– นพ. จรัสพงศ์ เอื้ออริยะพานิชกุล –
เด็กที่โตมาด้วยโภชนาการที่ดี ก็มีแนวโน้มที่จะมีชีวิตที่ดีกว่าและแข็งแรงกว่าในภายภาคหน้า แต่ก็ไม่ใช่เด็กทุกคนที่เกิดมาพร้อมกับร่างกายที่สามารถรับโภชนาการได้อย่างปกติ งานของแพทย์โภชนาการอย่างหมออิฐ นพ. จรัสพงศ์ เอื้ออริยะพานิชกุล กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการเด็ก ประจำแผนกกุมารเวช โรงพยาบาล BNH จึงเข้ามาเติมให้การดูแลคนไข้ให้สมบูรณ์มากขึ้น เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีได้มากกว่าอย่างยั่งยืน
แบบอย่างจากญาติผู้ใหญ่
หากเอ่ยชื่อ ศ.นพ. กำธร พฤกษานานนท์ สูตินรีแพทย์ผู้ชำนาญด้านมีบุตรยาก บุคลากรในวงการแพทย์อาจรู้จักท่านดี และสำหรับหมออิฐแล้ว คุณหมอท่านนี้เป็นทั้งคุณอาคนสนิท และแรงบันดาลใจให้ดำเนินชีวิตเพื่อมาเป็นแพทย์
“ท่านเป็นคนใจดี ใจเย็น เห็นท่านทํางานแล้วดูมีความสุขเวลาได้ช่วยคนไข้ ผมเลยอยากเป็นหมอ”
และด้วยคุณหมอเป็นคนที่เรียนดีอยู่แล้ว โดยเฉพาะวิชาชีววิทยาและภาษาอังกฤษ เมื่อเขาเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จากโรงเรียนเซนต์คาเบรียล เขาจึงสอบเอนทรานซ์เข้าเรียนคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ได้เลย และกลายเป็นนักศึกษาแพทย์ที่อายุน้อยที่สุดในรุ่น
เมื่อได้เข้าเรียนในโรงเรียนแพทย์ หมออิฐชื่นชอบการได้ทำงานกับเด็กมากที่สุด เขามีความเชื่อว่าหากได้ดูแลสุขภาพวัยเด็กให้ดี จะทำให้พวกเขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่แข็งแรง และเขายังมีคุณอาสะใภ้ รศ.พญ.จันทร์ฑิตา พฤกษานานนท์ อาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็ก และ คุณอา นพ. ประสงค์ พฤกษานานนท์ อาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อเด็ก มาเป็นตัวอย่างสำคัญที่ทำให้เขาเห็นเทคนิคการดูแลและสื่อสารกับเด็กด้วยความเมตตาและเข้าใจ ทำให้เขาตัดสินใจได้ตั้งแต่ยังเรียนไม่จบปี 6 ว่าจะต้องเป็นกุมารแพทย์ให้ได้
ตลอด 3 ปีของการใช้ทุนในจังหวัดจันทบุรี หมออิฐมาอยู่ประจำแค่แผนกกุมารเวชเพียงแผนกเดียว เป็นเวลา 2 ปี เพื่อสั่งสมประสบการณ์ให้เต็มที่ แล้วมาเรียนสาขากุมารเวชต่อที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์อีก 3 ปี อย่างไรก็ตาม ด้วยข้อจำกัดส่วนตัวที่ไม่ชอบหัตถการ คุณหมอจึงเลือกเรียนสาขาโภชนาการซึ่งถือว่าในประเทศไทยยังมีบุคลากรด้านนี้น้อย และยังตอบโจทย์ความชอบของตัวเองมากกว่า
“เรื่องโภชนาการเด็ก เป็นศาสตร์ที่ต้องอาศัยความละเอียดอ่อน ต้องเข้าใจและใจเย็นระดับหนึ่งด้วย เราชอบเพราะรู้สึกว่าได้ใช้ความรู้ได้ตรงจุดในการรักษาโรคไปพร้อมกับส่งเสริมสุขภาพ แล้วมันก็เห็นผลด้วย และยังเข้ากับตัวเองเพราะผมชอบกิน คนที่บ้านก็ชอบกิน เราก็เข้าใจว่าเวลากินอะไรไม่ได้แล้วมันลําบาก”
หมออิฐมองว่างานของแพทย์โภชนาการคือการปิดทองหลังพระ เนื่องจากส่วนมากจะเป็น Supportive Treatment หรือการรักษาร่วมที่เสริมการรักษาด้วยวิธีการอื่น เช่น คนไข้ติดเชื้อมา หากได้รับการรักษาด้วยวิธีการปกติ ถึงไม่ได้รับวิตามินเสริมก็หายได้ แต่อาจจะกลับเป็นซ้ำง่ายหรือฟื้นตัวได้ช้า ทำให้การพัฒนาบุคลากรด้านนี้ในประเทศไทยอาจถูกมองว่าสำคัญน้อยกว่าแพทย์เฉพาะทางด้านอื่น
“ในไทยเนี่ย งานตรงนี้ยังค่อนข้างหายาก เราต่างจากนักโภชนาการที่ดูแค่เรื่องอาหาร ตรงที่หมอโภชนาการจะสามารถดูการใช้ยา ใช้วิตามิน อาหารเสริมได้ รวมถึงการให้อาหารในรูปแบบกินหรือฉีด หมอที่จบเฉพาะทางด้านโภชนาการ ส่วนหนึ่งก็อาจจะอยู่ดูแลด้านสาธารณสุขประเทศ ส่วนหนึ่งไปอยู่ในแล็บเอกชนวิจัยพัฒนาสูตรอาหารเสริม แต่ว่าที่มาดูแลคนไข้ทางคลินิกจริง ๆ ก็ถือว่ายังน้อย ยิ่งดูแลเด็กยิ่งแทบจะไม่มีเลย”
ตั้งแต่เรียนเฉพาะทางต่อยอดด้านโภชนาการเด็ก หมออิฐก็มาทำงานนอกเวลาในแผนกฉุกเฉินของโรงพยาบาล BNH เมื่อจบเป็นอาจารย์แพทย์ที่โรงพยาบาลจุฬาฯ 7 ปี คุณหมอก็ยังมาเป็นกุมารแพทย์นอกเวลาให้โรงพยาบาล BNH ก่อนย้ายมาเป็นแพทย์เต็มเวลาในเวลาต่อมา
“ผมประทับใจที่โรงพยาบาล BNH มาโดยตลอด โดยเฉพาะตอนนี้ที่ทางโรงพยาบาลชูนโยบายเน้นไปที่การป้องกันโรค หรือว่าเรื่อง Complete Care ที่ทำเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของคนไข้ ซึ่งที่จริง ในแง่ของงานด้านโภชนาการมันต้องดูแลไปคู่กันอยู่แล้ว เพื่อความยั่งยืนของสุขภาพที่ส่งเสริมให้เด็กเติบโตไปได้อย่างแข็งแรงและมีความสุข”
โภชนาการ งานที่ปิดทองหลังพระ
หากมีอาการซึมเศร้า อันดับแรกทุกคนคงคิดว่าให้ไปหาจิตแพทย์ แต่ในมุมมองของแพทย์โภชนาการอย่างหมออิฐ การแสดงออกของสภาวะทางจิตมีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการขาดสารอาหารจำพวกวิตามิน หากเสริมให้ถูกจุดแล้วก็จะช่วยให้แพทย์ตีกรอบลงได้ว่าเป็นความผิดปกติทางจิตจริงหรือไม่ อย่างเคสผู้ป่วยที่ขาดวิตามินดี ก็มีอัตราสูงที่จะมีอาการซึมเศร้า
“จากที่ผมเจอ ผมก็จะถามก่อนเลยว่าเคยกินวิตามินหรือยัง เพราะมันง่ายกว่าหากเทียบกับการไปหาหมอจิตเวชที่คนอาจรู้สึกว่าเรื่องใหญ่จนไม่อยากไป บางทีมันเส้นผมบังภูเขาจริง ๆ อย่างคนในกรุงเทพฯ ก็มักขาดวิตามินดีกันเยอะเพราะไม่ค่อยเจอแดด ผมก็แนะนำให้เขาทานเสริม ก็ชัดเจนว่าอารมณ์ดีขึ้น สดชื่นขึ้น ป่วยน้อยลง”
สิ่งสำคัญของงานโภชนาการในเด็ก คือการดูแลให้เด็กได้รับสารอาหารที่เพียงพอต่อการเจริญเติบโต และมีพัฒนาการสมวัย แต่เด็กหลายคนก็เกิดมาพร้อมข้อจำกัด ทำให้พวกเขาไม่สามารถรับสารอาหารสำคัญได้อย่างเพียงพอ เช่น ผู้ป่วยโรคพันธุกรรมเมตาบอลิก
“ผู้ป่วยกลุ่มนี้ดูภายนอกไม่รู้ อย่างเด็กเกิดมาไม่กี่วันก็มีอาการซึมชักจากปัญหาในการย่อยสารอาหารกลุ่มโปรตีน พอกินเข้าไปแล้วย่อยไม่ได้ นําไปใช้ประโยชน์ไม่ได้ ก็กลายเป็นสารพิษในร่างกายที่ทําให้เด็กซึมชัก หากไม่ทราบว่าเป็นโรคนี้แล้วปล่อยให้กินเหมือนเดิม เขาอาจจะเสียชีวิตเร็วมากภายในไม่กี่เดือน หรือโตมามีพัฒนาการช้า ซึ่งกลุ่มผู้ป่วยโรคหายากเหล่านี้ก็จะเป็นคนไข้ที่ผมประทับใจที่ได้ดูแลมากที่สุด หากเราวินิจฉัยได้เร็วว่าเด็กมีปัญหาแล้วหยุดให้กินโปรตีนที่อาจกลายเป็นสารพิษ ให้การรักษาโภชนาการบําบัด ให้กินนมพิเศษที่ไม่มีโปรตีนหรือกรดอะมิโนที่เขาย่อยไม่ได้ เขาก็จะสามารถเติบโตได้ ใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงคนทั่วไป”
นอกจากนี้ยังมีการให้อาหารคีโตทางการแพทย์ในเด็ก เพื่อควบคุมอาการชักที่ไม่ตอบสนองต่อการใช้ยากันชัก
อีกเคสหนึ่งที่นับได้ว่าคุณหมออิฐมีคนไข้เป็นครู คือ น้องตโจ เด็กชายผู้เกิดมาโดยปราศจากผนังหน้าท้อง จึงมีตับ ม้าม กระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก และลำไส้ใหญ่ ออกมาอยู่นอกช่องท้องทั้งหมด ซึ่งเป็นคนไข้เคสหนักที่หมออิฐได้มีส่วนร่วมในการดูแลสมัยเรียนอยู่ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ซึ่งเด็กชายไม่อาจทานอาหารทางปากได้ปกติ และต้องได้รับสารอาหารให้ครบถ้วนทางเส้นเลือดเพื่อให้เขามีพัฒนาการเพียงพอและผ่านพ้นช่วงเวลายากลำบากระหว่างการรักษา ซึ่งคุณแม่ของน้องได้บันทึกเรื่องราวเหล่านั้นในเฟซบุ๊กเพจ ‘มีลูกเป็นครู’ จนในที่สุด เมื่อผ่านการผ่าตัดหลายครั้ง เด็กชายก็สามารถใช้ชีวิตใกล้เคียงปกติที่สุด
“เคสที่คนไข้ดูดซึมอาหารแบบปกติไม่ได้ แล้วต้องให้สารอาหารทางเส้นเลือดแบบเคสนี้ ผมก็เคยดูแลมาหลายเคส รวมถึงผู้ป่วยที่ถูกตัดลำไส้ มีปัญหาลำไส้สั้น ซึ่งเราต้องคํานวณสารอาหารต่าง ๆ ให้เพียงพอ ดูแลป้องกันการติดเชื้อ แล้วให้เขาสามารถกลับบ้านได้ ไปใช้ชีวิต เติบโต ว่ายน้ำได้ มันก็ทําให้คุณภาพชีวิตของเด็กคนหนึ่งดีขึ้นมาก ซึ่งพวกนี้จะต้องทำงานร่วมกับแพทย์ทางเดินอาหารและศัลยแพทย์อย่างใกล้ชิด”
หมออิฐมีมุมมองในฐานะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการว่า ในการรักษาโรคใด ๆ ก็ตาม ต้องรักษาให้ครบองค์รวม หากคนไข้ยังมีความเสี่ยงทางโภชนาการ ก็อาจเป็นสาเหตุให้เขากลับมาป่วยอีกครั้ง โดยเฉพาะในเด็กที่คุณหมอมองว่าสำคัญกว่าผู้ใหญ่เพราะมีเรื่องของพัฒนาการเข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สังคม ซึ่งล้วนสัมพันธ์กับสารอาหารที่เขาได้รับทั้งสิ้น
“ในการสื่อสารให้เด็กเข้าใจถึงความจำเป็นของสารอาหาร ผมก็จะไม่ได้ไปห้ามเขาว่าอะไรทำไม่ได้ แต่กลับกัน ผมจะบอกเขาว่าอะไรที่เขากินได้ อะไรที่กินไม่ได้ แล้วถ้าเกิดกินอันนี้แทนอันนี้ได้มั้ย เช่น แทนที่จะกินไข่เจียว อาจเปลี่ยนมาทานไข่ตุ๋นแทนเพื่อควบคุมน้ำหนัก คือต้องปรับนิด ๆ หน่อย ๆ ให้เขาไม่รู้สึกว่าถูกบังคับ ส่วนใหญ่ก็จะเห็นผลมากกว่าจากประสบการณ์ของผม โภชนาการมันเป็นศาสตร์ที่ยืดหยุ่นระดับหนึ่งอยู่แล้ว ผมจะพยายามทำให้เป็นแนวทางปฏิบัติในการใช้ชีวิตของเขามากกว่า”
สมดุลชีวิตของคนชอบกิน
อีกเหตุผลที่หมออิฐมาเป็นแพทย์โภชนาการ เพราะเขาชอบทานมาก
“ที่บ้านนี่ชอบตระเวนทานกัน แต่ตอนหลัง คุณพ่อมีเรื่องความดันเบาหวาน ผมเลยเข้าใจครอบครัวที่มีเด็กป่วยกินไม่ได้น้ำหนักตัวน้อย ผู้ปกครองก็จะกังวล ทั้ง ๆ ที่เขาก็อยากใช้ชีวิตรวมถึงการกินอย่างมีความสุข”
และเพราะชอบทานนี้เอง หนึ่งในกิจกรรมเมื่อคุณหมอหาโอกาสเดินทางท่องเที่ยวเพื่อรักษาสมดุลชีวิต คือการตระเวนกิน
“ที่ผมประทับใจในความเป็นธรรมชาติที่สุดก็ตอนไปไอซ์แลนด์ ตอนนั้นขับรถไปกับคุณแม่ พอได้อยู่กับธรรมชาติจริง ๆ ก็ได้ปล่อยวางความกังวล แล้วตอนนั้นก็รู้สึกว่าโลกเรามันกว้างใหญ่และมีอะไรให้ศึกษาอีกตั้งเยอะ อย่างผู้คนท้องที่ในเมืองที่ไม่มีตึกใหญ่โตที่อยู่กับธรรมชาติได้ อาหารท้องถิ่นก็สดใหม่ จำนวนร้านจะไม่ได้เยอะมากอะไร เป็นร้านท้องถิ่นแท้ ๆ ไม่ใช่แนวร้านสาขา”
หมออิฐมักเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศปีละ 1-2 ครั้ง ซึ่งแน่นอนว่าสำหรับแพทย์แล้ว การหาเวลาขนาดนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เขาจึงมักใช้วิธีลาเพิ่มเวลามีไปอบรมหรือประชุมวิชาการที่ต่างประเทศ เวลาเขาได้เดินทางทีก็มักไปแบบเจาะลึกวางแผนทริปจัดการเองหมด และมักพาคุณแม่ไปด้วยกันเสมอ
“คุณแม่ผมอายุ 70 กว่าปีแล้ว ก็ยังเดินไหวนะ เมื่อก่อนเราก็เคยไปกับทัวร์กัน แต่มันเจาะลึกมากไม่ได้ ผมชอบอิสระเลยชอบไปเที่ยวเองวางแผนเอง อยากอยู่ตรงไหนนานก็ได้ แต่ก็ต้องเอาเส้นทางที่คุณแม่ไปไหวด้วย ถ้าตรงไหนไม่ไหวจริง ๆ ก็ต้องจ่ายเพิ่มไป แม่ยังบอกเหมือนกันว่าถ้าท่านยังเดินไหวก็จะไปด้วยกัน มีโอกาสผมก็จะพาแม่เที่ยวเสมอ”
อันที่จริง คุณหมอชอบที่จะพาทั้งครอบครัวไปท่องเที่ยวด้วยกัน แต่ด้วยวัยที่มากขึ้น คุณพ่อที่กำลังเผชิญกับโรคเบาหวานก็ต้องมาดูแล้วคุณป้าที่ป่วยเป็นมะเร็ง จึงเหลือเพียงเขาและคุณแม่ แต่คุณหมอก็ยังได้ใช้ความเชี่ยวชาญด้านโภชนาการดูแลสมาชิกในครอบครัวที่มีข้อจำกัดมากกว่าคนปกติ ให้พวกเขารับสารอาหารที่เหมาะสมกับข้อจำกัดทางสุขภาพและช่วยต่อสู้กับโรคที่กำลังเผชิญ และตัวคุณหมอเองก็ใช้หลักการด้านโภชนาการนี้ดูแลตัวเองจนเปลี่ยนตัวเองมาแล้ว
“สมัยเป็นอาจารย์แพทย์ที่จุฬาฯ ผมอยู่ในสายวิชาการ ก็ตั้งใจทํางานทําวิจัย และสอนนิสิตแพทย์มาตลอด ไม่ค่อยได้ดูแลตัวเอง ต่อมาป่วยโควิดหนักฟื้นตัวช้า ช่วงนั้นก็รู้สึก Burn out มากระดับนึง จากจุดนั้น พอร่างกายอ่อนเพลีย จึงไปตรวจจนพบว่าขาดวิตามินดี นี่ขนาดเป็นหมอโภชนาการเองก็ยังขาดเลย หลังจากนั้นผมก็ไปกินวิตามินเสริม แล้วก็รู้สึกฟื้นตัวได้ไวและสดชื่นมาขึ้นจริง ๆ
“คนไข้ชอบมองว่าผมเป็น ‘คุณหมอวิตามิน’ แต่ที่จริงผมอยากให้มองว่าเป็น ‘คุณหมอโภชนาการ’ มากกว่า ผมอยากให้ผู้คนได้เข้าใจว่าโภชนาการมันมีผลทั้งเรื่องการเจริญเติบโตที่ไม่ใช่แค่ว่าน้ำหนักส่วนสูงแต่ยังมีผลเรื่องการดูแลสุขภาพและการป้องกันโรคด้วย”
ภาระหน้าที่ที่คุณหมออิฐได้ดูแล อาจเป็นเพียงฟันเฟืองเล็ก ๆ ในการดูแลคนไข้เด็กที่อาจไม่ได้ถึงขั้นเปลี่ยนแปลงชีวิตคนจากหน้ามือเป็นหลังมือเหมือนอย่างสาขาอื่น แต่ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนไข้ยิ้มได้กว้างขึ้นกับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และเติบโตไปอย่างสมบูรณ์มากขึ้นด้วยการดูแลจากคุณหมอที่เข้าใจเด็กคนนี้
ติดต่อสอบถาม หรือทำนัดหมายกับเจ้าหน้าที่
ผ่าน LINE @MBRACE
บทความและผลงานตีพิมพ์โดยคุณหมอท่านนี้
ความสูงตามพันธุกรรม (Mid Parental Height): อยากให้ลูกสูงกว่าพ่อแม่ทำได้จริงไหม?อ่านบทความ →
3 สารอาหารที่เด็กไทยมักขาด: วิตามินดี ธาตุเหล็ก และสังกะสีอ่านบทความ →
การประเมินการเจริญเติบโตเด็ก ดูเทรนด์น้ำหนัก ส่วนสูง และกราฟการเติบโตอ่านบทความ →
เด็กกินยาก: แยกพฤติกรรมตามวัยกับโรค ARFID และวิธีแก้ลูกกินยากอ่านบทความ →
จุลินทรีย์ลำไส้เด็ก: ทำไมสุขภาพลำไส้จึงเกี่ยวข้องกับโรคอ้วนและโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ตั้งแต่วัยเด็กอ่านบทความ →
นพ. จรัสพงศ์ เอื้ออริยะพานิชกุล
JARASPONG UAARIYAPANICHKUL, M.D.
ความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง
กุมารเวชศาสตร์
กุมารเวชศาสตร์โภชนาการ
ประวัติการศึกษา
ปริญญาทางการแพทย์, แพทยศาสตรบัณฑิต (พ.บ.), จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ไทย
วุฒิบัตร
แพทยสภา, อนุสาขากุมารเวชศาสตร์โภชนาการ
แพทยสภา, กุมารเวชศาสตร์
ประกาศนียบัตร
Orientation BNH, โรงพยาบาลบีเอนเอช, ไทย
Orientation, BDMS
ภาษา
ไทย
อังกฤษ
เพศ
ชาย
ตารางออกตรวจ
แผนกกุมารเวช
| วัน | เวลา |
|---|---|
| จันทร์ | - |
| อังคาร | 07:00 - 17:00 |
| พุธ | 12:00 - 19:00 |
| พฤหัสบดี | 07:00 - 16:00 |
| ศุกร์ | 12:00 - 19:00 |
| เสาร์ | 12:00 - 19:00 |
| อาทิตย์ | - |
นี่คือตารางออกตรวจปกติของแพทย์ วันเวลาที่ออกตรวจจริงอาจมีการเปลี่ยนแปลง กรุณาตรวจสอบวันเวลาที่ว่างเมื่อทำการนัดหมาย