หมอระบบประสาทผู้สานสัมพันธ์กับคนไข้
ด้วยความชื่นชอบในประวัติศาสตร์
– นพ. ณัฐวุฒิ เกษทอง –
การอธิบายความผิดปกติทางจิตใจเป็นเรื่องซับซ้อนมากกว่าความผิดปกติทางกายภาพ หากเป็นโรคที่แสดงอาการคาบเกี่ยวทั้งร่างกายและจิตใจอย่างโรคทางประสาทวิทยา การวินิจฉัยจึงต้องอาศัยข้อมูลทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม ทำให้ นพ. ณัฐวุฒิ เกษทอง อายุรแพทย์ด้านประสาทวิทยา ประจำศูนย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาล BNH ต้องอาศัยทั้งศาสตร์และศิลป์ในการเข้าถึงและเปิดใจคนไข้ แต่หากมองที่ประวัติชีวิตและความสนใจส่วนตัว เรื่องท้าทายเหล่านี้ก็ไม่ยากเกินความสามารถของเขา
หนุ่มเชียงใหม่
“ผมเป็นคนเชียงใหม่ตั้งแต่เกิด คนภาคเหนือเขาเรียกว่า ‘คนเมือง’ ปู่ย่าตายายก็เป็นคนเชียงใหม่แท้ ๆ ผมน่าจะเป็นรุ่นสุดท้ายแล้วมั้งที่ยังเรียกปู่ย่าตายายว่า อุ้ย”
ด.ช.ณัฐวุฒิ เป็นลูกคนเล็กในครอบครัวคนเมืองเชียงใหม่ขนานแท้ เขามีพี่สาว 1 คน ที่อายุห่างกัน 3 ปีและยังมีลูกพี่ลูกน้องที่อายุห่างกันมากอีกหลายคนเช่นกัน เขาเลยเป็นเหมือนน้องเล็กประจำตระกูล
“ตามสไตล์ลูกคนเล็ก เราก็เลยเอาแต่ใจ ขี้งอน ขี้น้อยใจ งอนพ่อ งอนแม่ งอนญาติ ๆ ไปทั่ว”
ด้วยความที่โตมากับลูกพี่ลูกน้องที่อายุมากกว่าเกิน 10 ปี ณัฐวุฒิเลยซึมซับความชอบในเพลงและดนตรีจากคนอีกยุคมา เขาควรจะต้องเป็นวัยรุ่นยุค’90 แต่กลับฟังเพลงของยุค’80 ได้เช่นกัน อย่างเช่นเพลงของพี่แจ้ ดนุพล, พี่อุ้ย รวิวรรณ, นกแล, พี่เบิร์ด ธงชัย
“อยู่ ๆ ไป มันก็ซึมซับว่ายุคนั้นเขาฟังเพลงอะไรกัน ผมก็จะมีความร่วมสมัยไปกับเขา มันเลยทำให้ผมสามารถคุยกับคนหลายวัยได้”
เขาเติบโตมากับวิถีคนเมือง อยู่บ้านก็อู้คำเมือง สมัยเด็กเขาก็เคยเล่น ‘ซึง’ เครื่องดนตรีพื้นบ้านล้านนาหน้าตาคล้ายกีตาร์ที่คนทั่วไปคุ้นหูเมื่อเรียกยกชุด ‘สะล้อ ซอ ซึง’
วิถีพื้นเมืองนั้นยังหมายรวมถึงรูปแบบความคิดที่คนเหนือแท้ ๆ ถูกปลูกฝังให้เป็นคนประหยัด และไม่นิยมให้ลูกหลานไปอยู่ไกลบ้าน
“ผมเรียนโรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัยซึ่งเป็นโรงเรียนชายล้วน เรียนมาตั้งแต่อนุบาลยัน ม.ปลาย เรียกว่าเป็นลูกหม้อสุด ๆ ที่จริงตอนแรกก็อยากมาเรียนต่อกรุงเทพฯ แต่พอบอกที่บ้านไป ตายายก็ทําเป็นปวดหัวป่วยนู่นป่วยนี่ เขาห่วงไม่อยากให้ไป ที่เชียงใหม่ก็มีโรงเรียนแพทย์ด้วย ผมก็สอบโควตาได้แล้วด้วย ก็เลยเรียนที่เชียงใหม่ไปเลย”
แต่ถึงครอบครัวจะไม่อยากให้ไปอยู่ไกลบ้านอย่างไร เมื่อเรียนจบแพทย์แล้ว
หมอณัฐวุฒิก็ต้องออกไปใช้ทุนที่อื่นอยู่ดี เขาได้ไปใช้ทุนที่อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน
1 ปี และอำเภอสบเมยอีก 3 ปี ที่แม่ฮ่องสอนจังหวัดใกล้เคียงเชียงใหม่ที่ระยะทางไม่ใกล้เลย แถมต้องเดินทางผ่านหลายโค้งหลายดอย จนไปถึงสุดเขตจังหวัดแม่ฮ่องสอนทางทิศใต้ติดกับจังหวัดตาก
“อำเภอสบเมยยากจนที่สุดในจังหวัดแล้ว แต่ผมชอบอยู่ที่นั่นนะ อยู่ตั้ง 4 ปี ชาวบ้านส่วนมากเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ เขาน่ารัก บริสุทธิ์ ตื่นเช้ามาก็ไปทํามาหากินเดินเก็บเห็ดเก็บของป่า เขาอดทนกันมาก อดทนต่อการใช้ชีวิต อดทนต่อความเจ็บปวด เคยเจอคนไข้เป็นฝีก้อนเท่าฝ่ามือกว่าจะยอมมาหาหมอ
“ผมเคยออกหน่วยไปบนดอย ที่นู่นไม่มีตึกสูง มีแค่บ้านผู้ใหญ่บ้านที่มีปั๊มน้ำ กลางวันร้อน ตกกลางคืนเหลือ 13 องศา น้ำอุ่นไม่มี ก็เอาขันตักไป ตกเย็นก็ไม่มีอะไรให้ทำแล้ว ก็นั่งคุยกัน ครั้งหนึ่งในชีวิตที่ได้ไปอยู่ตรงนั้น มันเป็นชีวิตแบบที่ผมไม่คิดว่าจะได้เจออีกแล้ว ผ่านมาได้ก็อยู่ที่ไหนก็ได้แล้ว”
ตามปกติ แพทย์จะอยู่ใช้ทุนที่ต่างจังหวัดเพียง 3 ปี แต่หมอณัฐวุฒิก็สมัครใจอยู่นานกว่านั้น เขาชื่นชอบบรรยากาศในอำเภอสบเมย ชอบผู้คน ชอบเพื่อนร่วมงาน โรงพยาบาลขนาด 30 เตียงที่เขาไปประจำนี้มีแพทย์เพียง 3 คน ที่ต้องวนช่วยกันทำทุกอย่าง ชาวบ้านในพื้นที่ดอยสูงที่สาธารณสุขยังเข้าไม่ถึงก็มีข้อจำกัดในการดูแลตัวเอง แม้แต่การฝากครรภ์ก็ยังไม่แพร่หลาย ทำให้แพทย์ต้องมาลุ้นกับปัญหาหน้างานในวันคลอด ภายใต้ภาวะที่อุปกรณ์ทางการแพทย์ก็ไม่ได้มีครบครันเหมือนโรงพยาบาลในเมือง
“ก็ภูมิใจที่อยู่บนความไม่มี Facility อะไรเลย ไม่มีหมอสูติฯ ไม่มีอะไรทั้งนั้น แต่เราก็ทำจนมันลุล่วงไปได้ แล้วก็ได้เห็นเด็ก ๆ มาจนโต”
งานในโรงพยาบาลบนที่ราบสูงไกลเมืองทำให้หมอณัฐวุฒิเห็นความเหลื่อมล้ำระหว่างชุมชนชนบทและชุมชนเมือง แต่ก็ยังไม่เท่าความเหลื่อมล้ำที่ได้เห็นบนดอยสูง เมื่อครั้งหนึ่งเขาได้ออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่
“ตอนนั้นผมต้องเดินเขาจริง ๆ เท้านี่จิกพื้นจนช้ำม่วง เล็บหลุด อีกสัปดาห์หนึ่งผมต้องดึงเล็บของหัวแม่เท้าทิ้ง ในขณะที่เด็กชาวเขายังกระโดดโหยง ๆ”
ถึงจะชอบความสงบและความบริสุทธิ์ของชีวิตที่นั่นอย่างไร พอถึงจุดหนึ่งหมอณัฐวุฒิก็ต้องเติบโตขึ้นและมองที่อนาคต ชีวิต 4 ปีที่นี่ ทำให้เขารู้ตัวว่าอยากเรียนด้านประสาทวิทยา และก็ทำให้เขาต้องขัดใจครอบครัวกว่าเดิม เพราะคราวนี้ต้องมาเรียนไกลถึงกรุงเทพฯ ที่โรงพยาบาลราชวิถี
“มากรุงเทพฯ ต้องปรับตัวกับอากาศเป็นอย่างแรกเลย อากาศกรุงเทพฯ มันชื้นแฉะ แล้วผมเป็นคนขี้ร้อนไง กับอย่างที่สอง เมื่อก่อนเป็นคนช้า ภาษาเหนือเขาเรียก ต๊ะต่อนยอน มาอยู่กรุงเทพฯ ก็เริ่มปรับตัวให้เป็นคนไวขึ้น”
ผ่านการเรียนอายุรกรรม และต่อเฉพาะทางต่อยอดด้านประสาทวิทยาที่โรงพยาบาลราชวิถีแล้ว อาจารย์แพทย์ก็แนะนำเขามาทำงานที่โรงพยาบาล BNH เขาซึ่งชอบงานที่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นทุนเดิมอยู่แล้วก็ตัดสินใจมาร่วมงานกับโรงพยาบาลที่คนไข้ส่วนหนึ่งเป็นชาวต่างชาตินี้ได้ไม่ยาก
“การทํางานมันเป็นพี่เป็นน้องกันจริง ๆ เลยรู้สึกว่าเวลาคนไข้เรามีปัญหา หมอก็ต่อสายคุยกันช่วยกันแก้ อยู่แล้วสบายใจ ไม่มีช่องว่าง เหมือนเป็นบ้านหลังที่ 2 โรงพยาบาล BNH ให้ผมเยอะมาก ช่วยเหลือผมทุกอย่าง ไม่ใช่แค่เรื่องงาน แต่ทุกคนยังพร้อมช่วยตอนลูกผมป่วย”
เมื่อลูกหมอป่วย
“ลูกผมเป็นมะเร็งตับ ตอนแรกที่รู้ก็แค่คิดแบบหมอเลยว่าป่วยก็รักษาไป ก็ทำตามที่แพทย์แนะนำไป ด้วยเราก็เป็นแพทย์ เราทนใจแข็งเรื่องเข็มและการเข้ารับการรักษาด้วยคีโม แต่อย่างไรก็ตามมันก็มีจังหวะเวลาหนึ่งที่เราก็รับไม่ไหว และช่วงที่สะเทือนใจที่สุดคือหลังลูกได้คีโมครั้งแรก ผมลูบหัวของลูกสาวแล้วเส้นผมเขาติดมือมา มันสะเทือนใจมากจนผมร้องไห้สะอึกสะอื้น แล้วถามตัวเองว่าทำไมเรื่องนี้ต้องเกิดขึ้นกับเรา แต่โชคดีที่เราถือคติว่าต้องมี ‘สติ’ ให้เป็นหลักของชีวิต เศร้าต้องเศร้าอยู่แล้ว ทุกข์ต้องทุกข์อยู่แล้ว เราก็เป็นปุถุชนคนธรรมดาคนมีหัวจิตหัวใจ แต่มันต้องรู้สึกเศร้าและทุกข์ให้สั้นที่สุดและดึงตัวเองกลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริงให้เร็ว ไม่รีรอให้โชคชะตามากำหนด เราจึงตั้งหลักได้ และผ่านจุดนั้นมาได้”
ในตอนนั้น หมอณัฐวุฒิก็ได้ทั้งกำลังใจและความสามารถของแพทย์ร่วมโรงพยาบาลมาช่วยกันดูแลจนลูกสาวของเขาได้รับการผ่าตัดจนหายดี แม้ว่าเด็กจะโดนตัดตับที่มีเนื้อร้ายทิ้งไปส่วนหนึ่ง แต่ก็เป็นความโชคดีที่โรคร้ายแสดงอาการออกมาตอนอายุน้อย ซึ่งธรรมชาติของมนุษย์ หากอายุไม่เกิน 4 ขวบ ร่างกายจะสร้างตับมาชดเชยส่วนที่ถูกตัดทิ้งไปได้เอง ผ่านมา 6 ปี ตอนนี้ลูกของคุณหมอก็มีตับงอกกลับมาใช้งานได้ปกติโดยไม่มีอาการมะเร็งเหลืออยู่แล้ว เหลือเพียงแผลเป็นจากการผ่าตัดกลางอก
ในปีเดียวกันนั้น คุณพ่อของคุณหมอก็ประสบอุบัติเหตุจนเลือดออกในสมองอาการสาหัส ก่อนที่ลูกสาวจะป่วยเพียงแค่ 4 เดือน แต่ก็ได้รับการรักษาจนอาการดีขึ้น แม้ความจำจะไม่กลับมา 100%
“ปีนั้นเป็นปีที่หนักมากสำหรับผม ผมนิยามว่าปีนั้นมันคือวิบากกรรมของผม แต่ผมมีอาจารย์แพทย์ มีเพื่อนร่วมงานที่โรงพยาบาล BNH เป็นที่ปรึกษาที่ดี เลยทําให้ผมอยู่ที่นี่มาถึงวันนี้ ตอนนี้ผมอยู่มา 10 ปีแล้ว อาจไม่ได้แสดงออกอะไรมาก แต่ผมผูกพันกับที่นี่ คงไม่คิดย้ายไปที่ไหน”
ระหว่างรูปธรรมและนามธรรม
หมอณัฐวุฒิ ดูแลอาการทางประสาทวิทยา เป็นสาขาที่เกี่ยวข้องกับการทํางานของระบบสมอง ไขสันหลัง และเส้นประสาท รวมถึงปฏิกิริยาตอบสนองของระบบประสาท เช่น โรคประสาทอักเสบ โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง โรคพาร์กินสัน และบางครั้งก็เกี่ยวข้องกับอาการทางจิตเช่นกัน
“เคยมีเคสที่มาด้วยลักษณะเหมือนอาการทางจิต ซักประวัติก็ไม่ค่อยได้อะไรเลย สุดท้ายเราก็ต้องใช้เวลาในการวิเคราะห์ แล้วก็เจอว่าเขาเป็นโรคสมองอักเสบที่เกี่ยวข้องกับมะเร็ง เขาไม่ได้บ่นว่าปวดเนื้อปวดตัวหรือมีความเจ็บปวดอะไรเลย ญาติเองก็รู้สึกว่าไม่น่ามีอะไร ความท้าทายของงานระบบประสาทคือเราต้องมองอาการที่นามธรรม แล้วแปลความหมายมาสู่รูปธรรม”
ในฐานะที่เป็นแพทย์ หมอณัฐวุฒิดีใจที่รักษาคนไข้ให้หายขาดได้ แต่ในความเป็นจริง เขามีความเห็นว่ากว่าครึ่งของคนไข้โรคทางระบบประสาทจะไม่สามารถหายเป็นปกติได้ 100% การช่วยให้คนไข้อยู่ร่วมกับความไม่สมบูรณ์นี้ได้โดยยังมีคุณภาพชีวิตที่ดีจึงเป็นอีกเป้าหมายหนึ่งในการดูแลของเขา
“ผมจะช่วยให้เขารู้ลักษณะของโรค การดําเนินโรค การควบคุมอาการ การประเมินอาการตัวเอง แล้วอยู่กับมันอย่างเท่าทัน อย่างเช่นคนไข้ปวดหัวมา มันเป็นปัญหารายวันที่ขึ้นอยู่กับว่าเขาไปเจออะไรมา บางคนเจอกลิ่นน้ำหอมก็ปวดหัว เจอแสงจ้าก็ปวดหัว เขาทรมานกับอาการปวดหัว ถ้าเราสามารถทําให้เขาอยู่กับอาการปวดหัวได้อย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดี ใช้ยาอย่างเหมาะสมตามความพอดีของร่างกาย และดูแลตัวเองด้านอื่น ๆ ด้วย นี่เป็นสิ่งหนึ่งที่ผมใส่ใจ ”
การดูแลแบบครบถ้วนรอบด้าน หรือ Complete Care ของหมอณัฐวุฒิเน้นจัดการสุขภาพตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ โดยเริ่มจากต้นทุนที่คนไข้มีตั้งแต่ยังไม่แสดงอาการของโรค เช่น ครอบครัว อายุ ไลฟ์สไตล์ สภาพการทํางาน อะไรบ้างที่เป็นปัจจัยเสี่ยงในชีวิตที่อาจก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพ แล้วจึงมาป้องกันตามปัจจัยต่าง ๆ
ถัดมาก็คือปลายน้ำ เมื่อคนไข้เป็นโรคแล้ว หมอณัฐวุฒิจะต้องดูแลเพื่อช่วยให้เขาเกิดการเรียนรู้ว่าต้องป้องกันตัวเองอย่างไรไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำ หรือโรคเรื้อรังอย่างโรคสมองเสื่อม คนไข้จะมีแต่ถดถอย ก็ต้องดูทั้งคนไข้และญาติเพื่อให้ทุกฝ่ายยังดําเนินชีวิตต่อไปได้อย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดีจนถึงปลายทาง
ส่วนหนึ่งที่คนไข้ยอมไว้ใจให้คุณหมอได้ดูแลตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ คือจุดเริ่มต้นที่เขายอมให้คนไข้ได้พูดทุกสิ่งที่อยากเล่า ทำให้คนไข้รู้สึกผ่อนคลาย แล้วเขาถึงค่อย ๆ ถามสิ่งที่เกี่ยวกับการรักษา ขมวดปมจากเรื่องที่คนไข้บอก นำมาวินิจฉัย
“การทำให้เขาผ่อนคลาย ในเชิงประสาทวิทยามันคือส่วนหนึ่งของการรักษา เขาเย็นขึ้น เขาเบาขึ้น ก็กล้าบอกสิ่งที่อยู่ในใจ มีเหมือนกันที่คนไข้ปวดหัวแล้วนึกถึงเรา ก็มานั่งคุยสัพเพเหระกัน นอนไม่หลับ เครียด ก็มาขอเล่าระบายให้ฟัง ผมก็ภูมิใจที่ได้เป็นที่ปรึกษาที่ดีคนหนึ่งในชีวิตเขา”
ความสัมพันธ์ระหว่างแพทย์และคนไข้ก็มีส่วนในการเปิดใจคนไข้ คนไข้มักรู้สึกเชื่อมโยงกับหมอที่มีบางสิ่งที่คุยกันได้ หมอณัฐวุฒิเคยผ่านประสบการณ์ดูแลทั้งพ่อและลูกที่ป่วยหนักมาแล้วย่อมเข้าใจความรู้สึกของคนไข้และญาติในจุดนี้ นอกจากนี้ ความสนใจของเขายังทำให้คนไข้สูงวัย ซึ่งเป็นคนกลุ่มใหญ่ที่มีปัญหาทางระบบประสาท รู้สึกว่าคุณหมอเป็นหมอหนุ่มที่ ‘คุยได้’
ชายผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์
หมอณัฐวุฒิเติบโตมากับลูกพี่ลูกน้องที่อายุมากกว่าเขามาก ทำให้เขารู้จักสื่อบันเทิงของคนยุคนั้นเป็นอย่างดี จึงมีข้อมูลที่คุยกับคนไข้ได้ ไปจนถึงวิธีการเลือกใช้คำ การใช้สำนวนโวหารเก่า ๆ ที่คนไข้ฟังแล้วก็ชอบใจที่ได้คุยกับเขา
“คนไข้ก็จะมองว่าทําไมหมอรู้เรื่องนี้ อายุอย่างผมไม่น่าจะรู้เรื่องของคนวัยเขา”
คุณหมอยังสนใจเรื่องประวัติศาสตร์เป็นพิเศษ โดยเฉพาะประวัติศาสตร์ไทย เขาชอบหาข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์บ้านเมือง แฟชั่นสมัยก่อน พอเจอคนไข้ที่มีความหลังกับยุคสมัยนั้น ๆ เขาก็ปรับรูปแบบการใช้ภาษาเป็นแนวการพูดของคนยุคนั้น แล้วชวนคนไข้คุยระลึกความหลัง
“ถ้าคนไข้อายุ 90 กว่า ผมก็ตีออกว่าเขาเกิดยุคไหน ยุคนั้นยุคจอมพล ป. มีรถยนต์ใช้แล้ว อะไรบ้างที่เป็นสมัยนิยม ก็จะเป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่เราพอสอดแทรกกับเขาได้ เราพยายามทําให้มันตรงจริตเขา เป็นความชอบที่ผมเอามาใช้สร้างบรรยากาศให้คนไข้ได้”
จุดเริ่มต้นที่ทำให้หมอณัฐวุฒิหันมาสนใจประวัติศาสตร์ คือหนังสือพิมพ์ที่พ่อแม่วางทิ้งไว้ในบ้านสมัยเขาเป็นเด็กเล็กก่อนวัยเรียน เขาก็เปิดดูคอลัมน์นู้นคอลัมน์นี้ แม้จะยังอ่านไม่ออก แต่หนังสือพิมพ์ก็ทำให้เขาสนใจหนังสือ พอเริ่มเข้าโรงเรียน ตกเย็นเขาก็จะไปรอพ่อแม่มารับในห้องสมุด หนังสือที่อ่านผ่านตาส่วนมากก็เป็นหนังสือเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ จนโตมาชอบดูซีรีส์ย้อนยุค เขาก็จะไปหาข้อมูลเกี่ยวกับยุคนั้น ๆ มาประกอบเพื่อเพิ่มอรรถรสในการรับชม
พ่อสอนลูก
สมัยเด็ก หมอณัฐวุฒิเป็นเด็กขี้งอนมาก แต่ในความขี้งอนนั้น พ่อแม่ของเขาซึ่งเป็นคุณครูกลับไม่เลี้ยงลูกแบบตามใจ ในวัยเด็กเขามีของเล่นนับชิ้นได้ พออยากได้อะไรแล้วไม่ได้ดั่งใจ อยากจะงอน ลงไปนอนร้องไห้โวยวายชักดิ้นชักงอกับพื้น พ่อแม่ก็จะทำเฉยใส่ จนเขาต้องหยุดแล้วลุกขึ้นมาเอง ความอดทนจึงอยู่กับเขามาแต่เด็ก และกลายเป็นคุณสมบัติเด่นที่ติดตัวเขามาจนถึงวันนี้ ไม่ว่าจะไปอยู่กับความลำบากแค่ไหน ความอดทนทำให้เขาอยู่ง่าย หรือเมื่อมีเคสผู้ป่วยที่รับมือยาก ความอดทนก็ช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบา เมื่อคุณหมอมีลูก ความอดทนก็กลายเป็นสิ่งที่พ่ออย่างเขาพร่ำสอนลูกเช่นกัน
“ผมเป็นคุณพ่อที่ค่อนข้างดุ ผมไม่เชิงเจ้าระเบียบนะ แต่ผมถือเรื่องมารยาทมาก เด็กต้องมีความเกรงใจ มีสิทธิ์ขอให้คนช่วยเหลือ แต่ต้องรบกวนคนอื่นให้น้อยที่สุด อย่าเป็นคนถือตัว ต้องรู้จักนอบน้อม และมีความอดทนอดกลั้น”
หมอณัฐวุฒิมองว่า ความนอบน้อมนั้นก็เหมือนเกราะป้องกันตัวเองอย่างหนึ่ง เพราะคนไทยเห็นคนมีมารยาทเข้าหา ก็จะรู้สึกเกรงใจ และอยากตอบสนองด้วยความนอบน้อมเช่นกัน
“ผมจะชอบให้ลูกกล่าวทักทายผู้ใหญ่ก่อน สวัสดีค่ะคุณป้า ผมซีเรียสกับการมี ‘คะ’ ‘ขา’ ต้องนุ่มนวลนอบน้อม มั่นใจได้แต่อย่ากระด้างจนเกินงาม เพราะว่าสุดท้ายแล้วทุกคนคือมนุษย์เหมือนกัน เราต้องมีศิลปะในการเข้าหาคน มันจะช่วยปิดช่องว่างในการอยู่ร่วมกับคนในสังคมได้ เมื่อปฏิสัมพันธ์กับผู้คนต้องใส่ใจให้มาก”
ความนอบน้อมนั้น ก็คือสิ่งที่คุณหมอมักแสดงออกในการเข้าหาคนไข้เช่นกัน ไม่น่าแปลกใจที่คนไข้และญาติคนไข้ที่กำลังกังวลกับปัญหาสุขภาพ จะใจเย็นลงได้เมื่อเริ่มคุยกับเขา
“การได้เป็นคนที่หลายคนไว้ใจ มันเป็นความสุขความภาคภูมิใจอย่างหนึ่ง งานประสาทวิทยาเป็นศาสตร์ของการรักษาและปรับตัว ผมก็ดีใจที่ทำให้ชีวิตหลายคนดีขึ้นได้เพราะเขาไว้ใจเรา”
หมอณัฐวุฒิผ่านประสบการณ์ที่ทำให้เข้าใจทั้งคนไข้และญาติคนไข้ กับเรื่องราวความสนใจที่กระชับความสัมพันธ์ระหว่างเขาและคนไข้ โรคทางประสาทวิทยาที่อาการทางจิตอาจหนักพอ ๆ กับอาการทางกาย จึงเริ่มต้นรักษาได้ก็เมื่อคนไข้เปิดใจให้กับคุณหมอที่ทำให้เขารู้สึกสบายใจ
ติดต่อสอบถาม หรือทำนัดหมายกับเจ้าหน้าที่
ผ่าน LINE @MBRACE
ทำนัดหมายแพทย์ออนไลน์ | Appointment
นพ. ณัฐวุฒิ เกษทอง
NUTTAVUT KETTONG, M.D.
ความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง
ประสาทวิทยา
ความสนใจเฉพาะทาง
ปวดศีรษะ
โรคพาร์กินสัน
ประวัติการศึกษา
ปริญญาทางการแพทย์, แพทยศาสตรบัณฑิต (พ.บ.), มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ไทย
วุฒิบัตร
แพทยสภา, ประสาทวิทยา, โรงพยาบาลราชวิถี
ภาษา
ไทย
อังกฤษ
เพศ
ชาย
ตารางออกตรวจ
ศูนย์ระบบประสาท
| วัน | เวลา |
|---|---|
| จันทร์ | - |
| อังคาร | 10:00 - 17:00 |
| พุธ | 10:00 - 16:00 |
| พฤหัสบดี | 10:00 - 20:00 |
| ศุกร์ | 10:00 - 20:00 |
| เสาร์ | 08:00 - 19:00 |
| อาทิตย์ | - |
นี่คือตารางออกตรวจปกติของแพทย์ วันเวลาที่ออกตรวจจริงอาจมีการเปลี่ยนแปลง กรุณาตรวจสอบวันเวลาที่ว่างเมื่อทำการนัดหมาย