– พญ. ศิริพร ลลิตอนันต์พงศ์ –
หมอนาย พญ. ศิริพร ลลิตอนันต์พงศ์ เป็นคุณหมออารมณ์ดีประจำศูนย์ภาพวินิจฉัยทางการแพทย์ โรงพยาบาล BNH ที่คร่ำหวอดอยู่กับวงการรังสีวินิจฉัยมาตั้งแต่ยุคที่สาขานี้ยังไม่แพร่หลายในประเทศไทย แม้ชีวิตในโรงพยาบาลคือการอ่านภาพเพื่อวินิจฉัย แต่ชีวิตนอกโรงพยาบาลของคุณหมอมอบให้กับสารพัดงานอดิเรกที่สร้างสมดุลให้กับงานแพทย์ และเธอก็เป็นหมอที่ไม่ค่อยเจอคนไข้ แต่คนไข้ถึงกับสวมกอดเพราะประทับใจ
สาวเหนือในห้องสมุด
หมอนาย เป็นสาวชาวเหนือจากจังหวัดน่าน ซึ่งเมื่อกว่า 40 ปีก่อนนั้น ในเมืองยังสงบเงียบ มีรถยนต์เพียงน้อยนิด ยามเช้า ด.ญ.นาย จะถีบจักรยานไปโรงเรียน เย็นถีบจักรยานไปบ้านเพื่อน แต่ตามขุนเขานอกเมืองที่ปัจจุบันเป็นแหล่งท่องเที่ยวขึ้นชื่อ ตอนนั้นก็ยังเป็นแหล่งซ่องสุมของขบวนการก่อการร้าย จนคนท้องถิ่นไม่ได้มีที่ไหนให้ไปมากนักในวันเสาร์อาทิตย์ ตัวนายก็เช่นกัน วันหยุดเธอจึงมักถีบจักรยานไปห้องสมุดประชาชน อยู่กับหนังสือนิยายไปทั้งวัน
จะว่าไปก็ไม่มีช่วงเวลาไหนที่เป็นแรงบันดาลใจให้เธออยากมาเป็นหมอ
“เราเป็นคนกลัวเลือดกลัวเข็ม ที่จริงตอนแรกก็ไม่ได้อยากเป็นหมอ อยากเป็นครูอนุบาลมากกว่า”
นายชอบความใสซื่อบริสุทธิ์ของเด็กเล็ก ๆ พอมาเจอการสอนอันน่าประทับใจของคุณครูสมัยประถม เธอเลยฝันอยากเป็นคุณครูอนุบาลบ้าง
แต่ด้วยความที่รักการอ่าน ขยันเรียนหนังสือมาแต่เด็ก นายจึงมีผลการเรียนเป็นลำดับต้น ๆ ของชั้น ในสมัยนั้นมีค่านิยมว่าคนเรียนดีจะต้องเป็นหมอ แล้วประจวบเหมาะกับที่ทางมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒเปิดรับนักศึกษาแพทย์รุ่นแรก โดยให้โควตาเด็กเรียนดีจากภูมิภาค นายก็สอบผ่านได้เป็น 1 ใน 7 คนจากภาคเหนือ เข้าไปเป็นนักศึกษาแพทย์รุ่นแรก
“ปี พ.ศ.2528 เป็นรุ่นแรกเลย ไม่มีรุ่นพี่ เขาให้คณะวิทยาศาสตร์มารับน้องช่วยดูแลเรา รุ่นหมอมี 40 คน อยู่หอด้วยกัน ก็จะสนิทกันค่อนข้างมาก เรียนตรงสุขุมวิท 23 สมัยนั้นยังไม่มีอะไรเลย พอปี 3 ย้ายมาเรียนที่วชิรพยาบาล เป็นนักเรียนแพทย์รุ่นแรกที่ไปอยู่ตรงนั้น อาจารย์เขาก็ตื่นเต้นที่มีนักเรียนมาให้สอนเป็นรุ่นแรก”
ในตอนนั้น นศพ.นาย จึงได้เรียนจากอาจารย์หมอของวชิรพยาบาล ที่ก่อนหน้ามีแต่นักศึกษาพยาบาล และอาจารย์หมอจากโรงพยาบาลศิริราช และรามาธิบดี ที่ผลัดเปลี่ยนกันมาสอนให้คณะแพทย์เปิดใหม่
ชีวิตในกรุงเทพฯ ที่ต่างกับน่านบ้านเกิดแบบคนละเรื่องนั้นไม่เป็นปัญหาสำหรับนาย อาจเพราะเพื่อนส่วนมากเป็นนักเรียนโควต้าจากทั่วประเทศ เธอจึงรู้สึกเข้ากับสังคมใหม่ได้ดี พักหอเดียวกัน เดินมาเรียนพร้อมกัน แล้วก็ช่วยเหลือปรับตัวไปด้วยกัน
“ที่ท้าทายคือเรื่องเรียน เรียนจนเหนื่อย สอบอาทิตย์เว้นอาทิตย์ ขนาดเราคิดว่าตั้งใจเรียนระดับหนึ่ง แต่มาเรียนหมอนี่มันหนักจริง หนักมาก แต่จากที่เราเห็นเลือดไม่ไหว ไม่กล้าตัดสินใจ พอเวลามาเรียน เขาสอนเราทีละนิด ๆ ให้กลายเป็นผู้นํา มันก็ค่อย ๆ ไต่ขึ้นมา”
หมอรังสียุคบุกเบิก
เรียนจบแพทย์แล้ว หมอนายได้ไปใช้ทุนที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งเป็นโรงพยาบาลขนาดค่อนข้างใหญ่ คนไข้หลายคนก็เชื่อมือหมอ เลือกมาที่โรงพยาบาลนี้เลยโดยไม่ผ่านโรงพยาบาลชุมชน งานในมือจึงเยอะมาก ประสบการณ์ 1 ปีนั้น หมอนายได้ทำทุกอย่างเท่าที่จะนึกออก ตั้งแต่งานดูแลคนไข้ ผ่าตัด ชันสูตรศพ จนไปเป็นพยานขึ้นศาลในเคสชันสูตร
ตลอด 1 ปี ของการใช้ทุน หมอนายต้องวิ่งวนรอบโรงพยาบาลตลอด เลยเป็นเหตุผลให้เธอมองหาสาขาเฉพาะทางที่ได้ทำงานตรงกันข้าม เธอจึงเลือกเรียนต่อด้านรังสีวินิจฉัย
“แพทย์เอกซเรย์ยุคนั้นเป็นสาขาขาดแคลน และการตรวจวินิจฉัย เช่น CT scan ก็ไม่ได้เร็วเหมือนสมัยนี้ด้วย คนไข้คนนึงใช้เวลาเกือบชั่วโมงกว่าภาพจะออกมา คืนนึงหากมีสัก 10 เคส หมอก็ทำถึงเช้าแล้ว หลังเรียนจบรังสีวินิจฉัยแล้วมาต่อเฉพาะทางต่อยอดสาขารังสีระบบประสาทเพราะอาจารย์หัวหน้าภาคชวนไว้ ท่านกำลังทําโปรเจกต์วิจัยเกี่ยวกับคนไข้ระบบประสาท ระหว่างทำโปรเจกต์ เราก็วนเรียนพวก CT Scan, MRI แล้วก็การตรวจวินิจฉัยหลอดเลือด”
แพทย์รังสียุคก่อนจะต้องใช้เครื่องพิมพ์ดีดเป็นด้วย เพราะในงานวินิจฉัย เขียนด้วยลายมือไปมีสิทธิ์ที่คนอื่นจะอ่านไม่ออก
“หมอก็ใช้พิมพ์ดีดต๊อกแต๊กนั่นแหละ แล้วค่อยมาเป็นเครื่องพิมพ์ดีดไฟฟ้า และเปลี่ยนเป็นคอมพิวเตอร์”
หมอนายจบเฉพาะทางต่อยอดแล้วก็ทำงานที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ต่ออีก 8 ปี ซึ่งสาขารังสีวินิจฉัยด้านระบบประสาทจะเน้นการใช้เครื่อง MRI เป็นหลัก ในยุคนั้น เทคโนโลยีนี้ยังใหม่มากและมีใช้แค่ในโรงเรียนแพทย์กับโรงพยาบาลใหญ่ ๆ หมอนายจึงนับเป็นแพทย์รุ่นแรก ๆ ที่ได้วินิจฉัยคนไข้ด้วยเครื่อง MRI
ระหว่างอยู่ที่โรงพยาบาลจุฬาฯ เธอก็มาเป็นแพทย์นอกเวลาที่โรงพยาบาล BNH ไปด้วย ก่อนย้ายมาประจำที่โรงพยาบาล BNH ในที่สุด
“ชีวิตที่นี่ก็เกือบ 20 ปีได้แล้ว เหมือนเป็นบ้านหลังที่ 2 เรารักกันดี เป็นกันเอง ทำงานก็เลยทั้งสะดวกทั้งสบายใจ เพราะมีอะไรที่สงสัยเราก็คุยกัน กับหมอในแผนกเราก็ช่วย ๆ กันทำงาน ปรึกษากันได้ หมอเลยมองว่ามันเหมือนครอบครัว”
หมอรังสีวินิจฉัย มีความสำคัญมากต่อการมอบ Complete Care การดูแลแบบบูรณาการครบถ้วนรอบด้านตามนโยบายของโรงพยาบาล BNH ในภาพภาพหนึ่ง หมอนายจะไม่ได้มองแค่อวัยวะที่มีปัญหาตามที่แพทย์เจ้าของไข้ส่งมา เพราะบางทีปัญหาที่แท้จริงมันอาจมาจากส่วนอื่น
“คนไข้เดินมาหาเรา เราก็ต้องพยายามหาคำตอบให้ได้มากที่สุดเพื่อช่วยในการวินิจฉัยโรค ต้องมีความรู้หลายด้าน เพราะบางทีคนไข้มาหาเราตั้งแต่จุดเริ่มต้นเลย อาจมาแค่ตรวจสุขภาพโดยยังไม่มีอาการ หรือมีอาการมาแล้ว เราก็ต้องดูว่าจะไปทางไหน ปวดท้องมาแล้วมันจะกลายเป็นอะไรได้บ้าง เราเป็นคนให้คําตอบเบื้องต้น”
หมอรังสีอาจมีช่วงเวลาที่ได้คุยกับคนไข้แค่ระหว่างการทำอัลตราซาวด์ที่ต้องอยู่กับคนไข้ราว 10-20 นาที ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาที่คนไข้จะกังวล ระหว่างนั้น คุณหมอนายที่มีสามีเป็นจิตแพทย์ และเข้าใจวิธีการพูดคุยให้คนไข้สบายใจขึ้น ก็จะพยายามดูแลด้านจิตใจของคนไข้ด้วย
“มีอยู่เคสหนึ่ง คนไข้เป็นมะเร็ง หมอก็คุยกับเขาให้ทําใจให้สบาย ถ้าเราไปเครียดไปกังวลก่อน บางทีความเครียดนี่แหละจะทําให้โรคมันรุนแรงขึ้น พออัลตราซาวด์เสร็จปุ๊บ เขาก็มากอดเรา บอกว่ามีแต่คุณหมอนี่แหละที่พูดให้กําลังใจ”
หนอนนิยาย
การอ่านทำให้เรียนดี เมื่อเรียนดีก็มีอนาคต จุดเริ่มต้นอาชีพหมอของหมอนายเองก็เริ่มมาจากการรักการอ่านในวัยเด็ก
“สมัยเด็กชอบอ่าน เห็นอะไรอ่านไปหมด แม้แต่กระดาษหนังสือพิมพ์ที่แกะมาจากถุงกล้วยแขกอะไรพวกนี้เราก็อ่าน”
พอเริ่มโตหน่อย ด.ญ.นาย ก็ได้เข้าถึงนิตยสารสตรีสาร สกุลไทย พออ่านได้เก่งขึ้นก็มานิยาย ตั้งแต่อยู่ประถมเธอก็ไปยืมหนังสือมาจากห้องสมุดประชาชน
“เรื่องแรกที่อ่านคือปลาบู่ทอง กินข้าวก็อ่าน ทำอะไรก็อ่าน จนพ่อบอกว่ากลัวจะเสียผู้เสียคนเพราะไม่อ่านหนังสือเรียน บางทีพ่อก็ขู่ว่าจะเอาหนังสือไปเผา ผู้ใหญ่อาจไม่รู้ว่าเด็กที่ชอบอ่านนิยาย จะอ่านหนังสือเรียนด้วย”
หากกล่าวถึงนักเขียนชั้นครูของไทยระดับตำนาน ไปจนถึงนักเขียนยุคหลัง ๆ ล้วนผ่านตาหมอนายมาแล้วทั้งสิ้น เธอถึงกับบอกว่าเคยซื้อหนังสือเก็บจนต้องเลิกซื้อเพราะไม่มีที่ให้เก็บแล้ว จนตอนนี้ก็หันมาอ่านใน Kindle แทน
“เมื่อก่อนก็ซื้อ e-book มาอ่านในไอแพด แล้วมันปวดตามาก ลูกก็เลยซื้อ Kindle ให้ ไปอ่านในนั้นไม่ปวดตาดี”
งานฝีมือ ไมโครโฟน และไม้เลี้ยง
วิชาการเรือนในสมัยเด็ก เป็นวิชาที่ ด.ญ.นาย มักทำได้ดี พอมาเรียนหมอแล้วเครียดเรียนหนัก เธอก็รื้อฟื้นวิชาโครเชต์ที่เคยผ่านมือมาตั้งแต่เด็กมาช่วยบรรเทาความเครียด เธอซื้อหนังสือมาเป็นแบบ จนวันนี้ก็เปิดยูทูบดูแล้วทำตาม ทำงานพวกพวงมาลัย ทำดอกไม้จากไหมพรม
“หมอชอบพวกงานฝีมือ ทำหมดยกเว้นวาดรูปเพราะวาดไม่สวย สมัยอยู่ รพ.จุฬาฯ มีไปลงคอร์สเรียนปั้นดินญี่ปุ่นด้วย ไปเห็นงานที่เขาแสดงแล้วคิดว่ามันสวยจังเลย แล้วเราก็ปั้นดอกกล้วยไม้เอามาวางในห้องพักแพทย์”
คุณหมอเคยชื่นชอบการปักครอสสติตช์ด้วย เธอเคยปักปลอกหมอน ผ้าปูโต๊ะ แต่ก็ต้องเลิกไปด้วยปัญหาสายตา
อีกวิธีคลายเครียดของหมอนายคือการได้จับไมค์ร้องเพลง
“สมัยเด็กมีวิชาร้องเพลง คุณครูก็ชมว่าเราเสียงดี ก็เลยบ้าจี้มาแต่นั้น”
ตั้งแต่เด็กจนโต หมอนายก็เลยมักได้ขึ้นเวทีร้องเพลง ไม่ว่าจะมีงานโรงเรียน งานคณะ งานโรงพยาบาล เธอถนัดร้องเพลงลูกทุ่งกับลูกกรุงที่คุ้นชินมาแต่เด็ก ในวันว่าง คุณหมอก็จะเปิดคาราโอเกะกับสามีร้องเพลงอยู่บ้านคลายเครียดด้วย
ตั้งแต่ช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 หมอนายยังค้นพบงานอดิเรกใหม่ คือการปลูกต้นไม้
“เริ่มตั้งแต่กล้วยไม้ มากระบองเพชร มากุหลาบ กระบองเพชรนี่ สามีถึงกับบอกว่าบ้านจะกลายเป็นทะเลทรายอยู่แล้ว แต่นี่แหละความสุข ทำชีวิตให้ง่าย ๆ ไม่ต้องคิดอะไรมาก”
“เราอยากให้งานรังสีวินิจฉัยสามารถนําไปดูแลคนไข้ได้ถูกต้อง งานของเรามันเหมือนกับเงา เป็นการเอาตรงนั้นตรงนี้มารวมกันเพื่อวินิจฉัย เราก็ตั้งใจทำให้ดีที่สุด ถูกต้องที่สุด คนไข้มาหาเราที่โรงพยาบาล เราก็พยายามทำให้เต็มที่เหมือนกับเขาเป็นญาติคนหนึ่ง”
อาจไม่ได้เจอกับคนไข้มากนัก แต่หมอนายก็คือส่วนเล็ก ๆ ที่สำคัญมากในการทำให้การรักษาไปถูกทาง และปูทางสู่คุณภาพชีวิตที่ดีของคนไข้
ติดต่อสอบถาม หรือทำนัดหมายกับเจ้าหน้าที่
ผ่าน LINE @MBRACE
พญ. ศิริพร ลลิตอนันต์พงศ์
ศูนย์ภาพวินิจฉัยทางการแพทย์
สาขาเฉพาะทาง
รังสีวิทยาทั่วไป
ภาษา
ไทย, อังกฤษ
– วุฒิบัตรสาขารังสีวิทยาทั่วไป, 2538
– Clinical Fellowship in Neuroradiology, Chulalongkorn University, 1997
– แพทย์ประจำบ้าน สาขา รังสีวิทยาทั่วไป, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2538
– แพทยศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, 2534
ตารางออกตรวจแพทย์
| วัน | เวลา | แผนก |
|---|---|---|
| จันทร์ | 07:30 – 15:00 | ศูนย์ภาพวินิจฉัยทางการแพทย์ |
| อังคาร | 07:30 – 16:00 | ศูนย์ภาพวินิจฉัยทางการแพทย์ |
| พุธ | 07:30 – 17:00 | ศูนย์ภาพวินิจฉัยทางการแพทย์ |
| ศุกร์ | 08:00 – 19:00 | ศูนย์ภาพวินิจฉัยทางการแพทย์ |
| อาทิตย์ | 07:30 – 13:00 | ศูนย์ภาพวินิจฉัยทางการแพทย์ |