คุณเคยเจอคุณหมอยิงมุกใส่มั้ย?
– ทญ. มรกต กฤตย์กุลเจริญ –
รศ. พญ. คุณหญิง เกษร วัชรพงศ์ คือรังสีแพทย์ที่อาวุโสที่สุดในศูนย์ภาพวินิจฉัยทางการแพทย์ และเป็นแพทย์ที่อาวุโสที่สุดลำดับต้น ๆ ในโรงพยาบาล BNH แต่หากใครได้พบคุณหมอ จะไม่รู้สึกเลยว่านี่คือแพทย์วัยกว่า 80 ปี เพราะเธอยังคงกระฉับกระเฉง คล่องแคล่ว และยิ้มแย้มแจ่มใส คุณหมอยังเป็นคนแรก ๆ ในประเทศ ที่ใช้เทคโนโลยีอัลตราซาวด์และแมมโมแกรมในการวินิจฉัยโรค เรื่องราวชีวิตของหมอเกษรจึงอาจเรียกได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ในวงการรังสีวินิจฉัยเลยก็ว่าได้
หมอดูเงา
หมอเกษรโตมาในยุคที่ประเทศไทยยังมีประชากรรวมเพียง 18 ล้านคน เป็นยุคที่การศึกษากับเพศหญิงยังไม่หลอมรวมกัน และมีค่านิยมของสังคมว่าการทำตามผู้ใหญ่แนะนำ นั้นสำคัญกว่าทำตามหัวใจ
แต่โชคดีที่ครอบครัวของเธอนั้นแตกต่างออกไป
ในครอบครัวที่มีพ่อรับราชการ และแม่เป็นแม่บ้าน แม่ของหมอเกษรตอนแรกมีความคิดว่าลูกสาวไม่จำเป็นต้องเรียนให้สูง แต่พี่สาวคนโตซึ่งเป็นคนเรียนเก่งมากอยากไปให้สุดด้านการเรียน พอเห็นความตั้งใจของลูกแล้ว พ่อแม่ก็ไม่ขัด แม้ว่ามันจะขัดกับทั้งค่านิยมสังคมและเงินในกระเป๋า ครอบครัวก็กัดฟันส่งเสียพี่สาวจนจบปริญญาตรีด้านเภสัชศาสตร์
หมอเกษรซึ่งเห็นพี่สาวเป็นตัวอย่างก็อยากเรียนบ้าง เธอตั้งใจว่าจะเรียนอักษรศาสตร์แล้วไปเป็นครู แต่ก็พบว่าวิชาภาษาไทยและศิลปะไม่ใช่วิชาถนัด ในขณะที่วิชาสายวิทย์กลับทำได้ดี ทางคุณน้าก็อยากให้มีใครสักคนในบ้านเรียนเป็นหมอ เธอก็เลยลองไปสอบหมอดู แล้วก็ติดที่คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ซึ่งขณะนั้นยังสังกัดมหาวิทยาลัยแพทย์ศาสตร์อยู่
สรุปว่าลูกสาว 3 คน และลูกชาย 1 คน ของครอบครัวนี้ เรียนจบปริญญากันทุกคน
พอจบจากโรงเรียนแพทย์ หมอเกษรก็ไปเป็นแพทย์ประจำบ้าน หรือที่ปัจจุบันเรียกว่าแพทย์ใช้ทุน อยู่ 1 ปี ที่โรงพยาบาลสวนดอก ซึ่งทำให้เธอรู้ตัวว่าอยากเป็น ‘หมอดูเงา’ ซึ่งก็คือรังสีแพทย์ในปัจจุบัน เธอเลยบินไปเรียนต่อเฉพาะทางรังสีวิทยา ที่ St. Francis General Hospital และ University of Pittsburgh สหรัฐอเมริกา ซึ่งช่วงนั้นตรงกับสงครามเวียดนา
“คนที่นั่นเขาก็รักหมอมาก ดูแลดี แต่ภาษาเราสู้เขาไม่ได้ ก็ต้องขยันหน่อย”
4 ปีที่อยู่ในสหรัฐอเมริกา หมอเกษรทั้งเรียน ทั้งทำงาน จนสอบได้ American Board of Radiology แล้วก็เลือกกลับมาเป็นอาจารย์แพทย์ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เป็นอาจารย์หมอไปได้สักพัก ทางสหรัฐอเมริกาก็ริเริ่มนำเทคโนโลยีอัลตราซาวด์มาใช้ในการวินิจฉัยโรค หมอเกษรก็ได้ทุนไปเรียนคอร์สระยะสั้นด้านนี้ที่ Thomas Jefferson University สหรัฐอเมริกา
วิทยาการด้านรังสีวิทยาในไทยสมัยนั้นยังมีเพียงการเอกซเรย์ที่ให้ภาพขาวดำ 2 มิติ ซึ่งยากต่อการใช้วินิจฉัยโรค หมอเกษรและสูตินรีแพทย์อีกท่าน คือศาสตราจารย์กมล สังขวาสี จึงนำเอาเทคโนโลยีอัลตราซาวด์ทางการแพทย์เข้ามาในประเทศไทยเป็นครั้งแรก และเริ่มทดลองใช้ที่โรงพยาบาลจุฬาฯ หมอเกษรยังร่วมก่อตั้งชมรมอัลตราซาวด์ทางการแพทย์ มีเธอดำรงตำแหน่งนายกชมรมอยู่ 2 ปี ซึ่งต่อมามีจำนวนสมาชิกมากขึ้น ก็ยกระดับเป็นสมาคมอัลตราซาวด์ทางการแพทย์แห่งประเทศไทย โดยมีคุณหมอเป็นกรรมการกิตติมศักดิ์
“หมอสมัยก่อนใช้แค่สเต็ทโตสโคป กับตาดู มือคลำ ไม่มีเครื่องมือช่วยวินิจฉัยโรค เมื่อหมอกลับมาอยากใช้อัลตราซาวด์มาช่วยในการวินิจฉัยโรค ซึ่งในระยะเริ่มแรกการที่จะทำให้แพทย์เชื่อถืออัลตราซาวด์เป็นเรื่องยาก ต้องวิ่งไปขอแพทย์ตามวอร์ดต่าง ๆ ที่สงสัยว่าคนไข้เป็นฝีในตับ มะเร็งในตับ นิ่วในถุงน้ำดีและนิ่วในไต เมื่อแพทย์เจ้าของไข้ได้คำวินิจฉัยที่ถูกต้องด้วยอัลตราซาวด์ ก็ใช้กันแพร่หลายในรพ.”
จุดเปลี่ยนที่ทำให้คณะแพทย์เริ่มเชื่อถือในการอัลตราซาวด์ คือผู้ป่วยรายหนึ่งที่เสียชีวิตในโรงพยาบาลจุฬาฯ โดยสงสัยว่าจะเป็นโรคมะเร็งในตับ แต่จากผลการตรวจพบว่าเป็นโรคไขมันพอกตับ
“สรุปว่าอัลตราซาวด์ช่วยแพทย์ ช่วยให้แพทย์วินิจฉัยง่ายขึ้นมาก ในกรณีที่ผู้ป่วยเป็นฝีในตับ นิ่วในไต นิ่วในถุงน้ำดี พวกนี้ช่วยได้เยอะมาก”
สมัยเป็นอาจารย์แพทย์ หมอเกษรมองว่าตัวเองเป็นคนที่ดุและเข้มงวด ตรงไปตรงมาในแบบคนที่ผ่านการใช้ชีวิตในประเทศตะวันตกมาก่อน จนเคยมีลูกศิษย์ร้องไห้ แต่พอเขาเรียนจบไป ก็เขียนจดหมายส่งกลับมาขอบคุณที่ได้เรียนกับคุณหมอ
ตลอดระยะเวลาเกือบ 30 ปี ที่รับราชการในโรงพยาบาลจุฬาฯ หมอเกษรมีเคสคนไข้ผ่านมือมากมาย ซึ่งคนไข้ที่เข้ารับการอัลตราซาวด์ หรือแมมโมแกรมที่คุณหมอก็เป็นรังสีแพทย์รุ่นแรก ๆ ในประเทศที่ริเริ่มนำมาใช้วินิจฉัยเต้านมนั้น จะใช้เวลาตรวจนานต่างจากการเอกซเรย์ และแพทย์ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับคนไข้ ซึ่งส่วนมากจะเป็นการปลอบประโลม ให้กำลังใจคนไข้ที่กังวลกับผลการวินิจฉัย
หนึ่งในเคสประทับใจและภาคภูมิใจที่หมอเกษรจำไม่ลืม คือการได้ถวายการรักษาแก่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เมื่อราว พ.ศ.2540 และทำให้คุณหมอได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ และมีคำนำหน้าเป็น คุณหญิง
นพ.เดือนชัย วัชรพงศ์ สามีของคุณหมอ คือผู้ร่วมก่อตั้งโรงพยาบาล BNH หมอเกษรก็เป็นแพทย์รุ่นแรกที่ทำงานที่นี่ แม้จะเริ่มต้นจากงานนอกเวลา แต่เมื่อเกษียนอายุราชการ เธอก็ย้ายมาทำงานที่นี่เต็มเวลา และก็มีคนไข้หลายคนที่เคยตรวจกับเธอมาตั้งแต่อยู่โรงพยาบาลจุฬาฯ ยังติดตามมารักษาที่นี่ แม้ว่าแพทย์รังสีอย่างคุณหมอจะไม่เคยเป็นแพทย์เจ้าของไข้ก็ตาม
“คุณหมอจำได้มั้ยคะ เมื่อ 20 ปีที่แล้วหนูเป็นมะเร็งเต้านม ตอนนั้นหนูอายุ 30 กว่า ลูกหนูก็ยังเล็ก หนูเสียใจมาก คุณหมอให้กำลังใจหนูว่าหากยังรักษาได้ ก็ให้รักษาไป ตอนนี้ลูกหนูจบปริญญาโทแล้วนะ”
นี่เป็นหนึ่งในสิ่งที่คนไข้ที่ยังมารักษากับคุณหมอเกษรเล่าความหลังให้เธอฟัง ตั้งแต่สมัยที่เธอเริ่มทำอัลตราซาวด์ยุคแรก ๆ เธอยังไปท้าคนไข้ไว้ว่า หากทารกในครรภ์ไม่ใช่เพศชาย เธอจะเลิกทำอัลตราซาวด์ จนบัดนี้ ผลที่สุดคนไข้ได้ลูกชายสมใจ ทำให้คนไข้ประทับใจมาก คุณหมอก็ยังคงทำอัลตราซาวด์ และคนไข้คนนั้นก็ยังพาลูกพาหลานมาหาคุณหมอที่โรงพยาบาล BNH
“หมอก็เกือบจะเป็นหมอที่มีอายุที่สุดใน BNH แล้ว มาอ่านฟิล์มตั้งแต่สมัยที่โรงพยาบาลยังเป็นเรือนไม้ แล้วก็มาเรื่อย ๆ พอช่วงต้มยํากุ้งหมอเกษียณ ก็มาอยู่เต็มตัว ที่นี่ดีตรงที่โรงพยาบาลมันเล็ก เราอยู่ด้วยกันเหมือนพี่น้อง มีอะไรก็คุยกัน พวกน้อง ๆ เขาก็เคารพนับถือเรา กับ อ.นพรัตน์ ผู้อํานวยการคนนี้ หมอก็รู้สึกประทับใจ เพราะท่านน่ารัก แล้วก็รับฟัง”
ในวันนี้ หมอเกษรในวัย 80 กว่า ยังคงกระฉับกระเฉง และมีทั้งพลังกายและพลังใจที่จะใช้ประสบการณ์ร่วม 60 ปี ในฐานะรังสีแพทย์ ทำงานเพื่อคนไข้ ไม่ว่าจะเป็นงานในโรงพยาบาล BNH หรืองานการกุศลที่เธอยังคงช่วยเหลือโรงพยาบาลจุฬาฯ มาไม่เคยขาดตั้งแต่เกษียณ
กระฉับกระเฉงและสดใส
“ถ้าเราเป็นคนไข้ เเล้วมาเห็นหมอโทรม ๆ ก็ไม่อยากตรวจแล้วใช่ไหม เราอยากเห็นคุณหมอที่มีบุคลิกดี พูดจาดี ยิ้มแย้มแจ่มใส คนไข้มาหาเรานี่เครียดอยู่แล้ว เราก็ต้องพยายามทําให้เขาไม่เครียด แต่ถ้าเราเครียด คนไข้ก็จะยิ่งเครียดหนักกว่าเรา”
ด้วยเหตุนี้ หมอเกษรจึงมักชอบแต่งตัวสวย ๆ ให้คนไข้เห็น การแต่งตัวสวยของเธอไม่ได้ตามแฟชั่นอะไร ใส่เสื้อผ้าธรรมดาไม่ต้องมีแบรนด์ก็ได้ แค่แต่งให้ออกมาดูดี ดูเรียบร้อย ก็ทำให้คุณหมอดูน่าเชื่อถือ และดูกระฉับกระเฉง
ยิ่งอายุมากขึ้น ยิ่งต้องดูแลสุขภาพตัวเอง หมอเกษรเองก็ออกกำลังกายมาร่วม 20 ปีแล้ว เดิมคุณหมอทำงานหนัก มีเวลาให้สุขภาพแค่ 2 วันต่อสัปดาห์ แต่ตอนนี้ในวัย 80 กว่า เธอพยายามเข้ายิมให้ได้ 3 วันต่อสัปดาห์ โดยมีเทรนเนอร์คอยช่วยดูแลท่าทางการบริหารร่างกายให้เหมาะสม พอคนไข้มาเห็นคุณหมอยังคล่องแคล่ว ก็ประทับใจ หมอเกษรก็มักถือโอกาสแนะนำคนไข้ให้หมั่นขยับร่างกายแบบเธอ เพื่อให้ห่างไกลโรคร้าย
แต่ถึงจะดูแลตัวเองยังไง หมอเกษรก็ยังมีโรคที่เกิดขึ้นตามวัย ทั้งเบาหวาน ความดันโลหิตสูง เป็นความโชคดีด้วยที่มีลูกศิษย์หลายคนที่เธอเคยช่วยเหลือ ในวันนี้ก็กลับมาช่วยดูแลสุขภาพให้คุณหมอ
“มันเป็นความดีของเขา เรารักเขา เขาก็รักเรา”
ประสบการณ์ชีวิตที่เคยไปจริงจังกับความสมบูรณ์แบบ สอนให้หมอเกษรรู้ว่าถึงไม่สมบูรณ์แบบก็มีความสุขได้ เมื่อใจยอมรับและปล่อยวาง คุณหมอเกษรที่เคยเป็นคนดุจนนักศึกษาแพทย์กลัว ทุกวันนี้จึงเข้มงวดน้อยลง และมีใจสงบขึ้น เธอไม่ได้เข้าวัดปฏิบัติธรรมะเพื่อทำจิตใจให้ผ่องใส แต่แค่ดูหนังฟังเพลงกินขนม อยู่กับสิ่งที่ทำแล้วสบายใจ แค่นี้ก็ทำให้หมอเกษรมีสุขภาพจิตแข็งแรงแล้ว
อยู่ยาว
ทุกวันนี้ หมอเกษรมีความสุขที่ยังมีร่างกายและจิตใจสมบูรณ์พร้อมที่จะดูแลคนอื่น แม้จะอยู่ในอาชีพนี้นานร่วม 60 ปีแล้ว แต่เธอก็ยังไม่คิดถึงวันเกษียณ
“เวลาทำงาน เราต้องรู้ตัวว่าเราไม่ได้เก่งไปทุกอย่าง มันเป็นไปไม่ได้ที่เราจะเก่งทุกอย่าง เราต้องยอมรับว่าอันไหนที่ทําได้และทําไม่ได้ และยอมรับว่าอะไรที่คนอื่นเก่งกว่า ก็ให้เขาทำไป ไม่ต้องไปแข่งว่าใครดีกว่าใคร และต้องรู้จักให้อภัย องค์กรจะเจริญได้ด้วยความรัก ไม่ใช่ความเกลียด ถ้าเราเกลียดเขา เขาเกลียดเรา ใครจะไปช่วยเราทํางาน ถ้าเขาจะเกลียดเรา เราก็ต้องพยายามทําให้เขาเกลียดเราน้อยที่สุด งานจะเดินไปได้ก็ต้องมีความรัก เมตตาปรานีต่อกัน ทำผิดได้ แต่ต้องยอมรับว่าทำผิด และอย่าโกหก”
หมอเกษรเล่าเคล็ดลับที่ทำให้เธอก้าวหน้าในหน้าที่การงานได้อย่างยาวนาน ทั้งในระบบราชการและเอกชน
ในวันที่วิทยาการทางรังสีวิทยาล้ำหน้าไปมาก หลายอย่างเกิดขึ้นในยุคที่หมอเกษรเป็นแพทย์อาวุโสแล้ว เธอจึงเลือกไปให้สุดในงานที่ถนัด และให้นวัตกรรมใหม่ ๆ เป็นงานของคนรุ่นหลัง
“เดี๋ยวนี้วิวัฒนาการทางการแพทย์มันไปเยอะ เราไม่รู้เยอะเท่าเด็ก ๆ เราก็ต้องยอมรับ และรับฟังความรู้ใหม่ ๆ ที่เขาเอามาให้ เราสอนความรู้เขาไม่ได้ เพราะเราไม่มี แต่เขาไม่มีประสบการณ์ เราก็สอนประสบการณ์เขา บางคนเชื่อก็เชื่อ ไม่เชื่อก็ปล่อย ไม่บังคับ”
จึงไม่น่าแปลกใจที่หมอเกษรใช้การยอมรับในความไม่รู้ของตนเอง เป็นเคล็ดลับให้เธออยู่ยาวในหน้าที่การงานมาจนทุกวันนี้
“คนยังชอบมาถามอะไรหมอเยอะแยะ หมอบอกว่าเราตอบไม่ได้ เพราะเราไม่รู้ แต่หมอแนะนําได้ว่าให้ไปถามใคร เราต้องไม่ดันทุรัง ไม่ทำตัวเหมือนรู้ทุกอย่าง”
เลี้ยงลูกเสรี
หมอเกษรคิดว่าปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เธอทำงานได้เต็มที่เพื่อลูกศิษย์และคนไข้ เพราะมีสามีที่เข้าใจ
สามีของคุณหมอ คือ นพ.เดือนชัย วัชรพงศ์ ศัลยแพทย์ทางเดินปัสสาวะอาวุโส ผู้ร่วมก่อตั้งโรงพยาบาล BNH ผู้สนับสนุนให้คุณหมอได้ไปเรียนต่างประเทศ ช่วยดูแลลูกตั้งแต่สมัยที่สังคมยังคงมีค่านิยมว่างานหลังบ้านคืองานของเพศแม่ และทุกวันนี้ ท่านก็ยังคงทำงานอยู่ไม่ขาด
สมัยเด็ก พ่อแม่ของหมอเกษรมีแนวคิดสมัยใหม่ ว่ายอมทุ่มเทเพื่อให้ลูกได้ทำในสิ่งที่อยากทำ พอเธอเป็นแม่คน เธอก็เลี้ยงลูกแบบอิสรเสรี อยากทำอะไรก็ให้ทำ อยากเรียนอะไรก็ให้เรียน ให้ลูกเป็นเจ้าของชีวิตตัวเองอย่างเต็มที่ และเส้นทางที่ลูก 2 คนเลือกก็ไม่ใช่หมอ แม้จะโตมากับครอบครัวที่มีทั้งพ่อและแม่เป็นหมอก็ตาม
“ลูกเพื่อนก็เป็นหมอกันเป็นแถวเลย แต่เราไม่เคยโน้มน้าวให้ลูกมาเป็น จริง ๆ ก็รู้สึกอยากให้เขาเป็นหมอ แต่เขาไม่อยากเป็น ทั้ง ๆ ที่เรียนเก่งพอที่จะเป็นได้ หมอไม่ไปบังคับ เพราะถือว่าเราไม่ได้จะอยู่กับเขาไปตลอดชีวิต ถึงแม้ว่าบางทีสิ่งที่เขาเลือกก็ไม่ถูกใจเราเท่าไร แต่ก็โอเค ไม่ว่ากัน แล้วก็สนับสนุนเขา”
ครอบครัวของหมอเกษรยังประกอบด้วยน้องหมา ที่ปัจจุบันเหลืออยู่เพียง 1 ตัว จากที่เคยมีหลายตัว ทั้งหมดเป็นอดีตสุนัขจรจัดที่คุณหมอเก็บมาเลี้ยงด้วยความสงสารบ้าง หรือมีคนเอามาปล่อยหน้าบ้านบ้าง หมอเกษรก็พาเข้าบ้านหมด ดูแลให้ข้าว ให้น้ำ พาไปรักษาตัว จนเขาหมดอายุขัยกันไปทีละตัว
“เราดูแลเขาอย่างดี พาไปคลินิกสัตวแพทย์ คนอื่นเขามีแต่หมาน่ารัก ๆ ของเราตัวเป็นตะปุ่มตะป่ำ แต่ก็ไม่เป็นไร เรารักเขาก็พอ”
“หมอคิดว่าคนไข้คือญาติของตัวเอง ถ้าญาติเราป่วย เราจะทํายังไง อะไรที่ทําแล้วไม่มีประโยชน์กับเขา เราก็ไม่ทํา ไม่ไปหลอกใครให้ทำนู่นทำนี่ ถึงจะได้เงินก็ไม่สนใจ ความซื่อตรงเป็นสิ่งสําคัญที่สุดสำหรับหมอ”
ในวัย 80 ปี หมอเกษรยังทุ่มเทที่สุดในจุดที่เธอยืนอยู่ ประสบการณ์ที่ยิ่งเก่ากลับยิ่งเก๋า และคนไข้ที่ยังไว้ใจให้ดูแลต่อเนื่องนานข้ามทศวรรษ คือสิ่งพิสูจน์ความเพียบพร้อมทั้งวัยวุฒิคู่คุณวุฒิของคุณหมอ
ติดต่อสอบถาม หรือทำนัดหมายกับเจ้าหน้าที่
ผ่าน LINE @MBRACE
ทำนัดหมายแพทย์ออนไลน์ | Appointment
รศ. พญ. คุณหญิง เกษร วัชรพงศ์
ศูนย์ภาพวินิจฉัยทางการแพทย์, BNH Breast Health Centre
สาขาเฉพาะทาง
การตรวจด้วยภาพทางรังสีวินิจฉัย,รังสีวิทยา, รังสีวิทยาทั่วไป
ภาษา
ไทย, อังกฤษ
Mammography and Ultrasound
– Board Certifications: Diploma of the American Board of Radiology, 1971
– Fellowships: Diagnostic Ultrasound, 1980
– M.D., Faculty of Medicine, Chulalongkorn University, Thailand, 1964
ตารางออกตรวจแพทย์
| วัน | เวลา | แผนก |
|---|---|---|
| จันทร์ | 09:30 – 13:00 | ศูนย์ภาพวินิจฉัยทางการแพทย์, BNH Breast Health Centre () |
| อังคาร | 12:30 – 19:00 | ศูนย์ภาพวินิจฉัยทางการแพทย์, BNH Breast Health Centre |
| พุธ | 09:30 – 13:00 | ศูนย์ภาพวินิจฉัยทางการแพทย์, BNH Breast Health Centre |
| พฤหัสบดี | 09:00 – 19:00 | ศูนย์ภาพวินิจฉัยทางการแพทย์, BNH Breast Health Centre |
| เสาร์ | 08:00 – 13:00 | ศูนย์ภาพวินิจฉัยทางการแพทย์, BNH Breast Health Centre |