– นพ. ศุภโชค ปิตุวงศ์ –
ในวัยใกล้ 50 ปี หมอเบล นพ. ศุภโชค ปิตุวงศ์ ยังคงดูเหมือนคนอายุไม่ถึง 40 ปี การเป็นแพทย์ตจวิทยา (ผิวหนัง) ในศูนย์ผิวพรรณและความงาม โรงพยาบาล BNH ทำให้คุณหมอรู้หลักการดูแลตัวเองเป็นอย่างดี และสมดุลชีวิตด้านอื่น ทั้งครอบครัว กีฬา การผจญภัย และไวน์ชั้นดี คืออีกสิ่งสำคัญที่สร้างความสุข และทำให้คุณหมอดูหนุ่มกว่าวัย
หมอในอเมริกา
“ผมเป็นคนกรุงเทพฯ ตอนเด็ก ๆ ได้มีโอกาสไปเยี่ยมบ้านเกิดคุณพ่อที่ต่างจังหวัดอยู่บ่อย ๆ พอได้เห็นชีวิตความเป็นอยู่ของคนในชุมชน ก็รู้สึกว่าเขาขาดแคลนหมอ ขาดแคลนเครื่องไม้เครื่องมือ เห็นว่าชีวิตเขาลําบาก เลยมีความคิดว่าโตมาถ้าได้เป็นหมอก็คงจะดี จะได้ไปช่วยชาวบ้าน”
หมอ เป็นหนึ่งในตัวเลือกอนาคตของเบลมาตั้งแต่ตอนนั้น แต่บางครั้งเขาก็ไขว้เขวอยากเป็นอย่างอื่นบ้างตามประสาเด็ก พอเข้าเรียนมัธยมปลายที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา และได้อยู่ท่ามกลางกลุ่มเพื่อนที่อยากเป็นหมอและวิศวกร เป้าหมายของเขาก็เหลือแค่สองอย่างนี้ และเขาก็สอบเข้าเรียนได้ที่คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ในที่สุด
พอเรียนจบ หมอเบลจับสลากได้ไปใช้ทุนที่จังหวัดอ่างทอง เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขาต้องไปอยู่ไกลบ้านตามลำพัง
“ตอนนั้นติดบ้าน ไม่อยากไปไหนไกล ๆ ช่วง 3 เดือนแรก เราเลยขับรถไปกลับกรุงเทพฯ-อ่างทอง ทุกวันเลย เพื่อจะได้กลับมาอยู่บ้าน และได้ซ้อมแบดกับก๊วนของเรา”
เมื่อมีการอยู่เวรมาให้ติดแทน หมอเบลก็ติดบ้านต่อไม่ได้ เขาต้องหาเพื่อนเล่นกีฬากลุ่มใหม่ใกล้โรงพยาบาล เลยได้เตะฟุตบอลแทนการตีแบด ช่วงเวลาใช้ทุน 2 ปี ที่ได้ลองวนทำงานในทุกแผนก ทำให้หมอเบลตัดสินใจได้ว่าเขาสนใจงานของแพทย์ผิวหนัง
“สาขานี้มีอะไรให้เราอัปเดตอยู่ตลอดเวลา ไม่เพียงความรู้ทางวิชาการ แต่ยังเรื่องเครื่องไม้เครื่องมือ ต่าง ๆ ที่มีเทคโนโลยีใหม่ ๆ อย่าง เครื่องเลเซอร์ เครื่องยกกระชับหน้า เทคนิคการฉีดสารต่าง ๆ ตอนผมเป็นนักศึกษาแพทย์ โบท็อกซ์ยังเพิ่งเริ่มมี แล้วฟิลเลอร์ก็ตามมา แล้วยิ่งเราชอบเรียนรู้ด้วย”
แล้วคุณหมอก็บินลัดฟ้าไปเรียนต่อเฉพาะทางด้านผิวหนังไกลถึงบอสตัน สหรัฐอเมริกา
“เราไปถึงช่วงกลางมกรา คือมันเป็นพีคของหน้าหนาวเลย อุณหภูมิลบ 20-30 องศา ช่วงแรกไม่มีรถ ก็ต้องขึ้นรถเมล์ 3 ต่อเพื่อไปเรียน วันแรกก็เรียนดึกเลย ขากลับต้องเดินฝ่าพายุหิมะกลับบ้าน ตอนนั้นในใจคิดว่าไม่น่าหาเรื่องเลยเรา แต่ยังไงมาแล้วก็ต้องเรียนให้จบ ก็ใช้ชีวิตอยู่อย่างนี้ 3 เดือน แล้วถึงได้สอบใบขับขี่ ซื้อรถ นึกว่าจะสบายแต่ที่ไหนได้ ไม่เลย บางคืนหิมะตก ตอนเช้ากว่าจะขับรถออกมาได้ ก็ต้องขุดหิมะออก ไม่งั้นเราก็ขับไปเรียนไม่ได้ ก็เป็นความลําบากของชีวิตดี”
ถึงแม้ว่าความลำบากในสหรัฐอเมริกาจะไม่ใช่เรื่องยากเกินปรับตัว แต่บางช่วง ครอบครัวของเขาก็อดเป็นห่วงไม่ได้ มีช่วงหนึ่ง คุณแม่ของเขาบินมาอยู่ด้วยถึง 6 เดือน จากชีวิตหมอที่ต้องเรียนหนักทำงานหนักจนลืมกินข้าวบ้าง แต่ช่วงที่มีแม่มาอยู่ด้วย กลับมาบ้านทีไรเขาจะเจออาหารปรุงสดใหม่ทำรอไว้เต็มตู้เย็น
พอปรับตัวได้แล้ว ความท้าทายในต่างแดนก็กลายเป็นความสนุกของหมอเบล เขาเป็นนักกีฬาแบดมินตันของมหาวิทยาลัย วันธรรมดามาเรียน วันหยุดเดินสายแข่งกีฬามหาวิทยาลัยทั่วประเทศ เลยเป็นโอกาสให้เขาได้ท่องเที่ยวไปด้วย ผ่านมา 3 ปี หมอเบลเรียนจบและถึงเวลาต้องกลับไทย ด้วยความที่เป็นคนชอบท่องเที่ยวผจญภัย เขาเลยถือโอกาสเที่ยวในทวีปอเมริกาต่ออีก 6 เดือน แล้วจึงค่อยกลับบ้าน
“พ่อแม่ผมเน้นเรื่องการศึกษามาก เขาส่งเราไปเรียน วันกลับก็ดีใจที่เรียนจบ ได้กลับมาบ้านซักที เขามารอรับเราที่สนามบิน อยากเห็นประกาศนียบัตรใบจบการศึกษา แต่พอเห็นเราก็ตกใจ เราแบกแต่ถ้วยรางวัลแบดกลับมา ส่วนประกาศนียบัตรทางมหาวิทยาลัยจะส่งตามมาทีหลัง เราก็ให้พ่อเอาถ้วยไปดูก่อนละกัน”
หลังเรียนจบกลับมา หมอเบลมีความตั้งใจอยากสมัครทำงานในย่านแถวสีลม ซึ่งเขาเคยผ่านมาหลายครั้งตั้งแต่สมัยก่อนไปเรียนต่อ จากความชื่นชอบในย่านที่เป็นมิตรกับคนเดินเท้า อยากไปกินข้าว เดินเล่น ก็เดินไปได้โดยไม่ต้องขับรถเหมือนสถานที่ส่วนมากในกรุงเทพฯ แถมมีรถไฟฟ้าช่วยอำนวยความสะดวกให้การเดินทางง่ายขึ้น เขาเลยมาสมัครงานที่โรงพยาบาล BNH
“แล้วผมก็รู้สึกโชคดีที่ได้มาทํางานที่นี่ ตั้งแต่วันแรกที่ก้าวเข้ามา มันรู้สึกอบอุ่นคุ้นเคย บอกตัวเองว่าที่นี่แหละใช่เลย รู้สึกประทับใจเพื่อนร่วมงานด้วย เราอยู่กันแบบครอบครัว สามารถคุยกันได้เหมือนพี่น้อง ทั้งหมอ ทั้งพยาบาล เจ้าหน้าที่ทุกคน ทํางานที่นี่มา 19 ปีแล้ว เราก็ยิ่งรู้สึกผูกพัน”
หมอสายกีฬา
หมอเบลเติบโตมากับคุณพ่อที่ส่งเสริมการศึกษาทั้งบุ๋นและบู๊ ตั้งแต่เมื่อ 40 ปีก่อนที่คอมพิวเตอร์ยังเป็นเรื่องใหม่มาก ๆ พ่อของเขาซึ่งเป็นนักธุรกิจมีวิสัยทัศน์ว่า ในอนาคต ใครที่มีทักษะทางคอมพิวเตอร์จะมีโอกาสมากกว่า เบลจึงได้เรียนคอมพิวเตอร์ตั้งแต่ยุคที่จอคอมหนาเท่าตู้เย็น
ตั้งแต่ช่วงประถม พ่อก็ให้เขาเรียนแบดมินตันด้วย พอเขาทำได้ดีแล้วสนุกกับมัน แบดมินตันจึงกลายเป็นทักษะติดตัวที่มอบโอกาสหลายอย่างให้เขา ตั้งแต่เป็นนักกีฬาโรงเรียนในสมัยมัธยมปลาย มหาวิทยาลัย จนไปเรียนต่อสหรัฐอเมริกา เขาได้รับคัดเลือกเป็นตัวแทนมหาวิทยาลัยบอสตันเดินทางไปแข่ง แบดมินตันทั่วสหรัฐอเมริกา ถือโอกาสได้เที่ยวไปในตัวด้วย จากจำนวน 50 รัฐ หมอเบลไปเยือนมาแล้วกว่า 40 รัฐ
“เราได้เรียนรู้เรื่องการบริหารเวลาด้วย การเรียนเฉพาะทางที่นู่นมันเรียนหนักมาก จันทร์ถึงศุกร์เข้าเรียน เสาร์อาทิตย์อ่านหนังสือ ทุกวันจันทร์เช้าจะมีการสอบ แต่เสาร์อาทิตย์เราต้องไปแข่งกีฬา วันธรรมดาก็ไม่มีเวลาซ้อมเหมือนนักกีฬาคนอื่น เวลาแข่ง ช่วงพักเราก็ต้องเอาหนังสือมานั่งอ่านที่สนามแข่งขัน ถ้ารายการไหนโชคดี ตกรอบเร็ว เราก็ได้ไปเที่ยว และพอมีเวลาอ่านหนังสือบ้าง แต่ถ้าแมตช์ไหนเล่นดีเข้าถึงรอบรองรอบชิงเนี่ย ก็ต้องอยู่แข่งที่สนามไปทั้งวันเสาร์อาทิตย์ นั่งเครื่องบินกลับมาอาทิตย์เย็น ถ้ามีสอบเช้าวันจันทร์ คืนนั้นก็อดนอน ต้องนั่งอ่านหนังสือยันเช้า ตารางชีวิตที่อเมริกาเราเป็นแบบนี้ แต่เราก็มีความสุขกับมันมาก”
“มีอยู่ช่วงนึงฟิตมาก เคยซ้อมแบดกับเพื่อนนักกีฬาตั้งแต่ 3 ทุ่ม ถึง 6 โมงเช้าเลย จนเพื่อน ๆ นักกีฬาเรียกเราว่า X-men”
ด้วยความชอบเกมที่ต้องใช้ทักษะวางแผนแก้ปัญหา พอเพื่อนสมัยมัธยมต้นชวนเขามาเล่นหมากรุก เบลก็ติดใจในทันที เขาเป็นสมาชิกชมรมหมากรุกตั้งแต่ ม.ต้น จน ม.ปลาย เคยลงแข่งขันระดับประเทศมาแล้วด้วย
“สมัยก่อนไม่มีหมากรุกคอมพิวเตอร์ให้เล่น ถ้าอยากฝึกก็ต้องไปเล่นกับคนที่เก่งกว่าเรา ผมก็ไปเล่นกับพี่วินมอเตอร์ไซค์ที่นั่งเล่นกันใต้สะพานลอย ทำเป็นเดินไปมองเขาเล่น สักพักนึง พอเขารู้ว่าเราเล่นได้ ก็ชวนมาเล่นด้วย จนพ่อแม่งงว่ารู้จักเขาด้วยหรอ ปิดเทอมใหญ่ 2 เดือน ผมแทบไปใช้เวลาอยู่ตรงนั้นตลอด”
จนถึงวันนี้ หากมีปัญหาอะไรที่คิดไม่ตก หมอเบลจะไปเล่นหมากรุก และเกือบทุกครั้ง เขาก็จะได้ทางออกของปัญหาจากการหันไปบริหารสมองกับหมากรุก
หมอนักชิมไวน์
ฝาผนังด้านหนึ่งในห้องรับแขกที่บ้านหมอเบลอุทิศให้กับแม่เหล็กจากสารพัดประเทศที่เขาเคยไป
“พอมีโอกาสเดินทางท่องเที่ยวทุกครั้ง เราก็ต้องไปซื้อของที่ระลึกที่เป็นแม่เหล็ก เราติดจนเต็มฝาตู้เย็น พอที่ไม่พอ เลยต้องทําบอร์ดติดผนัง”
ก่อนเป็นหมอ หมอเบลเคยใฝ่ฝันอยากเป็นนักเดินทาง แต่แล้วก็ต้องกลับมาอยู่บนโลกความจริงที่ต้องอุทิศเวลาให้กับงาน เรียน และงาน จนเมื่อเขาไปเรียนต่อที่สหรัฐอเมริกา แล้วได้ไปแข่งแบดมินตันพ่วงท่องเที่ยว การไปอยู่ในที่ที่ไม่เคยไปทำให้เขาเห็นว่าโลกใบนี้มันน่าสนใจแค่ไหน การบริหารเวลาให้เป็นทำให้เขารู้ว่าสมดุลระหว่างสิ่งที่เป็นและสิ่งที่รักมันทำได้ และหลังจากนั้นเขาก็ไม่หยุดหาโอกาสออกเดินทาง
เขาเป็นนักเดินทางสายผจญภัย บุกป่าฝ่าดงขึ้นเขา ลุยไหนลุยกัน แต่อีกเป้าหมายของการได้เดินทาง คือการชิมไวน์ต่าง ๆ จากทั่วโลก ซึ่งเขาศึกษาข้อมูล ประวัติความเป็นมา แหล่งผลิตไวน์ชั้นดี ไว้เพิ่มอรรถรสในการชิมไวน์
“เรารู้สึกสนุก เหมือนได้ย้อนเวลากลับไปเรียนรู้ประวัติศาสตร์ ทุกแหล่งผลิตมักมีเรื่องราวประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจ พอได้ศึกษา ทดลองชิมไปเรื่อย ๆ ก็เริ่มสะสม ไวน์แต่ละที่รสชาติไม่เหมือนกัน เหมือนเป็นศิลปะ เราเคยตระเวนชิมไวน์ตามไร่ไวน์ต่าง ๆ ตอนเรียนอยู่ที่อเมริกา ในฝรั่งเศสก็เคยไปนอนใน Chateau”
คุณหมอถึงกับมีลิสต์รายการไวน์จากทั่วโลกที่ชีวิตนี้ต้องชิมให้ได้สักครั้ง แต่เขาก็ยังไม่เคยคิดไปเรียนเป็นซอมเมอลิเยร์ แค่เป็นคนที่สนุกกับการได้ชิม ได้ศึกษา ได้สะสมเท่านั้น
ในมุมมองของแพทย์ผิวหนังและเวชศาสตร์ชะลอวัย ในไวน์แดงยังมี โพลีฟีนอล (Polyphenols) ซึ่งเป็นกลุ่มสารต้านอนุมูลอิสระประเภทหนึ่ง หากรับประทานในปริมาณที่พอเหมาะ จะมีคุณสมบัติต้านความเสื่อมของร่างกาย ซึ่งนี่อาจเป็นอีกเคล็ดลับที่ทำให้หมอเบลในวัยใกล้ 50 ปี ดูเหมือนคนอายุ 30 กลาง ๆ
“แต่ก็ต้องทำอย่างอื่นด้วย ทุกอย่างที่บอกคนไข้เราก็ทำเองหมด ครีมกันแดดต้องใช้ทุกวัน หากแดดจัดก็เลี่ยงไปเลย เราเป็นคนรักสุขภาพมาตั้งนานแล้ว ยิ่งพออายุมากขึ้นก็ยิ่งต้องดูแลสุขภาพ ออกกําลังกายประจำ ไม่เครียด ทําใจให้มีความสุข เราก็จะไม่เจ็บป่วย เคล็ดลับการดูแลตัวเองก็ประมาณนี้”
หมอรักครอบครัว
ในการเดินทางหลายต่อหลายครั้ง หมอเบลสนุกกับชีวิตอิสระที่ได้ผจญภัยไปตามลำพัง ทำในสิ่งที่อยากทำ ไม่ต้องรอใคร ไม่ต้องให้ใครรอ เขารักอิสรภาพนี้มาก…จนได้พบกับผู้หญิงคนหนึ่ง
“ผมไม่เคยคิดแต่งงาน และเคยตั้งกฎไว้ 10 ข้อ ถ้าไม่เจอผู้หญิงที่ผ่านมันได้หมดทุกข้อ ก็ไม่คิดที่จะมีครอบครัว จนกระทั่งได้เจอภรรยา เธอเหมือนเป็นจิ๊กซอว์ที่มาเติมเต็มส่วนที่ขาดหายไปในชีวิตเรา”
จากการเดินทางเพียงลำพัง หมอเบลตั้งปณิธานว่า นอกเหนือจากเวลางานและเวลาออกกำลังกายแล้ว จะไม่แยกจากผู้หญิงคนนี้เป็นอันขาด แม้ว่ารูปแบบการท่องเที่ยวของเธอจะไม่รีบและไม่ลุยเหมือนเขา ออกจะเนิบ ๆ ช้า ๆ ค่อย ๆ ดื่มด่ำกับบรรยากาศและผู้คนมากกว่า แต่มันก็ทำให้ทั้งเขาและเธอได้เห็นโลกใบเดิมในมุมใหม่
“ตอนฮันนีมูนครั้งแรกเนี่ย เดือนนึงไปมา 10 กว่าประเทศ เปลี่ยนโรงแรมไป 20 กว่าแห่ง เขายอมเปลี่ยนมาเที่ยวสไตล์เรา ยอมขึ้นไปปีนเขาเพราะเรา อย่างทริปนอร์เวย์ เดินขึ้นเขา 5 ชั่วโมง บางช่วงชันจนแทบต้องปีนเกือบ 90 องศา แต่เขาก็ไปกับเราทั้งที่เขาไม่ชอบความสูง เขาบอกว่ามันดูอันตรายเลยยิ่งต้องไปกับเรา ทำให้เรารู้สึกประทับใจกับคําพูดของเขา”
จากคนที่ไม่เคยคิดอยากมีลูก แต่พอมาเจอผู้หญิงที่รักเด็กและอยากเป็นแม่คนมาก หมอเบลรู้สึกว่าเป็นหน้าที่ของเขาที่จะช่วยเติมเต็มความฝันนั้นให้กับเธอ แต่มันก็ไม่ง่ายขนาดนั้น พวกเขาต้องใช้ความพยายามถึง 4 ปี กว่าจะมีลูกคนแรกสำเร็จ
“ผมคิดว่าฟ้าคงกําหนดมาแล้วให้เราได้ไปเที่ยวฮันนีมูนกันก่อนถึง 17 ครั้ง เพราะถ้ามีลูกเร็ว คงไม่สามารถไปเที่ยวอย่างที่เราอยากไปได้”
ในทริปผจญภัยดูแสงเหนือที่ไอซ์แลนด์ พวกเขาก็คุยกันแบบไม่คาดหวังว่าหากทริปนี้มีลูกมาเกิด จะให้ลูกชื่อ แสงเหนือ แล้วน้องแสงเหนือก็มาจริง ๆ ในอีก 2 ปีถัดมา น้องสายน้ำ ก็ตามมาจากทริปปารีส เมืองที่มีแม่น้ำแซนไหลผ่าน
“เราไม่เคยคิดว่าการเป็นพ่อคนจะมีความสุขได้ขนาดนี้ ต้องใช้คําว่ามันยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด ความห่วงใย ความกังวล มันเข้ามาเพียบ แต่มีความสุขจริง ๆ”
ในสังคมปัจจุบันที่เต็มไปด้วยภัยจากภายนอก ครอบครัวคุณหมอเชื่อว่าการติดเกราะป้องกันลูก ๆ คือต้องทุ่มเทเวลาให้พวกเขามากที่สุด ภรรยาจึงลาออกจากงานมาดูแลลูกเต็มเวลา ส่วนหมอเบลที่ยังต้องทำงานหนัก พอกลับมาถึงบ้าน ก็จะวางมือถือลงทันทีเพื่อใช้เวลาที่มีค่ากับครอบครัว สอนการบ้าน นั่งเล่นนั่งคุยกับลูก ๆ ตอนเช้าเขาจะขับรถไปส่งลูกที่โรงเรียนเอง
“ผมพยายามให้เวลาพวกเขาเยอะที่สุด อยากให้เขาเปิดใจคุยกับเราได้หมด อาจมีดุเขาบ้าง แต่ไม่ตีลูก เราใช้เหตุผลในการคุยเพื่อเข้าใจลูก พูดกับเขาตรง ๆ อธิบายอย่างใจเย็น”
หากมองไปรอบห้องตรวจ จะเห็นรูปภาพเด็กผู้ชายกับเด็กผู้หญิง 2 คน ตั้งประดับอยู่เต็มห้อง ในวันที่คุณหมอเหนื่อยหรือเครียดจากงาน แค่เงยหน้ามามองรูปลูก ๆ ความทุกข์ต่าง ๆ ก็ลดลงทันตา
“นอกจากทํางานและตีแบดอาทิตย์ละ 2 วัน ผมจะให้เวลากับครอบครัวเต็มที่ แทบไม่ยอมเสียเวลาให้อย่างอื่นเลย เด็กเขาโตเร็ว เราไม่อยากเสียใจถ้าเราแก่ตัวไปแล้วมองย้อนไปว่าเราน่าจะให้เวลากับเขามากกว่านี้”
สำหรับ Family Man อย่างหมอเบล เป้าหมายในชีวิตของเขานั้นไม่ซับซ้อนแต่อบอุ่น เขาเพียงอยากทำให้ภรรยามีความสุขที่สุด และได้จูงมือภรรยาร่วมกันเฝ้ามองการเติบโตของลูก ๆ ให้กลายเป็นคนที่มีคุณค่าต่อสังคม และมีความสุขในทุกๆวัน
หมอผิวหนัง
งานของแพทย์ผิวหนังมี 2 ส่วน คือการดูแลโรคหรือความผิดปกติต่าง ๆ ที่เกิดบนผิวหนัง อย่างมะเร็งผิวหนัง โรคผิวหนังต่างๆ และอีกส่วนที่คนทั่วไปรู้จักดี คือด้านความสวยความงาม หน้าสวยใส ดูอ่อนกว่าวัย ด้วยโบท็อกซ์ ฟิลเลอร์ เลเซอร์ เครื่องยกกระชับหน้า ฯลฯ ซึ่งพอเป็นงานจากโรงพยาบาล BNH ที่เน้นมาตรฐานและความปลอดภัยเป็นหลัก คนไข้ก็จะมั่นใจได้ว่าหัตถการเพื่อเสริมความงามทุกอย่างจะทำโดยแพทย์เฉพาะทางเท่านั้น
ในวันที่งานของแพทย์ผิวหนังจะหนักไปทางด้านความสวยความงามตามความต้องการของตลาด เคสที่คุณหมอเบลประทับใจมากที่สุด กลับเป็นเคสมะเร็งผิวหนังในเด็กคนหนึ่ง
“คนไข้เด็กมาหาหมอเรื่องผื่นที่บริเวณแขนและขา เราก็ตรวจดูผื่นไป แต่สายตาเราไปสะดุดที่ไฝเม็ดหนึ่งที่ขาของเด็ก จากประสบการณ์ที่ดูคนไข้มาเยอะ เราก็รู้ว่ามันไม่ปกติ ยิ่งถ้ามีประวัติในครอบครัว ยิ่งมีความเสี่ยงสูง แม้ว่าโรคนี้จะมีสถิติเกิดในคนไทยโดยเฉพาะเด็กต่ำมาก แต่เราก็ยังไม่สบายใจ เพราะหากเป็นมะเร็งผิวหนังชนิดเม็ดสี มันแพร่กระจายเร็วแล้วก็อันตรายถึงชีวิต เราเลยโน้มน้าวให้ผู้ปกครองเขายอมตัดชิ้นเนื้อไปตรวจ แล้วผลก็เป็นอย่างที่คิดจริง ๆ โชคดีที่เขาเพิ่งเป็นระยะเริ่มต้น ผ่าตัดออกก็หาย”
อาการบางอย่างที่แสดงบนผิวหนังยังอาจเกี่ยวข้องกับโรคของระบบอื่น ๆ ได้ เช่น โรคทางเดินอาหารบางโรค โรคแพ้ภูมิตัวเอง โรคทางพันธุกรรมบางชนิด หมอเบลจึงให้ความสำคัญกับการซักประวัติและการตรวจร่างกายคนไข้มาก เพื่อมอบการดูแลที่สมบูรณ์รอบด้าน หรือ Complete Care ตามแนวนโยบายของโรงพยาบาล BNH
“อย่างผื่นธรรมดาก็มีหลายสาเหตุ บางอย่างเห็นก็ทราบเลยว่าคนไข้มีโอกาสเป็นมะเร็งที่ระบบภายใน หรือโรคติดเชื้อรุนแรง อย่างเช่น เอชไอวี ซิฟิลิส บางเคส แผนกอื่นก็ส่งมาให้เราช่วยตรวจ เพราะการวินิจฉัยโรคบางอย่าง ต้องใช้ความรู้ทางผิวหนังเข้าช่วย”
ด้วยความเป็นคนอัธยาศัยดี คนไข้หลายรายที่มารักษา ทั้งที่ต้องรักษาต่อเนื่อง และไม่ต่อเนื่อง จึงรู้สึกสบายใจในการพูดคุยกับคุณหมอ และกลับมาหาคุณหมออีกเมื่อมีปัญหาผิวหนัง หรือแนะนำคนใกล้ตัวให้มาหา นิสัย Active ของนักกีฬาและนักผจญภัย กับเรื่องราวชีวิตโลดโผนที่มีความสนใจหลากหลาย ยังทำให้หมอเบลมีสารตั้งต้นที่ดีในการเริ่มคุยกับคนไข้ด้วย
“เรารักษาคนไข้ ก็แค่ตั้งใจทําให้ดีที่สุด ตรงไปตรงมา นอกจากรักษาคนไข้ให้หายแล้ว เรายังอยากให้เขามีความสุขในอนาคตด้วย จึงเน้นเรื่องการป้องกันเช่นเดียวกัน”
หมอเบลจะเน้นย้ำคนไข้เสมอให้หมั่นตรวจวินิจฉัยความผิดปกติบนผิวหนังตัวเอง ครีมกันแดดต้องทาประจำ อาหารการกินอะไรที่คนไข้ทานแล้วดีต่อสุขภาพและผิวพรรณ เพื่อมอบการดูแลคนไข้ที่รอบด้าน และหากมีปัญหาอะไร เขาก็พร้อมช่วยเหลือด้วยความเต็มใจ
ติดต่อสอบถาม หรือทำนัดหมายกับเจ้าหน้าที่
ผ่าน LINE @MBRACE
นพ. ศุภโชค ปิตุวงศ์
SUPACHOK PITUWONG, M.D.
ความสนใจเฉพาะทาง
ผิวหนัง
ประวัติการศึกษา
ปริญญาโท, วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต (วท.ม.), Boston University, สหรัฐอเมริกา
ปริญญาทางการแพทย์, แพทยศาสตรบัณฑิต (พ.บ.), มหาวิทยาลัยมหิดล, ไทย
วุฒิบัตร
ตจวิทยา, มหาวิทยาลัยบอสตัน
ภาษา
ไทย
อังกฤษ
เพศ
ชาย
ตารางออกตรวจ
ศูนย์ผิวพรรณและความงาม
| วัน | เวลา |
|---|---|
| จันทร์ | 10:00 - 20:00 |
| อังคาร | 10:00 - 18:00 |
| พุธ | 10:00 - 18:00 |
| พฤหัสบดี | 10:00 - 18:00 |
| ศุกร์ | 10:00 - 18:00 |
| เสาร์ | 09:00 - 15:00 เฉพาะสัปดาห์ที่ 2, 4, 5 ของเดือน |
| อาทิตย์ | 11:00 - 15:00 |
นี่คือตารางออกตรวจปกติของแพทย์ วันเวลาที่ออกตรวจจริงอาจมีการเปลี่ยนแปลง กรุณาตรวจสอบวันเวลาที่ว่างเมื่อทำการนัดหมาย