– นพ. สิฐนันท์ ธนินทรานนท์ –
การเดินทางของความคิดของ หมอหมิง นพ. สิฐนันท์ ธนินทรานนท์ สูตินรีแพทย์สาขาเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ ประจำศูนย์สุขภาพสตรีโรงพยาบาล BNH สวนทางกับการเดินทางของชีวิตเมื่อเขาตะลอนไปใช้ชีวิตมาหลายมุมโลกแต่เด็ก แต่สุดท้ายแล้ว ความคิดเขากลับเดินทางมาหาความสงบในจิตใจ และนี่คือสิ่งที่ทำให้เขาเข้าใจคนไข้ได้เป็นอย่างดีเช่นกัน
ชีวิตไกลบ้าน
ในทุกปิดเทอม ด.ช.หมิง และญาติพี่น้องรุ่นราวคราวเดียวกันอีกหลายคนจะไปอยู่รวมกันที่บ้านคุณอาเพื่อให้ง่ายต่อการดูแล และเด็ก ๆ ก็จะได้มีเพื่อนเล่นด้วย ทำให้ ด.ช.หมิงได้รู้จักอาชีพที่เรียกว่าสูตินรีแพทย์ ซึ่งเป็นงานของคุณอา
“ตอนนั้นก็รู้สึกว่า เป็นหมอมันเท่ดี เลยอยากเป็นหมอ”
ตั้งแต่ ม.3 ถึง ม.6 หมอหมิงได้รับทุนรัฐบาลสิงคโปร์ไปเรียนที่สิงคโปร์ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของเด็กที่ภาษาอังกฤษยังไม่ดีนัก ไม่เคยออกห่างครอบครัว แถมมาจากประเทศที่มีคติว่า สบาย ๆ คือไทยแท้
“เราไปอยู่หอในโรงเรียนชายล้วนที่ค่อนข้างเข้มงวด ต้องทําตามเวลาเป๊ะ จะกินข้าว อ่านหนังสือ ต้องมีวินัยทำตามเวลา เราเรียนกับคนสิงคโปร์เลย แต่ดีที่เขาไม่ได้มองเราเป็นคนต่างชาติ ก็คบเราเป็นเพื่อน พาไปทำนู่นนี่เข้ากลุ่มปกติ”
การเรียนที่สิงคโปร์สอนให้รู้ลึกถึงแต่ละรายวิชาที่จำเป็นกับอนาคต หมอหมิงเลยได้เรียนเศรษฐศาสตร์จริงจังตั้งแต่อยู่ ม.ปลาย แล้วเขาก็ชอบจนเกือบเบนเข็มมาเรียนต่อด้านนี้ แถมสอบติดคณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ด้วย
“ตอนนั้นสอบติดหมอแล้วด้วย ก็ยังลังเลว่าจะเรียนอะไรดี ต้องขอบคุณอาจารย์ที่ธรรมศาสตร์ เพราะเราเข้าไปคุยกับอาจารย์ แล้วท่านบอกว่า เศรษฐศาสตร์เป็นองค์ความรู้ ส่วนหมอเป็นวิชาชีพ เศรษฐศาสตร์จะเรียนตอนไหนก็ได้ แต่ถ้าไม่เรียนหมอตอนนี้ก็ไม่ได้แล้ว ทุกวันนี้ก็เลยมาเป็นหมอที่ชอบเศรษฐศาสตร์ จากการตัดสินใจในครั้งนั้น”
หมอหมิงไปเรียนหมอไกลถึงสหราชอาณาจักร ด้วยโครงการร่วมของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และ Nottingham University 3 ปีแรกของเขาจึงอยู่ที่อังกฤษ ในเมืองต่างจังหวัดที่คนท้องถิ่นพูดสำเนียงบริติชที่ฟังยาก ภาษาอังกฤษจากสิงคโปร์เลยแทบไม่มีประโยชน์ การเรียนการสอนก็ตรงข้ามกับรูปแบบของสิงคโปร์ที่ต้องทำตามวินัยของสถาบัน แต่ที่อังกฤษ นักศึกษาต้องมีวินัยในตนเองโดยไม่มีกฎระเบียบมาครอบ จะเข้าเรียนหรือไม่ก็ได้ แต่สุดท้ายแค่ต้องสอบให้ผ่าน
“คนสิงคโปร์กินเหมือนคนไทย ส่วนที่อังกฤษ เราเช่าห้องในบ้านเพื่อนอังกฤษเชื้อสายจีน ก็ทําอาหารกินเองกับครอบครัวเขา เราไปทํางานพิเศษเสิร์ฟอาหารทุกวันศุกร์เย็นที่ร้านอาหารไทยด้วย เพราะอยากกินอาหารไทย ทำงานเสร็จแล้วเขาก็ให้อาหารไทยกลับบ้าน”
การเรียนแพทย์ที่อังกฤษ จะให้นักศึกษาได้เจอคนไข้จริงตั้งแต่ขึ้นปี 2 ต่างจากของไทยที่ต้องรอปี 4 หมอหมิงจึงมีประสบการณ์จากคนไข้ต่างชาติก่อนเจอคนไข้ชาวไทยเมื่อกลับมาเรียนปี 4 ที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
“เราย้ายประเทศบ่อย แต่การกลับมาไทยเป็นเรื่องที่ปรับตัวยากที่สุด เพราะมันเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือทุกอย่าง โรคที่เรียนที่อังกฤษก็ไม่ใช่โรคที่เขาเรียนกันที่นี่ ปรับตัวกับระบบที่แตกต่าง ก็ต้องผลักดันตัวเองเยอะเหมือนกัน แต่โชคดีเจอเพื่อนดี เราเลยสนิทกับทั้งกลุ่มจากอังกฤษและกลุ่มที่ไทย”
ถึงหมอหมิงจะอยากเป็นหมอเพราะคุณอาเป็นสูตินรีแพทย์ แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เขาอยากเป็นหมอสูติฯ ไปด้วย จนมาเรียนหมอ แล้วได้เห็นความมหัศจรรย์ของระบบร่างกายผู้หญิงที่ทั้งละเอียดอ่อน ทั้งมีการเปลี่ยนแปลงเยอะ แถมการรักษาก็มีทั้งใช้ยาและผ่าตัด เขาเลยหันมาสนใจงานด้านนี้ตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ พอเรียนจบ เขาก็เลือกใช้ทุนโดยประจำอยู่เฉพาะในวอร์ดสูติฯ ที่โรงพยาบาลสวนดอก และก็ต่อเฉพาะทางด้านนี้ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
“เชียงใหม่บรรยากาศดี ใกล้ธรรมชาติ ทุกอย่างเดินช้าลงแม้กระทั่งในโรงพยาบาล มันไม่วุ่นวายเหมือนในกรุงเทพฯ เลยมีเวลาให้อยู่กับตัวเองมากขึ้น”
ที่เชียงใหม่ หมอหมิงได้ไปออกหน่วยตรวจสุขภาพในพื้นที่ห่างไกลปีละ 2 ครั้ง นอนบนพื้นโรงเรียน ที่ทำให้เขาได้เข้าใจและเห็นใจในชีวิตของคนในพื้นที่ที่ระบบสาธารณสุขยังเข้าไม่ถึง ประสบการณ์บนนั้นยังทำให้เขามีมุมมองที่จะมอบสิ่งที่เหมาะสมที่สุดภายใต้ข้อจำกัดที่แตกต่างกันของคนไข้ แม้ว่าคนไข้ในเมืองจะมีบริบทที่ต่างออกไป
ช่วงที่เรียนสูตินรีเวช ยังทำให้หมอหมิงพบกับ ศ.นพ.ธีระ ทองสง อาจารย์หมอที่ทุ่มเทเวลาให้กับการดูแลคนไข้และทำงานวิจัยเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไข้ และยังหาเวลาไปปฏิบัติธรรม หมอหมิงถึงกับยกย่องอาจารย์ท่านนี้ให้เป็นคนต้นแบบในชีวิตของเขา
อันที่จริง หลังเรียนจบเฉพาะทางต่อยอดในสาขาเวชศาสตร์เจริญพันธุ์ หมอหมิงตั้งใจจะเป็นอาจารย์แพทย์ที่เชียงใหม่ต่อ แต่แล้วเขาก็ตัดสินใจมาเป็นอาจารย์ที่ ม.ศรีนครินทรวิโรฒแทน เพราะครอบครัวขอให้เขากลับมาอยู่กรุงเทพฯ แล้วเขาก็ย้ายไปทำงานต่อที่คลินิกสำหรับผู้มีบุตรยาก แต่ด้วยความต้องการได้รักษาเคสคนไข้ที่ท้าทายและหลากหลายมากกว่า เลยพาเขามาสู่โรงพยาบาล BNH เมื่อ 2 ปีที่แล้ว จากการเชิญชวนของรุ่นน้องที่คณะ
“ที่นี่ดูแลคนไข้ดีในทุกระดับ ตั้งแต่เดินเข้ามาก็ยิ้มแย้มต้อนรับ อย่างพยาบาลที่เราเจอทุกวัน รู้สึกได้ว่าเขาใส่ใจและตอบสนองคนไข้ดี พยายามดูแลให้ถึงที่สุด จนบางทีก็ Extra ด้วย เท่าที่เคยทํางานมาทั้งหมด รู้สึกว่าที่นี่ดูแลคนไข้ดีที่สุดแล้ว”
ใจสงบเมื่อสงบใจ
ที่เชียงใหม่มีทั้งดอย มีทั้งวัด และมีทั้งวัดบนดอย ที่ทำให้หมอหมิงเริ่มหันมาสนใจการปฏิบัติธรรม
“รุ่นพี่ที่เชียงใหม่พาไปวัดถ้ำผาปล่อง ที่ดอยเชียงดาว เป็นวัดสายปฏิบัติ ถ้าจะเดินเข้าวัดต้องขึ้นบันไดไป 20 นาที อยู่ในป่า บรรยากาศธรรมชาติมากเหมือนตัดขาดจากโลกภายนอก บนนั้นไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ ไม่มีอินเทอร์เน็ต แล้วก็เงียบมาก นอนในกุฏิพระ ตื่นมาสวดมนต์ฟังธรรมตั้งแต่เช้า”
หลังจากนั้นหมอหมิงก็พยายามหาโอกาสกลับไปปฏิบัติธรรมอย่างน้อยปีละครั้ง หากเมื่อใดที่เครียดมากแต่ไม่อาจหนีภารกิจไปวิปัสสนา เขาก็จะนั่งสมาธิ หยุดพยายามทำกิจกรรมทั้งหลาย แล้วอยู่เงียบ ๆ กับตัวเอง
หมอหมิงหลงใหลในความสงบมาก แม้แต่การออกกำลังกายของเขา ก็ต้องรอจนฟิตเนสใกล้ปิด เพื่อให้คนโล่งและเสียงเงียบ เขาจะได้มีเวลาเพ่งอยู่กับการออกกำลังกายไปพร้อมกับทำสมาธิ
ความชื่นชอบในความสงบเงียบยังพาเขาไปสู่กิจกรรมใหม่ คือการดำน้ำ
“อยู่ในน้ำแล้วมันเงียบดี แล้วเราได้อยู่กับตัวเอง ดูสิ่งรอบข้าง ดูสิ่งสวยงามใต้น้ำ เราไม่ได้ไปพยายามมองหาว่าต้องเจออะไร เราแค่มีความสุขกับสิ่งตรงหน้า เหมือนเป็นโลกอีกใบ แล้วก็เหมือนได้ไปปฏิบัติธรรม”
และเมื่อไม่คาดหวังว่าต้องได้เจออะไร สิ่งที่บังเอิญเจอจึงน่าประทับใจยิ่งกว่า อย่างในทริปล่าสุดที่มัลดีฟส์ หมอหมิงได้เจอฉลามวาฬพร้อมกันถึง 4 ตัว
หมอหมิงยังชื่นชอบการเดินพิพิธภัณฑ์ ซึ่งเขามักหาโอกาสไปทั้งในไทยและต่างประเทศ ด้วยเหตุผลเดียวกัน คือความสงบที่เขาสัมผัสได้ในพิพิธภัณฑ์ จากการค่อย ๆ เดินพิจารณาเรื่องราวบนสิ่งของ ภาพวาด หลักฐานทางประวัติศาสตร์ไปช้า ๆ สำหรับเขาก็เหมือนการได้ภาวนาสงบใจและเพ่งสมาธิกับเรื่องราวตรงหน้า
“เราชอบที่มันเงียบ แล้วก็ชอบเดินพิจารณาดูนู่นนี่ จะชอบมากพวกพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์และศิลปะ อย่างล่าสุดที่ชอบมากคือพิพิธภัณฑ์แห่งชาติที่ไต้หวัน ของเก่าเยอะมาก และใหญ่มาก”
สายที่ยังได้รับ
หมอหมิงไม่ได้โตมาโดยได้ใช้เวลากับครอบครัวมากนัก เพราะต้องย้ายไปเรียนไกลบ้านตั้งแต่อายุ 14 ปี ถึงจะได้กลับมาทุกปิดเทอม แต่ก็เป็นเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ ที่พ่อแม่ยังต้องทำงานและมีเวลาอยู่กับเขาเพียงน้อยนิด ในวันที่ครอบครัวขอร้องให้เขาย้ายกลับจากเชียงใหม่ ถึงจะสองจิตสองใจอย่างไร แต่เขาก็เลือกทำเพื่อครอบครัว
ในบรรดาลูก 2 คน มีหมอหมิงคนเดียวที่เป็นหมอ ส่วนน้องชายดูแลธุรกิจครอบครัวต่อจากพ่อแม่ เขาเลยเป็นคนเดียวด้วยที่พ่อแม่คิดถึงมากเป็นพิเศษเพราะอยู่ไกลตา เลยมักโทรหาเขาบ่อย ๆ
“เขาชอบโทรจิก เราเคยรําคาญอยู่ช่วงหนึ่ง”
จนมาวันนี้ วุฒิภาวะสอนให้หมอหมิงเข้าใจว่า ที่เขาเคยเห็นพ่อแม่ชอบทะเลาะกันบ่อย ๆ มันคือความรัก และที่พ่อแม่ยังโทรมา มันเป็นสิ่งที่มีค่ามาก
“หลัง ๆ รู้สึกว่าเขาโทรมาก็ดี มันแปลว่าเขายังอยู่ เขายังสบายดี ตอนนี้มันเป็นความสุขเล็ก ๆ ของเราที่ได้รับสายพ่อแม่ และรู้ว่าเขาสบายดี”
ศิราณีของคนไข้และคนใกล้ตัว
ใจเย็น จริงใจ ให้ใจกับเพื่อน
นี่คือสิ่งที่เพื่อน ๆ มองหมอหมิง และทำให้เขากลายเป็นศิราณีและที่พักใจที่เพื่อนมาปรึกษาปัญหาชีวิต แถมไม่ต้องห่วงว่าความลับจะรั่วไหล และหลายครั้งคําแนะนำจากเขาก็ส่งผลในทางบวกกับชีวิตเพื่อน ๆ
ความเป็นนักฟังที่เพื่อนชื่นชอบ ยังทำให้หมอหมิงเป็นคุณหมอที่คนไข้ชื่นชมด้วย
“เราฟังคนไข้เป็นหลัก ให้เขาพูดก่อนว่าเขาเจออะไรมา ปัญหาของเขามีอะไรบ้าง แล้วค่อย ๆ พิจารณาว่าที่จริงอันไหนคือปัญหาหลัก”
อย่างเคสคนไข้ที่กำลังรู้สึกไม่เป็นตัวของตัวเอง ไม่มีความสุข คุยไปคุยมากลายเป็นปัญหาเรื่องภาวะก่อนวัยทอง คุณหมอจึงให้คนไข้ลองใช้ฮอร์โมน ซึ่งต่อมาคนไข้ก็รู้สึกกลับมาเป็นคนเดิมมากขึ้น
“แต่คนไข้วัยทองนี่ คุยไปคุยมาแล้วสุดท้ายอาจจะเป็นโรคของแผนกอื่น หรือมีโรคอื่นร่วมด้วย เราก็จะส่งต่อหรือดูแลร่วมกันกับแผนกอื่นให้มันเป็นองค์รวม รวมถึงทีมนักโภชนาการ หรือแผนกการนอนหลับด้วย”
การดูแลคนไข้แบบ Complete Care หรือบูรณาการรอบด้านนี้ เป็นนโยบายของโรงพยาบาล BNH เพื่อป้องกันคนไข้จากความผิดปกติในส่วนอื่นของร่างกายตั้งแต่เนิ่น ๆ แม้ไม่ได้เข้ารับการรักษาในแผนกนั้น ๆ อย่างคนไข้ภาวะวัยทอง แต่หากสูตินรีแพทย์เห็นความผิดปกติที่อาจเกี่ยวข้องกับโรคหัวใจ ก็จะได้ประสานงานกับแพทย์หัวใจได้ทันทีเพื่อวินิจฉัยโดยละเอียด และป้องกันการพัฒนาของโรคไปสู่ภาวะที่รักษาได้ยาก
“การดูแลคนไข้แบบองค์รวมนี้ยังไม่ได้รักษาแค่โรค แต่เรามองคนไข้ที่เดินเข้ามาเป็นมนุษย์ นอกจากรักษาให้หายจากโรคแล้ว เขาต้องได้มีความสุขกลับไปด้วย”
การรักษาคนไข้ คุณหมอจะลองทำตามความต้องการของคนไข้ก่อนเพื่อให้เขาสบายใจ แต่หากทดลองไปด้วยกันแล้วมันไม่ได้ผล เขาก็ต้องนำทักษะการโน้มน้าวและให้กำลังใจออกมาเพื่อให้คนไข้ยอมรับแนวทางที่แพทย์เห็นสมควรมากกว่า อย่างเคสคนไข้รายหนึ่ง มีภาวะประจำเดือนออกมากจนซีด สุดท้ายตรวจเจอซีสต์ขนาดใหญ่ในมดลูก แต่คนไข้ค่อนข้างมีอคติกับการผ่าตัด คุณหมอก็ให้ลองทานยาไปก่อนจนซีสต์มีขนาดเล็กลง แต่ปัญหาเลือดออกมากและปัสสาวะบ่อยยังไม่หายไป จนครั้งสุดท้ายคนไข้ต้องรับเลือดถึง 2 ครั้ง ก่อนที่คุณหมอจะโน้มน้าวให้รับการผ่าตัดได้สำเร็จ ซึ่งก็แก้ปัญหาทุกอย่าง
“เราพยายามคุยกับคนไข้ให้เข้าใจมากที่สุด บอกข้อดีข้อเสียทุกอย่าง เขาอาจจะไม่พอใจบ้าง แต่เราก็ทำให้ดีที่สุด อยากให้เขาเห็นความพยายามที่เราใส่ใจเข้าใจเขา และทำให้เขาสบายใจที่ได้คุยกับเรา รู้สึกว่ากลับไปแล้วไม่เครียดกว่าเดิม”
“คุณค่าของเราคือการได้ใช้ชีวิตเพื่อผู้อื่นและเพื่อตัวเองด้วย ทุกวันนี้ เราทํางานไม่ได้ทําเพื่อตัวเองคนเดียว มันทําเพื่อหลาย ๆ คน หลัก ๆ คือเพื่อคนไข้ เพื่อพยาบาล เพื่อเพื่อนร่วมงานทุกคน แล้วเราดีใจที่ได้เห็นว่าคนอื่นรอบตัวก็ทําเหมือนกับที่เราทํา”
ประสบการณ์นานาชาติทำให้หมอหมิงเปิดใจให้คนไข้ที่มีพื้นฐานวัฒนธรรมและความคิดแตกต่าง ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นคนไทยหรือชาวต่างชาติ การรับฟังและเรื่องราวชีวิตของเขายังทำให้คนไข้สบายใจที่ได้พูดคุยกับคุณหมอ และการทำให้คนไข้สบายใจกลับไป ก็ทำให้เขาได้เห็นคุณค่าในตัวเอง
ติดต่อสอบถาม หรือทำนัดหมายกับเจ้าหน้าที่
ผ่าน LINE @MBRACE
ทำไมต้องไว้วางใจให้ BNH ดูแล
ศูนย์สุขภาพสตรี โรงพยาบาลบีเอ็นเอช ดูแลอะไรบ้าง?
นพ. สิฐนันท์ ธนินทรานนท์
SITTHANAN THANINTRANON, M.D.
ความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง
สูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา
เวชศาสตร์การเจริญพันธุ์
วุฒิบัตร
แพทยสภา, เวชศาสตร์การเจริญพันธุ์, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
แพทยสภา, สูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ประกาศนียบัตร
Gynecological Endoscopy, The Medical Council of Thailand, ไทย
ภาษา
ไทย
อังกฤษ
เพศ
ชาย
ตารางออกตรวจ
ศูนย์สุขภาพสตรี
| วัน | เวลา |
|---|---|
| จันทร์ | - |
| อังคาร | 08:00 - 15:00 |
| พุธ | 08:00 - 15:00 |
| พฤหัสบดี | - |
| ศุกร์ | - |
| เสาร์ | 08:00 - 11:00 |
| อาทิตย์ | 16:00 - 19:00 |
นี่คือตารางออกตรวจปกติของแพทย์ วันเวลาที่ออกตรวจจริงอาจมีการเปลี่ยนแปลง กรุณาตรวจสอบวันเวลาที่ว่างเมื่อทำการนัดหมาย