Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors
Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors

Translated by AI

หมอเจี๊ยบ ทญ. มรกต กฤตย์กุลเจริญ ทันตแพทย์ทำครอบฟันสายเฮฮา และอดีตเด็กเรียนชีวิตราบเรียบที่ไม่อยากให้ลูกเจริญรอยตาม

ทญ. มรกต กฤตย์กุลเจริญ  –

หากคุณมาแผนกทันตกรรม โรงพยาบาล BNH แล้วได้รับการรักษาครอบฟันกับ หมอเจี๊ยบ ทญ. มรกต กฤตย์กุลเจริญ โอกาสที่คุณจะโดนคุณหมอยิงมุกใส่จะสูงมาก จนคุณรู้สึกคุ้นเคยและเป็นกันเองกับคุณหมออารมณ์ดีท่านนี้ได้ไวอย่างเหลือเชื่อ

และนี่คือเรื่องราวชีวิตของหมอสายฮาท่านนี้

เป็นหมอฟันเพราะพี่

“หมอเกิด พ.ศ.2522 ส่วนพี่ชายคนโตเกิดปี พ.ศ.2500”

ด.ญ.เจี๊ยบ เป็นลูกหลงคนสุดท้องในครอบครัวใหญ่ที่มีพี่น้องถึง 7 คน สมัยก่อนพ่อแม่ซึ่งมีอาชีพขับรถเร่ขายเนื้อขายผักตามหมู่บ้านมีฐานะไม่ค่อยดีนัก แต่กว่า ด.ญ.เจี๊ยบ จะเกิดมา พี่ ๆ ก็โตจนทำงานส่งเสียเธอแทนพ่อแม่แล้ว

“พี่ชายคนนึงเป็นวิศวกร เขาเป็นคนเก่ง เราเลยอยากเป็นวิศวกรเหมือนเขา”

หมอเจี๊ยบสอบผ่านโควตาคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมเคมี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง แถมสอบเข้าได้ลำดับที่ 2 ของรุ่น เธอดีใจมากจึงรีบไปบอกพี่ชาย

แต่พี่กลับตอบว่า…

“ไม่เอา ไม่ให้เป็นวิศวกร เธอรู้มั้ยว่ามันลําบาก เธอเป็นผู้หญิงแล้วจะต้องไปอยู่ในโรงงานนี่นะ!”

ด้วยค่านิยมสมัยนั้น พี่ชายเลยอยากให้หมอเจี๊ยบได้เรียนหมอ ซึ่งหมอเจี๊ยบไม่ได้รู้สึกมั่นใจว่าตัวเองสามารถทำได้เลย แต่เธอก็ไม่อยากขัดพี่ชาย

การสอบเข้ามหาวิทยาลัยด้วยระบบเอนทรานซ์สมัยนั้นสามารถเลือกคณะที่สนใจได้ 4 อันดับ หมอเจี๊ยบเลือกเรียนแพทยศาสตร์ไปแล้ว 3 อันดับแรก อันดับ 4 ก็เลือกคณะทันตแพทยศาสตร์เอาไว้สำรอง เพราะกลัวว่าจะเข้าเรียนแพทย์ไม่ได้

แต่แล้วเธอก็สอบได้คณะอันดับ 4 คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

“ต้องบอกว่ามาเป็นทันตแพทย์ได้เพราะพี่ ต้องขอบคุณเขามากเลย เพราะว่าทุกวันนี้เรามีความสุขกับอาชีพนี้มาก”

งานทันตกรรมก็เหมือนงานประณีตศิลป์ ทำออกมาดีคนไข้ก็สบายช่องปาก และหมอเจี๊ยบก็พบว่าเธอทำงานนี้ได้ดีมาก ถึงขนาดที่อาจารย์มักจับเธอเข้าทีมไปแข่งอุดฟัน กรอฟัน ทำครอบฟัน ทำฟันปลอม ประกวดกับคนนู้นคนนี้อยู่เสมอ

“เราเป็นคนไม่เที่ยว เลิกเรียนก็กลับบ้าน เพื่อนก็ชอบมาหลอกใช้ทำงานให้ แล้วเขาก็ไปเที่ยวกัน แต่ก็เต็มใจนะ คิดในแง่ดีว่าเราได้ฝึกฝีมือ ทำบ่อย ๆ จะได้เก่ง ๆ เพื่อนก็ได้ไปเที่ยวแล้วไม่โดนพ่อแม่ด่า วินวินไป”

หมอเจี๊ยบพอใจกับชีวิตที่เรียนแล้วรีบกลับบ้าน สมัยนั้นเธอเคยได้รับคัดเลือกให้เป็นเชียร์ลีดเดอร์ประจำคณะ ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ผู้หญิงหลายคนอยากเป็น แต่ไม่ใช่สำหรับหมอเจี๊ยบ

“เราเป็นคนเรียบ ๆ ไม่ได้อยากหวือหวา แถมตื่นสายทุกวัน ไปไม่เคยทันซ้อมเลย เลยบอกรุ่นพี่ว่าขอไม่เป็นเชียร์ลีดเดอร์”

ชีวิตมหาลัยของหมอเจี๊ยบจึงหมดไปกับการเป็นลูกศิษย์ที่ดีของเหล่าอาจารย์ เพื่อนที่ดีของเหล่าเพื่อน นักศึกษาทันตแพทย์ที่ดีของเหล่าคนไข้ในอนาคต และจบด้วยเกียรตินิยมอันดับ 2

ถึงชีวิตของเธอจะราบเรียบ แต่มันก็เป็นชีวิตที่ดี ไม่มีอะไรสะดุด  พอเรียนจบเป็นทันตแพทย์เต็มตัว หมอเจี๊ยบสอบได้เป็นอาจารย์ทันตแพทย์ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จึงไม่ต้องออกไปใช้ทุนยังต่างจังหวัด พอเป็นอาจารย์ได้ 3 ปี อาจารย์ผู้ใหญ่ก็ทาบทามให้เธอรับทุนอานันทมหิดลไปเรียนต่อต่างประเทศ

“เราบอกอาจารย์ไปว่าอยากแต่งงาน ไปอยู่เมืองนอก 5 ปี ไม่น่าไหว คุณพ่อก็อายุเยอะ ไม่อยากทิ้งเขาไปไหนไกลด้วย ก็เลยเลือกปฏิเสธไป ครบ 3 ปีแล้วก็เลยลาออกจากคณะมาเป็นฟรีแลนซ์”

เพื่อเรียนต่อสาขาเฉพาะทาง หมอเจี๊ยบพิจารณาตัดสิ่งที่ไม่ชอบทำและสิ่งที่ทำได้ไม่ค่อยดี แล้วตัวเลือกเดียวที่เหลืออยู่คือการทำครอบฟัน ซึ่งวิธีการรับทันตแพทย์เข้าศึกษาต่อจะเปิดโควตาให้ทันตแพทย์ที่ประจำโรงพยาบาลของรัฐเข้ามาก่อน 4 ตำแหน่ง เหลือเพียง 1 ตำแหน่งสำหรับทันตแพทย์สังกัดเอกชน และหมอเจี๊ยบก็สอบได้เป็น 1 คนตรงนั้น ที่คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

หมอเจี๊ยบผ่านการเป็นทันตแพทย์เฉพาะทางด้านครอบฟันมาทั้งในคลินิกทันตกรรมและโรงพยาบาลใหญ่  จนปี พ.ศ.2554 โรงพยาบาล BNH เปิดรับทันตแพทย์เพิ่ม เธอจึงลองมาสมัครงาน แล้วก็ได้มาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวนี้

“14 ปีแล้ว BNH เป็นเหมือนบ้านจริง ๆ เรารักโรงพยาบาลนี้โดยไม่ได้เสแสร้งเลย เพื่อนร่วมงานทุกคนเหมือนพี่น้องจริง ๆ ช่วยเหลือกันจริง ๆ  เราทําครอบฟัน มันต้องมีงานที่ใส่ชั่วคราว ถึงจะทําแน่นแค่ไหน แต่มันมีโอกาสหลุดเพราะมันติดด้วยกาว บางวันที่เราไม่ได้เข้าเวร พี่คนอื่นก็ช่วยดูแลซ่อมแซมให้โดยที่ไม่มีปัญหาอะไรเลย หรือของคนอื่นหลุดมาเราก็ติดให้ มันเป็นการช่วยเหลือกันโดยไม่ได้รู้สึกว่าลําบาก  คนไข้ที่นี่ก็น่ารัก เขาเข้าใจว่าเราหวังดีกับเขา  ผู้อํานวยการก็น่ารัก หัวหน้าก็น่ารัก เราเลยรู้สึกว่าที่นี่คือบ้าน อยากมาทํางานทุกวัน รู้สึกว่าฝากชีวิตไว้ได้จริง ๆ”

คุณหมอครอบฟัน

“ปกติในความคิดคนไข้มักจะกลัวหมอฟัน แรกเริ่มเราเลยโฟกัสที่ความกลัวของคนไข้ เขาต้องไม่กลัวเราก่อน เรามาพูดคุยกันว่าปัญหาของเขาคืออะไร เขารู้สึกยังไง ความต้องการของเขาคืออะไร ถ้าคนไข้บอกว่ามีปัญหาที่ฟันซี่นี้ ถ้าเราตรวจแล้วอธิบายก่อนว่าอะไรเป็นสิ่งที่หมอเจอ ความคิดเห็นของหมอเป็นแบบไหน แล้วมันจะพบกันตรงกลางได้มั้ยกับสิ่งที่คนไข้ต้องการ”

ในวัย 46 ปี ยังคงมีคนไข้ที่คิดว่าหมอเจี๊ยบดูเด็กจนมองว่าไม่น่าเชื่อถือ เธอก็จะเริ่มรักษาในส่วนที่สำเร็จง่ายที่สุดก่อนเพื่อสร้างความเชื่อใจให้เขา คนไข้ส่วนมากพอเชื่อใจแล้วก็ยอมให้คุณหมอดูแลปัญหาในส่วนที่เหลือด้วย แล้วหลายคนยังชวนคนใกล้ตัวมารักษากับหมอเจี๊ยบ

ในบรรดาคนไข้ทำครอบฟันมากมาย เคสที่คุณหมอจำได้ขึ้นใจคือวิศวกรชายที่เครียดแล้วนอนกัดฟันจนฟันสึกทั้งปาก

“หน้าตัดฟันเขาเรียบแบนไปหมดเลย ความสูงของฟันคนเราปกติราว 8 มิล ของเขามันเหลือแค่ 5 มิล เขาสูญเสียมิติใบหน้าจากฟันที่เตี้ยลงนี้ด้วย”

หมอเจี๊ยบต้องทำงานร่วมกับทันตแพทย์รากฟันและทันตแพทย์รากเทียมเพื่อบูรณะฟันทุกซี่ของคนไข้ขึ้นมาใหม่ (Full Mouth Rehabilitation) โดยทำครอบฟันให้มีความสูงใกล้เคียงกับของเดิม ซึ่งคนไข้ยังสูญเสียมิติใบหน้าไปเพราะฟันที่เตี้ยลงด้วย ทีมจึงต้องเพิ่มมิติใบหน้าให้เท่าเดิม และเพื่อหาความสูงเดิมนั้น คุณหมอจึงให้คนไข้เคี้ยวข้าวบนเครื่องมือในปาก ซึ่งเขาก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี  ในที่สุด ผ่านการนัดเจอกัน 50-60 ครั้ง นานร่วมปี ทำครอบฟันไป 25 ซี่ เคสรักษาก็สําเร็จลุล่วงไปด้วยดี

จากการรักษานานจนคุ้นเคยกับคนไข้ ทำให้หมอเจี๊ยบทราบข้อมูลว่าคนไข้เป็นสามีที่รักภรรยามาก ภรรยาให้เขาทานส้มวันละ 3 กิโลกรัม เขาก็ทานหมดทุกวัน ซึ่งกรดน้ำส้มปริมาณมากเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เขาฟันสึกทั้งปาก และอาจเสี่ยงโรคเบาหวานตามมาด้วย คนไข้เห็นคุณหมอเป็นห่วงก็ไปตรวจระดับน้ำตาลในเลือดตามคำแนะนำ และยอมรับคำปรึกษาจากนักโภชนาการเพื่อหาแนวทางอาหารทดแทนส้ม 3 กิโลกรัมที่ทานประจำด้วย

หมอเจี๊ยบคุยกับคนไข้มากเพื่อให้ทั้งคนไข้สบายใจ เชื่อใจ และเปิดใจให้กับเธอ ทั้งยังได้รู้ข้อมูลที่อาจเกี่ยวข้องกับปัญหาทั้งช่องปากเพื่อมอบ Complete Care การดูแลรอบด้าน หากคนไข้มีปัญหาด้านจิตใจเธอก็พร้อมรับฟัง และพบสัญญาณที่ส่อถึงโรคเฉพาะทางที่ไม่เกี่ยวกับช่องปากทั้งทางกายและใจ คุณหมอก็จะรีบปรึกษาหรือส่งต่อเคสให้ทีมงานแพทย์ของโรงพยาบาล BNH ให้สามารถดูแลได้ตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม

“คนไข้ที่สูญเสียฟันมักจะเป็นคนไข้สูงอายุ บางทีเขาก็มาเล่าปัญหาทางบ้าน เราก็ดูแลสภาพจิตใจเขาในเบื้องต้น แต่หากมันหนักเราก็ต้องให้เขาคุยกับแพทย์เฉพาะทางเพื่อรับสิ่งที่ดีที่สุด เราดูฟันก็ไม่ได้ดูแค่ฟันซี่นั้น แต่เราจะดูซี่อื่นด้วย เพราะมันเป็นปัจจัยที่ส่งเสริมกันที่อาจทําให้เกิดปัญหาที่อื่นได้ บางคนถอนฟันแล้วเกิดแผลในปากด้านขวา เขาก็ไปเคี้ยวข้าวด้านซ้ายจนรับภาระหนักเกินไปแล้วมีปัญหามา ถ้าเราไม่ได้พูดคุยกับคนไข้ก็จะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น”

เมื่อถามว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้คนไข้กล้าเปิดใจให้หมอเจี๊ยบ เธอตอบว่าคงเป็นความจริงใจ และการทำให้เขาเห็นว่าคุณหมอได้พยายามอย่างดีที่สุดในการทำในสิ่งที่เธอมั่นใจว่าดีสําหรับคนไข้

เจี๊ยบเป็นคนตลก

“เพื่อนบอกว่าเราเป็นคนตลกโปกฮา พูดมาก สนุกสนาน”

สมัยได้เป็นอาจารย์ทันตแพทย์ เพื่อนหมอเจี๊ยบไม่เชื่อว่าเธอจะทำหน้าที่นี้ได้เพราะนิสัยติดตลก

“คือเราไม่ชอบให้คนข้าง ๆ เครียด ก็เลยปล่อยมุกฮาไปเรื่อย ชอบพูดเล่น ออกแนวไร้สาระ”

กับคนไข้ หมอเจี๊ยบคงไม่ได้ปล่อยมุกในเลเวลแบบเดียวกับที่อยู่กับเพื่อน แต่เธอคุยกันเองกับคนไข้ บางทีคนไข้ก็อาจเห็นออร่าบางอย่างจากตัวคุณหมอ แล้วเริ่มปล่อยมุกใส่เธอก่อน แน่นอนว่าเธอก็รับมุกตาม จึงไม่แปลกที่คนไข้จะไม่รู้สึกเครียดเมื่อมาหาคุณหมอ

“อันนั้นเป็น Goal เลยนะ ไม่อยากให้เข้ามาด้วยความเครียดความกลัว อยากให้เขามาเหมือนเจอเรื่องปกติ”

แม้แต่เด็กเล็ก หมอเจี๊ยบก็แนะนำให้ผู้ปกครองพามาหาหมอฟันตั้งแต่อายุน้อย ๆ มีคนไข้รายหนึ่ง หมอเจี๊ยบดูแลมายาวนานตั้งแต่อายุ 2 ขวบ ซึ่งตอนนั้นคนไข้ยังไม่รู้เรื่องและฟันยังขึ้นไม่ครบ ในขณะที่เด็กหลายคนกลัวหมอฟัน แต่เด็กคนนั้นได้รับการดูแลโดยคุณหมอสายเฮฮา จนโตมารักการตรวจฟันและทําฟันไปโดยปริยาย แม้แต่ตอนไปเรียนต่อชั้นมัธยมที่อังกฤษ เธอยังต้องบินกลับมาเมืองไทยทุก 6 เดือน เพื่อมาตรวจฟันกับหมอเจี๊ยบ

หมอเจี๊ยบตลกคนเดียวไม่พอ เธอยังสนับสนุนให้ลูก 3 คน โตมาตลกด้วยกัน แม่คนอื่นอาจชอบซื้อหนังสือนิทานมาแบ่งปันกับลูก แต่สำหรับหมอสายตลก ลูกต้องอ่าน “100 คําถามตลกโปกฮา” บทสนทนาแม่ลูกบ่อยครั้งจึงออกแนว…

“ม้าอะไรสีแดง” ลูกถาม

แม่นั่งนึกสักพัก

“อ๋อ ม๊าเขือเทศ” แม่ตอบ

“อุ๊ย ทําไมแม่เก่งจัง” ลูกชม

เลี้ยงลูกในแบบที่แม่ไม่เคยเป็น

“ตอนปี 6 ไปออกชุมชนที่เชียงราย เรามีลูกพี่ลูกน้องอยู่ที่นั่น เขาก็พาไปเที่ยวผับกลางคืน เรารู้สึกเวียนหัวมาก มันมืด ๆ แล้วมันมีไฟแว็บ ๆ เราไม่ชอบอะไรอย่างนี้เลย”

นั่นเป็นความรู้สึกของการเข้าผับครั้งแรกและครั้งสุดท้ายในชีวิต

ชีวิตของหมอเจี๊ยบตั้งแต่เด็กจนโตอยู่ในกรอบตลอด เธอไม่มีอะไรหวือหวา ไม่มีอะไรโดดเด่น ไม่เล่นกีฬา ไม่มีงานอดิเรก ไม่มีความสามารถพิเศษ ไม่ทำกิจกรรม ไม่ไปเที่ยวไหน เลิกเรียนก็กลับบ้าน นอกนั้นก็เรียนพิเศษ ชีวิตวนเวียนอยู่แค่นี้

“เราถูกเลี้ยงมาแบบโบราณ ทำทุกอย่างตามกรอบ เรียนอย่างเดียว ทำให้เราเป็นคนที่ไม่ค่อยกล้าทดลองอะไร จนโตมาแล้วรู้สึกเหมือนโดนปิดตา ซึ่งมันไม่ใช่ไม่ดี เพียงแต่ถ้ารู้ว่าทําอย่างอื่นได้มากกว่านี้ เราอาจจะมีงานอดิเรกที่มีความสุขที่ได้ทำมากกว่า ทุกวันนี้เราก็ไม่ได้ทุกข์ เพียงแต่เวลามีเวลาว่างแล้วเราไม่รู้จะทําอะไรแค่นั้นเอง แล้วเราก็ไม่อยากให้ลูกเป็นเหมือนเรา”

ด้วยความคิดเช่นนี้ หมอเจี๊ยบจึงสนับสนุนให้ลูกลองทำทุกสิ่งทุกอย่างเท่าที่ความสนใจของเขาจะพาไป ไม่ต้องสนว่าจะไปได้ไกลหรือไม่ แค่ได้ลองเพื่อให้รู้และเลือกไปต่อด้วยตัวเอง

“เราสอนลูกว่าหากอยากทําอะไรให้ทําเลย ไม่ต้องกลัว ตั้งแต่มีลูกก็พาไปเรียนขี่ม้า ไอซ์สเก็ต วอลเลย์บอล ไวโอลิน เปียโน อูคูเลเล่ เรียนทุกอย่างเลย พอไปเรียนปุ๊บสักพักนึง อันนี้เขาไม่ชอบ พอ เลิก เราก็แล้วแต่เขา แต่เราก็ได้รู้ว่าลูกชอบภาษาทุกคนเลย มันเป็นความตั้งใจในการเลี้ยงลูกให้ดี เราอยากให้เขามีความสามารถพิเศษเยอะ ๆ”

คุณหมอรู้ตัวว่ากรอบที่เธอมี ทำให้เธอไม่ค่อยได้เห็นโลกมากเท่าไรในวัยเด็ก พอเธอมีลูก เธอก็ต้องกล้าพาตัวเองออกจากกรอบนั้น เพื่อจูงลูกออกจากกรอบไปด้วยกัน เธอจึงมักหาโอกาสพาลูก ๆ ออกไปท่องโลกกว้าง ให้พวกเขาได้เห็นโลก และเรียนรู้จากประสบการณ์ชีวิตที่ตรงข้ามจากชีวิตของเธอสมัยก่อน

“เราพาลูกไปเรียนรู้การใช้ชีวิตที่มันไม่ได้สุขสบายในต่างประเทศ ทุกวันนี้เขามาโรงเรียนก็มีพ่อแม่ขับรถมาส่ง แต่เวลาอยู่ต่างประเทศต้องขึ้นรถไฟฟ้า ขึ้นรถเมล์ ลูกเขาก็ขึ้นได้ เราไม่ได้เที่ยวสบาย ส่วนมากไม่ได้เช่ารถขับ ลูกก็รู้ว่าพ่อแม่ลําบาก เขาก็ช่วยเหลือ เข็นกระเป๋า ลากกระเป๋า เฝ้ากระเป๋า เรามีความประทับใจเล็ก ๆ น้อย ๆ สะสมมาตลอด เลยทําให้รู้สึกอยากพาเขาไปเที่ยวบ่อย ๆ”

ในบรรดาประเทศทั้งหมด หมอเจี๊ยบประทับใจประเทศญี่ปุ่นมากที่สุด  ลูกคนเล็กของเธอที่หัดเดินมานาน แต่ก็ไม่ยอมเดินก้าวแรกสักที ก็มาได้มีก้าวแรกของชีวิตที่สวนอุเอโนะด้วย

ลูก 3 คน อาจฟังดูเยอะในความรู้สึกคนรุ่นใหม่ แต่หมอเจี๊ยบคือเด็กที่โตมากับพี่น้อง 7 คน ถึงแม้จะโดนใช้งานบ่อย ๆ สมัยเป็นเด็ก แต่ความสุขและความประทับใจที่มีในครอบครัวใหญ่นี้มากกว่ามาก

“เรารู้สึกโชคดีที่มีพี่น้อง วันที่รู้สึกชัดเลยว่าพี่น้องเป็นสมบัติที่พ่อแม่ให้เรา คือวันที่คุณพ่อเสียชีวิต ครอบครัวเราไม่มีใครเหนื่อยเลย ลูก 7คน แบ่งหน้าที่กันได้ดีมาก คุณแม่ก็ดีใจที่ลูก ๆ มาช่วยกัน”

คุณหมอจึงมอบสมบัตินี้ให้ลูก ๆ ต่อไปด้วย

“แต่เรามีครอบครัวใหญ่เท่าพ่อแม่ไม่ไหวแล้ว เราไม่มีปัญญา เลยมี 3 คนก็พอ นี่แหละสมบัติที่พวกเขาจะมีกัน จะได้ไปดูแลกันเองในวันที่เราไม่อยู่”

ถึงหมอเจี๊ยบจะทำงานหนักแค่ไหน แต่เธอและสามีก็เลี้ยงลูกกันเอง ไม่มีจ้างพี่เลี้ยง เช้ามาผลัดกันไปส่งลูกเข้าโรงเรียน ตอนเย็นก็ผลัดกันไปรับ พาเด็ก ๆ ไปขี่จักรยาน สอนการบ้าน พยายามหาเวลาอยู่กับพวกเขาให้มากที่สุด

“เรารู้สึกว่ามันเป็นหน้าที่ของเรา ถ้าเราไหว เราก็อยากทําเอง มีเพียงแม่บ้านเพื่อผ่อนภาระงานด้านอื่น ๆ เราจะได้เลี้ยงลูกได้เต็มที่ เลี้ยงลูกก็สนุก บางวันรู้สึกสนุกเกินไปจนเหนื่อยมาก แต่ก็โชคดีที่สามีช่วยเลี้ยงลูกได้ดีมาก”

การเรียนดีมีความสามารถรอบด้าน ในปัจจุบันอาจไม่สำคัญเท่าความเป็นคนดี และการสอนที่ดีที่สุดคือการทำเป็นตัวอย่างให้ดู หมอเจี๊ยบมีความสุขกับการรักษาคนไข้ในระดับที่ครอบครัวสังเกตได้ อย่างช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ต้องงดงานทันตกรรมหากไม่ใช่เหตุฉุกเฉิน หมอเจี๊ยบก็อาสาไปอยู่หน่วยคัดกรองโรคที่สถานีกลางบางซื่อ ภาพเหล่านี้ที่เด็ก ๆ ได้เห็นและซึมซับจากคุณหมอ ก็ทำให้เขาอยากทำอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น ซึ่งหมอเจี๊ยบรู้ได้ว่าลูกของเธอโตมามีจิตใจงดงาม จากวันที่ลูกหยุดพาผู้สูงอายุเดินข้ามถนนโดยที่เธอไม่เคยสอน

“เราไม่เห็นต้องสอนเลย แค่เราทําให้เห็น เขาก็เรียนรู้ได้เอง”

และลูกคนโตวัย 18 ปี ที่กำลังอยู่ในช่วงเตรียมตัวเข้ามหาวิทยาลัย ก็มีความฝันอยากเป็นทันตแพทย์เหมือนคุณแม่ เพราะเห็นคุณหมอมีความสุขมากและได้ทำในสิ่งที่มีคุณค่าผ่านอาชีพนี้

“เราทํางานโดยคิดว่าฟันซี่นี้เป็นฟันของเรา เราต้องทําให้ดีที่สุด ทำด้วยความตั้งใจ ทั้งตัวงาน ทั้งความพึงพอใจ ความรู้สึก และต้องทำให้คนไข้ไม่กลัว ทําทุกอย่างให้มาบรรจบกันในจุดที่ดีที่สุดให้ได้ รวมถึงการเตรียมตัวของเราเองในการทำงานด้วย”

คนรอบตัว คนไข้ ครอบครัว เพื่อนร่วมงาน ต่างสัมผัสได้ถึงความสุขในการทำงานของหมอเจี๊ยบ ที่สะท้อนออกมาผ่านการพูดคุย การรักษา ความใส่ใจที่มีให้คนไข้ มิตรภาพกับเพื่อนร่วมงาน และแนวทางการอบรมลูกจนอยากดำเนินรอยตาม  คุณหมอที่มีความสามารถอาจมีมากมาย แต่หากคุณได้รักษากับหมอเจี๊ยบ คุณจะรู้ได้เลยว่าคุณอยู่ในความดูแลของทันตแพทย์ที่กำลังมีความสุขกับการได้ดูแลคุณ

ติดต่อสอบถาม หรือทำนัดหมายกับเจ้าหน้าที่
ผ่าน LINE @MBRACE

ทพญ. มรกต กฤตย์กุลเจริญ

ทพญ. มรกต กฤตย์กุลเจริญ

MORAKOT KRITKULCHAROEN, D.D.S.

ความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง

ทันตกรรมประดิษฐ์

ประวัติการศึกษา

ปริญญาทางการแพทย์, แพทยศาสตรบัณฑิต (พ.บ.), มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, ไทย

การศึกษาหลังปริญญา

ทันตกรรมประดิษฐ์, มีแต่ใบ Verify, ไทย

วุฒิบัตร

แพทยสภา, ทันตกรรมประดิษฐ์

ภาษา

ไทย

อังกฤษ

เพศ

หญิง

Doctor Story

ตารางออกตรวจ

ศูนย์ทันตกรรม

วัน เวลา
จันทร์ -
อังคาร 08:00 - 16:00
พุธ 08:00 - 17:00
พฤหัสบดี 08:00 - 16:00
ศุกร์ 08:00 - 16:00
เสาร์ 09:00 - 16:00
อาทิตย์ -

นี่คือตารางออกตรวจปกติของแพทย์ วันเวลาที่ออกตรวจจริงอาจมีการเปลี่ยนแปลง กรุณาตรวจสอบวันเวลาที่ว่างเมื่อทำการนัดหมาย