พญ. บุษกร วชิรานุภาพ
ถึงแม้คนไข้ส่วนมากจะได้พบคุณหมอแค่ในห้องตรวจมืด ๆ แต่ด้วยน้ำเสียงสดใส และความใส่ใจที่มอบให้ ทำให้พวกเขาสามารถจดจำ หมอใหม่ พญ. บุษกร วชิรานุภาพ แพทย์รังสีวินิจฉัยขั้นสูง ประจำศูนย์ภาพวินิจฉัยทางการแพทย์ โรงพยาบาล BNH
และนี่คือเรื่องราวของคุณหมอ
หมอที่กลัวเลือด
หมอใหม่ชอบอ่านหนังสือมาแต่เด็ก ทำให้เธอเรียนหนังสือได้ดีตามไปด้วย และก็ยังทำให้เธอตัดสินใจมาเรียนเป็นหมอ ที่คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์
แต่การอ่านหนังสือ ไม่ทำให้เธอรู้ว่าตัวเองเป็นคนกลัวเลือดมากแค่ไหน การเรียนแพทย์ 3 ปีแรก ที่เน้นตำราก็เช่นกัน พอเข้าปี 4 ที่ต้องเจอคนไข้จริงและเลือดจริง นสพ.ใหม่ ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากทำใจ รวบรวมความกล้า และเรียนต่อไป
“แค่ได้ยินคําว่าเลือดก็รู้สึกใจหายแล้ว เห็นเลือดเห็นเข็มทีเราก็หน้ามืด ตอนตัวเองโดนเจาะเลือดนี่เป็นลมเลย แต่ก็ทำให้เข้าใจคนไข้ที่เป็นโรคกลัวนู่นกลัวนี่”
อาชีพหมอนั้นมีหลายสาขาที่ไม่จำเป็นต้องอยู่กับเลือด นสพ.ใหม่ ก็ได้ตัดตัวเลือกไปเยอะตั้งแต่เนิ่น ๆ แต่ก่อนเรียนต่อเฉพาะทาง หมอใหม่ต้องไปใช้ทุนที่ต่างจังหวัด เธอสมัครไปทำงานร่วมกับกรมควบคุมโรคติดต่อ และถูกส่งตัวไปยังจังหวัดขอนแก่น
“คนไข้ส่วนใหญ่ที่นั่นจะเป็นโรคเรื้อนกับโรคเอดส์ อยู่ตรงนั้นเราได้เห็นชีวิตเยอะ สมัย 20 กว่าปีที่แล้ว อาการของคนติดเชื้อ HIV ก็ไม่ได้ควบคุมได้เหมือนสมัยนี้ คนไข้ส่วนมากก็จะเป็นเอดส์ไปเลย เราเห็นความทุกข์ทรมานของคนไข้ ตามชุมชนที่ไป คนเป็นโรคเรื้อนจนนิ้วกุดมือกุดก็ยังมีอยู่”
อย่างไรก็ตาม 3 ปีที่ขอนแก่นไม่เพียงพอให้เธอหายกลัวเข็มและเลือด แม้จะทำใจอยู่กับมันได้บ้างแล้วก็ตาม คุณหมอจึงเลือกเรียนต่อด้านรังสีวินิจฉัย ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ซึ่งไม่ต้องเจอทั้งเลือดทั้งเข็ม แต่มีความสำคัญต่อการดูแลคนไข้ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่างานสาขาอื่น
หลังจบสาขารังสีวินิจฉัย และสาขาเฉพาะทางต่อยอดด้านรังสีวินิจฉัยขั้นสูง หมอใหม่ก็ทำงานต่อทันทีกับโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และทางโรงพยาบาลได้ส่งเธอไปศึกษาเพิ่มเติมเรื่องการทำ MRI ช่องท้องอยู่ 1 ปี ที่มหาวิทยาลัย University of North Carolina at Chapel Hill รัฐนอร์ทแคโรไลนา ประเทศสหรัฐอเมริกา
“อยู่ที่นั่น เราได้ทํางานเป็นผู้ช่วยวิจัยกับ Professor ที่ชํานาญด้าน MRI ตับ ท่านกำลังตีพิมพ์ตำราเกี่ยวกับ MRI ช่องท้อง หมอจะมีหน้าที่ เก็บรวบรวมรูป MRI ของโรคต่างๆ ทำให้ได้ความรู้เป็นอย่างมากและท่านได้ให้โอกาสเราเป็นผู้นิพนธ์อันดับแรก 1 บท และเป็นผู้นิพนธ์ร่วมอีก 2 บท ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจของหมอใหม่มาก”
กลับมาเป็นแพทย์ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์อีก 5 ปี เธอก็ย้ายมาประจำที่โรงพยาบาล BNH ตามคำแนะนำของอาจารย์แพทย์
“อาจารย์ที่เราเคารพอยู่ที่นี่ แล้วก็มีรุ่นพี่รุ่นน้องที่รู้จักกันหลายคนด้วย ซึ่งเราเชื่อถือเขาอยู่แล้ว ทํางานด้วยกันแล้วสบายใจ ก็เลยตัดสินใจมา จะได้ทํางานเป็นทีมอย่างมีความสุข ในแผนกรังสีฯ ก็ถือว่าดีมากหมอแต่ละคนช่วยเหลือกัน ปรึกษากันได้ หากดูเคสแล้วไม่แน่ใจ เราก็มาช่วยกันดู”
แพทย์รังสีวินิจฉัยต้องทำงานเกี่ยวข้องกับแทบจะทุกแผนก ใครมีข้อสงสัยปัญหาภายในร่างกาย ทั้งอวัยวะ กระดูก กล้ามเนื้อ เส้นเลือด ก็ต้องเป็นหน้าที่ของแผนกนี้ที่ไปสืบหาต้นตอของอาการมาให้ได้ สัมพันธภาพที่ดีระหว่างแพทย์ต่างแผนกจึงช่วยให้การทำงานราบรื่นไปได้อีกขั้น
นักสืบรังสี
เพื่อมอบการดูแลแบบ Complete Care ที่ครบถ้วนรอบด้าน เมื่อหมอใหม่ต้องทำรังสีวินิจฉัยให้คนไข้ที่อวัยวะหนึ่งจากโรคหนึ่ง เธอจะใส่ใจในรายละเอียดที่ไม่ใช่โรคหลัก และดูไปถึงอวัยวะส่วนอื่นที่อยู่ใกล้เคียงด้วยว่ามีปัญหาที่ยังไม่แสดงอาการอะไรหรือไม่ หากเห็นความผิดปกติ จะได้วินิจฉัยได้ตั้งแต่ระยะเริ่มแรก ทําให้คนไข้ได้รับการรักษาที่รวดเร็วขึ้น มีภาวะแทรกซ้อนน้อยลง
“เช่นคนไข้ปวดท้อง สงสัยเรื่องถุงน้ำดี มาตรวจอัลตราซาวด์ช่องท้อง ระหว่างตรวจเราจะดูโดยรวม มีภาวะไขมันพอกตับมั้ย ไตดูมีนิ่วมั้ย ซึ่งตอนนั้นคนไข้อาจยังไม่มีอาการ ถ้าเราดูให้กว้างขึ้น ใส่ใจในทุกภาพที่สื่อออกมา เราก็อาจเจอปัญหาอื่น ทําให้เขาได้รับการรักษาไปด้วย”
เคสหนึ่งของคุณหมอที่ฟังดูอาการแล้วไม่น่าจะเกี่ยวกันเลย คือคนไข้ที่มาด้วยอาการปวดท้อง มาทำ ซีทีสแกนช่องท้องเพื่อหาความผิดปกติ แต่ก็ไม่เจออะไรผิดปกติเลย อย่างไรก็ตาม หมอใหม่ดูภาพผลสแกนแล้วกลับไปเอะใจที่กระดูกสันหลัง เธอสันนิษฐานว่าคนไข้น่าจะปวดหลัง แต่ด้วยรูปร่างที่ผอมจึงเข้าใจไปว่าปวดที่ท้อง เธอจึงแนะนำคนไข้ให้ทำ MRI กระดูกสันหลัง แล้วพบว่าคนไข้เป็นโรควัณโรคกระดูกสันหลัง ซึ่งหากหมอใหม่ไม่เห็นความผิดปกติในรูปถ่าย แพทย์เจ้าของไข้ก็คงยังโฟกัสแค่ปัญหาในช่องท้อง และคนไข้อาจต้องรับการตรวจเพิ่มเติมด้วยการส่องกล้องที่จะยุ่งยากไปอีกขั้น แต่ไม่ทำให้เจอต้นตอที่แท้จริง
โดยมากแล้ว แพทย์รังสีวินิจฉัยจะพบคนไข้แบบตัวต่อตัวระหว่างการทำอัลตราซาวด์ ซึ่งถึงแม้ว่าจะอยู่ในห้องมืด แต่หมอใหม่ก็จะสังเกตสีหน้าและแววตาของคนไข้เสมอ
“คนไข้บางคนดูมีความกังวลเยอะ หน้าตาเขาก็จะออกเลย บางคนมาทําแมมโมแกรมครั้งแรกก็กลัวเป็นมะเร็งเต้านม เราก็จะค่อย ๆ ชวนคุย หรือถามเขาว่ามีความกังวลตรงไหนหรือเปล่า อยากให้เราเน้นดูตรงไหนมั้ย ต้องคอยสังเกตตั้งแต่ก่อนตรวจ ถามก่อนว่ามีเจ็บตรงไหนมั้ยจะได้ระวังไม่ไปกดแรง ถ้าหมอทําหน้าจริงจังมากเกินไประหว่างการตรวจ คนไข้เขาก็กังวลว่าเราเห็นอะไรที่มันผิดปกติหรือเปล่า เราก็ต้องพยายามยิ้มแย้ม ระหว่างตรวจนาน 20 นาที เห็นคนไข้กระสับกระส่ายพลิกไปพลิกมา เราก็ต้องสังเกตว่าเขาเป็นอะไร เมื่อย ปวดหลัง หรือนอนนานแล้วเวียนหัว บางทีคนไข้แค่อยากไอแต่เกรงใจ ระหว่างตรวจก็ต้องสังเกต คอยถามไปด้วย”
ปกติหมอใหม่มีบุคลิกเป็นคนยิ้มแย้มแจ่มใส มองโลกในแง่ดี ไม่ไปตัดสินอะไรใคร จึงช่วยลดความกังวลของคนไข้ระหว่างการทำรังสีวินิจฉัยไปได้ในระดับหนึ่ง
“ถ้าเราหาสาเหตุได้ แล้วคนไข้ได้รับการรักษาที่เหมาะสมถูกต้องต่อไป ก็เป็นกําลังใจในการทํางาน หรือหากคนไข้จําเราได้เราก็ดีใจเหมือนกันนะ เพราะในห้องตรวจมันมืด แต่ส่วนใหญ่จะจําเสียงหมอได้ ลักษณะการพูดของตัวเองคงเป็นเอกลักษณ์”
อย่างไรก็ตาม การบอกผลวินิจฉัยกับคนไข้เป็นหน้าที่ของแพทย์เจ้าของไข้ สิ่งที่หมอใหม่ช่วยให้กำลังใจคนไข้ได้ระหว่างการตรวจด้วยรังสี คือประสบการณ์การทำงานร่วมกับทีมแพทย์ของโรงพยาบาล BNH ที่ทำให้เธอกล้าบอกคนไข้ด้วยความมั่นใจ ว่าไม่ว่าผลตรวจจะเป็นอย่างไร ก็มีแพทย์เฉพาะทางที่พร้อมดูแล
สุขที่เกิดเมื่อนั่งเงียบ ๆ
“แค่ได้นั่งอยู่เฉย ๆ ปล่อยให้หัวโล่ง ไม่ต้องไปคิดเรื่องอะไร อยู่กับตัวเอง อยู่เงียบ ๆ คนเดียว เราก็รู้สึกผ่อนคลายแล้ว”
การทำงานแพทย์รังสีวินิจฉัย ถึงแม้จะไม่ต้องคุยกับคนไข้เยอะ แต่ก็มีเคสล้นมือที่ต้องดูภาพ วิเคราะห์ภาพถ่ายรังสีของคนไข้จากทั้งโรงพยาบาล งานไม่ได้มีกำหนดการตามเวลานัด แต่อันไหนด่วนก็ต้องทำก่อน ซึ่งส่วนมากก็ด่วนทั้งหมด เลิกงานไปหมอใหม่ก็สวมบทแม่ เวลาที่เธอจะได้ใช้กับตัวเองจึงมีน้อยเต็มที
“ถ้าเราอยู่กับคนอื่น มันจะวุ่นวายไปหมด บางทีเราอยู่คนเดียวก็จริง แต่ยังต้องทํานู่นทํานี่ ดูทีวีแบบนี้สมองมันก็ไม่ได้พัก แต่พอเราอยู่เฉย ๆ ไม่เหนื่อยกาย ไม่เหนื่อยใจ ไม่เหนื่อยสมอง มันก็เป็นสุขได้แล้ว”
แต่คงเป็นความเกี่ยวพันกับงานรังสีวินิจฉัยที่ต้องสืบหาจุดผิดปกติจากภาพบนหน้าจอหรือบนแผ่นภาพ ในวันที่อยากพักกายแต่ไม่พักสมอง หมอใหม่จะฟังพอดแคสต์และดูซีรีส์สืบสวนสอบสวน
“มันเหมือนเป็นอุทาหรณ์ข้อเตือนใจในการใช้ชีวิต จะได้ระมัดระวังมากขึ้น”
แม่ของลูก
นอกเวลางาน หมอใหม่คือแม่ของลูกชายในวัยใกล้วัยรุ่น ที่เธอบอกว่าตอนนี้ลูกโตจนไม่ยอมเล่นกับแม่แล้ว ยังเหลือเพียงตัวต่อเลโก้ที่ลูกยังยอมเล่นกับเธอ
“เด็กสมัยนี้โตเร็ว แต่เราก็ปล่อยให้เขาเป็นตัวของตัวเอง ให้เขาแสดงความคิดเห็นได้เต็มที่ ใจดีด้วย หมอเลี้ยงลูกแบบไม่ค่อยห้ามอะไร”
คู่ชีวิตของหมอส่วนมากจะเป็นหมอเช่นเดียวกัน แต่สามีของหมอใหม่นั้นเป็นคนนอกวงการ ซึ่งเขาเข้าใจชีวิตการทํางานของหมอที่บางวันต้องเลิกดึก เสาร์อาทิตย์ต้องมาทํางาน และช่วยสนับสนุนหน้าที่แม่ของลูกในเวลาที่แม่ตัวจริงไม่ว่างได้เป็นอย่างดี วันไหนที่พอมีเวลาร่วมกัน ครอบครัวก็จะใช้เวลาไปเที่ยว หาขนมอร่อยกิน
“หมอตั้งใจและจริงจังกับการทํางาน พยายามทําให้ผิดพลาดน้อยที่สุด หากช่วยเหลืออะไรใครได้ก็พร้อมให้คำปรึกษา”
คนไข้อาจไม่ได้มีโอกาสรู้จักหมอใหม่มากนัก เพราะเธอทำงานในฐานะคนข้างหลัง แต่เป็นกำลังสำคัญให้คนไข้ได้รับการรักษาที่ถูกทาง ถึงจะไม่ได้พูดเยอะ ไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์กับคนไข้เยอะ แต่ทุกความพยายามก็เพื่อคนไข้ หากวันไหนที่คนไข้จดจำคุณหมอได้นอกห้องตรวจ นั่นจะเป็นสิ่งเล็ก ๆ ที่ทำให้วันนั้นของเธอน่าจดจำ
ติดต่อสอบถาม หรือทำนัดหมายกับเจ้าหน้าที่
ผ่าน LINE @MBRACE
พญ. บุษกร วชิรานุภาพ
ศูนย์ภาพวินิจฉัยทางการแพทย์
สาขาเฉพาะทาง
รังสีวินิจฉัยขั้นสูง
ภาษา
ไทย, อังกฤษ
– Radiology
– 1999 Doctor of Medicine, Chulalongkorn University
– 2002 Residency in Diagnostic Radiology, King Chulalongkorn Memorial Hospital
– 2005 Fellowship in Advanced Diagnostic Body Imaging, King Chulalongkorn Memorial Hospital
– 2005 Thai Board of Diagnostic Radiology
– 2007 Thai Subboard of Advanced Diagnostic Body Imaging
2008-2009 Magnetic Resonance Imaging clinical research fellowship, The University of North Carolina at Chapel Hill, USA
ตารางออกตรวจแพทย์
| วัน | เวลา | แผนก |
|---|---|---|
| จันทร์ | 07:30 – 13:00 | ศูนย์ภาพวินิจฉัยทางการแพทย์ |
| อังคาร | 07:30 – 19:00 | ศูนย์ภาพวินิจฉัยทางการแพทย์ |
| พฤหัสบดี | 07:00 – 16:00 | ศูนย์ภาพวินิจฉัยทางการแพทย์ |
| ศุกร์ | 07:30 – 16:00 | ศูนย์ภาพวินิจฉัยทางการแพทย์ |
| อาทิตย์ | 08:00 – 18:00 | ศูนย์ภาพวินิจฉัยทางการแพทย์ () |