หมอห้อง ER ที่มีสตินำการกระทำ และธรรมะนำทาง
– นพ. เรืองกิตติ์ รัตนยานนท์ –
รอยยิ้มที่บ่งบอกความใจดีและใจเย็นของ นพ. เรืองกิตติ์ รัตนยานนท์ ทำให้ยากที่จะเชื่อว่าเขาคือคนที่ต้องรับมือกับเหตุการณ์คับขันแทบทุกวัน ในแผนกเวชศาสตร์ฉุกเฉิน โรงพยาบาล BNH แต่รอยยิ้มนั้นกลับเป็นสิ่งที่เปลี่ยนร้อนเป็นเย็น ผ่อนหนักเป็นเบา และลดความกังวลใจภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉินนั้นได้ อะไรคือสิ่งที่อยู่เบื้องหลังรอยยิ้มของคุณหมอ เรื่องราวของเขามีคำตอบ
ชีวิตที่เลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกทางเดินได้
“หมอน่ะเกิดในตระกูลที่รวยมากในจังหวัดราชบุรี แต่ครอบครัวแตกแยก แม่ก็เลยพาลูก 2 คนแยกออกมาอยู่เอง ชีวิตก็ไม่ได้ง่าย”
เมื่อเรืองกิตติ์อายุ 7 ขวบ แม่ก็พาเขาและน้องชายย้ายมาหาโอกาสที่จังหวัดฉะเชิงเทรา แม่ของเขารับจ้างทุกอย่างเท่าที่ทำไหว ตัดหญ้า ซักผ้า ทำความสะอาดบ้าน เธอไม่เคยเกี่ยงเพื่อหาเงินมาเป็นค่าใช้จ่ายในครอบครัว เรืองกิตติ์ก็เช่นกัน วันหยุดเขาไม่เคยได้ไปวิ่งเล่นเหมือนเด็กวัยเดียวกัน เขารับงานทําขนม ห่อขนม ขายหนังสือพิมพ์ ขายผลไม้ พอถึงปิดเทอม ก็ไปทำงานรับจ้างเข็นรถขนของที่บ้านคุณลุงแถวท่าเตียนเพื่อหาค่าเล่าเรียน
“เราไม่กล้าซื้ออาหารในโรงเรียนกินเลยเพราะมันแพง ต้องทํากับข้าวใส่หม้อไปกินเอง แล้วไปหลบกินเวลาพักเที่ยง อาหารที่ถูกปากมากที่สุดตอนนั้นคือไก่ทอด วันไหนพอมีตังค์หน่อย ก็จะซื้อไก่ทอดเป็นมื้อเย็น ซื้อ 20 บาท กินกัน 3 คน”
ชีวิตประจำวันที่โรงเรียนของเขา คือการแอบนั่งกินข้าวที่นำมาจากบ้าน เสร็จแล้วก็อ่านหนังสือต่อคนเดียวเงียบ ๆ ไม่เคยสุงสิงกับใคร จนครูเริ่มสังเกตและสงสัย จึงได้รู้สถานะการเงินของบ้านที่มีแม่เลี้ยงเดี่ยวเป็นเสาหลัก และช่วยดำเนินเรื่องให้เขาได้รับทุนการศึกษามา 500 บาท ซึ่งในสมัยนั้นก็ถือว่าเยอะพอที่จะจ่ายค่าเช่าบ้านไปได้เกือบ 2 เดือน
“ชีวิตช่วงนั้นลำบาก แต่เราก็คิดเสมอว่าต้องถีบตัวเองให้ได้ ตอนขึ้นชั้นมัธยมปลายก็อ่านหนังสือหนัก นอนเที่ยงคืนตื่นตีห้าทุกวัน เพราะต้องช่วยแม่ทำงานด้วย”
อันที่จริง เรืองกิตติ์อยากเป็นครูสอนหนังสือ แต่ด้วยค่านิยมสมัยนั้นทำให้เขาเลือกเรียนหมอเป็นลำดับแรก เพราะอยากให้แม่สบาย แล้วเขาก็ได้เข้ามาอยู่บนเส้นทางนี้จริง ๆ ที่คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
แต่เพียงการเข้าเรียนแพทย์ไม่ได้ทำให้ฐานะทางบ้านดีขึ้น นสพ.เรืองกิตติ์ ยังคงขาดแคลนทุนทรัพย์ในการเรียน และต้องเรียนหนักไปพร้อมกับทำงานหนักเพื่อช่วยเหลือครอบครัว จนขึ้นปี 2 เขาก็ได้คุณย่าเข้ามาช่วยเหลือค่าใช้จ่ายเดือนละ 1,200 บาท และได้ทุนการศึกษาจากนิสิตเก่าของคณะอีกเดือนละ 1,200 บาท เมื่อจบปี 2 และ ปี 3 ก็ยังได้รับทุนภูมิพลครั้งละ 4,000 บาท ซึ่งเป็นทุนสำหรับนิสิตที่มีความประพฤติดี
“อันนี้เป็นเกียรติสูงสุด เราเลยตั้งใจทำทุกสิ่งให้ดีที่สุด เพราะรำลึกเสมอว่าบุญคุณของแผ่นดินมีเยอะมาก บุญคุณของคนที่คอยอุปการะก็เยอะมาก”
เรียนจบแล้ว หมอเรืองกิตติ์ได้ไปใช้ทุนที่โรงพยาบาลอำเภอแห่งหนึ่งในจังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งตั้งอยู่ในชุมชนชาวมุสลิมและชุมชนชาวจีน เป็นจุดหนึ่งที่คุณหมอได้มองเห็นความกลมกลืนในความแตกต่างทางวัฒนธรรม ที่ทำให้ผู้คนในสังคมพหุวัฒนธรรมอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ พอได้คลุกคลีกับคนไข้มุสลิมมาก ได้เห็นความต่างและเข้าใจความต่าง ทำให้เขาตัดสินใจเลิกทานหมูแม้ยังคงเป็นพุทธศาสนิกชนที่เคร่งครัดอยู่ และในเวลาต่อมา เขาก็ค่อย ๆ ลดการทานเนื้อสัตว์ชนิดอื่น จนเมนูอาหารเหลือเพียงอาหารมังสวิรัติและปลา
หมอเรืองกิตติ์เห็นความไม่ชอบมาพากลในโรงพยาบาลแรก ทำให้หมอจบใหม่อย่างเขาไม่มีทางเลือกมากนักนอกจากย้ายโรงพยาบาล แต่เมื่อมาใช้ทุนที่โรงพยาบาลอีกแห่ง เขาก็ยังคงเจอปัญหาคล้ายเดิม อย่างไรก็ตาม คราวนี้เขาอยู่ในตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาล จึงเป็นความรับผิดชอบของเขาโดยตรงในการจัดการกับการทุจริตในโรงพยาบาล ต้องบริหารยาและเวชภัณฑ์คงค้างและไม่หมุนเวียนให้ได้สำเร็จ อีกทั้งและทำให้เงินบํารุงโรงพยาบาลที่ติดลบอยู่ เพิ่มขึ้นมาประมาณ 3 ล้านบาท แต่ก็แลกมากับการโดนคุกคาม เขาจึงเลือกลาออกจากราชการเพื่อความปลอดภัยของตัวเองเมื่อปิดคดีทุจริตได้
การได้รู้ ได้เห็น และได้เข้าไปพัวพันกับปัญหาการทุจริตในโรงพยาบาลถึง 2 ครั้งติดกัน ตั้งแต่ยังเป็นแพทย์จบใหม่ที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกันจากปัญหาต่าง ๆ มากพอ ทำให้หมอเรืองกิตติ์ต้องต่อสู้เพื่อโรงพยาบาลอยู่พักใหญ่ ขณะเดียวกัน เมื่อใช้ทุนไปได้ 1 ปี ในอำเภอแรก เขาก็มาเปิดคลินิกของตัวเองไปด้วย พอเห็นว่ามีคนไข้มารอตรวจนอกเวลามาก ทำให้เขาคิดว่ากิจการคลินิกคงไปรอด
“แต่เราเปิดบัญชีดู ตัวเลขบัญชีก็เหลือเท่าทุน ทบทวนดูก็รู้ว่าได้คิดค่าใช้จ่ายคนไข้ถูกมาก เปิดมา 3 ปี ไม่ได้คิดค่าแพทย์ด้วย ให้คุณแม่มาช่วยด้วยเพราะไม่อยากให้คุณแม่ว่าง เราเหนื่อยแต่ก็มีความสุขที่ได้ทำงาน มีคนไข้มาให้ช่วยทําคลอดให้ เราก็ไม่คิดเงิน เขาเลยเอาทองมาให้ เราก็ไม่เอา รู้สึกว่าเราไม่อยากได้รางวัล คิดว่าคนไข้รอดก็จบ พื้นฐานชีวิตเราเป็นอย่างนี้ ใจดีมาตลอด แต่สุดท้ายก็ต้องปิดคลินิกเพราะว่าอยู่คนละอำเภอและต้องการมีเวลาทำงานให้เต็มที่ในโรงพยาบาลที่ตนเองเป็นผู้อำนวยการอยู่ในขณะนั้น”
การทำธุรกิจส่วนตัว แต่บริหารรายรับรายจ่ายไม่ได้ ไม่ว่าด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม มันก็ยากที่จะไปรอดในระยะยาว หมอเรืองกิตติ์จึงได้เรียนรู้แล้วว่าเส้นทางที่ช่วยให้คนไข้รอดแต่ตัวเองไม่รอดอาจไม่เหมาะกับเขา เขาจึงหันกลับมาทำงานในโรงพยาบาลอีกครั้ง โดยเริ่มจากเป็นแพทย์ฉุกเฉินรายแรกในแผนกฉุกเฉินของโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งตั้งแต่สมัย 30 ปีที่แล้ว หลังจากนั้นอีก 8 ปี ก็ย้ายมาประจำที่โรงพยาบาล BNH โดยเป็นแพทย์ประจำแผนกฉุกเฉินรายแรกของโรงพยาบาลเช่นเดียวกัน
“เราจะเป็นคนดูคนไข้ก่อนทั้งเคสหนักและเบา แล้วดูว่าจะส่งไปหาหมอคนไหนต่อ ตั้งแต่แรกที่มา เราเป็นคนบุกเบิกระบบคัดกรองคนไข้ แต่ทุกสิ่งทุกอย่างทำได้เพราะได้รับความร่วมมือที่ดีจากทีมพยาบาลด้วย ทำให้ทุกอย่างมันราบรื่นขึ้น เริ่มมีระบบติดตามหมอเฉพาะทาง โดยเฉพาะที่ BNH มี International Standard ที่ทำให้รู้สึกว่าทํางานง่าย คนไข้ปลอดภัย”
ตั้งแต่วันแรกที่หมอเรืองกิตติ์เข้ามาอยู่ร่วมชายคาโรงพยาบาล BNH เขาก็เกิดความรู้สึกประทับใจเหมือนกลับมาทำงานที่บ้าน รู้สึกอบอุ่นเหมือนได้กลับมาอยู่บ้านล้อมรอบด้วยสมาชิกครอบครัวที่เป็นกัลยาณมิตร จนถึงวันนี้หมอเรืองกิตติ์ก็นับว่าเป็นแพทย์อาวุโสท่านหนึ่งที่อยู่กับโรงพยาบาล BNH มานานกว่า 20 ปี เป็นที่เคารพของแพทย์และพยาบาล ซึ่งสายสัมพันธ์ในองค์กรนี้ ก็ทำให้การปรึกษาหรือส่งต่อเคสทำได้ง่าย โดยเฉพาะงานในแผนกฉุกเฉิน ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกแผนกเพื่อเพิ่มทางรอด ปลอดภัย ให้กับคนไข้ให้มากที่สุดและเร็วที่สุด
“เคสฉุกเฉินเนี่ย เราไม่ใช่ฮีโร่ เรามีคนรอบ ๆ ตัว มีสหวิชาชีพมาช่วยกันทำงานเป็นทีม ทุกคนเต็มใจ บางทีคนไข้หนักก็ต้องมีหมออย่างน้อย 2-3 คนมาช่วยกันดู ทำให้ทุกวันนี้ทำงานแล้วอุ่นใจว่าเราจะไม่ขาดความช่วยเหลือที่โรงพยาบาลนี้ คนไข้ก็ปลอดภัยมากขึ้นด้วย”
เป็นยิ่งกว่าหมอฉุกเฉิน
ทำเลที่ตั้งของโรงพยาบาล BNH ตั้งอยู่ท่ามกลางโรงแรมและคอนโดมิเนียม เมื่อเกิดเหตุจำเป็น ผู้คนที่ใช้ชีวิตแถวนี้ทั้งคนไทยและต่างชาติก็เข้ามาที่โรงพยาบาลนี้ แต่ก็มีหลายครั้งที่คนไข้มาไม่ได้ หมอเรืองกิตติ์จึงร่วมกันกับพยาบาลคิดเริ่มโครงการ ‘Hotel Call’ ขึ้นมาเพื่อเป็นที่พึ่งให้คนไข้ หากมีปัญหาในโรงแรมหรือคอนโดมิเนียม รวมไปถึงอาคารสำนักงานในเครือข่าย ทางทีมแพทย์ก็จะเป็นฝ่ายเข้าไปหาคนไข้เองถึงที่เพื่อรักษาพยาบาลในขั้นต้น ซึ่งบางทีอาจไม่จำเป็นต้องรีบเข้ามารักษาตัวต่อในโรงพยาบาลทันที แตกต่างจากการโทรเรียกรถพยาบาลฉุกเฉินที่มีค่าใช้จ่ายสูงกว่า และมักเป็นเคสคนไข้ที่มีอาการรุนแรง โครงการนี้ยังคงดำเนินการอยู่จนถึงปัจจุบัน รวมกว่า 20 ปีแล้ว ถือว่าโรงพยาบาล BNH เข้ามามีส่วนร่วมดูแลชุมชนใหญ่ที่มีลักษณะพิเศษและความต้องการพิเศษ
“รักษาคนไข้มา หากมีปัญหาอะไรเข้ามากระทบเราปุ๊บ เราจะมีสติรู้สึกตัวตื่นรู้ เมื่อคนไข้ถูกกระทบด้วยโรค เราจะต้องตื่นรู้ก่อน แล้วก็สอนเขาให้มี Mindset ใหม่ ว่าที่เขาป่วยวันนี้เป็นเพราะในอดีตเขาทําอะไรสะสมไว้ Work and lifestyle ไม่ดี กินไม่ดี ไม่ออกกําลังกาย มีความเครียด โรคหรืออุบัติเหตุก็เลยเกิดให้เห็น บางคนไม่มีอาการ ไม่อยากมาโรงพยาบาล พอป่วยมาอีกทีก็แย่แล้ว แต่ถ้าบางคนที่หมอเห็นก่อน ก็จะเตือนเขา”
ทำให้แพทย์ฉุกเฉินอย่างหมอเรืองกิตติ์มีแนวคิดที่จะมอบการดูแลที่เน้นการป้องกันมากกว่ารักษา แม้ว่าแผนกฉุกเฉินจะไม่ได้เห็นการดำเนินโรคเหมือนสาขาเฉพาะทางอื่น ๆ แต่ก็นับเป็นด่านหน้าที่คลุกคลีกับคนไข้ที่มีอาการป่วยในแทบทุกส่วนของร่างกาย อาการบางอย่างที่คุณหมอเจอก็เป็นผลจากการกระทำของคนไข้ที่เกิดขึ้นฉับพลันทันที แต่บางอย่างคือปัญหาสะสมที่รอวันปะทุ หมอเรืองกิตติ์ไม่ได้ละเลยจุดนี้ แม้ว่าอาการหลายอย่างของคนไข้จะยังห่างไกลกับคำว่าฉุกเฉินก็ตาม เขาจะให้คำแนะนำเพื่อให้คนไข้ปรับรูปแบบการใช้ชีวิตในขั้นต้น หรือส่งต่อคนไข้ไปปรึกษากับแพทย์เฉพาะทางที่เกี่ยวข้อง วิธีการดูแลเช่นนี้สอดคล้องกับนโยบายของโรงพยาบาล BNH ที่มุ่งเน้นการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม หรือ Complete Care ที่คนไข้มารักษาเฉพาะส่วน แต่แพทย์ก็สังเกตความผิดปกติบนทุกส่วนในร่างกาย เพื่อป้องกันโรคที่มีโอกาสเกิดขึ้นตั้งแต่เนิ่น ๆ
ระหว่างการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 การเข้ามาโรงพยาบาลมีความเสี่ยงที่จะได้รับไวรัสไม่พึงประสงค์ แต่คนเราก็ยังคงกังวลถึงสภาวะสุขภาพของตัวเอง หมอเรืองกิตติ์เล็งเห็นความต้องการของคนไข้ในส่วนนี้ จึงริเริ่มโครงการ ‘Anytime Check-up’ ขึ้น
“ช่วงโควิดเป็นช่วงที่คนไม่อยากออกจากบ้าน เราก็เลยเป็นด่านหน้าให้คนไข้ได้เจาะลึกสุขภาพของเขาแบบองค์รวมโดยใช้เวลาสั้นๆ แค่คนไข้มาโรงพยาบาลแป๊ปเดียวเพื่อเจาะเลือด เก็บปัสสาวะ เอกซเรย์ วัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจ แล้วก็กลับบ้านเลย ต่างจากการตรวจสุขภาพปกติที่ต้องรอพบหมอ หลังจากนั้นก็คุยกับตัวหมอเองทางออนไลน์ ซึ่งเราก็จะมี ‘คู่มือรักตัวเอง’ ที่หมอเป็นคนดีไซน์เอง มีโรคประจําตัวอะไร เคยผ่าตัดมั้ย กังวลเรื่องอะไร ดื่มเหล้าสูบบุหรี่มั้ย พ่อแม่มีใครป่วยเป็นอะไรบ้าง ตรงนี้ทําให้เราเจาะปูมหลังเขาได้ และเราสามารถดูแลเขาแบบบูรณาการได้เพราะมีแพทย์เฉพาะทางหลายท่านที่สามารถรับช่วงต่อ รวมถึงแพ๊คเกจตรวจสุขภาพที่เจาะลึกลงไป”
ความพิเศษของ Anytime Check-up ยังมากกว่าการให้หมอเก็บข้อมูลสุขภาพ ระหว่างคุยกับหมอเรืองกิตติ์ทางออนไลน์ เขาจะให้คำแนะนำที่เหมาะสมแก่คนไข้เพื่อปรับพฤติกรรม 3 ด้าน ได้แก่ อาหาร การออกกำลังกาย และอารมณ์ ถ้าผู้ป่วยปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ไม่สำเร็จก็จะแนะนำหรือส่งต่อให้พบแพทย์เฉพาะทางต่อไป ทั้งนี้เพื่อเป้าหมายในการดูแลสุขภาพระยะยาวของผู้ป่วยแต่ละราย
เพียงระหว่างช่วงโควิด มีคนไข้เข้ารับบริการ Anytime Check-up มากถึง 2,000 ราย และโครงการนี้ยังคงมีให้บริการอยู่จนถึงปัจจุบัน
“แทนที่จะรอให้เจ็บป่วย เราก็ป้องกันการเจ็บป่วยก่อน แล้วก็ส่งเสริมสุขภาพให้เขามีไลฟ์สไตล์ใหม่ที่สุขภาพดีขึ้นด้วย”
ราว พ.ศ.2550 คุณหมอเรืองกิตติ์เห็นว่าอาการฉุกเฉินหลายอย่างที่คนไข้มาหา หากได้รับการปฐมพยาบาลอย่างถูกต้องตั้งแต่ต้นทาง โอกาสเกิดอาการรุนแรงก็จะน้อยลง เขาจึงริเริ่มโครงการ ‘First aid and CPR’ ซึ่งแผนกฉุกเฉินและแผนกการตลาดเป็นผู้ดำเนินการ ส่งทีมแพทย์และพยาบาลเข้าไปให้ความรู้ด้านการปฐมพยาบาลฉุกเฉินแก่เจ้าหน้าที่ ผู้ดูแลอาคาร ในชุมชนใกล้เคียง ซึ่งความเข้าใจในส่วนนี้ของบุคลากรในองค์กรได้ช่วยผู้ป่วยฉุกเฉินไว้หลายราย
ภายใต้สถานการณ์คับขัน
หากยังจำได้ถึงเหตุการณ์ผู้ป่วยที่มีความผิดปกติทางจิต บุกรุกโรงเรียนเซนต์โยเซฟ คอนแวนต์ และเอามีดไล่แทงนักเรียน หมอเรืองกิตติ์คือแพทย์ที่ดูแลสถานการณ์ในวันนั้น
“พอเราเห็นปุ๊บ เราก็รู้แล้วมันไม่ใช่เหตุการณ์ปกติ เรารีบประกาศโค้ดว่ามี ‘อุบัติภัยหมู่’ ให้แพทย์ทุกคนมาระดมช่วยกัน ตอนนั้นมีนักเรียนตกเป็นเหยื่อ 6 คน มีคนหนึ่งอาการหนัก ต้องไปปั๊มหัวใจในห้องผ่าตัด แต่แล้วทุกคนก็รอดหมด ผ่านมาแล้วเราก็มีความสุข”
การเป็นแพทย์ในแผนกฉุกเฉิน จำเป็นต้องมีสติพร้อมเผชิญกับสถานการณ์ไม่คาดคิดอยู่ตลอดเวลา ภายใต้ความกดดันนั้น หมอเรืองกิตติ์ยังไม่ลืมที่จะเข้าใจและเห็นใจในความเป็นมนุษย์ ซึ่งเคสที่ผ่านมือหลายครั้งก็ให้บทเรียนแก่เขาถึงความบกพร่องในจิตใจมนุษย์ หลายเคสเป็นเหตุฉุกเฉินจากการทำร้ายร่างกาย ปัญหาความรุนแรงในครอบครัว การทำอัตวินิบาตกรรม หรือผลพวงจากปัญหาทางจิต ซึ่งเป็นเรื่องน่าสะเทือนใจ
การดูแลของคุณหมอ จึงพยายามมองไปถึงปัญหาส่วนนี้ที่คนไข้แสดงออกมาระหว่างรับการรักษาด้วย แม้ว่าในเคสฉุกเฉิน อาจไม่ใช่หน้าที่ของหมอเรืองกิตติ์ที่จะต้องสืบประวัติคนไข้เพื่อวินิจฉัยโรค แต่หากเขาสังเกตเห็นความผิดปกติ เขาก็จะไม่มองข้าม อย่างเคสหนึ่งที่มาแผนกฉุกเฉินด้วยอาการปวดหัวรุนแรง
“มีเคสคนไข้ปวดหัวหนักแล้วมาแผนกฉุกเฉิน เราก็เข้าไปดู แล้วคิดว่ามันแปลก ๆ สะกิดใจ เลยถามว่าคุณนอนไม่หลับใช่ไหม ทําไมสีหน้าคุณเศร้า เขาก็ร้องไห้ฟูมฟายเลย ปรากฏว่าเขามีปมในใจเรื่องความสัมพันธ์ในครอบครัว เราก็เข้าไปคุยกับเขา ไม่ได้ให้ยาอะไร แล้วเขาก็หายปวดเอง เคยเจอเคสเยอะ คนมาที่ ER ไม่จําเป็นต้องป่วยกายเท่านั้น ป่วยทางใจก็มา”
ความใจดี เป็นสิ่งที่คนไข้และญาติมักเห็นได้จากหมอเรืองกิตติ์ ภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉิน คุณหมอยังคงมีสติและควบคุมตัวเองได้เสมอ ซึ่งช่วยลดความตึงเครียดในเหตุตรงหน้า แต่ก็ไม่ใช่ความละเลยต่อความทุกข์ของคนไข้ เพราะประสบการณ์ชีวิตของเขาสอนให้รู้จักรับมือกับความทุกข์นั้นอยู่แล้ว
“เราต้องพูดจาดี อ่อนน้อม คนไข้มาเราต้องแนะนําตัว ฝึกให้ใจยิ้มก่อน เราเป็นคนติดนิสัยใจยิ้มง่าย แล้วค่อยเปิดใจให้เขารู้สึกว่าเราเป็นเพื่อนและเปิดเผยความกังวลได้” เป็นการฝึกให้เห็นอกเห็นใจผู้ป่วยและญาติ (Empathy) ด้วยแววตา ทีท่า วาจา และอารมณ์ของแพทย์ และเพื่อนร่วมงาน
ภาวะฉุกเฉิน บางครั้งญาติผู้ป่วยเองก็ไม่ได้เตรียมตัวไว้ก่อน คุณหมอจึงต้องพร้อมที่จะช่วยเหลือคนใกล้ชิดผู้ป่วยที่กำลังอยู่ในภาวะบอบบางทางจิตใจด้วยเช่นกัน
“เราก็ทําหน้าที่ให้ดีที่สุด ต้องใช้คําว่า Empathy การสูญเสียกะทันหันเป็นเรื่องปกติ ในเคสที่แพทย์ไม่อาจช่วยเหลือได้แล้ว เราจะมีขั้นตอนในการให้ข้อมูล เรามีทีมหนึ่งที่ดูแลญาติ เราต้องอยู่ตรงกลางให้ได้ ต้องทำให้เขายอมรับได้ อย่างคนไข้ที่ไม่รู้สึกตัวจากภาวะหัวใจวาย เขาจะไม่รู้สึกเจ็บปวดแล้ว แต่ว่าภาพที่ญาติเห็น เราจะต้องไม่ทําให้เขารู้สึกติดตา บางทีญาติรับไม่ได้ที่จะเห็นผู้ป่วยใส่ท่อหายใจเจาะนู่นเจาะนี่ หรืออุบัติเหตุมา เราก็ต้องเช็ดเลือดอะไรให้เรียบร้อยแล้วค่อยให้เข้ามาดู อันนี้สําคัญมาก”
สมดุลบนทางสายกลาง
หมอเรืองกิตติ์นิยามตัวเองว่าเป็นคนใจดีและเป็นผู้ให้ และมองว่าความขี้สงสารของตัวเองนั้นคือจุดอ่อนและจุดแข็งไปในตัว
ภายใต้ความฉุกเฉิน ความสงสารเพียงอย่างเดียวโดยไม่ดูความเป็นจริงนั้นไม่ได้ทำให้สถานการณ์ดีขึ้น ตั้งแต่สมัยเด็กที่คุณหมอฝึกปฏิบัติธรรมเพื่อให้เขามีสมาธิในการอ่านหนังสือมากขึ้น ทุกวันนี้ ธรรมะยังช่วยพาเขากลับสู่ทางสายกลางในการดูแลคนไข้ สร้างสมดุลการรับฟังปัญหา รักษา และเต็มใจช่วยเหลือคนไข้โดยไม่ปล่อยให้ความสงสารกลายมาเป็นอุปสรรค ซึ่งโดยรวมนั้นดีต่อคนไข้และญาติมากขึ้น
“ไม่มีใครให้กําลังใจตนได้ดีเท่ากับตนเอง เราฝึกธรรมะเพื่อให้กําลังใจตนเอง เราต้องรักษาจิตด้วยสติ เราจึงฝึกสติด้วย ระลึกให้ได้เมื่อเรากําลังหลงเสียเวลา เมื่อตื่นรู้แล้วเราก็จะหยุด สติเป็นตัวเบรก เพื่อให้เตือนให้จัดการตัวปัญหาที่บงการอยู่ในใจ แล้วทําในสิ่งที่ควรทำให้ถูกต้อง”
เพื่อรักษาสมดุลของจิตใจ หมอเรืองกิตติ์จึงมักปฏิบัติการดูแลจิตบ่อย ๆ ทุกวันและฟังธรรมอย่างน้อย 3 วันต่อสัปดาห์ และเขาก็ออกกำลังกาย 6 วันต่อสัปดาห์เพื่อรักษาสมดุลของร่างกาย เขามักวิ่งบนลู่วิ่งหรือยกเวทไปพร้อมกับฟังธรรมะเพื่อฝึกสติไปในตัว ระหว่างนั้นก็งดการคิดถึงเรื่องอื่นเพื่อฝึกสมาธิ แม้แต่การมาทำงาน หมอเรืองกิตติ์ก็เลือกเดินเท้าไปพร้อมกับฝึกจิตตื่นรู้มาจากที่พักซึ่งอยู่ไม่ไกลนักจากโรงพยาบาล ระหว่างวันเขาก็ใช้การเดินขึ้นบันไดแทนการใช้ลิฟต์ ทั้งหมดก็เพื่อให้ได้บริหารร่างกายและอบรมใจไปด้วยกันในชีวิตประจำวัน
ดังที่หมอเรืองกิตติ์แนะนำคนไข้ถึงผลที่จะตามมาจากการกระทำของตัวเองเมื่อใช้ชีวิตโดยขาดสติ เขาจึงทำตัวเป็นตัวอย่างให้คนไข้ด้วย ในการกินอาหารก็ตั้งอยู่บนความไม่ประมาท
“เรากินดี ไม่ใช่กินหรู พอเราเห็นอาหารปุ๊บ ความอยากมันจะดึงเราไป แต่เมื่อไรเรามีสติรู้สึกตัว อันนี้อาจมีไขมันสูง มีน้ำตาลเยอะ เราจะเห็นพรุ่งนี้ที่เป็นผลลัพธ์ของวันนี้ แล้วเราก็มีสติตื่นรู้กับปัจจุบัน เราเห็นแล้วรู้ว่าการกินนั้นมันมีประโยชน์เราก็กิน กินแต่พอดี ถ้ากินเกินพอดีของมีประโยชน์ก็มีโทษได้ ทุกอย่างต้องมาคู่กับความพอดี เศรษฐกิจพอเพียงของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 9 ก็เริ่มจากฝึกตรงนี้”
จากประสบการณ์ชีวิตที่เคยคลุกคลีกับชุมชนชาวมุสลิมจนเขาเลิกทานเนื้อหมู จนค่อย ๆ ขยับมาเลิกทานสัตว์เลือดอุ่นทุกชนิด เขายังเลิกทานของหวานที่พิจารณาแล้วว่าไม่ได้ทำให้เกิดผลดีกับร่างกาย จนตอนนี้ หมอเรืองกิตติ์พบจุดสมดุลในการบริโภคแล้ว ที่อาหารในกลุ่มมังสวิรัติและเนื้อปลา
การใช้ชีวิตโดยมีสติอยู่เสมอ และมีหลักธรรมนำทาง ทำให้คุณหมอเรืองกิตติ์มีคนไข้ประจำหลายท่านที่เริ่มมารักษาด้วยอาการฉุกเฉินทางกาย แต่แล้วบทสนทนาทางธรรมกับเขากลับช่วยให้คนไข้ได้ระบายปัญหาทางใจ คนไข้ก็เลยมาหาอีกโดยไม่ได้นัดเพื่อบรรเทาทุกข์ รับหลักการปฏิบัติเพื่อเข้าใจและเข้าถึงความจริงของจิตแบบง่ายๆ (เดินตามพระ) คือ รู้สึกตัว รู้กาย รู้ใจ ตามความเป็นจริงด้วยจิตตั้งมั่นและเป็นกลาง ในทุกขณะที่ ยืน เดิน นั่ง นอน กิน ดื่ม ทำ พูด คิด
“น่าแปลก เวลาเจอคนไข้นี่ บางทีเห็นหน้ากันปุ๊บ อ้าปากคุยเรื่องธรรมะกันได้เลย มันจูนตรงกัน พลังบวกกับบวก ซึ่งเจอหลายรายมาก บางคนครอบครัวป่วยก็โทรมาปรึกษาว่าจะไปรักษากับใครดี บางทีคนไข้มะเร็งมาคุยเรื่องธรรมะเพื่อให้เขาอยู่กับมะเร็งให้ได้ บางคนมาถึงบอกอยากให้หมอคุยเรื่องธรรมะ นี่คือความประทับใจ รู้สึกว่าเขามาเยี่ยมเราแล้วเขามีความสุข มาโรงพยาบาล และรู้สึกว่าโรงพยาบาลเป็นบ้านมีหมอเป็นที่พึ่งที่ปรึกษาได้”
“ถ้าคนไข้อยู่กับเราแล้วสบายใจ แสดงว่าโอเค ถ้าใครมาสัมผัสเราแล้ว เราเป็นน้ำเย็นให้เขาได้ แค่นั้นก็พอแล้ว เราเอาแค่นี้ ไม่จําเป็นต้องทําให้มันมหาศาล ไม่ต้องคาดหวังอะไร แต่ต้องทํางานอย่างมีเป้าหมาย คือหวังดี ปฏิบัติต่อคนไข้และญาติให้ถูกต้อง”
ผ่านความทุกข์ยากในชีวิตมาหลายครา ได้รับความเมตตาจากผู้อื่นมาหลายครั้ง กว่าหมอเรืองกิตติ์จะขึ้นมาถึงจุดนี้ ประสบการณ์ชีวิตได้หล่อหลอมเขาให้เป็นคนเข้าใจและเห็นใจผู้คนไปพร้อมกับการดำเนินชีวิตบนทางสายกลางที่เอื้อประโยชน์แก่ผู้อื่นด้วยดี ไม่น่าแปลกใจที่เขายังคงดูแลคนไข้ด้วยสติและความสงบ และส่งต่อพลังใจให้คนไข้ได้แม้อยู่ภายใต้ความกดดันของสถานการณ์ฉุกเฉิน
ติดต่อสอบถาม หรือทำนัดหมายกับเจ้าหน้าที่
ผ่าน LINE @MBRACE
ทำนัดหมายแพทย์ออนไลน์ | Appointment
นพ. เรืองกิตติ์ รัตนยานนท์
แผนกเวชศาสตร์ฉุกเฉิน
สาขาเฉพาะทาง
เวชศาสตร์ฉุกเฉิน
ภาษา
ไทย, อังกฤษ
– Cardiac Life Support
– 1997-2005 Emergency department at Saint Louis Hospital
– 2005-present Emergency department at BNH Hospital
2005-present MOI committee
2024 BDMS Good Doctor Award
– Diplomate Thai Board of General Practice, Chulalongkorn
– Certification in Advance Cardiac Life Support, Ramathibodi Hospital, Thailand
– Certification in Emergency Medicine (short course), Thai Association for Emergency Medicine
– Certified in Occupational Medicine, Thai Occupational Medicine, Thailand
– 1988 Doctor of Medicine, Chulalongkorn University
– 2007 Occupational Medicine training course
– 2024 Advanced Cardiovascular Life Support (ACLS)
– 2025 Pediatric Advanced Life Support (PALS)
ตารางออกตรวจแพทย์
| วัน | เวลา | แผนก |
|---|