Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors
Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors

Translated by AI

ช่วงเวลาที่มีค่าบนทางด่วนและในโรงพยาบาลของ พญ.ลักษณา โชครุ่งวรานนท์ แพทย์ทางเดินอาหารผู้ชื่นชอบการทำนายราศี

ครอบครัวคือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ พญ.ลักษณา โชครุ่งวรานนท์ อายุรแพทย์ประจำศูนย์ระบบทางเดินอาหาร โรงพยาบาล BNH เลือกเดินทางในวิชาชีพนี้และสาขานี้ ประสบการณ์ชีวิตที่มากระทบใจสร้างให้คุณหมอกลายเป็นสาวห้าวที่ตรงไปตรงมาแต่จริงใจ บวกกับความสนใจในศาสตร์แห่งการประเมินผู้คนด้วยลัคนาราศีที่ทำให้คุณหมอรู้วิธีรับมือคนไข้แต่ละแบบจนมัดใจคนไข้ได้ทั้งครอบครัว

ลูกคนจีน

ในครอบครัวคนเชื้อสายจีนนั้นมักมีความเชื่อว่าลูกชายต้องสานต่อธุรกิจครอบครัว ส่วนลูกสาวต้องแต่งงานออกเรือน และเช่นเดียวกับครอบครัวของหมอลักษณา แต่ที่เพิ่มมาคือลูกสาวบ้านนี้ต้องเป็นหมอ

“พ่อลำบากมาก่อน ก็อยากให้ลูกได้เรียน ก็บอกกับเราว่าอยากให้ลูกคนนึงเรียนหมอ ก็เลยตั้งใจเรียนหมอมาเรื่อย ๆ ไม่ได้คิดถึงอาชีพอื่นเลย เพราะเราถูกปลูกฝังมาอย่างนี้”

พ่อของคุณหมอหนีภัยสงครามจากเกาะไหหลำมาพึ่งพิงแผ่นดินไทยตั้งแต่อายุ 9 ขวบ เขาจึงรักประเทศนี้มากเพราะถือว่าเป็นสถานที่ปลอดภัยที่มอบชีวิตใหม่ให้ และเช่นเดียวกับคนจีนโพ้นทะเลสมัยก่อนที่ต้องหนักเอาเบาสู้ กัดฟันทำงานจนสร้างเนื้อสร้างตัวได้จากน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง ทางฝั่งคุณแม่ของหมอลักษณาก็เป็นลูกชาวจีนที่เกิดบนแผ่นดินไทยเช่นกัน ความคิดแบบคนจีนจึงยังเข้มข้นในครอบครัวคุณหมอ พอเริ่มมีฐานะ ทางบ้านก็ไปลงทุนในธุรกิจโรงแรมจนประสบความสำเร็จ และฝากความหวังให้ลูกชายเป็นผู้สานต่อธุรกิจ ฝากผีฝากไข้ไว้กับลูกสาวที่เป็นหมอ

“คนที่เก่งที่สุดสำหรับเราคือคุณพ่อ เพราะว่าถ้าได้ฟังเรื่องตั้งแต่เขาหนีสงครามที่ถูกญี่ปุ่นไล่มาจนกระทั่งมีทุกวันนี้ได้ ก็รู้สึกว่าตอนเราอายุเท่าเขา ยังเป็นไม่ได้ครึ่งของเขาเลย รู้สึกว่าเขาคือฮีโร่ ไม่ว่าจะเป็นด้านการสร้างตัว การใช้ชีวิต ด้านความคิด ก็จะมีคุณพ่อเป็นแรงบันดาลใจ”

จากความคิดที่คุณพ่อฝากฝังไว้ เธอก็ได้เป็น นศพ.ลักษณา ที่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เป็นความท้าทายและย่างก้าวใหม่ของชีวิตคนกรุงฯ ที่ต้องไปอยู่ไกลบ้านเป็นครั้งแรก และเป็นอีกประสบการณ์ที่ไม่เพียงสร้างทักษะทางการแพทย์ แต่ยังบ่มเพาะความเห็นอกเห็นใจเพื่อนมนุษย์จากการได้เห็นชีวิตคนในพื้นที่ห่างไกล

“เป็นช่วงที่ได้เห็นชีวิต เห็นคนที่ไม่สบายที่ลำบาก เห็นว่าคนต่างจังหวัดเขาอยู่กันยังไงเวลาออกชุมชน เวลารักษาเขาก็เลยจะพยายามถามคนไข้เสมอว่าบ้านอยู่ไหนเดินทางสะดวกมั้ย ไม่ใช่แค่การรักษาแค่ตัวโรค แต่ยังต้องทำให้คนไข้ไม่รู้สึกลำบากในการรักษา

“ตอนไปอยู่สุราษฎร์ฯ มีคนไข้มาจากอำเภอคีรีรัฐนิคม ตื่นตี 3 เพื่อมาเจอหมอตอน 11 โมง แล้วมาเจอ เราที่เป็นหมอเด็ก ก็เลยรู้สึกสงสารเขา ถ้าเราเรียนเร็วมีความรู้มาก ๆ มันก็คงจะคุ้มที่เขาต้องเดินทางมาจากที่ไกล ๆ เลยรู้สึกว่าอยากรีบเรียนต่อ”

จากเมืองไทยเพื่อไปลอนดอน

หลังจากใช้ทุนเพียง 1 ปี คุณหมอลักษณาก็ออกไปหาประสบการณ์ชีวิตในต่างประเทศ เธอสมัครไปที่ Imperial College ซึ่งอยู่กรุงลอนดอน เพื่อทำวิจัยด้านมะเร็งเต้านมจนมีผลงานได้ตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ แต่สิ่งที่ล้ำค่ากว่านั้นคือการดิ้นรนเอาตัวรอดจากความลำบากต่าง ๆ ที่เธอยากจะเจอในเมืองไทย

“30 ปีก่อน จะเขียน Paper ทุกวันต้องไปฝังตัวในห้องสมุดแล้วก็ค้นหาข้อมูล มือถือไม่มี ถ้าอยู่เมืองไทยก็จะถ่ายเอกสารแล้วเอาไปอ่านที่บ้าน แต่ที่เมืองนอกทุกอย่างเป็นค่าใช้จ่าย ก็ต้องจดเอา สมัยนั้นเพิ่งเริ่มมีอินเทอร์เน็ต ก็ต้องไปโหลดแล้วทุกวันก็ไปเช็กอีเมลว่าใครติดต่อมาบ้าง เป็นความยากในช่วงนั้น”

ในตอนนั้น คุณหมอเป็นแพทย์จบใหม่ยังไม่มีครอบครัว ในขณะที่สังคมคนไทยในต่างแดนรุ่นก่อนมักโยกย้ายติดตามกันมาทั้งบ้าน ทำให้การเข้ากลุ่มกับเพื่อนร่วมชาติเป็นไปได้ยาก คุณหมอจึงได้รู้จักการอยู่คนเดียว เที่ยวคนเดียว หาความสุขด้วยตัวคนเดียว

“ตอนอยู่ลอนดอน ต้องยอมรับว่าสนุกก็สนุก เครียดก็เครียด เหงาก็เหงา แต่ก็ได้ใช้ชีวิตอยู่เมืองนอกตามที่ต้องการ และเรียนภาษาด้วย เมื่อ 30 ปีที่แล้ว มีน้อยคนพูดภาษาอังกฤษได้ ก็ทำให้เราได้มาทำงานที่โรงพยาบาล BNH ด้วย”

อย่างไรก็ตาม สาขาที่หมอลักษณาเลือกเรียนเฉพาะทางต่อกลับไม่ใช่สิ่งที่เกี่ยวข้องกับมะเร็งเต้านม เธอพิจารณาเลือกเรียนต่อในสิ่งที่น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการดูแลสมาชิกในบ้านมากที่สุด คืออายุรแพทย์ สาขาด้านทางเดินอาหาร ซึ่งเหมาะกับเธอเพราะเป็นสาขาที่ผสานทั้งการทำหัตถการส่องกล้องและการคุยกับคนไข้

หลังเริ่มทำงานเป็นแพทย์เฉพาะทางสักระยะ คุณหมอลักษณาก็ย้ายมาประจำที่โรงพยาบาล BNH ซึ่งกลายมาเป็นบ้านอีกหลังของคุณหมอมาอย่างยาวนาน และยังตอบโจทย์ความต้องการของเธอที่เลือกเป็นหมอเพราะจะได้ดูแลคนทางบ้าน

“ที่ประทับใจโรงพยาบาล BNH มาก ๆ ก็น่าจะเป็นตอนโควิด ถ้ามีพ่อแม่หรือคนในครอบครัวของบุคลากรป่วย เขาก็จะรีบช่วยเหลือเลย หมอก็เป็นหนึ่งในนั้น คุณพ่อคุณแม่เป็นโควิดในช่วงที่ถ้าไปที่ไหนก็คงไม่มีใครรับดูแล ถ้าต้องทำงานที่ไหน เราก็อยากอยู่ในที่ที่ไว้ใจให้ดูแลคนในครอบครัวได้ ไม่ใช่แค่มาทำงานเท่านั้น

“ทำงานที่นี่มา 18 ปี รู้สึกเหมือนเป็นบ้าน ถ้าไม่ดีก็คงไม่อยู่นานขนาดนี้”

หมอที่คนไข้อยากฝากให้ดูแลคนในครอบครัว

“มีคนไข้เคสนึงมาจากหัวหิน เป็นโรคที่ต้องรักษาต่อเนื่อง รักษากันมาตั้งแต่หมอย้ายมาอยู่โรงพยาบาล BNH เลย คนไข้ก็จะมาหาเราทุกปีจนเรารู้จักกัน รู้จักครอบครัว ทำงานอะไร ทุกครั้งที่มาก็เหมือนนั่งคุยกัน เป็นความเชื่อใจและความสบายใจที่ได้คุย”

คุณหมอลักษณาอยู่กับโรงพยาบาล BNH มา 18 ปี และตลอด 18 ปี คนไข้รายนี้ก็ไม่เคยย้ายไปรักษาที่ไหน ยอมเดินทางไกลจากต่างจังหวัดมารักษากับคุณหมอทุกปี อะไรคือสิ่งที่ทำให้คนไข้รายนี้และรายอื่น ๆ เชื่อถือในตัวคุณหมอขนาดนี้

“ทุกคนมีปัญหาถึงมาคุยกับเรา ก็ต้องฟังให้เขาพูดจบ เขาไม่สบายใจยังไง ดูสีหน้าท่าทางของคนไข้ ถ้าเราคาดไม่ถูก ก็จะถามคนไข้ตรง ๆ ว่ามีอะไรให้เราช่วย เพราะบางท่านรักษามาหลายที่ กินยามาหลายอย่าง ตรวจมาแล้วทุกอย่าง แต่ก็ไม่ดีขึ้น อยากจะให้ช่วยอะไรมีความไม่สบายใจเราจะได้แก้ปัญหาตรงนั้นให้ถูกต้อง ถ้าเขาไม่พอใจอะไรก็แล้วแต่ เราก็จะฟังเขา จนเรารู้สึกเขาเชื่อใจแล้ว ก็ค่อยคุยกับเขา เขาก็จะค่อย ๆ ตอบสนองเรา

“ถ้ามีตรงไหนที่เราทำไม่ได้ก็บอกคนไข้ตรง ๆ แต่เราจะหาคุณหมอที่ทำได้ให้ คนไข้เดี๋ยวนี้เขาก็เข้าใจว่าเราเป็นแพทย์ทางเดินอาหารประมาณนี้ แต่ถ้ามันลึกกว่านี้ เช่นต้องส่องกล้องทางเดินน้ำดี เราก็ต้องทำงานเป็นทีม ถ้าตรงไหนไม่ได้ก็หาคนที่มาช่วยพร้อมกับเรา”

คุณหมออาจเป็นคนที่มีบุคลิกห้าว พูดจาตรงไปตรงมา ไม่มีทีเล่นทีจริง แต่เมื่อรวมกับความจริงใจและเข้าใจ จึงไม่เพียงทำให้คนไข้กลับมารักษากับคุณหมอ แต่ยังมักพาคนในครอบครัวมาให้คุณหมอดูแลด้วย โดยเฉพาะคุณแม่กับลูกสาววัยรุ่น จะเป็นกลุ่มคนที่คุณหมอมักได้ดูแล ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะคุณหมอลักษณาเองก็เป็นคุณแม่ที่มีลูกในช่วงวัยรุ่น จึงมีความเข้าใจทั้งคุณแม่และคุณลูกมากเป็นพิเศษ

“เพราะเรามีลูก ทำให้คุยกับคนไข้ที่เป็นแม่ลูกง่ายขึ้น ถ้าเป็นผู้หญิงก็มักมาหาหมอผู้หญิง ลูกก็มักมีปัญหาแบบวัยรุ่น กินอาหารไม่ตรงเวลา นอนดึกเพราะเล่นเกม กินเยอะ กินแล้วนอน ทำให้ปวดท้อง ท้องเสีย กรดไหลย้อน ลำไส้อักเสบ เป็นต้น บางทีแม่ก็มาบอกให้หมอช่วยคุยกับลูกหน่อยเหมือนเราเป็นผู้ปกครองอีกคนหนึ่ง”

ช่วงเวลามีค่าระหว่างรถติด

ในสมัยที่เรียนแพทย์อยู่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ หมอลักษณาได้ใช้โอกาสนั้นขับรถท่องเที่ยวไปทั่วภาคใต้กับกลุ่มเพื่อน ตั้งแต่เมืองหลัก เมืองรอง เกาะน้อยใหญ่ ในยุคที่ยังไม่มีกระแสโซเชียลและสถานที่ท่องเที่ยวยังไม่ดัง

“ช่วงนั้นก็ทั้งเรียนหนักแล้วก็เที่ยวหนัก ได้เรียนรู้ชีวิต ได้อยู่กับเพื่อน ได้ใช้ชีวิตอย่างอิสระ ในวันที่เราช่วยเหลือตัวเองได้นั้นเรามั่นใจมากจริง ๆ ช่วงนั้นทำให้รู้สึกว่าเข้าใจอะไรมากขึ้น ช่วงวัยรุ่นเรามีความห้าวติดเพื่อน แต่เมื่ออายุมากขึ้นก็รู้เลยว่าวัยนั้นมันมีฮอร์โมนของมัน พอมีครอบครัวก็เลยเข้าใจว่าช่วงวัยรุ่นลูกอยากมีอิสระแบบที่เราเคยมี ทุกวันนี้ก็เลยเข้าใจลูก”

เมื่อแต่งงาน ครอบครัวใหม่มีลูก 2 คน ผู้หญิงกับผู้ชาย และย้ายไปอยู่แถบชานเมืองเพราะต้องการบ้านที่มีพื้นที่กว้างขวาง และอากาศก็ดีกว่าใจกลางเมือง แต่ชีวิตการทำงานของคุณหมอก็ยังคงวนเวียนอยู่ในเมือง คุณหมอจึงให้ลูกทั้งคู่เรียนโรงเรียนที่ไม่ไกลจากโรงพยาบาล BNH แล้วแต่ละวัน สมาชิกในบ้านก็ต้องเดินทางไกลจากเมืองทองธานีเข้ามากลางเมือง

“ข้อเสียคือใช้เวลาในรถเยอะมาก แต่พอมองย้อนไป มันคือเวลาที่เราได้ใช้พูดคุยกับลูก ได้ฟังเขาเล่าเรื่องในรถที่ติดชั่วโมงสองชั่วโมง เราเลยเหมือนเป็นเพื่อนกับลูก ได้รู้จักเพื่อนของลูก รู้จักว่าลูกเรียนไปถึงไหน เพราะเดี๋ยวนี้พอถึงบ้านปุ๊บ ต่างคนต่างจับมือถือกระจาย เลยไม่อยากให้มองว่ารถติดแล้วลำบาก มันมีข้อดี หลายคนก็บอกให้หมอจ้างคนรถ แต่หมอมองว่ามันไม่ใช่ ทุกวันนี้ก็ยังเดินทางจากเมืองทองมาที่นี่ชีวิตคือทางด่วน

“หมอจะชอบคุยเรื่องข่าว เช้าขึ้นมามีข่าวนู่นนี่ ก็จะถามลูกว่าถ้าเจอแบบนี้จะทำยังไง โดยเฉพาะลูกสาวคนโต ลูกผู้ชายไม่ค่อยลำบากในการดูแล แต่ลูกสาวจะมีเรื่องเยอะ หรือกระทั่งช่วงที่มีข่าวคนโดนหลอกทางออนไลน์ ก็จะถามเขาว่าต้องทำยังไง แต่เราจะให้เขาคิดก่อน ถ้ามีอะไรที่มันไม่โอเคก็จะได้ตามเขาทัน เพราะสมัยนี้ถ้าเราปล่อยให้เขาอยู่กับโซเชียลมาก ๆ เราจะไม่รู้จักเขาเลย”

เพราะการได้ท่องเที่ยวแบบหนำใจสมัยวัยรุ่น คุณหมอรวมทั้งสามีจึงอิ่มตัวแล้วกับการเดินทาง หากจะต้องไปไหน ก็จะเป็นการทำเพื่อลูก เที่ยวเพื่อลูก กินเพื่อลูก เพื่อเพิ่มช่วงเวลาอันมีค่ากับลูกให้มากที่สุด

นอกจากนี้ ด้วยนิสัยของคุณหมอที่ชอบฟังมากกว่าพูด เมื่อใดที่สมาชิกในครอบครัวมีปัญหากัน หมอลักษณาจะเป็นตัวกลางที่ผ่อนหนักเป็นเบา โดยที่คุณหมอไม่ค่อยเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของปัญหากับใคร และบุคลิกนี้ก็ติดตัวคุณหมอมาในที่ทำงานด้วย

“ปัญหาใด ๆ ก็ตาม เราจะฟังอย่างใจเย็น ถ้าเรามีเรื่องไม่สบายใจก็จะขอเวลาไปคิดก่อน หมอไม่เถียงเลยไม่ค่อยมีเรื่องเยอะ ไม่ค่อยปะทะกับใคร ส่วนตัวก็ไม่ค่อยมีปัญหากับคนไข้ แม้เวลาคนไข้ตำหนิส่วนงานอื่นตั้งแต่หน้าเคาน์เตอร์นู่นนี่ หรือแม้กระทั่งตำหนิหมอ เราก็จะฟังเขาก่อน ฟังจนรู้ว่าด้านไหนเป็นความผิดของเราแล้วก็หมอจะรับนะ หมอขอโทษก่อน แต่ถ้าอันไหนเป็นของพยาบาลก็ขอโทษแทนพยาบาลด้วย”

รับมือคนด้วยลัคนาราศี

“เรื่องหนึ่งที่ชอบแล้วเคยศึกษา คือโหราศาสตร์ อย่างลัคนาราศีกับนพลักษณ์ เราไม่ได้ชอบให้ดูดวง แต่ชอบดูว่าแต่ละคนเป็นยังไง จับดวงลูก ดวงสามี ดวงพี่ชายมาดู ก็รู้สึกว่าเป็นอีกศาสตร์ที่มีส่วนจริง

“เราใช้เรื่องพวกนี้ในการแก้ปัญหา บุคลิกลักษณะแบบนี้ อย่างลูก จะเห็นตั้งแต่เด็กว่าดวงเขาค่อนข้างที่จะเป็นคนตรง ๆ ห้าว ๆ แล้วเขาก็โตมาเป็นแบบนั้นจริง ก็ต้องบอกสามีให้ค่อย ๆ สอนเขาเพราะเขาถูกกำหนดมาแล้วให้เป็นแบบนี้ ลูก 2 คน มาจากสิ่งแวดล้อมเดียวกัน แต่ว่าคนโตคนเล็กไม่เหมือนกันเลย มันเป็นไปตามชะตาราศีเขา”

ความสนใจในศาสตร์แห่งการดูดวงจากวันเกิด เกิดขึ้นเมื่อคุณหมอมีเวลาว่างหลังคลอดลูกคนแรก คุณหมอไปลงเรียนคลาสโหราศาสตร์ไทยจากโหรผู้เขียนดวงรายวันลงหนังสือพิมพ์แห่งหนึ่ง แล้วเธอก็กลับมาศึกษาเองต่อ

“เวลาเจอคนไข้หลาย ๆ แบบ ก็พอจะนึกออกว่าบุคลิกลักษณะแบบนี้จะต้องรับมือยังไง ถ้าเขากังวลเราจะต้องไปยังไง เหมือนเราพอจะอ่านคนออก แล้วก็มีทั้งจิตวิทยาหน่อย ๆ เพราะเราต้องให้คำปรึกษา ถ้าเขาคิดแบบนี้เราก็ต้องไปอย่างนี้ ใช้ในเชิงว่าทำอย่างไรให้คนไข้เข้าใจในตัวโรคและการรักษา”

โหราศาสตร์กับวิทยาศาสตร์อย่างการแพทย์อาจเป็นวิชาที่อยู่คนละด้าน แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าในปัจจุบันนี้ คนเราให้ความสำคัญกับดวงชะตามากแม้แต่ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกเวลาเกิด เวลาผ่าตัด หากมีคุณหมอที่ใช้ทักษะด้านลัคนามาหาทางรับมือคนไข้ให้ตรงกับจริตที่แตกต่าง สุดท้ายแล้วประโยชน์ที่ได้รับก็อยู่ที่คนไข้

ทัศนคติและความคิดของคุณหมอลักษณาได้เปลี่ยนอุปสรรคเป็นโอกาส อย่างชีวิตบนทางด่วน เปลี่ยนข้อจำกัดเป็นแรงผลักดัน เหมือนเมื่อครั้งเป็นคุณหมอในแดนไกล ปรับสิ่งที่ตรงกันข้ามอย่างโหราศาสตร์และการแพทย์ สู่สิ่งที่เข้ากันได้ และทำให้คุณหมอสะสมความสุขแต่วันจากจุดเล็ก ๆ จนกลายเป็นสิ่งที่เรียกว่าสมดุลชีวิตในที่สุด

“ทุกวันนี้ก็ใช้ชีวิตเรียบง่ายไปเรื่อย ๆ ไม่ได้มีอะไรมาก มีความสุขกับทุกวัน ดูแลคนไข้ ดูแลคุณแม่ ดูแลสามี ดูแลลูก จันทร์ถึงเสาร์ทำงาน วันอาทิตย์ก็ไปหาแม่ พยายามที่จะรักษาสมดุลช่วงเวลาที่เรามีกับคนรอบ ๆ แค่ทำทุกวันให้ดีที่สุด”

ติดต่อสอบถาม หรือทำนัดหมายกับเจ้าหน้าที่
ผ่าน LINE @MBRACE

พญ. ลักษณา โชครุ่งวรานนท์

ศูนย์ระบบทางเดินอาหาร

สาขาเฉพาะทาง

ระบบทางเดินอาหาร

ภาษา

ไทย, อังกฤษ

ทำนัดหมาย


– Master Degree of Surgical Science, Hammersmith Hospital, Imperial College School of Medicine, London, UK (1999)
– Diplomate Thai Board of Internal Medicine, BMA Medical College and Vajira- Hospital, BKK (2004)
– Diplomate Thai Board of Family Medicine (2004)
– Diplomate Thai Board of Gastroenterology, Pramongkutklao Hospital (2006)


– MD., Prince of Songkla University

ตารางออกตรวจแพทย์
วัน เวลา แผนก
จันทร์ 08:00 – 15:00 ศูนย์ระบบทางเดินอาหาร
อังคาร 08:00 – 15:00 ศูนย์ระบบทางเดินอาหาร
พุธ 08:00 – 15:00 ศูนย์ระบบทางเดินอาหาร
พฤหัสบดี 08:00 – 15:00 ศูนย์ระบบทางเดินอาหาร
เสาร์ 08:00 – 16:00 ศูนย์ระบบทางเดินอาหาร