Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors
Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors

Translated by AI

ความสุขคือความไม่ทุกข์ ชีวิตเรียบง่ายของ นพ. ศิวกร คงธนชาติ หมอ Rehab หนุ่ม ผู้ตั้งเป้าเปลี่ยนตัวเองให้ดีขึ้นวันละ 1%

หมอ Rehab หนุ่ม ผู้ตั้งเป้าเปลี่ยนตัวเองให้ดีขึ้นวันละ 1%

– นพ. ศิวกร คงธนชาติ –

เมื่อได้คุยกับ นพ. ศิวกร คงธนชาติ แพทย์ผู้ชำนาญการประจำแผนกเวชศาสตร์ฟื้นฟู และกายภาพบำบัด โรงพยาบาล BNH  นอกจากจะได้รับแนวทางในการดูแลตัวเองเพื่อฟื้นฟูร่างกายแล้ว ยังได้รับแง่คิดในการดำเนินชีวิตที่แตกต่างจากคนอื่น ซึ่งเรื่องราวในชีวิตทั้งหมดคือสิ่งที่ทำให้คุณหมอตกตะกอนความคิด จนพบเส้นทางความสุข และได้เป็นตัวเองในทุกวันนี้

จุดเปลี่ยนเมื่อห่างเพื่อน

ศิวกรเรียนที่โรงเรียนสาธิตฯ แห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มาตั้งแต่ชั้นประถมปีที่ 1 เรียกได้ว่าเป็นคนที่ไม่มีเป้าหมายและความฝัน เขารู้สึกกระอักกระอ่วนใจทุกครั้งเมื่อมีคนถามว่า “โตขึ้นอยากเป็นอะไร?” สิ่งที่ง่ายที่สุดกลายเป็นการเกาะ ๆ เพื่อนไป ด้วยความเชื่อในจิตใต้สำนึกว่า ถ้าเพื่อนดีก็น่าจะพาเขาไปในเส้นทางที่ดี ซึ่งก็ถือว่าเขาโชคดีระดับหนึ่งที่เพื่อนชวนกันไปสอบเข้าโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาเมื่อจบชั้น ม.3 และเขาก็ตามเพื่อนไปได้สำเร็จ

แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งที่ชีวิตบังคับให้เลือก ในบางเรื่องที่คนอื่นไม่สามารถจะตัดสินใจแทนเขาได้ ในตอนนั้นการเลือกว่าจะเรียนต่อไปทางวิศวกรรมศาสตร์หรือแพทยศาสตร์ ถือเป็นจุดที่สำคัญพอสมควร เพราะมันเป็นทางที่จะกำหนดอนาคตข้างหน้า การสอบติดทั้ง 2 อย่าง เป็นข้อดีในแบบหนึ่ง และเป็นเรื่องหนักใจของคนที่เลือกไม่ได้หรืออาจเพราะไม่กล้าที่จะรับผลลัพธ์หากเลือกผิด ทำให้เขาถึงกับนอนไม่หลับเพราะไม่รู้ว่าควรเลือกทางเดินไหนดี จนกระทั่งแม่ของเขาพูดประโยคหนึ่งขึ้นมา ที่ทำให้ศิวกรตัดสินใจได้

นพ. ศิวกร คงธนชาติ

“มันมีไม่กี่อาชีพที่ได้ทํางานด้วย ได้ช่วยคนด้วย”

แล้วเขาก็ได้มาเป็นนักศึกษาแพทย์ ที่คณะแพทยศาสตร์ วชิรพยาบาล ลึก ๆ แล้วพอมาคิดดี ๆ ทุกอาชีพมีประโยชน์และหน้าที่ที่ขาดกันไม่ได้อยู่เช่นกัน เพียงแต่อย่างน้อย อาชีพนี้อาจทำให้เขามีความรู้พอที่จะดูแลคนในครอบครัวได้มากกว่าทางเลือกอื่น แต่เมื่อเลือกแล้ว บทเรียนต่อไปที่ชีวิตเตรียมให้เขา คือการดึงเอาเพื่อนเก่าออกไปหมด

“เพื่อนไปติดที่อื่นกันหมด เลยเป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตเพราะเราไม่เคยตัดสินใจอะไรเองเลย และได้สอนบทเรียนว่าการจะได้อะไรบางอย่าง แค่โชคมันไม่พอ และมันคงไม่แฟร์กับคนที่มีความตั้งใจและพยายามด้วย”

ศิวกรรู้สึกได้อยู่กับตัวเองเป็นครั้งแรกเมื่อเข้าเรียนมหาวิทยาลัย เพราะเขาไม่มีเพื่อนกลุ่มเดิมให้คอยทำตามแล้ว ชีวิตช่วงนี้ นอกจากการเรียนที่เข้มข้น เขายังได้ทบทวนการตัดสินใจหลายอย่างในชีวิต และคุยกับความรู้สึกของตัวเองให้มากขึ้น พอสิ่งแวดล้อมในชีวิตและสังคมเปลี่ยน เขาก็เหมือนถูกบังคับให้เติบโต เพียงแต่มันเป็นการเติบโตที่ไม่ได้มีการควบคุมเท่าไร

“ผมมีความคิดบางอย่างไม่เหมือนคนในวัยเดียวกัน เลยทําให้เข้าสังคมยาก บางเรื่องผมรู้สึกว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยมาก ไม่เห็นมีอะไรเลย แต่เพื่อนกลับคิดว่ามันสําคัญมาก บางครั้งผมก็พูดอะไรที่คิดโดยละเลยความรู้สึกของผู้ฟังไป ด้วยความเด็กในตอนนั้นผมเลยแก้ปัญหาโดยการลดการข้องแวะกับคนที่ไม่ได้คิดเหมือนเรามาก จึงมีโอกาสได้ฟังเสียงตัวเอง และมีความคิดที่เป็นอิสระมากขึ้น”

การตกตะกอนความคิด และพาตัวเองออกมาจากเส้นทางที่ทำตามคนอื่นมาตลอด ยังทำให้ นศพ.ศิวกร เห็นอนาคตที่ตัวเองอยากเป็น เขาชอบเล่นกีฬามาก จึงเหมาะกับการเรียนต่อในสาขาโรคกระดูกและข้อหรือไม่ก็เวชศาสตร์ฟื้นฟู แต่เขาไม่ชอบการผ่าตัด ดังนั้น ตัวเลือกของเขาจึงมีอยู่เพียงอย่างเดียว

“ผมเล่นกีฬามาตั้งแต่เด็ก เล่นได้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเทนนิส ปิงปอง เล่นบาสเกตบอล อย่างบาสเกตบอลนี่ก็เล่นมานานเป็น 10 ปีแล้ว ก็รู้สึกชอบอะไรที่เกี่ยวข้องกับกีฬา เวชศาสตร์ฟื้นฟูจึงเป็นคำตอบที่ใกล้กับความสนใจของผมที่สุด”

การเรียนต่อสาขาเวชศาสตร์ฟื้นฟูยังได้พาคุณหมอออกจากคอมฟอร์ตโซนอีกครั้ง เขาย้ายไปอยู่ขอนแก่น จังหวัดที่เขาแทบไม่รู้จักใคร ต้องปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ และงานหนักที่ทำให้เขาต้องใช้เวลาอยู่ในโรงพยาบาลตั้งแต่ 8 โมงเช้า จนถึงค่ำ เพราะโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยขอนแก่นเป็นศูนย์กลางการแพทย์ของทั้งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ต้องรับคนไข้หนักจากโรงพยาบาลส่วนภูมิภาคทั้งหมด

“ที่ขอนแก่น ผมได้เจออาจารย์หลายท่านที่มีสไตล์เฉพาะตัว มีความละเอียดอ่อนและตั้งใจดูแลคนไข้มาก ๆ เราก็ได้เรียนรู้ ทั้งประสบการณ์ ความรู้ รวมถึง Soft Skill อย่างเทคนิคการสื่อสาร ว่าการคุยกับคนนี้ควรเป็นแบบนี้ เรื่องไม่ดีเราจะพูดยังไงให้คนฟังรู้สึกทุกข์น้อย เรื่องนี้ควรพูดไม่ควรพูด เราจะปฏิเสธยังไงให้นุ่มนวล รวมถึงสังเกตคนเก่งขึ้น และได้ Unlock ความคิดใหม่ว่าการอยู่คนเดียวไม่ใช่คำตอบ จะอยู่ยังไงให้ดีต่างหากที่เป็นคำตอบ ทุกเรื่องราวที่ผมเจอ ดีใจหรือเสียใจนั้นเป็นความรู้สึกปกติ แต่เราเจอมันแล้วจะเอามาปรับใช้ให้เป็นประโยชน์กับชีวิตเราได้มั้ย”

กลับมากรุงเทพฯ หมอศิวกรได้เริ่มทำงานที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง แต่ข้อจำกัดทั้งเวลา ปริมาณงาน และเรื่องอื่น ๆ อีกมาก ทำให้ไม่สามารถที่จะทำงานได้อย่างมีความสุขและพึงพอใจในงานที่ทำอยู่ แถมปัญหาว่าคุณหมอมีเวลาให้คนไข้แต่ละรายน้อยมาก ทำให้ไม่สามารถฟัง ไม่สามารถช่วยคนไข้ได้ดีอย่างที่ใจเขาคาดหวังไว้ ทำให้เขาลองหาทางเลือกใหม่ที่ตอบโจทย์แนวทางการดูแลคนไข้ของตัวเองมากกว่า จนได้มาเริ่มงานที่โรงพยาบาล BNH

“การทำงานที่นี่เหมือนเป็นการเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง ต้องขอบคุณทางโรงพยาบาลและอาจารย์ทุกท่านที่ให้การต้อนรับ ที่นี่อบอุ่น ทำให้เรารู้สึกว่าอยากทำงานให้ดี มีคุณภาพในแบบที่ถ้าพ่อแม่เรามารักษาเราก็จะทำแบบเดียวกัน มีเวลาคุยมีเวลาทำความเข้าใจเคส เพราะงานของการฟื้นฟู ไม่ใช่แค่การเจาะเลือดและรักษาด้วยยาเพียงอย่างเดียว แต่ละเคสมีงานที่ไม่เหมือนกัน มีสาเหตุของอาการไม่เหมือนกัน หากเรารักษาเหมือนกันทุกเคสนั้นอาจไม่ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด สำคัญคือเราต้องมีเวลาฟังคนไข้  นอกจากในเรื่องงานแล้ว ในด้านอื่นก็ถือว่าดีมาก ๆ เช่นกัน ตอนกลางวันการได้กินข้าวกับหมอคนอื่น ๆ ได้ทํากาแฟไป นั่งคุยกันไป ผมรู้สึกได้รับการต้อนรับตั้งแต่วันแรก ทุกคนก็น่ารัก ให้เกียรติกัน ตั้งใจดูแลคนไข้  การที่เรารู้จักกันกับแพทย์ท่านอื่น ๆ ส่งผลดีกับการประสานงานกัน และการสื่อสารที่ดีในการดูแลคนไข้ทำให้คนไข้ได้รับการรักษาแบบองค์รวมและครอบคลุมครบถ้วน  อาจารย์หมอท่านอื่นก็ดูแลผมอย่างดี ก็ถือว่าตอบโจทย์ชีวิตเลยที่มาทํางานที่นี่”

นพ. ศิวกร คงธนชาติ

กล้ามเนื้อมัดเดิม กิจกรรมเดิม VS กล้ามเนื้อมัดใหม่ กิจกรรมใหม่

การเป็นแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู ทำให้หมอศิวกรได้ใกล้ชิดกับคนไข้ที่ผ่านการรักษาตัวจากแผนกอื่น และต้องได้รับการฟื้นฟูในระยะยาวตามแนวทางการดูแลแบบบูรณาการครบถ้วนรอบด้าน Complete Care ตามนโยบายของโรงพยาบาล BNH  คนไข้ที่มาอยู่ในความดูแลของเขาจึงมักเป็นคนไข้ที่ต้องได้รับการฟื้นฟูต่อเนื่อง ความสุขในการทำงานคือการเห็นพัฒนาการของคนไข้ จากที่แทบช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ เป็นค่อย ๆ นอนพลิกตัวได้ ลุกขึ้นนั่งได้ ขยับแขนขาได้ เดินได้ พูดได้ และกลับมาทำอะไรได้ใกล้เคียงภาวะปกติมากที่สุด  หรือคนไข้ที่มีอาการเจ็บป่วยเรื้อรัง อย่างอาการออฟฟิศซินโดรมที่พบได้บ่อย แต่ก็ต้องได้รับการรักษาต่อเนื่อง  และบ่อยครั้ง ซึ่งคนไข้ที่มาหาคุณหมอ มักเป็นคนที่ผ่านการรักษามาทุกรูปแบบแล้ว แต่ยังไม่ได้ผล

นพ. ศิวกร คงธนชาติ

“ผมจะซักประวัติและตรวจเพิ่มว่าทําไมรักษาแบบที่เคยแล้ว แต่อาการมันยังไม่หาย ผมก็จะถามเขาว่าวันนึงทําอะไรบ้าง นั่งท่าไหน อยู่หน้าคอมพิวเตอร์กี่ชั่วโมง เราต้องพยายามตอบตรงนี้ให้ได้ แล้วการรักษามันจะตามมาเอง”

หมอศิวกรจะมีประโยคที่ใช้บ่อยในการอธิบายให้คนไข้ออฟฟิศซินโดรมเข้าใจ

“กล้ามเนื้อมัดเดิม ทํากิจกรรมเดิม ก็ได้ผลลัพธ์เดิม ถ้าจะหายเจ็บ ต้องมีกล้ามเนื้อมัดใหม่ ทํากิจกรรมใหม่”

ซึ่งหมายถึงกล้ามเนื้อเดิมที่แข็งแรงขึ้นจากการออกกำลังกาย หมั่นยืดเส้น ขยับตัว และทำกิจกรรมที่ต่างไปจากเดิม นั่งให้ถูกท่า จัดอุปกรณ์การทำงานเสียใหม่ เช่น การวางตำแหน่งคีย์บอร์ด ระยะห่างระหว่างสายตากับจอคอมพิวเตอร์ เป็นต้น  ปกติแล้ว ผมจะอธิบายทางเลือกในการรักษาทั้งหมด แล้วให้คนไข้เลือกเอง ผมไม่ตัดสินใจให้เขา เพราะผมคิดว่าคนไข้มีสิทธิที่จะเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะกับเขาภายใต้ข้อมูลและการอธิบายจากเรา เขาก็จะทํามันได้และอยู่กับสิ่งที่ถูกได้นาน”

ด้วยวิธีการเข้าหาคนไข้ ทำให้หมอศิวกรได้รับความไว้วางใจจากคนไข้หลายช่วงวัย แม้ว่าตัวเขาจะเป็นหมอหนุ่ม แต่วัยวุฒิก็ไม่ใช่สิ่งบ่งบอกคุณวุฒิของเขา คุณหมอยังมีคนไข้ประจำหลายท่านที่มีอายุมากกว่าเขา ซึ่งเอ็นดูคุณหมอเหมือนลูกหลาน ไปพร้อมกับมอบความเคารพเชื่อใจในฐานะแพทย์ชำนาญการคนหนึ่งที่ตั้งใจทำงานเพื่อผลประโยชน์ของคนไข้ และคนไข้ในวัยใกล้เคียงกันที่ชื่นชอบในความเป็นกันเองของเขา

เปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดีขึ้นวันละ 1%

“ผมบอกคนไข้ให้ออกกําลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ ถ้าปวดคอบ่าไหล่ก็ต้องยืดบ่อย ๆ แต่ถ้าเราไม่ทําเองด้วย เราจะสอนคนไข้ได้ยังไง”

การเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดีขึ้นวันละ 1% แต่ทำไปทุกวัน ผลลัพธ์มันกลับมหาศาล  เขาเองก็เชื่อเช่นนั้น

“ผมพยายามพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดทั้งในเรื่องการทำงานและเรื่องอื่น ๆ รวมถึงการพยายามเปลี่ยนคุณภาพชีวิตของคนไข้ให้ดีขึ้นด้วย ทุกอย่างที่สอนคนไข้ เราก็จะพยายามทำเองด้วย อย่างการออกกำลังกายหรือโปรแกรมต่าง ๆ ผมก็ใช้หลักการเดียวกันกับที่ให้ คุณพ่อคุณแม่เราทำเอง เรื่องทั่ว ๆ ไปอย่างการออกกำลังกายให้ได้ 150 นาทีต่อสัปดาห์เราเองก็ต้องพยายามทำให้ได้ ไม่ใช่พูดแนะนำอย่างเดียวแต่ไม่ทำ” การเริ่มต้นนั้นยากเสมอ ยิ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงจากพื้นฐานเดิมมาก แต่หากเราย่อยการเปลี่ยนแปลงให้เล็กลง ทำได้ง่ายขึ้น และสามารถทำได้จริงอย่างต่อเนื่องในระยะยาว สำคัญกว่าการเปลี่ยนแปลงอย่างมากแต่ทำได้แค่ระยะสั้นๆ

“เวลาผมบอกคนไข้ให้เริ่มออกกําลังกาย ผมไม่เคยบอกว่าต้องออก 30 นาที ตั้งแต่วันแรก แต่แค่เริ่มง่าย ๆ เล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ถ้าเกิดเขามีความอยากจะเปลี่ยนจริง ๆ เขาจะเปลี่ยนได้ ความสำเร็จเล็ก ๆ จะสร้างกำลังใจและนำไปสู่ความสำเร็จที่ใหญ่ขึ้น ถ้าเค้าทำไม่ได้เราต้องให้กำลังใจ เข้าใจ ไม่ใช่ไปตำหนิ”

นพ. ศิวกร คงธนชาติ

ความสุขที่แท้จริง คือทุกข์ให้ยากหรือทุกข์ให้น้อย

นพ. ศิวกร คงธนชาติ

สมัยเป็นนักศึกษา หมอศิวกรมีมุมมองชีวิตว่า หากเรียนหนัก ก็ต้องออกไปเที่ยวเพื่อหาความสุข เขาเลยไปเที่ยวบ่อย แต่ด้วยภาระเรียนและภาระงานอันหนักมาก โดยเฉพาะช่วงเรียนเฉพาะทาง 3 ปี แต่ใน 3 ปีนั้น เขาก็ได้มุมมองใหม่

“เรามาย้อนมองตัวเอง พอเรียนแล้วเราทุกข์บ้างเครียดบ้าง ก็ออกไปหาความสุข แล้วกลับมาทุกข์ใหม่ วนอยู่อย่างนี้ แต่พอไม่ได้เที่ยวไม่ได้ทำสิ่งที่อยากทำ วันหนึ่งมุมมองความสุขของเราก็เลยเปลี่ยนไป ผมได้เรียนรู้ที่จะมีความสุขให้ง่ายขึ้น แล้วก็พบว่าความสุขของผมคือแค่ไม่ทุกข์ ถ้าผมทําทุกวันให้มันไม่ทุกข์ ไม่เครียด ผมก็อาจจะไม่จําเป็นต้องไปหาความสุข ไม่จําเป็นต้องไปดูหนัง ไปช้อปปิ้ง ไปเที่ยวต่างประเทศบ่อยๆ จิตใจเราถ้าเราสอนมันว่าแบบนี้คือสุข มันก็จะเรียกหาความสุขแบบนั้น ความสุขก็เหมือนลูกตุ้ม เมื่อใดที่สุขมากพอถึงจุดหนึ่ง พอความสุขนั้นแค่ลดลง ยังไม่ถึงกับหายไป ก็เราจะเริ่มทุกข์แล้ว

“แต่ถ้าเราปรับมุมมองทําทุกวันให้ดี ให้ตัวเองภูมิใจ และนอนหลับไปโดยไม่รู้สึกเสียใจกับเรื่องที่ทำไปแล้วในแต่ละวัน ช่วยเหลือคนอื่นในจุดที่เราช่วยได้และไม่เบียดเบียนใคร ทำตัวเองให้เป็นประโยชน์ และทุกข์ให้มันยาก เราอาจจะมีชีวิตที่เรียบง่าย ไม่หวือหวา ไม่ขึ้นสูงมากและไม่ลงต่ำมาก มีความสุขไม่มากและทุกข์ไม่มากเช่นกัน”

เรียนรู้อดีต ทำความเข้าใจปัจจุบัน

ในเวลาว่าง หมอศิวกรจะชอบอ่านหนังสือ หนังสือประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจ การพัฒนาตัวเอง เพื่อให้เข้าใจเรื่องราวต่าง ๆ และความเป็นไปบนโลก พร้อมกับหันมาย้อนมองตัวเอง

“ผมมีความสุขกับการได้เข้าใจว่าทําไมหลายสิ่งมันถึงเกิดขึ้น ถ้าผมไม่เหนื่อยจนเกินไป ก่อนนอนผมก็พยายามอ่านหนังสือทุกวัน”

หมอศิวกรบอกว่าเขาไม่ได้มีทักษะอะไรโดดเด่นเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะดนตรีหรือกีฬา เขาเป็นเพียงคนกลาง ๆ คนหนึ่ง แต่สิ่งนึงที่ทำให้เขาแตกต่างจากคนอื่น คือความพยายามในการทําความเข้าใจอะไรบางสิ่งบางอย่าง

“ทําไมคนนั้นเขาถึงทําอย่างนี้ คิดแบบนี้ ชีวิตของเขาผ่านอะไรมา เพราะพยายามเข้าใจ ทำให้ผมไม่ค่อยโกรธใครง่าย ทุกวันนี้เราไปตัดสินใครไม่ได้ เพราะเราไม่รู้ว่าเขาเจออะไรมาบ้าง”

นพ. ศิวกร คงธนชาติ
นพ. ศิวกร คงธนชาติ

“ผมเป็นแค่หมอธรรมดาที่อยากทําให้คนไข้ดีขึ้น ผมคงบอกไม่ได้ว่าจะทำให้คนไข้หายดี 100% ผมทำได้แค่รับฟัง และช่วยคนไข้เต็มความสามารถที่ผมทําได้อย่างเต็มใจ แค่คุณบอกว่าที่รักษาไปคุณอาการดีขึ้น แค่นั้นผมก็มีความสุขแล้วนะ”

ดังนั้นคุณหมอจึงทุ่มเททำงานให้เต็มที่ เพื่อให้คนไข้ได้สิ่งที่ดีที่สุด เพราะความไม่ทุกข์ของคนไข้ ก็คือหนทางแห่งความสุขของคุณหมอเช่นกัน

ติดต่อสอบถาม หรือทำนัดหมายกับเจ้าหน้าที่
ผ่าน LINE @MBRACE

ทำนัดหมายแพทย์ออนไลน์​ | Appointment

นพ. ศิวกร คงธนชาติ

นพ. ศิวกร คงธนชาติ

SIWAKORN KONGTANACHART, M.D.

ความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง

เวชศาสตร์ฟื้นฟู

ประวัติการศึกษา

ปริญญาเอก, แพทยศาสตรบัณฑิต, มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช, ไทย

วุฒิบัตร

เวชศาสตร์ฟื้นฟู, มหาวิทยาลัยขอนแก่น

ประกาศนียบัตร

Orientation BNH, โรงพยาบาลบีเอนเอช, ไทย

การปฐมนิเทศแพทย์/ทันตแพทย์ใหม่, BDMS, ไทย

ภาษา

ไทย

อังกฤษ

เพศ

ชาย

Doctor Story

ตารางออกตรวจ

แผนกเวชศาสตร์ฟื้นฟูและกายภาพบำบัด

วัน เวลา
จันทร์ 09:00 - 19:30
อังคาร 09:00 - 17:00
พุธ 09:00 - 19:30
พฤหัสบดี 09:00 - 18:00
ศุกร์ -
เสาร์ -
อาทิตย์ 08:00 - 13:00

Premier Spine Rehabilitation Centre

วัน เวลา
จันทร์ 08:00 - 12:00
อังคาร -
พุธ 08:00 - 17:00
พฤหัสบดี -
ศุกร์ -
เสาร์ -
อาทิตย์ -

นี่คือตารางออกตรวจปกติของแพทย์ วันเวลาที่ออกตรวจจริงอาจมีการเปลี่ยนแปลง กรุณาตรวจสอบวันเวลาที่ว่างเมื่อทำการนัดหมาย