– ศ.เกียรติคุณ นพ.ปกิต วิชยานนท์ –
ศ.เกียรติคุณ นพ.ปกิต วิชยานนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกันวิทยา ผู้อำนวยการศูนย์รักษาโรคภูมิแพ้และหอบหืด โรงพยาบาลบีเอ็นเอช (BNH Asthma and Allergy Centre : BAAC) ได้ริเริ่มอาชีพหมอภูมิแพ้ตั้งแต่ปี พ.ศ.2528 เกือบ 40 ปี ในวงการ ผ่านคนไข้มากว่าหมื่นราย ไม่มีเคสโรคภูมิแพ้แบบไหนที่คุณหมอไม่เคยเห็น แต่กว่าจะมาถึงวันนี้ คุณหมอได้ผ่านอาชีพหมอในสองประเทศ พบทั้งความผิดหวังและความสำเร็จมามากมาย
สหรัฐอเมริกา โอกาส และการตัดสินใจ
“ผมอยากเป็นหมอมาตั้งแต่แรก ไม่มีความคิดอย่างอื่นเลย เพราะว่าโตมากับคลินิกหมอของแม่ แม่เป็นไอดอลของผม”
คุณแม่ของ อ.ปกิต ทำงานเป็นแพทย์โรคทรวงอกใน ‘สถานตรวจโรคปอดยศเส’ ซึ่งปัจจุบันได้ยกฐานะเป็นกองวัณโรค สังกัดกระทรวงสาธารณสุข และย้ายที่ตั้งไปแล้ว สมัยก่อน บ้านที่อาจารย์อาศัยอยู่วัยเด็กในย่านยศเสก็เปิดเป็นคลีนิค ทำให้ ด.ช. ปกิต ได้คลุกคลีอยู่กับงานทางการแพทย์มาแต่เด็ก จนมาเข้าเรียนที่คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เมื่อจบจากโรงเรียนแพทย์ หมอปกิตก็ได้ไปใช้ทุนที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ พร้อมกับอีกความฝันคือการได้ไปทำงานที่สหรัฐอเมริกา ช่วงนั้นสหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของประธาธิบดีจิมมี คาร์เตอร์ เปลี่ยนนโยบายการให้กรีนการ์ดแก่บุคลากรทางการแพทย์ โดยจะให้เหลือเพียงรุ่นสุดท้าย ทั้งที่เคยเปิดรับแพทย์จากต่างแดนมาตลอดหลายปี นี่จึงเป็นโอกาสทองของคุณหมอที่จะได้ทำตามฝัน
“ยื่นขอไปเดือนสิงหาคม พอเดือนตุลาคมเขาเรียกสัมภาษณ์แล้วผ่าน มกราคมต้องไปเลย ไม่งั้นก็ต้องเสียสถานะไป”
การต้องรีบตัดสินใจไปสหรัฐอเมริกาทันทีหมายถึงเงินก้อนใหญ่ที่ต้องใช้คืนรัฐเพราะใช้ทุนไม่ครบกำหนด 3 ปี ทำให้คุณหมอยังลังเลใจ
“แต่แม่บอกว่าให้ไปเลย”
แล้วการผจญภัยที่กลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในชีวิตของหมอปกิตก็เริ่มขึ้นที่ Tulane University เมืองนิวออร์ลีน ในรัฐหลุยเซียน่า เมืองทางตอนใต้ที่มีอากาศอบอุ่น ในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง ซึ่งคุณหมอมาเรียนต่อเฉพาะทางด้านกุมารเวชศาสตร์พร้อมทำงานไปด้วย แม้ว่าเงินเดือนเริ่มต้นจะไม่สูง แต่อาศัยการพักอยู่อย่างประหยัด และสวัสดิการอาหารมื้อละ 1 เหรียญ ทำให้เขาผ่านชีวิตช่วงแรกไปอย่างไม่ลำบากนัก
แต่ชีวิตหมอในแดนลุงแซมก็ไม่ได้สบาย ในสมัยก่อนนั้นยังไม่มีโทรศัพท์มือถือ คุณหมอปกิตต้องพกเพจเจอร์ติดตามตัว ซึ่งจะดังตลอดเวลาเพราะมีคนตามตัวเขาอยู่ตลอดทั้งวันทั้งคืน ช่วงที่งานหนักที่สุดคือช่วงปีใหม่ปลายปี พ.ศ.2521 คุณหมอเข้าเวรวันที่ 29 ธันวาคม และได้กลับออกมาอีกทีวันที่ 2 มกราคมของปีถัดไป การดำเนินชีวิตเป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆจนกระทั่งเขาย้ายไปเรียนต่อด้านโรคติดเชื้อในเด็กที่เมืองแคนซัสซิตี้
ความประทับใจในสาขากุมารแพทย์เริ่มมาจากสมัยเรียนที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ หมอปกิตได้มีโอกาสฟังบรรยายจาก ศ. นพ. สมศักดิ์ โล่ห์เลขา ซึ่งเป็นกุมารแพทย์ชื่อดัง ความสามารถในการสอนให้เรื่องยากฟังดูเหมือนเป็นเรื่องง่ายทำให้หมอปกิตอยากเป็นหมอเด็กที่เก่งอย่างอาจารย์ แต่ 5 ปี ของชีวิตกุมารแพทย์จริงในคลินิคที่เมืองแคนซัสซิตี้ กลับทำให้เขารู้ว่าหนทางนี้ไม่เหมาะกับตัวเอง
“ได้ยินเด็กร้องไห้ทั้งวันจน Burn out ที่คลินิคมีประตูหลังสำหรับออกข้างนอก เราต้องวิ่งออกไปสูดอากาศประจำ แล้วค่อยกลับเข้ามาทำงาน”
“ตอนนั้นมีคนไข้เป็นหอบหืดเยอะ เราไม่รู้เรื่องเลย ไม่รู้ว่ารักษายังไง ก็เลยอยากจะเรียนรู้”
สำหรับเมืองแห่งโอกาสอย่างสหรัฐอเมริกาที่อายุไม่ใช่ข้อจำกัดของการเริ่มต้น หมอปกิตตัดสินใจไม่ไปต่อกับเส้นทางกุมารแพทย์ที่เดินทางมาร่วม 10 ปี และไปเริ่มศึกษาใหม่ในสาขาภูมิแพ้ที่ Allergy and Immunology Center, Natonal Jewish Center, University of Colorado School of Medicine เมืองเดนเวอร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในสถาบันภูมิแพ้ที่ใหญ่ที่สุดและมีชื่อเสียงที่สุดในโลก
การเริ่มต้นใหม่ท่ามกลางเพื่อนร่วมรุ่นที่อายุน้อยกว่าหลายปี ทำให้ อ.ปกิต ได้เปรียบด้านวุฒิภาวะ และ 10 ปี ในสหรัฐอเมริกา ทำให้คุณหมอพัฒนาทักษะทางภาษาได้เทียบเท่าเจ้าของภาษา ตลอด 2 ปี ในโรงเรียนแพทย์ภูมิแพ้ เขาได้สร้างผลงานวิจัยไว้มากมาย ในวันที่อาจารย์เรียนจบ มีหลายโรงพยาบาลมาเสนองานให้ด้วยรายได้มากกว่า 100,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี
“ถ้าคุณอยู่ที่นี่ คุณก็เป็นแค่หมอคนหนึ่ง แต่ถ้าคุณกลับเมืองไทย คุณก็อาจจะได้วางหลักสูตรแล้วก็สร้างคนด้านภูมิแพ้ ได้ทำสิ่งที่ดีกว่าเพื่อประเทศ และได้ดูแลแม่ด้วย”
ด้วยคำแนะนำจากอาจารย์แพทย์ หมอปกิตในวัย 38 ปี จึงตัดสินใจกลับเมืองไทยเพื่อเป้าหมายที่ใหญ่กว่า
อาจารย์ งานวิจัย และศูนย์ภูมิแพ้
หลักสูตรการเรียนโรคภูมิแพ้ของสหรัฐอเมริกาจะไม่มีการแยกโรคภูมิแพ้ในเด็กหรือในผู้ใหญ่ เพราะเป็นโรคที่ต่อเนื่อง หากแพทย์มีความเข้าใจทั้งอาการและสารก่อภูมิแพ้ของคนที่เปลี่ยนไปตลอดตามช่วงอายุชั่วชีวิต ก็จะเข้าใจโรคได้ดี หมอปกิตจึงได้ร่างหลักสูตรภูมิแพ้ที่ไม่มีการแบ่งแยกระหว่างเด็กและผู้ใหญ่มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543 และพยายามผลักดันให้นำไปใช้สอนนักศึกษาแพทย์ในคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล ซึ่งเป็นโรงเรียนแพทย์ที่เขามาทำงานในฐานะอาจารย์แพทย์หลังกลับจากสหรัฐอเมริกาจนเกษียณ แต่จนถึงปัจจุบันการเรียนการสอนในประเทศไทยก็ยังคงแบ่งโรคภูมิแพ้ในเด็กกับผู้ใหญ่อยู่
“ในเด็กเล็กๆเนี่ยเขาจะแพ้อาหารและแพ้ผิวหนัง พอโตขึ้นก็จะเป็นโรคภูมิแพ้ทางจมูก แล้วก็เปลี่ยนเป็นแพ้ทางปอด ซึ่งก็จะแพ้นานเลย คนไข้คนเดิมอาจเปลี่ยนแปลงตลอด”
ถึงแม้ร่างหลักสูตรของอาจารย์จะไม่ถูกนำมาใช้ แต่กว่า 30 ปี ในการเป็นอาจารย์แพทย์ อ.ปกิต ได้สร้างคุโณปการให้วงการภูมิแพ้ผ่านงานวิจัยจำนวนมาก จนได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์หลังเริ่มงานราชการเพียง 8 ปี และได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์มหาปรมาภรณ์ช้างเผือกในที่สุด
ระหว่างที่ทำงานอยู่โรงพยาบาลศิริราช โรคอุบัติซ้ำในช่วงนั้นคือการแพ้ที่ตา (Vernal Keratoconjunctivitis : VKC) จากการอักเสบของเยื่อบุตาเรื้อรังที่มักพบในกลุ่มของผู้ป่วยภูมิแพ้หรือหอบหืดที่มีอายุราว 5-20 ปี หากพลิกเปลือกตาขึ้นมาจะพบเม็ดบวมขนาดเล็กเต็มไปหมด และคนไข้จะทรมานมาก คุณหมอปกิตสนใจอาการนี้เป็นพิเศษจึงลงมือวิจัย และคิดค้นยาทาตาเพื่อรักษาโรคนี้ขึ้นมาเป็นครั้งแรกของโลก ทำให้ผู้ป่วยจากอาการนี้ค่อยๆหายไป
ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี ยังคงมีคนจำนวนมากไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ที่มีอาการแพ้อาหารรุนแรง หากรับสารก่อภูมิแพ้ไปแล้วจะมีอาการตาบวม หายใจไม่ออก อ.ปกิต จึงเข้ามาศึกษาหาทางรักษาโดยการปรับภูมิคุ้มกัน โดยให้คนไข้ค่อยๆรับประทานอาหารที่แพ้แล้วเพิ่มปริมาณไปเรื่อยๆ ซึ่งลดความรุนแรงของการแพ้ได้มากและในบางรายถึงกับหายขาด
การแสดงออกของโรคภูมิแพ้อย่างหนึ่งคือผื่นแพ้ผิวหนัง ซึ่งวิธีการรักษาที่ไม่เหมือนใครของ อ.ปกิต คือการให้คนไข้แช่ตัวในน้ำเกลือ แล้วขึ้นมาทายาและพันตัว ผ่านไป 3 วัน คนไข้จะอาการดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นับเป็นวิธีการรักษาเฉพาะตัวที่อาจารย์ออกแบบเองเพื่อบรรเทาความทรมานของคนไข้ระหว่างรอการตรวจหาสาเหตุของอาการแพ้เพื่อแก้ไขที่ต้นเหตุ
หลังเกษียณอายุราชการ คุณหมอปกิตในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านโรคภูมิแพ้ในระดับต้นๆของประเทศ ได้เข้ามาบุกเบิกแผนกรักษาโรคภูมิแพ้ให้กับหลายโรงพยาบาลในเครือ BDMS รวมถึงโรงพยาบาล BNH ที่ได้อาจารย์มาพัฒนา BNH Asthma and Allergy Centre (BAAC) ให้เป็นศูนย์รักษาโรคภูมิแพ้และหอบหืดครบวงจรสำหรับทุกช่วงวัย อ.ปกิต ได้ขยายทีมแพทย์เฉพาะทางมากฝีมือ และนำนวัตกรรมด้านเครื่องมือและการรักษาที่ทันสมัยเข้ามาใช้งาน เพื่อมอบคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าเดิมให้กับคนไข้
“You’ve gone so far”
คุณหมอจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของ อ.ปกิต ได้มาเยี่ยมชมแผนกภูมิแพ้ที่โรงพยาบาล BNH แล้วถึงกับเอ่ยปากชมเมื่อเห็นความเพียบพร้อมของบุคลากรและสถานที่ที่คุณหมอปกิตปลุกปั้นเพื่อรับมือกับทุกอาการแพ้ของผู้ป่วย และจนถึงวันนี้ BNH Asthma and Allergy Centre (BAAC) ได้เปิดดำเนินการอย่างเต็มรูปแบบ เป็นศูนย์การแพทย์ใหม่ล่าสุดของโรงพยาบาล BNH มีเคสผู้ป่วยภูมิแพ้จากทั่วโลกให้ความไว้วางใจเข้ารักษา หลายท่านเดินทางจากแดนไกลเพราะเชื่อมั่นในการดูแลของทีมแพทย์ที่หมอปกิตเป็นคนคัดเลือกเข้ามาด้วยตัวเอง
“มาตรฐานของโรงพยาบาล BNH คือแพทย์สามารถใช้เวลากับคนไข้ได้เต็มที่ เพื่อค่อยๆทำความเข้าใจปัญหาของเขา และออกแบบวิธีการดูแลที่เหมาะสมกับเขาที่สุด โชคดีที่แพทย์ที่นี่ใกล้ชิดกัน พอคนไข้มีปัญหาที่จำเป็นต้องปรึกษาแพทย์ด้านอื่นก็ปรึกษาง่าย ส่งเคสง่าย”
ดนตรี กีตาร์ และเอลวิส เพรสลีย์
“…We’re Sgt. Pepper’s Lonely Hearts Club Band
We hope you will enjoy the show
Sgt. Pepper’s Lonely Hearts Club Band
Sit back and let the evening go
Sgt. Peppеr’s Lonely, Sgt. Pepper’s Lonеly
Sgt. Pepper’s Lonely Hearts Club Band…”
ท่อนหนึ่งของเพลง Sgt. Pepper’s Lonely Hearts Club Band โดย The Beatles ยังคงดังกึกก้องในใจของหมอปกิตตั้งแต่วันที่เริ่มต้นหัดเล่นกีตาร์มาจนถึงปัจจุบัน โดยเป็นเพลงโปรดที่มักเล่นร่วมกับวงประจำหรือบางครั้งก็เล่นโซโลเพียงลำพัง
ในสมัยเด็ก คุณแม่ส่งหมอปกิตไปเรียนไวโอลินแถววัดเทพศิรินทร์ แม้ไม่ใช่ความสนใจที่เริ่มมาจากตัวเอง แต่คุณหมอก็ชื่นชอบไวโอลินมาก มากจนไม่ได้คิดจะหันไปลองเครื่องดนตรีอื่น
“แต่แล้ววันหนึ่งพี่ชายก็ได้รับกีตาร์มาตัวนึง แล้วตอนนั้นผมชอบเอลวิส เพรสลีย์ ก็เลยไปลองเล่นดู”
จากเพลงคลาสสิกสู่ร๊อกแอนโรล อ.ปกิต กลายเป็นมือกีตาร์ประจำวงดนตรีที่รวมกลุ่มกับเพื่อนตั้งแต่สมัยมัธยมที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา จนมาเป็นนิสิตแพทย์ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยก็ได้วงดนตรีใหม่จากมหาวิทยาลัย โดยอาจารย์เล่นได้ทั้งกีตาร์โปร่งและกีตาร์ไฟฟ้า บางครั้งก็ร้องเองด้วย
“เพื่อนสนิท 2 คนอยู่สถาปัตย์ อยู่วงเดียวกัน ตอนนั้นผมอยู่คณะวิทยาศาสตร์ เมื่อก่อนนิสิตแพทย์ต้องเรียนที่คณะวิทยาศาสตร์ 2 ปี วันหนึ่งก็ซ้อมหน้าบันไดตึกวิทย์ อีกวันไปซ้อมหน้าคณะสถาปัตย์ จะไปออกดนตรีทีกลางคืนต้องซ้อมกันดึกดื่น เพราะเพื่อนสถาปัตย์ซีเรียสมาก กว่าจะผ่านต้องให้เป๊ะ 100%”
“ผมเป็นเด็กกิจกรรม ออกไปตรวจร่างกายคนไข้เด็กต่างจังหวัดก็ยังไปเล่นดนตรี Entertain เขาด้วย”
ความลุ่มหลงในเสียงดนตรี คืออีกเหตุผลที่สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศในฝันที่คุณหมอจะได้เดินทางตามรอย เอลวิส เพรสลีย์ ที่เขาชื่นชอบ และพูดภาษาอังกฤษตามอย่างนักร้องวงโปรด
ไม่เพียงเล่นดนตรี หมอปกิตยังเคยได้แชมป์เทนนิสเหรียญทองสมัยอยู่มหาวิทยาลัย ความเป็นเด็กกิจกรรมของคุณหมอทำให้รู้จักคนกว้างขวางทั่วทั้งมหาวิทยาลัย และสายสัมพันธ์ของเพื่อนเก่าก่อนนี้ยังคงยืนยงมาจนถึงปัจจุบัน
“ตอนนี้ก็ยังเล่นตามผับ เมื่ออาทิตย์ที่แล้วยังไปเล่นดนตรีกับเพื่อนวงคณะวิทยาเก่าเป็น 10 คน มีแซ็กโซโฟน มีทรัมเป็ต เล่นอีกหนึ่งเพลงโปรด”
“…Yesterday
All my troubles seemed so far away
Now it looks as though they’re here to stay
Oh, I believe in yesterday…”
“ในวัยขนาดนี้ ผมควรจะปล่อยวางแล้วอยู่เฉยๆ แต่เรายังมีคุณประโยชน์กับผู้อื่นอยู่ ผมอยากสร้างศูนย์ภูมิแพ้ที่คนไข้มาแล้วได้รับการรักษาที่ทำให้เขากลับบ้านไปแล้วได้มีความสุขกับเรื่องง่ายๆในชีวิตประจำวัน ได้กินสิ่งที่ไม่เคยได้กิน ได้หายใจให้เต็มปอด หรือไม่ต้องคอยกังวลกับผื่นตามตัว”
ทั้งชีวิตของ อ.ปกิต คือการเติบโตเพื่อให้ได้เป็นคุณหมอที่ดีและชำนาญมากขึ้นในทุกๆวัน สิ่งที่คุณหมอได้สร้างเอาไว้ไม่ใช่แค่การรักษาคนไข้ แต่ยังสร้างบุคลากรทางการแพทย์ สร้างงานวิจัย สร้างแนวทางการรักษา และสร้างศูนย์รักษาที่คนไข้จะสบายใจที่ได้ฝากความฝันถึงคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า แม้เลยวัยเกษียณมาแล้วหลายปี แต่คุณหมอยังคงมุ่งมั่นที่จะใช้ความสามารถและประสบการณ์ทั้งหมดที่มี ทำให้ชีวิตของผู้คนดีขึ้นต่อไป
ติดต่อสอบถาม หรือทำนัดหมายกับเจ้าหน้าที่
ผ่าน LINE @MBRACE
ศ.เกียรติคุณ นพ. ปกิต วิชยานนท์
Prof. Emeritus PAKIT VICHYANOND, M.D.
ความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง
กุมารเวชศาสตร์
เวชศาสตร์ครอบครัว
กุมารเวชศาสตร์โรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกัน
กุมารเวชศาสตร์โรคระบบการหายใจ
วุฒิบัตร
United States, อายุรศาสตร์โรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกันทางคลินิก, American Board of Allergy and Immunology
United States, กุมารเวชศาสตร์, American Board of Pediatrics
ภาษา
ไทย
อังกฤษ
เพศ
ชาย
ตารางออกตรวจ
ศูนย์รักษาโรคหอบหืดและภูมิแพ้ BAAC
| วัน | เวลา |
|---|---|
| จันทร์ | 13:00 - 18:00 |
| อังคาร | - |
| พุธ | 13:00 - 18:00 |
| พฤหัสบดี | - |
| ศุกร์ | 13:00 - 18:00 |
| เสาร์ | - |
| อาทิตย์ | 13:00 - 18:00 |
นี่คือตารางออกตรวจปกติของแพทย์ วันเวลาที่ออกตรวจจริงอาจมีการเปลี่ยนแปลง กรุณาตรวจสอบวันเวลาที่ว่างเมื่อทำการนัดหมาย