด เราเลยต้องมีการเตรียมตัวรับกับความตาย”

หมอธชยได้คุยกับคนใกล้ตัวเสมอถึงวาระสุดท้ายในแบบที่เขาต้องการหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น เพื่อให้มั่นใจว่าเมื่อถึงเวลา เขาจะได้จากไปอย่างใจเบา รวมไปถึงการเตรียมตัวกับความตายของคนในครอบครัว

“เช่นในวันที่คุณไม่มีสติแล้ว ร่างกายไม่รับรู้แล้ว คุณจะให้ใส่ท่อช่วยหายใจไหม จะให้ปั๊มหัวใจไหม หรือจะเลือกยุติการรักษา วาระสุดท้ายของตัวเองอยากจะให้เป็นยังไง ถ้าเป็นถึงขั้นไหนจะขอไม่ให้รักษาเพิ่มเติม”

นพ.ธชย ศรีนพรัตนกุล

สิ่งที่คุณหมอทำร่วมกับครอบครัว คือ Living Will เพื่อแสดงเจตจำนงเกี่ยวกับความตายของตัวเอง ซึ่งในครอบครัวของเขาไม่ถือว่าการคุยเรื่องแบบนี้เป็นสิ่งอัปมงคล แต่เป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อให้ทุกคนสบายใจและไม่รู้สึกคั่งค้างอะไรในวันที่ไม่สามารถควบคุมชีวิตของตัวเองได้อย่างอิสระอีกต่อไป

“ของพ่อแม่ เขาก็บอกเราไว้หมดแล้วว่าจะฝากฝังอะไรไว้ ถ้าถึงขั้นนั้นแล้วจะให้เราจัดการยังไง แม่ผมอายุ 50 กว่า เขาก็เตรียมสมุดจดไว้แล้วว่าอะไรอยู่ตรงไหน อันนี้ให้ใครดูแลต่อ ยังมีเงินค้างกับใครบ้าง ถ้าเสียชีวิตต้องจัดงานวัดไหน เขาเขียนทุกอย่างเตรียมไว้หมด”

เหตุการณ์ที่จุดประกายให้ครอบครัวคุณหมอหันมาคุยกันเรื่องความตาย คือเมื่อตอนอาม่าหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันเมื่อ 2 ปีก่อน ทางแพทย์เจ้าของไข้ให้ทางเลือกคือใส่ท่อช่วยหายใจเพื่อยื้อชีวิต หรือยุติการรักษา แต่ทางครอบครัวก็รู้ดีอยู่แล้วว่าหากยื้อต่อไปจะเป็นอย่างไร จึงเลือกให้ท่านจากไปอย่างสงบ

ถึงแม้การเตรียมตัวกับการจากไปจะเป็นสิ่งตรงข้ามกับงานของแผนกฉุกเฉิน แต่หมอธชยเชื่อว่าเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้กับคนทุกวัย ไม่ว่าจะสุขภาพแข็งแรงดีหรือไม่ เพราะในความเป็นจริง แพทย์มีหน้าที่ช่วยชีวิตคนไข้ให้รอด แต่ทั้งแพทย์ หรือแม้แต่คนใกล้ตัวของคนไข้ก็ไม่ใช่เจ้าของชีวิตที่สามารถคิดแทนว่า ชีวิตที่ ‘รอด’ กลับไป จะเป็นชีวิตในแบบที่เจ้าของชีวิตต้องการหรือไม่

“อาการบางอย่างมันก็ไม่สามารถสู้ได้ด้วยนวัตกรรมปัจจุบัน เราก็ต้องรู้ว่าเคสนี้เราควรสู้ขนาดไหน ควรจะหยุดเมื่อไร หากคนไข้เตรียมคำสั่งเสียนั้นไว้แล้ว มันก็ง่ายต่อการตัดสินใจของญาติด้วย”

นพ.ธชย ศรีนพรัตนกุล

“งานของผมคือต้องมีสติไว้ก่อน เพราะเราเป็นทั้งผู้นำทีม แล้วก็เป็นทั้งคนที่ต้องดูแลคนไข้ที่กำลังวิกฤติ ผมจะมีสติอยู่ตลอด ทำให้ไม่ค่อยเครียดกับเคสเท่าไร เพราะผมมักรู้ว่าต้องทําอะไรต่อ”

สติคือสิ่งที่อยู่กับคุณหมอธชยทั้งในเรื่องงาน และตามไปถึงการดำรงชีวิต สติทำให้เขาทำงานภายใต้ความกดดันได้ดี และวางแผนการใช้ชีวิตได้อย่างไม่ประมาท ไปพร้อมกับสร้างสมดุลชีวิตด้วยงานอดิเรกที่เขารัก

ติดต่อสอบถาม หรือทำนัดหมายกับเจ้าหน้าที่
ผ่าน LINE @MBRACE

ทำนัดหมายแพทย์ออนไลน์​ | Appointment

นพ. ธชย ศรีนพรัตนกุล

แผนกเวชศาสตร์ฉุกเฉิน

ความชำนาญพิเศษ

เวชศาสตร์ฉุกเฉิน

ภาษา

ไทย, อังกฤษ

ทำนัดหมาย


– เวชศาสตร์ฉุกเฉิน


– สาขาเวชศาสตร์ฉุกเฉิน มหาวิทยาลัยขอนแก่น


– แพทยศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยขอนแก่น

ตารางออกตรวจแพทย์
วัน เวลา แผนก