– พญ. ชลวิภา ศิริยุทธ์วัฒนา –
หมอเฟิร์น พญ. ชลวิภา ศิริยุทธ์วัฒนา เป็นคุณหมอด้านโรคหลอดเลือดสมองหรือสโตรก ประจำศูนย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาล BNH คุณหมอเป็นคนพูดเก่งที่นิยามตัวเองว่าเป็นชาวเอ็กซ์โทรเวิร์ต ซึ่งก็เหมาะกับงานระบบประสาทที่ต้องพูดให้เยอะ คุยให้เก่ง และความชอบส่วนตัวของเธอยังส่งเสริมให้เธอเข้ากับคนไข้ได้ง่ายไปอีกขั้น จนใคร ๆ ก็สนุกที่จะได้คุยด้วย
หมอระบบประสาท
“เราผ่าเหล่ามาก ทั้งบ้านเป็นสายกฎหมายหมดเลย พี่สาวชัดเจนว่าเป็นเด็กศิลป์ พ่อบังคับให้เรียนวิทย์ไม่ได้ เลยไปสายกฎหมายเหมือนคุณพ่อ ที่จริงเราเองก็ไม่นิยามว่าตัวเองเป็นเด็กวิทย์เลย หัวไปทางศิลป์มากกว่า แต่แค่เรียนวิทย์พอได้ แล้วเข้าหมอได้ด้วยวิชาภาษาอังกฤษกับภาษาไทย”
แม้พ่อแม่จะมาทางสายกฎหมาย แต่พวกเขาก็อยากให้หมอเฟิร์นเดินบนเส้นทางที่ต่างออกไป จะเป็นอะไรก็ได้ที่เป็นวิชาชีพ อยู่ในสายวิทย์ได้ยิ่งดี ด้วยคะแนนสอบที่มันไปได้ เธอเลยเลือกมาเป็นหมอ
และเพราะมาเรียนด้วยเหตุผลนี้ 3 ปีแรกในโรงเรียนแพทย์ที่เน้นภาคทฤษฎีของนักศึกษาแพทย์ที่เก่งภาษาแต่ทักษะวิทยาศาสตร์แค่พอไปได้ จึงไม่สนุกนัก แต่พอขึ้นปี 4 ที่ต้องดูแลคนไข้จริง ความรู้สึกของเธอกลับตรงกันข้าม หมอเฟิร์นชอบการติดต่อพูดคุยกับผู้คน ถึงมีอดนอนบ้างก็ยังรับได้ งานในสนามจริงนี้จึงทำให้เธอรู้สึกสนุกและท้าทายด้วยซ้ำ
“คิดถูกมากที่มาเรียนหมอ การเรียนหมอเป็นหนึ่งในช่วงที่ดีของชีวิต”
งานระบบประสาทต่างจากระบบอื่นตรงที่แพทย์ต้องตรวจร่างกายทั้งหมดให้ละเอียดก่อน แล้วค่อยมาประเมินว่าความผิดปกติเกิดขึ้นจากจุดไหนของระบบประสาท แต่ละจุดก็มีรายละเอียดไม่เหมือนกัน ตัวโรคก็ไม่เหมือนกัน จึงใช้เวลาซักประวัติมากเป็นพิเศษ คุยกับคนไข้มาก ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับคนไข้เยอะ เลยเหมาะกับนิสัยของหมอเฟิร์นที่เป็นหมอสายเอ็กซ์โทรเวิร์ตและชอบเจอผู้คน
“เคยตรวจคุณยายคนหนึ่ง แกก็บอกว่าไม่เคยเจอหมอที่ไหนตรวจละเอียดขนาดนี้มาก่อนเลย ใช้เวลานาน ตรวจตั้งแต่หัวจรดเท้า แต่พอทํางานไปเรื่อย ๆ ก็จะโฟกัสได้ว่าจากประวัติประมาณนี้ เราควรตรวจเจาะลึกส่วนไหนเป็นพิเศษ”
จุดที่ท้าทายคุณหมออย่างมากกว่าจะผ่านด่านไปเป็นแพทย์อนุสาขาประสาทวิทยาโรคหลอดเลือดสมองได้นั้น คือการที่ต้องสอบฟิสิกส์ที่เธอไม่เคยถนัดและไม่เคยชอบเลย
“เราต้องสอบ Certificate ของ The American Society of Neuroimaging แล้วต้องใช้ฟิสิกส์ ซึ่งตอน ม.ปลาย เราทนทรมานมากและไม่เคยเข้าใจว่าจะเรียนไปเพื่ออะไร แต่แล้วมันกลับโผล่มาหลอกหลอนอีกตอนเราอายุ 30 กว่าที่ต้องสอบแล้วจะตกไม่ได้ เราเลยพยายามคิดว่าคนเราไม่จําเป็นต้องเจอสิ่งที่ชอบ 100% แต่ต้องให้คําตอบตัวเองได้ว่าทนทำสิ่งที่ไม่ชอบไปเพื่ออะไร”
แล้วสุดท้ายคุณหมอก็สามารถสอบผ่านจนได้
หมอโรคสโตรก
สาเหตุการตายอันดับ 1 ของโลกคือมะเร็ง ซึ่งนับรวมในทุกอวัยวะ แต่โรคสโตรกซึ่งเป็นอันดับ 2 เกิดกับหลอดเลือดสมองเท่านั้น การดำเนินโรคก็เป็นไปได้หลายทางขึ้นอยู่กับสาเหตุ หมอเฟิร์นมองว่านี่คือโรค Common ที่มีความ Uncommon ซ่อนอยู่ และทำให้เธอสนใจมาเรียนเจาะลึกในสาขาเฉพาะทางต่อยอดด้านนี้
“มีเคสหนึ่ง คนไข้มาด้วยอาการมองไม่เห็น กล้ามเนื้ออ่อนแรง ทำ MRI ไป ผลก็โรคสโตรก แต่เจาะเลือดปุ๊บ เม็ดเลือดขาวขึ้น 500,000 คือเขาเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว ซึ่งตัวเม็ดเลือดมันเยอะและขนาดใหญ่มาก ปกติจะอยู่ในไขกระดูก แต่พอหลุดออกมาในระบบเลือดปกติเลยไปอุดตันหลอดเลือด ถ้าให้ยาละลายลิ่มเลือด หรือยาต้านเกล็ดเลือดแบบคนไข้สโตรกทั่วไป คนไข้ก็จะเลือดออกจนเสียชีวิต เลยต้องให้คีโมรักษามะเร็ง”
คนไข้รายหนึ่งของคุณหมอ วินิจฉัยแล้วมีหลอดเลือดตีบ 70% ซึ่งสูงถึงระดับที่จำเป็นต้องผ่าตัดลอกไขมัน แต่คนไข้ยืนกรานปฏิเสธไม่ผ่าตัด ทำให้หมอเฟิร์นทำอะไรไม่ได้นอกจากให้คนไข้ทานยาอย่างสม่ำเสมอเพื่อควบคุมอาการ หมอเองก็ไม่ได้หวังผลจากแนวทางการรักษาที่ค้านความรู้สึกของตัวเองนี้มากนัก แต่ผ่านไป 3 เดือน ผลการอัลตราซาวด์บอกว่าค่าไขมันอุดตันของคนไข้ลดลงเหลือ 50% ซึ่งนับว่าลดไปเยอะมากสำหรับการรักษาด้วยยาเพียงอย่างเดียว เธอเลยได้แนวคิดใหม่ว่า หากคนไข้มีวินัยในการกินยา ออกกําลังกาย ควบคุมอาหาร ผลลัพธ์ก็อาจดีได้มากกว่าที่คาด
“หรือแม้คนไข้สโตรกที่ติดเตียง หลาย ๆ เคสฟื้นตัวได้เยอะกว่าที่คาด บางคนกลับมาเดินได้เกือบปกติ มันอยู่ที่แรงใจของคนไข้เยอะมาก ต้องมีกําลังใจดี มีวินัย มีความอดทน แต่แค่ในช่วง 2-3 เดือนแรกเท่านั้นที่การฟื้นตัวจะเห็นได้ชัด ถ้าพ้นช่วงนี้ไปก็จะฟื้นตัวช้าหรือไม่กลับมาสู่สภาพปกติอีกเลย”
อาการทางระบบประสาทยังใกล้เคียงกับอาการทางจิตเวชมาก อย่างคนไข้ไมเกรน บางทีก็สัมพันธ์กับภาวะซึมเศร้า หลายเคสที่หมอเฟิร์นคุยไปคุยมา แล้วกลายเป็นปรึกษาปัญหาด้านจิตใจที่คนไข้เล่าไปร้องไห้ไป แต่ถ้าแก้ปัญหาจิตใจตรงนี้ไม่ได้ คนไข้ก็ยังมีอาการของโรคไมเกรนต่อ และเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมอง
ถึงแม้การวินิจฉัยโรคทางระบบประสาทจะเป็นงานละเอียดที่อาจใช้เวลานาน แต่พอกล่าวถึงโรคสโตรก หมอเฟิร์นจะต้องทำงานให้ไวแข่งกับเวลา เพราะทุก ๆ 1 นาทีหลังเส้นเลือดในสมองแตก เซลล์สมองจะตาย 2 ล้านเซลล์ หากคนไข้ถึงมือหมอใน 4.5 ชั่วโมงแรก ก็มีโอกาสกลับไปสู่สภาพปกติก่อนหน้าได้สูง การวินิจฉัยและตัดสินใจวางแผนรักษาที่รวดเร็วทันเวลาจึงเป็นอีกจุดเด่นในการทำงานของเธอ
โรคสโตรกนั้น ถ้าคนไข้มีพฤติกรรมเสี่ยง ทานไขมันเยอะ สูบบุหรี่ กินเหล้า นอนน้อย เครียดมาก ออกกำลังกายไม่มี ไขมันที่อุดตันหลอดเลือดสมองจนแตกสามารถเกิดได้ทันทีโดยไม่มีสัญญาณล่วงหน้า การป้องกันนอกจากควบคุมปัจจัยเสี่ยงแล้ว ยังควรมาตรวจร่างกาย วัดระดับไขมันในเลือดและความดันโลหิตเป็นประจำ เพื่อให้รู้จักสภาพร่างกายของตัวเอง และปรับพฤติกรรมเพื่อป้องกัน หากคนไข้ที่ผลเลือดไม่น่าพึงพอใจนัก คุณหมอจะมอบ Complete Care ดูแลตั้งแต่โรคยังไม่เกิด คนไข้สามารถรับการตรวจอัลตราซาวด์หลอดเลือดเพื่อดูว่าลิ่มเลือดอุดตันไปแค่ไหนแล้ว และควรรักษาตัวอย่างไร
“สโตรกมันเริ่มจากจุดเล็ก ๆ เลย แค่เริ่มมีไขมันเกาะนิดหน่อย แต่ถ้าผลเลือดมีไขมันสูง ไปลดอาหาร คุมไขมัน ออกกําลังกายแล้ว ก็ต้องกลับมาเจาะเลือดใหม่ใน 3 ถึง 6 เดือน เพื่อให้ได้รู้ว่าที่ทําไปได้ผลไหม ซึ่งถ้าคนไข้ดูแลตัวเองดี ก็จะไม่ไปถึงจุดที่หลอดเลือดมันตัน”
หมอชาวเกาะ
ก่อนหน้ามาเรียนเป็นแพทย์ระบบประสาท หมอเฟิร์นโดนส่งไปทำงานแพทย์ใช้ทุนที่เกาะพะงัน
“โอ้โห บันเทิงมาก ส่วนหนึ่งที่ทําให้ตรวจคนไข้ที่นี่ได้แฮปปี้ ก็ต้องขอบคุณเกาะพะงัน เพราะอันนั้นก็นานาชาติเหมือนกัน ถึงแม้จะอีกแนว เราก็ได้ฝึกภาษา พอมาที่ BNH เลยไม่กลัวการคุยกับคนไข้ต่างชาติ”
หากใครเคยไปเกาะพะงัน น่าจะเห็นลักษณะชาวต่างชาติที่ทั้งมาเยือนและมาอยู่ที่เกาะอันเลื่องชื่อเรื่องฮิปปี้และฟูลมูนปาร์ตี้แห่งนี้
“ส่วนมากเป็นต่างชาติสายอินดี้ ทำมอเตอร์ไซค์ล้มกันบันเทิงมาก เขาใช้ Magic Muchroom หรือเห็ดขี้ควายกัน เมาเห็ดมาแล้วถอดเสื้อวิ่งแก้ผ้าไล่กันรอบโรงพยาบาลเป็นเรื่องปกติ โรงพยาบาลมี 10 เตียง มักเป็นคนต่างชาติหมด วันดีคืนดีคนไข้ก็เป็นโรคไข้เลือดออกกันยกวอร์ด เคยมีแม่ต่างชาติพาลูกสาว 4 ขวบ มาขอเจาะเลือดดูไข้เลือดออก แต่ให้ยาอะไรไปก็ไม่เอาเลยเพราะเขาถือเป็นสารเคมี สายเขียวรับไม่ได้ แล้วก็ให้ลูกกินน้ำต้มใบมะละกอเอา”
หลังจากใช้ทุน หมอเฟิร์นก็กลับไปเรียนต่อเฉพาะทาง และมาทำงานในโรงพยาบาลสังกัดกรุงเทพมหานคร ก่อนกลับไปเรียนต่อยอดด้านโรคหลอดเลือดสมอง เธอกลับมาทำงานใช้ทุนที่โรงพยาบาลสังกัดกรุงเทพมหานครต่ออีก 3 ปี แล้วจึงย้ายมาอยู่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง ก่อนมีแพทย์แนะนำมาที่โรงพยาบาล BNH
“เราลองมาสัมภาษณ์แล้วรู้สึกว่าวิธีคิดมันตรงกัน ที่นี่ไม่ได้กดดันว่าต้องรีบตรวจ ไม่ได้เน้นจํานวน ทําให้เราทํางานได้เต็มที่ ซึ่งงานระบบประสาทมันเร่งไม่ได้ ตรวจเร่ง ๆ แล้วมันจะพลาด คุณหมอที่นี่ทุกคนก็เต็มที่กับคนไข้หมดเลย ที่นี่ออกเป็นนโยบายว่าให้หมอคุยปรึกษาเคสกันเองได้โดยตรงเลย ไม่ต้องผ่านพยาบาล แล้ววัฒนธรรมการทํางานก็ส่งเสริมให้บุคลากรใกล้ชิดกัน”
จิตวิทยา ประวัติศาสตร์ และการเข้าใจคน
หมอเฟิร์นรู้สึกว่าแพทย์ด้านระบบประสาทจะมีสิ่งที่คล้ายกัน คือสนใจใคร่รู้เรื่องมนุษย์เป็นพิเศษ และคุยเยอะ
“หลายคนบอกว่าเราพูดเก่งจัง พูดได้ไม่หยุด แต่เราก็ฟังได้ด้วยนะ รุ่นน้องจะบอกว่าเราเป็นเจ้ เพื่อน ๆ บอกว่าเรามีความเป็นคุณแม่ เขาว่าเราให้คําปรึกษาคนอื่นดี เลยชอบมาปรึกษาเรื่องงาน เรื่องชีวิต แต่พอเป็นเรื่องตัวเอง บางทีเราก็ไม่รอด ก็ต้องให้คนอื่นแนะนํากลับบ้างเหมือนกัน”
หมอเฟิร์นชอบอ่านหนังสือมาก เธอซื้อหาหนังสือมาเก็บจนแทบจะเปิดร้านเช่าหนังสือได้แล้ว ในยุคสมัยที่มีสื่อทางเลือกใหม่ ๆ อย่าง Podcast ให้เสพคอนเทนต์แทนการอ่าน หมอเฟิร์นก็ยังชอบการอ่าน เธอรู้สึกเข้าใจประเด็นต่าง ๆ ผ่านตัวหนังสือได้มากกว่าการฟัง หนึ่งในแนวหนังสือที่ชอบอ่านเป็นพิเศษคือแนวจิตวิทยา ซึ่งช่วยในการทำความเข้าใจคนไข้ในเวลางาน และคลายปัญหาให้คนรอบตัวนอกเวลางาน
“เราชอบแบบทดสอบจิตวิทยา บุคลิกภาพ พวก MBTI หรือนพลักษณ์ เราอยากรู้จักผู้คน อยากรู้ว่าทําไมคนแต่ละคนคิดไม่เหมือนกัน มันทําให้เราเข้าใจคนอื่น และในทางกลับกันมันก็ทําให้เราเข้าใจตัวเอง รู้จุดดีจุดด้อยของตัวเองด้วย”
คุณหมอลองทำแบบทดสอบเพื่อประเมินตัวเอง เธออยู่ในกลุ่ม ENTP (Debater) เป็นลักษณะของคนที่เป็นตัวของตัวเอง ชอบสิ่งท้าทาย ชอบหาความแปลกใหม่ และชอบโต้แย้งด้วย แต่มองความขัดแย้งเป็นสิ่งดีที่นําไปสู่เรื่องใหม่ ๆ
ในนพลักษณ์ คุณหมอเฟิร์นจัดอยู่ในลักษณ์ 8 (The Boss) เป็นลักษณะของคนที่ตรงไปตรงมา ชอบเป็นหน่วยกล้าตายเมื่อรู้สึกว่ามีสิ่งที่ไม่ถูกต้อง
“ก่อนหน้านี้ เราใจร้อน เห็นอะไรไม่ถูกต้องก็อดชนไม่ได้ ทุกคนก็จะบอกให้ใจเย็นนะ ลองกินขนมดูก่อนไหม เราอาจแค่โมโหหิว เมื่อผสมกับ ENTP ที่ชอบความขัดแย้ง ไม่กลัวการเผชิญหน้า เลยกลายเป็นเจ้ของน้อง ๆ เพราะชอบออกหน้าพูด แต่พออายุเยอะขึ้น ก็พบว่าเราจะชนดะไม่ได้ มันต้องมีสติมากขึ้น ตอนนี้ก็รู้สึกว่าเราใจเย็นลง
“คนไข้หลายคนก็บอกว่าเราเป็นคนตรงไปตรงมาดี”
ประวัติศาสตร์ เป็นอีกหัวข้อที่คุณหมอสนใจมาก เรื่องราวเหล่านี้ยังทำให้เธอมีเรื่องไปคุยกับคนไข้ มีผลต่อการเปิดใจให้คนไข้อยากเล่าเรื่องที่เกี่ยวกับสุขภาพต่อ และคนไข้หลายคนของโรงพยาบาล BNH เป็นชาวต่างชาติ ประวัติศาสตร์ที่หมายรวมถึงวัฒนธรรมและลักษณะนิสัยโดยรวมของคนชาตินั้นก็ทำให้หมอเฟิร์นเข้าใจคนไข้ต่างชาติได้มากขึ้น
“เช่นคนฝรั่งเศส อาหารคือเรื่องใหญ่ พักกลางวัน 2 ชั่วโมงเป็นเรื่องปกติ เราก็จะชวนคุยเรื่องอาหาร แล้วขอให้คุมอาหาร เพราะมันช่วยลดความดันและทำให้อาการปวดหัวดีขึ้น อาหารหลักพวกชีสกับไวน์นำมาสู่ปัญหาไขมันและการหยุดหายใจขณะหลับ ก็ต้องชวนเขาคุย เลยคิดว่าการที่เรามีความรู้พื้นฐานของประเทศเขา มันมีผลต่อการรักษา”
“To cure sometimes, to relieve often, to comfort always.
คือคติประจำใจในการรักษาคนไข้ของเรา การรักษาคนไข้ให้หายเลยเนี่ย ในความเป็นจริงมันก็เป็นได้แค่บางเคส ทําให้คนไข้อาการทุเลาลงคือสิ่งที่เจอบ่อย แต่ว่าหน้าที่ที่เราต้องทำเสมอคือทําให้คนไข้รู้สึกสบายใจหรือสบายกายมากขึ้น”
หมอเฟิร์นชอบพบเจอพูดคุยกับคนไข้ รู้สึกท้าทายไปกับความเร่งรีบของงานที่ต้องแข่งกับเวลา และได้ใช้ทั้งทักษะภาษา จิตวิทยา และประวัติศาสตร์ที่เธอชอบควบคู่ไปกับการดูแลคนไข้ แพทย์เป็นงานที่ทำให้เธอมีความสุขได้ในจุดที่ยืนอยู่ และยังอยากอยู่กับหน้าที่นี้ต่อไป ตราบที่เธอยังสามารถสร้างประโยชน์ให้ผู้อื่นได้
ติดต่อสอบถาม หรือทำนัดหมายกับเจ้าหน้าที่
ผ่าน LINE @MBRACE
พญ. ชลวิภา ศิริยุทธ์วัฒนา
CHONVIPA SIRIYUTWATTANA, M.D.
ความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง
ประสาทวิทยา
โรคหลอดเลือดสมองและการตรวจหลอดเลือดสมองด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง
ความสนใจเฉพาะทาง
โรคหลอดเลือดสมองแตก ตีบ ตัน
โรคหลอดเลือดสมองและการตรวจหลอดเลือดสมองด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง
วุฒิบัตร
แพทยสภา, ประสาทวิทยา, คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช
ภาษา
ไทย
อังกฤษ
เพศ
หญิง
ตารางออกตรวจ
ศูนย์ระบบประสาท
| วัน | เวลา |
|---|---|
| จันทร์ | 12:00 - 20:00 |
| อังคาร | 08:00 - 16:00 |
| พุธ | 08:00 - 16:00 |
| พฤหัสบดี | 09:00 - 19:00 |
| ศุกร์ | - |
| เสาร์ | - |
| อาทิตย์ | 09:00 - 19:00 |
นี่คือตารางออกตรวจปกติของแพทย์ วันเวลาที่ออกตรวจจริงอาจมีการเปลี่ยนแปลง กรุณาตรวจสอบวันเวลาที่ว่างเมื่อทำการนัดหมาย