– พญ. กัญลดา ว่องวรภัทร –
คนไข้มักคุ้นเคยกับรอยยิ้มกว้าง แสดงถึงความจริงใจและใจดีของหมอฝ้าย พญ. กัญลดา ว่องวรภัทร แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิคุ้มกัน ประจำศูนย์รักษาโรคหอบหืดและภูมิแพ้ โรงพยาบาล BNH เหตุที่ทำให้เธอยิ้มได้กว้างนี้ เพราะว่าคุณหมอมีความสุขในทุกวัน และนี่คือเรื่องราวจุดเริ่มต้นความสุขของเธอ
ความสุขเมื่อลองออกจากกรอบ
สมัยประถม ฝ้ายชอบทํากิจกรรม เธอเคยประกวดหนูน้อยนพมาศ แฟนต้ายุวทูต ประกวดเต้น ประกวดร้องเพลง แต่เมื่อย้ายไปโรงเรียนใหม่ในช่วงมัธยมต้น ที่โรงเรียนใหม่ของเธอมีแต่เด็กเรียนเก่ง
“เรากลัวสอบตก ตอนนั้นก็เลยขยันสุดตัว แล้วก็สอบได้ที่หนึ่งของชั้น หลังจากนั้นก็รู้สึกว่าต้องรักษาตําแหน่ง เลยเปลี่ยนบุคลิกไปเลย”
ตั้งแต่นั้น ฝ้ายกลายเป็นเด็กเรียนที่แทบไม่ได้ทำกิจกรรมอะไร เพราะกลัวว่าจะส่งผลกระทบต่อการเรียน เธอปฏิเสธทุกโอกาสที่ผ่านเข้ามาในชีวิตหากสิ่งนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเรียนโดนตรง เธอเคยถูกทาบทามให้เป็นเชียร์ลีดเดอร์ในงานโรงเรียน แต่เธอก็ไม่ไป รุ่นพี่ชวนไปแข่งกีฬา แต่เธอก็ไม่เอา จนวันหนึ่ง คำถามหนึ่งจากเพื่อนสนิทก็ทำให้เธอมองโลกใหม่
“ฝ้าย เธอควรจะต้องมีความสุขกับชีวิตบ้าง เพราะคนเราไม่รู้จะอยู่ได้นานเท่าไร”
ด้วยความที่ตั้งใจเรียนมาโดยตลอด ฝ้ายจึงสอบติดคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พอผ่านการสอบที่กำหนดอนาคตครั้งสำคัญไปได้ ก็เหมือนได้ปลดล็อคในชีวิตเธอ เธอลองให้โอกาสตัวเองได้ลองทำสิ่งต่าง ๆ มากขึ้นตามที่เพื่อนเคยบอก เธอเข้าร่วมกิจกรรมของมหาวิทยาลัยมากเท่าที่ทำได้ เธออยู่ในชมรมดูแลนักศึกษาแพทย์แลกเปลี่ยนจากต่างประเทศ และทำโครงการส่งเสริมสุขภาพให้ประชาชน การได้พาตัวเองออกจาก Comfort Zone ช่วยให้เธอรู้จักผู้คนใหม่ ๆ ได้ประสบการณ์ใหม่ ๆ และมีมุมมองใหม่ ๆ ในการใช้ชีวิต
“พอเรียนหมอ ก็พบว่าสิ่งที่ทําให้เรามีความสุขก็คือเด็ก แค่เห็นเด็กยิ้ม หรือว่าเห็นเขาอาการดีขึ้น จากโทรมกลับมาสดชื่นมีชีวิตชีวา มันมีความสุขมาก”
ด้วยผลการเรียนระดับต้น ๆ ของคณะ ทำให้หมอฝ้ายผ่านเข้าโครงการเรียนต่อเฉพาะทางได้เลยโดยไม่ต้องไปใช้ทุน เธอเรียนต่อสาขากุมารเวชที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แล้วจึงค้นพบความสนใจในโรคภูมิแพ้ต่อ
“หมอชอบเรื่องของระบบภูมิคุ้มกัน เพราะรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่มหัศจรรย์ แล้วก็เกี่ยวข้องกับอวัยวะทุกอย่าง หากระบบภูมิคุ้มกันไวเกินก็ทําให้เป็นโรคภูมิแพ้ ถ้าน้อยเกินก็จะเป็นโรคภูมิคุ้มกันต่ำ ติดเชื้อง่าย แต่ Immune Therapy ก็ทําให้ร่างกายที่เคยแพ้กลายเป็นทนได้ เราเลยรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่มหัศจรรย์ แล้วก็ตัวเองกับคุณพ่อก็เป็นโรคภูมิแพ้ด้วย”
ที่เชียงใหม่ไม่มีหลักสูตรด้านภูมิคุ้มกัน หมอฝ้ายจึงมาสมัครเรียนที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และต้องใช้เวลาถึง 2 ปี กว่าจะได้เข้าเรียนต่อ ระหว่างนั้นเธอได้รับข้อเสนอทุนเรียนต่ออีกสาขาจากโรงพยาบาลเชียงใหม่ ซึ่งหากเธอรับข้อเสนอ ก็จะได้ไปเรียนไกลถึงสหรัฐอเมริกา แต่หมอฝ้ายก็ยังยืนยันที่จะเป็นหมอภูมิแพ้ และลองสมัครเรียนที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ในปีถัดมา ซึ่งก็ได้รับคัดเลือกในที่สุด และกลายเป็นจุดเปลี่ยนของเธออีกครั้งเมื่อต้องมาใช้ชีวิตไกลบ้านเป็นครั้งแรกในกรุงเทพฯ
“อยู่กรุงเทพฯ ก็รู้สึกว่ามันเป็นโลกใหม่ หมอเริ่มมาทําอะไรกิจกรรมต่าง ๆ ที่กรุงเทพฯ นี่แหละ”
ในสังคมใหม่ที่แทบไม่รู้จักใคร หมอฝ้ายลองพาตัวเองออกไปเจอโลกใบใหม่ เธอได้เรียนดำน้ำ เจ็ทสกี แอเรียลฮูป และโยคะฟลาย
“กิจกรรมพวกนี้มันท้าทาย สนุก และทำให้เรามีความสุข ที่สำคัญก็รู้สึกว่ามีความกล้า ช่วยให้เราไม่กลัวพวกโรคยาก ๆ ด้วย”
ความสุขเมื่อเห็นรอยยิ้มของคนไข้
เด็กชายคนหนึ่ง เดินทางมารักษาจากประเทศเพื่อนบ้านด้วยอาการเป็นลมบ่อยครั้งหลังจากออกกำลังกาย หมอฝ้ายซึ่งเป็นผู้ดูแลเคสนี้สังเกตว่าน้องมีอาการตัวแดง ซึ่งต่างจากสภาวะของคนเป็นลมหมดสติปกติที่มักตัวซีด ทำให้คุณหมอได้ข้อสันนิษฐานว่าการเป็นลมไม่ได้เกิดจากปัญหาด้านหัวใจและหลอดเลือด หรือโรคลมชัก
“หมอเลยสืบประวัติว่าเขาเคยแพ้อะไรมั้ย ก็ได้ความว่าส่วนใหญ่ก่อนไปเตะบอล เขามักกินขนมปัง พอมาทำเทสภูมิแพ้และทดสอบออกกำลังกาย เลยได้รู้ว่าถ้าเขากินแป้งสาลีเฉย ๆ จะไม่มีอาการ แต่ว่าหากกินแป้งแล้วไปออกกําลังกาย ก็จะเกิดอาการแพ้รุนแรงขึ้นมา การรักษาก็คือให้งดแป้งสาลีก่อนออกกําลังกายอย่างน้อย 4 ชั่วโมง พอหลังจากที่เราแนะนําไป เขาก็ปรับชีวิต ก่อนเตะบอลก็จะไม่ไปกินอาหารกลุ่มแป้ง แล้วกินข้าวแทน ก็ไม่เกิดอาการขึ้นอีก แต่ช่วงหลัง พอเขารู้แล้วว่าถ้ากินแป้งแล้วเป็นลม พอฉีดยาก็หาย เขาก็มาขอยาบ่อยมาก หมอก็เลยบอกว่านี่มันไม่ใช่วิธีการรักษาแล้ว เขาเป็นภาวะรุนแรง ควรจะต้องหลีกเลี่ยงมากกว่า”
เพราะหมอฝ้ายสามารถสังเกตการแสดงออกของโรคที่ผิดไปจากปกติได้เร็ว ตามด้วยวิธีการสื่อสารกับคนไข้และครอบครัวให้เข้าใจความเป็นไปของโรคได้กระจ่าง ทำให้คนไข้ได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในระยะยาวจากการปรับพฤติกรรม
ในฐานะที่เป็นแม่ หมอฝ้ายย่อมเข้าใจความรู้สึกของแม่ที่อยากให้ลูกเติบโตอย่างสมบูรณ์ที่สุด แต่สำหรับเด็กที่มีอาการแพ้อาหารนั้น เขาจำเป็นต้องหาอาหารทดแทนสิ่งที่แพ้เพื่อให้ได้รับสารอาหารครบถ้วนต่อการเจริญเติบโต
“อันนี้ก็ท้าทายมากว่าเขาจะทานอะไรได้ แล้วจะทํายังไงให้เขาเติบโตตามวัยของเขาโดยไม่ขาดสารอาหาร รวมถึงการดูแลของครอบครัวว่าจะทํายังไงให้ชีวิตไม่ลําบาก เราก็ต้องมาทําเทสดูว่ามีอันไหนที่เขาไม่แพ้บ้าง แล้วถ้าแพ้ตัวนี้ อาหารทดแทนจะเป็นอะไร ก็ต้องติดตามน้ำหนักส่วนสูง ทำงานร่วมกับนักโภชนาการ ใช้สหวิชาชีพมาช่วยกัน”
โรคภูมิแพ้นับว่ามีความเกี่ยวข้องกับหลายสาขา เช่น การแพ้อาหารก็ต้องดูแลร่วมกับนักโภชนาการ โรคภูมิแพ้จมูกก็เกี่ยวข้องกับคุณหมอทางเดินหายใจ ผื่นลมพิษก็ต้องดูแลร่วมกับแพทย์ผิวหนัง โรคหอบหืดก็ต้องมีคุณหมอโรคปอดเข้ามามีส่วนร่วม การรักษาอาการแพ้ของหมอฝ้ายจึงต้องทำงานร่วมกับแพทย์เฉพาะทางหลายสาขา เพื่อให้คนไข้ได้รับการดูแลแบบ Complete Care และได้รับการวินิจฉัยที่แม่นยำ เพื่อการรักษาที่ตรงจุดมากที่สุด
หมอฝ้ายเป็นแพทย์เฉพาะทางด้านโรคภูมิแพ้ ซึ่งไม่ได้จำกัดว่าจะต้องเป็นอาการในเด็กหรือผู้ใหญ่ แต่เพราะเธอเรียนจบด้านกุมารเวชมาด้วย คนไข้ส่วนมากของเธอจึงเป็นเด็ก
“ที่หูฟังแพทย์ของหมอก็เลยมีตุ๊กตาอยู่ตรงนี้ เด็ก ๆ เห็นแล้วจะได้ไม่กลัว แต่ถ้าเป็นคนไข้ผู้ใหญ่ก็จะใช้อีกข้าง”
ด้วยบุคลิกที่เป็นผู้หญิงยิ้มง่ายท่าทางใจดี ทำให้คนไข้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ลดความกังวลลงเมื่อมาพบคุณหมอ และหมอฝ้ายก็จะประเมินระดับความเข้าใจของคนไข้ทุกครั้งเมื่ออธิบายตัวโรคและแนวทางการดูแลตัวเอง และในหลายครั้งก็ต้องอาศัยความร่วมมือจากครอบครัวในการสื่อสารให้เด็กเข้าใจถึงวิธีรับมือกับอาการแพ้ของตัวเองด้วย ซึ่งการสื่อสารนี้นับว่าเป็นเรื่องท้าทายที่สุด โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กที่อยู่ในวัยเข้าโรงเรียน และไม่อาจได้รับการดูแลจากผู้ปกครองตลอดเวลา
“หมอจะเน้นการรับฟัง และดูแลแบบ Tailor Made คือการออกแบบหรือปรับการรักษาที่เหมาะสมกับชีวิตประจําวันของคนไข้แต่ละคน เราจะให้ข้อมูลเขา แต่ว่าให้คนไข้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ถ้าเป็นเด็ก เราก็ต้องดูก่อนว่าเขาอายุประมาณเท่าไร เด็กเล็กต้องใช้ภาษาที่ง่าย ๆ เด็กโตที่มีความเข้าใจมากขึ้นก็จะอธิบายได้ละเอียดมากขึ้น ต้องดูอาการด้วยว่าเขาพร้อมรับฟังเราหรือยัง แล้วก็ค่อย ๆ ให้ข้อมูลทีละน้อย ดูว่าเขาเข้าใจมั้ย การที่บุคลิกเราดูใจดีไม่น่ากลัว เด็ก ๆ ก็เลยเข้าถึงได้ง่ายด้วย
ความสุขกับคนในครอบครัว
“ส่วนใหญ่แล้ว หมอเป็นคนที่ไม่ค่อยเครียด ถ้าเครียดแล้วก็จะลืมง่ายหายไว บางทีกลับบ้านไปเจอหน้าลูกก็หายแล้ว”
หมอฝ้ายพบการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตเมื่อได้เป็นแม่
“มุมมองความสุขมันเปลี่ยนไป ตอนนี้แค่กลับไปเจอหน้าลูกก็มีความสุขแล้วโดยไม่ต้องทําอะไรเพิ่ม”
เวลาว่างของหมอฝ้ายมักดำเนินไปอย่างเรียบง่าย เพียงแค่พาลูกชายวัย 2 ขวบไปเดินเล่นที่สวนในหมู่บ้าน ให้เขาได้ใกล้ชิดธรรมชาติโดยไม่ต้องทำอะไรให้ยุ่งยาก เพราะคุณหมอคิดว่าสำหรับเด็กแล้ว เขาสามารถตื่นเต้นและสนุกกับการสำรวจทุกสิ่งรอบตัว
“หมอพยายามมอบประสบการณ์ชีวิตให้เขามากที่สุด จะพาเขาไปที่นั่นที่นี่ พาไปดูนู่นนี่ พาไปทํากิจกรรม เพื่อให้เขาค่อย ๆ เรียนรู้และเติบโต”
หลายอย่างที่ก่อนหน้านี้หมอฝ้ายไม่เคยเข้าใจว่าทำไมคนไข้ถึงคิดอย่างนี้ ตัดสินใจอย่างนี้ เมื่อเธอมาอยู่ในจุดที่เป็นแม่คน ทำให้เธอได้เข้าใจมุมมองของครอบครัวคนไข้มากขึ้น และเรียนรู้ที่จะเห็นใจครอบครัวของคนไข้มากขึ้นด้วย
“การรักษาของหมอก็เลยต้องปรับให้เข้ากับบริบทของคนไข้แต่ละคน และแต่ละครอบครัวด้วย”
ไม่ใช่เพียงฐานะแม่ แต่หมอฝ้ายยังเป็นแม่ของคนไข้โรคภูมิแพ้ด้วย เพราะประวัติครอบครัวของเธอก็มีคนเป็นโรคภูมิแพ้ ลูกของเธอก็ปรากฏอาการผื่นภูมิแพ้ผิวหนังตั้งแต่อยู่ในวัยทารก แต่เพราะคุณหมอเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิแพ้ จึงสามารถดูแลลูกให้ลดความเสี่ยงที่จะโตไปแพ้สารกระตุ้นอื่น ๆ ได้
“ปัจจัยกรรมพันธุ์ อันนี้เราหลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่แล้ว ส่วนปัจจัยสิ่งแวดล้อม ก็มีทั้งอันที่สามารถหลีกเลี่ยงได้และไม่ได้ หมอก็พยายามลดการสัมผัสฝุ่นมลพิษตั้งแต่ตอนตั้งครรภ์ อาบน้ำน้องด้วยมอยส์เจอร์ไรเซอร์ และไม่ให้อาหารเข้าสู่ผิวที่เป็นผื่นอยู่แล้ว เพราะปัจจุบันมีทฤษฎีบอกว่าถ้าอาหารสัมผัสกับผิวทารกที่เป็นผื่น โดยที่น้องยังไม่เคยทานอาหารนั้นมาก่อน ก็จะกระตุ้นให้เขาแพ้อาหารนั้นได้ เช่น พ่อแม่กินขนมปังแล้วไม่ล้างมือ แล้วมาอุ้มน้องในขณะที่น้องเป็นผื่นอยู่ ก็อาจกระตุ้นให้น้องแพ้ขนมปังได้หากน้องยังไม่เคยทานมาก่อน”
หมอฝ้ายอธิบายการรับมือกับโรคภูมิแพ้ของลูกชายเพิ่มเติมว่า เธอต้องหลีกเลี่ยงการให้ลูกสัมผัสอาหารกลุ่มเสี่ยงผ่านผิวหนัง แต่จะให้เขาเริ่มลองรับประทานอาหารเหล่านั้นเมื่อถึงเวลาที่พร้อม ซึ่งทำให้ปรากฏอาการแพ้น้อยกว่าการที่ไม่เคยทานเลยแล้วค่อยมาลองทานเมื่อโตแล้ว นอกจากนี้การรับประทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ ยังจะช่วยลดอาการแพ้ได้มากกว่าการเน้นทานอาหารบางจำพวกเพียงอย่างเดียว
นอกจากลูกชายที่เป็นโรคภูมิแพ้แล้ว คุณพ่อของหมอฝ้ายก็ป่วยเป็นโรคหอบหืด เธอจึงเข้ามาดูแลสภาพแวดล้อมในบ้านทั้งหมด เพื่อให้คุณพ่อสามารถอยู่อาศัยได้อย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดีมากที่สุด
เพราะต้องดูแลสมาชิกในบ้านที่มีปัญหาภูมิแพ้อยู่แล้ว วิธีการหลายอย่างคุณหมอจึงสามารถอธิบายครอบครัวของคนไข้ได้ในมุมมองของคนใกล้ตัว และเธอยังรับเข้าใจถึงการตอบสนองของคนไข้เมื่อได้รับการดูแลในแบบต่าง ๆ ด้วย เพราะนั่นคือสิ่งที่คุณหมอเคยผ่านประสบการณ์มาแล้วเช่นกัน
ความสุขเล็ก ๆ ในทุกวัน
“คุณแม่ของหมอสอนให้มองหาความสุขใกล้ตัวที่ไม่จําเป็นต้องไปมองหาจากที่อื่น ความสุขจากอะไรที่เป็นสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ แล้วมันทําให้เรามีความสุขได้ เช่น เดินไปเจอดอกไม้ หรือท้องฟ้าวันนี้สดใส”
หมอฝ้ายมีคุณแม่เป็นแรงบันดาลใจของชีวิต รวมทั้งเป็นคนที่สนับสนุนเธอในทุกด้าน ตั้งแต่สมัยเด็ก แม่ของเธอจะสนับสนุนทุกสิ่งที่คุณหมออยากทำ หากว่าสิ่งนั้นมันทำให้เธอมีความสุข คุณหมอในวัยเด็กเป็นคนที่สนุกกับการได้ทดลองทำอะไรหลาย ๆ อย่าง และเพราะคุณแม่ผลักดันโดยไม่กดดันนี้เอง เธอจึงมีโอกาสเรียนภาษาญี่ปุ่น เรียนเปียโน เรียนขิม เรียนเทควันโด แม้ว่าความสุขจากการได้ลองทำนั้นจะเป็นเพียงความสนุกชั่วคราวที่ไม่ได้ต่อยอดจนประสบความสำเร็จก็ตาม
ผ่านช่วงเวลาที่ได้ลองทำทุกอย่าง ปฏิเสธทุกอย่าง และกลับมาเปิดรับโอกาสในการได้ทำสิ่งใหม่อีกครั้ง ในวัยผู้ใหญ่เต็มตัว คุณหมอค้นพบความสุขเล็ก ๆ จากการได้ร้องเพลง
“เราเห็นทั้งคุณพ่อ คุณแม่ และน้องชายร้องเพลงเพราะ เราเองก็ชอบร้องเพลง แต่ร้องไม่เพราะ คงไม่ได้กรรมพันธุ์ร้องเพลงเก่งมา พยายามทําแล้ว สนุก ชอบ แต่ไม่สามารถโชว์ได้ เมื่อก่อนไปร้องเพลงกับเพื่อน เสียงออกมาทีไร เพื่อนก็จะสงสัยว่ามันใช่เพลงเดียวกันมั้ย”
เพราะเหตุนี้คุณหมอจึงชอบไปหาความสุขกับการร้องเพลงในคาราโอเกะเพียงลำพัง เธอถึงกับไปลงเรียนคลาสร้องเพลงอย่างจริงจังกับคุณครูแบบตัวต่อตัวยาวนานถึง 2 ปี
“พอได้ทําแล้วก็รู้สึกได้เติมเต็มตัวเอง แม้มันจะยังเพี้ยน แต่เราก็มีความสุขกับการได้ร้องเพลงอยู่ดี”
อีกหนึ่งที่มาของความสุขที่คุณหมอพยายามแสวงหาในทุกวันคือการทำงาน ในฐานะที่เป็นหมอโรคภูมิแพ้ หมอฝ้ายมองว่าการรักษาอาการนี้จะไม่อาจสมบูรณ์ได้หากเธอไม่ได้ใช้วัคซีนโรคภูมิแพ้
“หมอก็เลยมาอยู่ที่โรงพยาบาล BNH เพราะเห็นว่าเขากำลังจะทำศูนย์ภูมิแพ้ และมีหลายอย่างในการรักษาที่เราสามารถทำได้ที่นี่ รวมถึงวัคซีนภูมิแพ้ด้วย เรารักษามาถึงจุดหนึ่งที่คิดว่าต้องทําวัคซีนภูมิแพ้แล้ว ไม่งั้นก็รักษาได้ไม่สุด และที่ BNH ยังเอื้อให้หมอสามารถดูเคสที่มันมีความซับซ้อนยากขึ้นได้ด้วย”
เพื่อนร่วมงานที่โรงพยาบาล BNH ก็เป็นอีกหนึ่งความสุขที่คุณหมอฝ้ายค้นพบได้ในทุกวัน เพราะเธอพบเป้าหมายเดียวกันจากบุคลากรท่านอื่นในการพัฒนาศูนย์ภูมิแพ้ให้มีประสิทธิภาพ รวมถึงการทำงานที่เน้นความร่วมมือเป็นทีมเพื่อให้คนไข้ได้รับสิ่งที่ดีที่สุด
“หมอชอบงานนี้ คนเราถ้าได้ทําอะไรที่ตัวเองชอบหรือมี Passion กับมัน เราก็จะทํามันได้ดี หมอเลยชอบที่ได้ดูแลคนไข้ ชอบที่สามารถทําสิ่งดี ๆ ให้กับคนอื่น แล้วเราก็มีความสุขกับมัน ทุกวันนี้คิดว่าเลือกถูกทางแล้ว ไม่เคยรู้สึกเสียใจกับงานนี้เลย แค่ได้เห็นรอยยิ้มของคนไข้ก็ดีใจแล้ว”
การดูแลคนไข้ภูมิแพ้นี้ จึงเป็นทั้งงานที่ทำให้หมอฝ้ายมีรายได้ไปใช้เติมเต็มความสุขกับสิ่งเล็ก ๆ เรื่องอื่น ทำให้เธอได้ดูแลคนในครอบครัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังเป็นงานที่ทำให้เธอมีความสุขในทุกวัน
ติดต่อสอบถาม หรือทำนัดหมายกับเจ้าหน้าที่
ผ่าน LINE @MBRACE
พญ. กัญลดา ว่องวรภัทร
KANLADA WONGWORAPAT, M.D.
ความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง
กุมารเวชศาสตร์
กุมารเวชศาสตร์โรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกัน
ความสนใจเฉพาะทาง
กุมารเวชศาสตร์โรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกัน
โรคหอบหืดในเด็ก
โรคผิวหนังผื่นแพ้สัมผัส
แพ้อาหาร
วัคซีนและการสร้างภูมิคุ้มกัน
ประวัติการศึกษา
ปริญญาเอก, Diploma of Pediatric Allergy and Immunology, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ไทย
ปริญญาเอก, Diploma of Pediatrics, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ไทย
ปริญญาเอก, แพทยศาสตรบัณฑิต, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ไทย
การศึกษาหลังปริญญา
กุมารเวชศาสตร์โรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกัน, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ไทย
General Pediatrics, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ไทย
วุฒิบัตร
แพทยสภา, กุมารเวชศาสตร์โรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกัน, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
แพทยสภา, กุมารเวชศาสตร์, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ภาษา
ไทย
อังกฤษ
เพศ
หญิง
ตารางออกตรวจ
ศูนย์รักษาโรคหอบหืดและภูมิแพ้ BAAC
| วัน | เวลา |
|---|---|
| จันทร์ | 08:00 - 13:00 |
| อังคาร | 08:00 - 18:00 |
| พุธ | 08:00 - 14:00 |
| พฤหัสบดี | 08:00 - 18:00 |
| ศุกร์ | - |
| เสาร์ | - |
| อาทิตย์ | 08:00 - 18:00 |
นี่คือตารางออกตรวจปกติของแพทย์ วันเวลาที่ออกตรวจจริงอาจมีการเปลี่ยนแปลง กรุณาตรวจสอบวันเวลาที่ว่างเมื่อทำการนัดหมาย