หมอสมองสายฮาที่โด่งดังในโลกดนตรี
– นพ. เขษม์ชัย เสือวรรณศรี –
ไม่น่าแปลกใจที่หากผ่านไป ศูนย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาล BNH แล้วได้ยินเสียงหัวเราะดังมาจากห้องตรวจของ นพ. เขษม์ชัย เสือวรรณศรี เพราะแพทย์โรคสมองและประสาทวิทยา (Neurology) คนนี้เป็นหมอสายฮาที่ชอบคุยเรื่องเบาสมอง และอยากให้คนไข้ได้หัวเราะระหว่างการรักษา เรื่องราวชีวิตของเขาหลายอย่างก็เอามาถ่ายทอดเรียกรอยยิ้มให้คนไข้ได้ง่าย ๆ จึงไม่น่าแปลกใจที่มักเห็นคุณหมออารมณ์ดี
โลกของหมอสมอง
“ผมไม่เคยคิดจะเป็นหมอหรอก เป็นคนกลัวผี กลัวเลือด กลัวทุกอย่าง”
แต่หมอเขษม์ชัยก็จับพลัดจับผลูมาเป็นหมอเพราะตามเพื่อน เช่นเดียวกับช่วงมัธยมปลายที่ย้ายมาโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา เพราะเพื่อน ๆ ต่างก็ย้ายมากันเกือบยกชั้น
เมื่อเขามาเรียนที่คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ก็พบว่าตัวเองทั้งเป็นคนสมาธิไม่ค่อยดี ทั้งไม่ชอบการเห็นเลือด พอขึ้นปี 4 ต้องเข้าห้องผ่าตัด หากครั้งไหนใช้เวลานานเขาก็เริ่มเบื่อและง่วง จนบางครั้งเกือบหลับ จึงรู้ว่าตัวเองไม่เหมาะกับการเป็นศัลยแพทย์หรือสูตินรีแพทย์แน่ ๆ
ตอนนั้นมีการแบ่งกลุ่มเพื่อขึ้นวอร์ด นศพ.เขษม์ชัย บังเอิญได้อยู่กลุ่มที่เป็นผู้หญิงทั้งหมด พอมีเคสสมองซึ่งนับเรื่องใหม่ และเป็นเคสยากที่ไม่มีใครอยากทำ เขาซึ่งเป็นผู้ชายเพียงคนเดียวในกลุ่มก็มักต้องเสียสละรับเคส
“กลายเป็นว่าเคสของผม 70-80% เป็นเคสสมอง พอถึงจุดหนึ่งก็รู้สึกว่าเรารู้เยอะกว่าคนอื่น เวลาใครถามอะไรเราตอบได้ เลยภูมิใจและสนุกกับงานนิวโร ที่ต้องรู้ระบบสมองซึ่งไม่ได้ตรงไปตรงมา เพราะสมัยก่อนยังไม่ค่อยมี MRI เลยต้องใช้จินตนาการเยอะ เริ่มรู้สึกว่าสาขานี้สนุกและท้าทาย ก็เลยเอาจริงด้านนี้ แล้วพอมาทำก็ชอบ”
สมัย 30 ปีที่แล้ว หมอนิวโรเป็นสาขาส่งเสริมพิเศษ รัฐจึงส่งเสริมให้โรงเรียนแพทย์เร่งผลิต หมอเขษม์ชัยก็ได้ทุนจากโรงพยาบาลสมุทรสาครมาเรียนด้านสมองต่อทันที ภายใต้เงื่อนไขว่าต้องกลับไปใช้ทุนทบต้น จากปกติที่หมอจบใหม่ต้องใช้ทุน 3 ปี ได้ทุนมาเรียนเฉพาะทางแล้วก็ต้องกลับไปใช้ทุนที่ต้นสังกัดเดิมอีก 6 ปี ในกรณีของเขาจึงต้องใช้ทุนยาว ๆ ไป 9 ปีรวด แต่ก็เป็นเรื่องดีเพราะได้ใช้เวลาสะสมชั่วโมงบินในสาขาเฉพาะทางอย่างเต็มที่
ภาควิชาสมองที่โรงพยาบาลรามาธิบดีตัดสินใจรับคุณหมอเข้าเรียนได้ไม่ยาก เพราะอาจารย์ทุกคนรู้จักดีอยู่แล้วว่าเขาชอบงานนิวโรตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษาแพทย์ พอจบมาเขาก็ไปประจำที่โรงพยาบาลสมุทรสาคร
“ผมอยู่แค่ 5 ปี พอดีมีตําแหน่งที่สถาบันประสาทวิทยา ก็ต้องขอบคุณ นายแพทย์พินิจ หิรัญโชติ ผอ.รพ.สมุทรสาคร ในขณะนั้น ท่านน่ารักมาก ปกติใช้ทุนไม่ครบแล้วไม่มีใครอยากให้ไปหรอก แต่ท่านเห็นว่าสถาบันประสาทวิทยาเป็นงานสายตรงของผม น่าจะทำให้ไปต่อได้อีกไกล ท่านก็เลยให้ย้ายไปใช้ทุนต่อที่นั่น”
หมอเขษม์ชัยทำงานและสอนที่สถาบันประสาทวิทยาได้เกือบ 4 ปี ซึ่งหากเขาอยู่อีก 3 เดือน ก็จะครบ 9 ปี ของการใช้ทุนครบกำหนด แต่โอกาสจากโรงพยาบาล BNH ที่ให้เขาบุกเบิกแผนกสมองที่นี่ก็ทำให้เข้าต้องเลือก แม้จะต้องคิดหนัก แต่การตัดสินใจเมื่อ พ.ศ.2545 ในครั้งนั้นก็ทำให้เขากลายมาเป็นอายุรแพทย์ระบบประสาทและสมองคนแรกของโรงพยาบาล BNH และอีก 7 ปีต่อมา เขาก็ไปศึกษาต่อด้านโรคสมองเสื่อมที่ University of Florida กับศาสตราจารย์ Kenneth Heilman ซึ่งเป็น 1 ในสุดยอดปรมาจารย์ด้านความจำของโลก
กลับมาอยู่เมืองไทยแล้ว หมอเขษม์ชัยได้ไปเป็นแพทย์ด้านสมองเสื่อมที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งเป็นเวลานาน จนต่อมาก็ได้มารับผิดชอบงานบริหารด้วย จังหวะที่ถึงจุดอิ่มตัว ทาง นพ.นพรัตน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาล BNH ก็ทาบทามให้เขากลับมาทำงานที่นี่อีกครั้ง โดยมีเป้าหมายใหญ่คือการก่อตั้ง Memory Clinic เพื่อดูแลโรคทางสมอง โดยเฉพาะเรื่องความจำและสมองเสื่อมอย่างครอบคลุม และบูรณาการได้รอบด้านกับแผนกอื่น ๆ ตามนโยบาย Complete Care ของโรงพยาบาล BNH
“กลับมานี่อบอุ่นมาก เจ้าหน้าที่จําผมได้เยอะมาก วันแรกที่เอาเอกสารมาเซ็น มีแต่คนเขามาทักผม ก็ยังตกใจเพราะผมหายไปตั้ง 15 ปี ผมว่าจุดเด่นของ BNH คือความกลมเกลียวของหมอและเจ้าหน้าที่ที่นี่ ด้วยความที่มันไม่ถึงกับใหญ่มาก เราก็อยู่กันแบบครอบครัว พี่น้องใหม่ ๆ ที่มาเจอก็น่ารักทุกคนเลย ไปนั่งในห้องอาหารก็คุยได้กับทุกคน บรรยากาศมันดีมาก ผมคิดว่าอยู่อย่างมีความสุขแน่ ๆ และคิดว่าตัดสินใจถูกแล้วที่กลับมา มันมีอะไรท้าทายให้ทํา”
หมอเขษม์ชัยยังเป็นผู้บุกเบิกสมาคมแพทย์โรคสมองเสื่อม ย้อนกลับไปเมื่อสมัยที่เขาประจำที่สถาบันประสาทวิทยา เขามีความสนใจด้านโรคสมองเสื่อม ซึ่งขณะนั้น ประเทศไทยยังไม่มีการรวมกลุ่มของแพทย์เฉพาะทางด้านนี้ ศ.นพ.ประเสริฐ บุญเกิด ซึ่งเป็นอาจารย์ของหมอเขษม์ชัย จึงได้รวบรวมแพทย์ที่สนใจทางด้านสมองเสื่อมตั้งเป็นชมรมขึ้นมา โดยหมอเขษม์ชัยเป็นผู้เขียนโครงการเสนอกรมการแพทย์ จนได้ตั้งชมรมโรคสมองเสื่อม มีสมาชิกรวม 10 กว่าท่าน ต่อมามีจำนวนแพทย์ในชมรมมากขึ้น ก็ยกระดับเป็นสมาคมโรคสมองเสื่อม
ในฐานะที่เป็นหนึ่งในผู้ทรงคุณวุฒิด้านโรคสมองเสื่อม หมอเขษม์ชัยมักได้รับคำเชิญให้ไปสอนเลคเชอร์นักศึกษาแพทย์ในโรงเรียนแพทย์ต่าง ๆ และที่สถาบันประสาทวิทยา จนถึงปัจจุบัน
“เวลาไปสอน ผมจะเน้นฮา เน้นสอนให้เขาสนุกมากกว่า อย่างเลคเชอร์นี่ ถ้าเราพยายามให้ความรู้เขา 100 เขาอาจจะได้สัก 60 เพราะว่ามันเครียด ต้องใช้ความคิดเยอะ แต่ผมไม่ได้อัดเต็มที่ ผมไม่ได้ให้เขาเต็มร้อย เอาเท่าที่จําเป็นต้องรู้ อาจจะแค่ 80 แล้วก็สอนให้มันสนุก จําง่าย มีทะลึ่งตึงตังบ้าง พวกเด็ก ๆ ก็ชอบ เขาก็น่าจะเก็บได้ทั้ง 80 เวลาสอนเสร็จมีฟีดแบ็ก ส่วนใหญ่เขาจะเขียนว่าสนุกมาก ตลกมาก แทนที่จะบอกว่า สอนดี ได้ความรู้ ผมอ่านแล้วก็ขํา เหมือนเป็นเอกลักษณ์ในการสอนของผม”
ดูแลคนไข้ให้หัวเราะ
หมอเขษม์ชัยสอนนักศึกษาแนวขำ ๆ และก็รักษาคนไข้แนวสนุก เป็นกันเองด้วย
“บุคลิกผมเป็นคนเฮฮา ไม่ได้ซีเรียสอะไร ยิ้มง่าย คุยก็คุยแบบไม่เป็นทางการ มีคุยเล่นบ้าง มีปล่อยมุกขํา ๆ คุยกันไม่นานคนไข้ก็จะรู้สึกสนิทใจ มันทำให้เขากล้าพูด กล้าคุย แล้วก็รู้สึกเชื่อใจนะ คนไข้โรคสมองเสื่อมส่วนใหญ่ก็เป็นผู้สูงอายุ พอเจอหมอแบบนี้ เขาก็สบายใจ ไม่กลัวหรือเกร็งอะไรมาก แล้วผมให้เวลารับฟังคนไข้ บางทีฟังเยอะไปจนคนต่อไปบ่นก็มี”
คนไข้ที่มีปัญหาทางสมอง ก็มีตั้งแต่อาการสามัญอย่างไมเกรนที่สามารถรักษาให้อาการทุเลาจนกลับมาใช้ชีวิตปกติได้ อย่างเคสคนไข้รายหนึ่งที่อายุยังไม่ถึง 40 ปี มีอาการปวดไมเกรนมานานนับสิบปี จากที่ชอบจิบไวน์ก็ต้องเลิก งานก็ทำไม่ได้เลย แต่พอได้รับการรักษากับคุณหมอ แน่นอนว่าอาการปวดหัวไม่สามารถหายขาดได้ แต่บรรเทาลงจนกลับมาจิบไวน์ได้ ทำงานได้ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีกลับมาได้
“เขาอาจไม่ได้ดื่มไวน์มากเท่าเดิม หรือแบบเทน้ำเทท่า แต่ก็เริ่มจิบหรือดื่มได้พอสมควร มีความสุขกับของชอบได้ แล้วเขาก็ดีใจมาก ผมเห็นแววตาเขาเป็นประกายตอนมาเล่าให้ฟังด้วย จากที่มาตอนแรกนี่ผมเห็นอาการแล้วสงสารเขาเลย”
ส่วนโรคที่ร้ายแรงอย่างอัลไซเมอร์ ที่การรักษาในปัจจุบันยังทำได้เพียงประคองอาการเพื่อให้คนไข้และคนใกล้ตัวมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุด อย่างเคสหนึ่ง คนไข้อัลไซเมอร์มาด้วยปัญหาทางพฤติกรรม มีอารมณ์รุนแรงก้าวร้าว เดินไปเดินมาทั้งคืนไม่ยอมนอน ทำเอาญาติก็ไม่ได้นอน ตามดูแลก็ไม่ไหว แต่พอมารับการรักษา พฤติกรรมของคนไข้ก็ดีขึ้นมาในระดับที่ยอมนอน และญาติสามารถดูแลต่อเองได้
“ปัจจุบันตัวโรคยังไม่สามารถรักษาให้หายขาด ในเรื่องของพฤติกรรมที่ดูแลยาก ก็ต้องให้ยาตามอาการ ถ้าดีขึ้นก็ลดหรือหยุดได้ แต่ถ้ายาประคองโรคอาจจะต้องให้ยาว เพื่อให้มีช่วงเวลาดี ๆ นานที่สุด แต่จนถึงจุดหนึ่งก็ต้องยอมรับว่าอาการต้องแย่ลง ที่สําคัญคือต้องคุยกับญาติให้เข้าใจตรงกัน เพราะบางรายคาดหวังเยอะมากจนเกินความเป็นจริง ก็ต้องแนะนําวิธีรับมือ ความท้าทายคือจะทําให้ทั้งตัวคนไข้และญาติอยู่กันอย่างเป็นสุขได้แค่ไหน”
ไม่ว่าคนไข้จะมาด้วยอาการรุนแรงอย่างไร หมอเขษม์ชัยก็ยังเชื่อมั่นกับการรับมือด้วยรอยยิ้มและความเฮฮา เพราะทุกครั้งที่คนไข้มาพบคุณหมอ อย่างน้อยในแง่จิตใจเขาก็จะดีขึ้นทันที ไม่หดหู่กลับไป และทำให้คนไข้ให้ความร่วมมือในการรักษา
“ยิ่งคนไหนมาแนวเดียวกัน คุยกันยาวเลยนะ อาจคุยเรื่องโรคสัก 30% อีก 70% คุยเล่นกัน”
เกือบได้เป็นนักฟุตบอลอาชีพ
“เมื่อก่อนถ้ามีใครถามว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร ผมจะตอบว่านักบอลอาชีพ ผมอยากไปเล่นให้ลิเวอร์พูล แต่สมัยก่อนมันบินไปยาก”
หมอเขษม์ชัยพูดติดตลก แต่เป็นเรื่องจริงที่เขาชอบฟุตบอลมาก เขาเป็นนักฟุตบอลประจำโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนมาตั้งแต่ประถม เล่นมาครบตั้งแต่รุ่นจิ๋ว รุ่นเล็ก รุ่นกลาง และได้เป็นตัวแทนโรงเรียนไปแข่งกีฬาของกรมพลศึกษาทุกปี
“มีอาจารย์ที่ผมเคารพมากมายหลายท่าน โดยขออนุญาตเอ่ยชื่ออาจารย์ที่ผมเคารพรักที่สุดท่านหนึ่ง คือ อาจารย์ภูษิต จันทร์จิเรศรัศมี ที่ดูแล ฝึกฝน พัฒนาฝีเท้าให้ผมมาตลอด รวมทั้งเป็นตัวอย่างความเป็นครู ความเป็นคนดีของสังคม อาจารย์ดูแลลูกศิษย์ทุกคนเหมือนลูก ซึ่งลูกศิษย์ทุกคนรักและเคารพอาจารย์เหมือนพ่อเช่นกัน”
การแข่งขันครั้งหนึ่งที่เขาจำได้ไม่ลืมคือสมัย ม.3 สมัยนั้นใคร ๆ ก็อยากไปแข่งฟุตบอล Coke Cup ที่สนามศุภชลาศัย เขษม์ชัยในวัยเด็กก็ได้รับโอกาสเป็นตัวแทนโรงเรียน เพราะเขาชนะการแข่งขันเดาะบอลของโรงเรียน เดาะทีก็มักทำได้ 400-500 ครั้ง โดยที่ลูกบอลไม่ตกพื้น
“ตอนนั้นคิดว่าเราเจ๋ง เหมือนเป็นคนดังเวลาอยู่ที่โรงเรียน ทุกเที่ยงมาซ้อม นักเรียนในโรงเรียนก็แห่มาดูกัน แล้วก็เฮกัน”
ในวันแข่งจริง เขษม์ชัยต้องแข่งกับตัวแทนจากอีก 10 โรงเรียน แบ่งสนามฟุตบอลเป็น 11 โซน โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนได้ตำแหน่งติดอัฒจันทร์ใหญ่ ซึ่งเป็นที่นั่งขององคมนตรีที่มาเป็นประธานในงาน
“วันนั้นตื่นเต้นมาก ปรากฏว่าพอจะแข่ง กรรมการมาบอกให้ใส่รองเท้าบอล ซึ่งตอนซ้อมผมใช้ผ้าใบเพราะว่ามันเดาะง่ายกว่า พอจะลงสนามก็ไม่มีรองเท้าบอล ต้องไปยืมเพื่อนมา รองเท้าเบอร์ใกล้กัน แต่มันใส่ไม่พอดีและไม่ถนัดหรอก ผมใจเสียเลย ตอนนั้นก็คิดว่าเอาเท่าที่ได้ ไม่ได้แชมป์ก็ไม่เป็นไร เดาะช็อตแรกลูกปลิ้นไปนู่น ผมก็วิ่งไปงัดขึ้นมา ทุกช็อตคนดูก็ฮือกัน คือทุกคนส่งสายตามาที่ผมหมดเพราะไม่นิ่งอยู่คนเดียว อีก 10 คนยืนเดาะนิ่ง ๆ สบาย ๆ หมด สุดท้ายเดาะได้ 4 ครั้ง บอลก็ตกพื้น ออกคนแรกเลย…โคตรอาย… ตอนนั้นคิดในใจว่า ให้แม่มาแข่งยังน่าจะเดาะได้มากกว่านี้เลย”
หมด 4 ครั้ง เขษม์ชัยก็หายตัวจากสนามไปซ่อนในห้องแต่งตัวจนถึงเวลากลับบ้าน ความอับอายคราวนี้ทำลุงคนขับรถโรงเรียนที่เป็นแฟนพันธุ์แท้ทีมบอลโรงเรียนโกรธจนถึงกับไม่ยอมมองหน้าเขา
“นั่นแหละประสบการณ์สุด ๆ ของผมครั้งหนึ่ง”
ความฝันสูงสุดในตอนนั้นของเขษม์ชัย คือเป็นตัวแทนโรงเรียนลงแข่งในงานฟุตบอลจตุรมิตร ซึ่งถือเป็นเสมือนฟุตบอลโลกของโรงเรียนสี่สถาบัน แต่ก็ต้องรอให้ถึงมัธยมปลายก่อน จุดพลิกผันคือช่วง ม.3 เพื่อนคนหนึ่งซื้อใบสมัครสอบเข้าโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษามาเกิน เลยมาขายเขาต่อ แล้วเขาก็ดันสอบติด การเล่นฟุตบอลจตุรมิตรคือเหตุผลให้เขาไม่อยากย้ายโรงเรียน แต่เมื่อเพื่อนแทบยกห้องย้ายโรงเรียนกันหมด ความรู้สึกเคว้งคว้างก็ทำให้เขาย้ายโรงเรียนตามเพื่อน ก็เลยอดแข่งในงานจตุรมิตร ซึ่งยังเป็นแผลในใจของเขาจนทุกวันนี้
เส้นทางสายบอลของเขษม์ชัยยังไม่จบ เขาผ่านการคัดเลือกตัวแทนนักกีฬาฟุตบอลเยาวชนทีมชาติรอบ 40 คนสุดท้ายสมัยอยู่ ม.5 พร้อม ๆ กับสอบเทียบได้ที่คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี หากต้องการคัดตัวนักฟุตบอลต่อเพื่อให้ไปถึงระดับทีมชาติซึ่งเป็นความใฝ่ฝันของเขา เขาคงทำไปพร้อมกับเรียนแพทย์ไม่ได้ แต่ถ้าจะรออีก 1 ปี เพื่อทุ่มเทให้ฟุตบอลอย่างเดียวจนถึงที่สุด หากมันไม่เป็นดั่งหวัง โอกาสที่จะกลับมาสอบติดแพทย์อีกครั้งก็คงไม่มี เพราะเขาคงไม่มีเวลาอ่านหนังสือเลย
“แล้วอีกอย่างคือเพื่อนก็ไปเรียนหมอกันเยอะ ผมค่อนข้างติดเพื่อน ก็เลยสละสิทธิ์คัดบอลไป”
หลังจากนั้น เส้นทางไปเล่นบอลอาชีพให้ลิเวอร์พูลของหมอเขษม์ชัยก็จบลง กีฬาฟุตบอลกลายเป็นเพียงงานอดิเรกของเขาที่ยังคงเล่นมาจนถึงทุกวันนี้
“แต่ที่ไม่ได้เล่นบอลจตุรมิตรตอนนั้น หลัง ๆ เขามีจัดจตุรมิตรอาวุโส ผมก็ได้กลับมาเล่นตอนแก่”
วงหมอแก่
หากใครเคยเห็นคลิปที่เป็นไวรัลช่วงหนึ่งผ่านตาเมื่อปี พ.ศ.2566 ที่มีทีมหมอในชุดสครับแบบที่ใส่กันในห้องผ่าตัด เล่นดนตรีอยู่กลางสยามสแควร์ ในงานแสดงดนตรีเปิดหมวก ซึ่งกลุ่มเป้าหมายหลักคือวัยรุ่นมหาวิทยาลัย แต่กลุ่มหมอสูงวัยวง Old Doc กลับเป็นวงที่ได้รับเสียงฮือฮาในวันนั้นมากที่สุด จนเพจ ‘หมอเวร’ เอาไปโพสต์ และรายการเรื่องเล่าเช้านี้เอาไปออก ทำให้วงดนตรีของกลุ่มแพทย์ที่ไม่ค่อยมีคนรู้จัก กลายเป็นกระแสในชั่วข้ามคืน และหมอเขษม์ชัยคือมือกลองในวงนี้
หมอเขษม์ชัยเรียนเปียโนคลาสสิคมาแต่เด็ก แต่พอมีโอกาส ก็ตั้งวงดนตรีโฟล์กซองสมัยอยู่โรงเรียนเตรียมอุดมซึ่งเขาเล่นกีตาร์ แล้วหลังจากสอบเทียบตอน ม. 5 ติดคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เขาก็ทำวงแบบจริงจังตั้งแต่เข้าปี 1 กับเพื่อนนักศึกษาแพทย์ ชื่อ Stethoscope โดยเขาเล่นคีย์บอร์ด เขาอยู่กับคีย์บอร์ดมาถึง 20 ปี จนวันหนึ่งมือกลองออกไปแล้วหาคนแทนไม่ได้ เขาก็เลยมาเป็นมือกลองแทน และทำหน้าที่นี้มาเรื่อย ๆ จนเข้าปีที่ 16
ต่อมา วง Stethoscope เปลี่ยนชื่อเป็น Success เพื่อไปเป็นตัวแทนมหาวิทยาลัยมหิดล ประกวด Coke Music Award มา 2 ปี ได้ขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดที่อันดับ 3 ของประเทศไทย โดยปีนั้น วง Modern Dog จากจุฬาฯ ได้แชมป์ ส่วนอันดับสองในปีนั้น คือวงที่ต่อมาแยกไปเป็นวง Blackhead และ Smile Buffalo
“แต่ปีนั้นเป็นปีเดียวที่ผมไม่ได้เล่น เพราะกําลังจะสอบบอร์ดนิวโร รุ่นน้องยังแซวกันทุกวันนี้ว่าโชคดีที่ผมไม่ได้เล่น เลยเข้าไปได้ถึงที่ 3”
หลังจากนั้นสมาชิกวงแต่ละคนก็ต้องแยกย้ายไปใช้ทุนตามต่างจังหวัด มีกลับมารวมตัวเฉพาะกิจบ้างเมื่อได้รับการติดต่อให้ไปเล่นตามงาน จนเวลาผ่านไปนับ 10 ปี หมอทุกคนกลับมาประจำถาวรที่กรุงเทพฯ ช่วงนั้นมีงานประกวดดนตรีสมัครเล่นของ M150 ซึ่งไม่จำกัดอายุ สมาชิกเลยกลับมารวมตัวกันอีกครั้งเพื่อประกวดงานนี้
“ก็มาคิดชื่อวงกันให้เข้ากับพวกเรา เลยเป็น Old Doc ซึ่งที่จริงตอนนั้นปี พ.ศ.2545 เราก็ยังไม่แก่กันขนาดนั้น ถ้ามาตอนนี้คงต้องเป็น Oldest Doc (หัวเราะ)”
งานนั้น Old Doc ประกวดได้ลำดับ 4 ของเวทีพัทยา ถึงจะไม่มีรางวัลอะไรมากมาย แต่ก็ทำให้พอมีคนรู้จักและชวนไปออกงาน พวกเขาเคยไปเล่นประจำที่ผับแถวทองหล่ออยู่ 7-8 ปี และเล่นตามอีเวนต์ต่าง ๆ สมาชิกก็มีเปลี่ยนแปลงบ้าง จนมาปัจจุบันก็ยังเล่นประจำที่ร้านบ้าง และมีงานอีเว้นท์สม่ำเสมอ
การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้นเมื่อได้ไปเล่นงานดนตรีเปิดหมวก ที่ Siam Square Walking Street ความแหวกแนวทั้งด้านอายุและอาชีพทำให้ Old Doc กลายเป็นกระแสในชั่วข้ามคืน ยอดผู้ติดตามบน Facebook Page เพิ่มจาก 500 คน กลายเป็น 15,000 คน และมีงานติดต่อเข้ามามากมาย
“ตอนนั้นเหมือนชีวิตเซเลบ ทุกคนรู้จักพวกเรา น่าจะเป็นกระแสอยู่สักพักนึง เราก็ตักตวงเอาไว้ให้เต็มที่ จากมีงานเดือนนึง 1-2 งาน กลายเป็น 10 งาน ยิ่งช่วงเดือนธันวาใกล้ปีใหม่ มี 15 งาน เป็นชีวิตที่สนุกนะ แต่ตอนหลังก็เริ่มปฏิเสธงานบ้างเพราะมันไม่ไหวแล้ว มาดังตอนแก่ ก็เลยเหนื่อยหน่อย”
หลังจากนั้นวงก็รับงานเพียง 3-4 งานต่อเดือน มีไปเล่นตามผับบ้าง ร้านอาหารบ้าง มีเล่นประจำที่ Autobahn Cuisine & Studio (ร้านป้อมออโต้บาน) และเพราะวงนี้ไม่ใช่นักดนตรีมืออาชีพ จึงเล่นแบบเป็นกันเอง บางทีก็ให้แขกขึ้นมาแจมด้วย ผู้ชมส่วนหนึ่งก็เป็นแฟนคลับขาประจำที่ติดตามมาตลอด
มีลูกเป็นเพื่อน
“ผมเลี้ยงลูกเหมือนเป็นเพื่อน มีลูกชายสามคน เฮฮา บ้าบอไปด้วยกัน ปล่อยให้เขาคิดเอง ไม่เคยบังคับว่าต้องเรียนเก่ง หรือต้องเรียนอะไร อยากให้เขาเรียนสิ่งที่ชอบ ถนัด เอาไปเลี้ยงชีพได้ หลัก ๆ คือให้เลี้ยงตัวเองได้ และมีความสุข เป็นคนดี ซื่อสัตย์ แค่นั้นพอแล้ว”
ถึงงานหมอ งานบริหาร และงานดนตรี จะทำให้เขายุ่งแค่ไหน แต่หมอเขษม์ชัยก็มักหาเวลาไปทำกิจกรรมกับลูก ๆ หากวันไหนที่ลูกมีแข่งกีฬา แข่งดนตรี เขาก็พยายามลางานไปดู
“นึกถึงสมัยที่ผมมีแข่งอะไรแล้วพ่อผมไปดู พอหันไปเห็นพ่อบนอัฒจันทร์ มันมีกําลังใจ มีความสุข ผมก็อยากให้ลูกรู้สึกอย่างนั้น เวลาเขาแข่งอะไร ผมก็จะตามไปดูเท่าที่ทําได้”
พ่อแม่ของหมอเขษม์ชัยก็สนับสนุนให้เขามีความคิดเป็นของตัวเองและตัดสินใจเองตั้งแต่เด็ก หากไม่มั่นใจถึงมาปรึกษา ซึ่งทำให้เขากล้าเปิดอกคุยกับพ่อแม่ เขารู้สึกมีความสุขที่เติบโตมาในแบบนี้ พอต้องเป็นพ่อคน ก็อยากเลี้ยงลูกแบบเดียวกับที่พ่อแม่เลี้ยงตัวเองมาเช่นกัน
“วันพ่อวันแม่ ผมจะมักจะเขียนลงเฟซบุ๊กว่าพ่อแม่สอนอะไรมาบ้าง คนมักบอกว่าผมเป็นคนอารมณ์ดี สุภาพ EQ ดี คือได้มาจากพ่อแม่สอน เขาสอนให้มีความซื่อสัตย์ รู้บุญคุณคน ต้องตรงเวลา ต้องพูดเพราะ ต้องให้เกียรติคนอื่นซึ่งสําคัญมาก ดังนั้นไม่ว่าจะคนสวนคนครัว ผมไหว้หมด แล้วก็ช่วยเขาทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นใคร”
ในบรรดาคำสอนทั้งหมด สิ่งที่พ่อแม่ไม่เคยทำ คือบอกให้เขาต้องสอบให้ผ่านหรือต้องสอบให้ได้ที่หนึ่ง มีบอกแค่หากครั้งไหนทำคะแนนไม่ดีก็ให้ช่างมัน ครั้งหน้าค่อยเอาใหม่ พอมาสอนลูกเอง เขาก็เลยไม่เคยดุ มีเพียงให้กําลังใจลูก ทำให้ลูกคิดได้เองว่าอะไรควรหรือไม่ควรทำ
“ผมอยากเป็นหมอที่คนไข้เข้ามาหาแล้วรู้สึกอบอุ่น มาแล้วมีความสุข ไม่ต้องเกร็ง แค่นั้นเอง แล้วรู้สึกว่าผมเป็นหมอที่เข้าใจเขา เก่งไม่เก่ง เดี๋ยวเขาตัดสินเอง”
ผลลัพธ์ของการรักษาอาจเป็นเป้าหมายปลายทางที่กำหนดได้ยาก แต่ตัวตนและความเข้าใจของหมอเขษม์ชัยได้เพิ่มรอยยิ้มบนเส้นทางของการรักษาที่มีทั้งขึ้นและลง และส่งผลให้คนไข้มีกำลังใจในการรักษาเพื่อผลลัพธ์ปลายทางที่ดีที่สุด
ติดต่อสอบถาม หรือทำนัดหมายกับเจ้าหน้าที่
ผ่าน LINE @MBRACE
ทำนัดหมายแพทย์ออนไลน์ | Appointment
นพ. เขษม์ชัย เสือวรรณศรี
KETCHAI SUAVANSRI, M.D.
ความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง
ประสาทวิทยา
ความสนใจเฉพาะทาง
ปวดศีรษะ
การศึกษาหลังปริญญา
ประสาทวิทยา, คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
วุฒิบัตร
แพทยสภา, ประสาทวิทยา, คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
ภาษา
ไทย
อังกฤษ
เพศ
ชาย
ตารางออกตรวจ
ศูนย์ระบบประสาท
| วัน | เวลา |
|---|---|
| จันทร์ | 08:00 - 19:00 |
| อังคาร | 08:00 - 19:00 |
| พุธ | 08:30 - 12:00 |
| พฤหัสบดี | 08:00 - 19:00 |
| ศุกร์ | 08:30 - 12:00 |
| เสาร์ | - |
| อาทิตย์ | - |
นี่คือตารางออกตรวจปกติของแพทย์ วันเวลาที่ออกตรวจจริงอาจมีการเปลี่ยนแปลง กรุณาตรวจสอบวันเวลาที่ว่างเมื่อทำการนัดหมาย