– พญ. อลีนา เอื้อสุวรรณกุล –
การได้ดูแลลูกวัยสองขวบ คือสิ่งที่เติมเต็มบทบาทแพทย์ของ หมอจูน พญ. อลีนา เอื้อสุวรรณกุล กุมารแพทย์ด้านพัฒนาการและพฤติกรรมเด็ก ประจำโรงพยาบาล BNH ให้เข้าใจความรู้นอกตำราว่าด้วยความเห็นใจทั้งเด็กและครอบครัว รวมไปถึงความแตกต่างระหว่างเด็กแต่ละคน ครอบครัวแต่ละแบบ ที่ทฤษฎีไม่มีสอน แต่สำคัญอย่างยิ่งต่อการดูแลด้านพัฒนาการในเด็ก
เพราะอยากช่วยเหลือเด็ก
“ตอนใช้ทุน มีวันหนึ่งหมออยู่เวรของงานอายุรกรรม มีคนไข้หัวใจหยุดเต้นตอนเรากําลังจะลงเวร เราก็ไปช่วยปั๊มหัวใจ เขามีช็อกบ้าง แต่สุดท้ายหัวใจก็กลับมาเต้น คนไข้ก็มีคนดูแลต่อ ส่วนเราก็ต้องรีบไปเข้างานอื่นต่อ ผ่านไปเกือบจะครึ่งวัน ถึงรอบที่หมอต้องวนมาอยู่ห้องฉุกเฉิน ก็บังเอิญเจอคนไข้รายนี้ เขากลับมาเป็นปกติทุกอย่าง ตอนนั้นเราก็รู้สึกดีใจจัง แล้วญาติคนไข้ถึงกับลงมากราบเท้าหมอเลย มันเป็นโมเมนต์ที่ตื้นตันใจมากที่เราช่วยเขาได้”
ความรู้สึกในวันนั้นทำให้หมอจูนรู้สึกว่าคิดไม่ผิดที่เลือกมาเป็นหมอ ย้อนกลับไปสมัยก่อนเข้าโรงเรียนแพทย์ ครอบครัวที่ทำธุรกิจค้าขายไม่เคยคาดหวังว่าเธอจะต้องเรียนอะไร แต่จูนชื่นชอบวิชาชีววิทยาจนถึงขั้นไปเข้าค่ายโอลิมปิกวิชาการแบบจริงจัง และชื่นชอบงานที่ได้ช่วยเหลือไปพร้อมกับความก้าวหน้าทางวิชาชีพ เธอจึงเลือกมาเป็นหมอ
นศพ.จูน ผ่านชีวิตในคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มาโดยไม่มีเรื่องทุกข์ใจ แต่ช่วงเวลานั้นก็ยังไม่ได้ทำให้เธอเข้าใจความเป็นหมอที่แท้จริง จนกระทั่งมาเจอประสบการณ์ตอนใช้ทุน ที่โรงพยาบาลพระจอมเกล้า จังหวัดเพชรบุรี
“และช่วงที่มาวนวอร์ดเด็ก ได้คลุกคลีกับเด็ก เราก็ได้คิดว่าเด็กเป็นสิ่งมีชีวิตที่น่าช่วยเหลือ สิ่งที่เขากำลังเป็นนั้น เขาไม่ได้อยากเป็น เขาไม่ได้ทําตัวเองให้เจ็บป่วย เราก็เลยอยากช่วยเหลือเด็ก”
ระหว่างเรียนเฉพาะทางกุมารเวชศาสตร์ ที่โรงพยาบาลรามาธิบดี เธอก็เริ่มสนใจในด้านพัฒนาการเด็ก ซึ่งเธอมองว่าเป็นสาขาที่เหมือนจับต้องไม่ค่อยได้ แต่ผู้ปกครองทุกคนมีความกังวลด้านนี้ คุณหมอจึงอยากเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้พ่อแม่เด็กได้ปรับความเข้าใจทั้งด้านโรคหรือพฤติกรรมของเด็กที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการ
“หมอก็คิดว่า สุดท้ายครอบครัวเขาก็จะอยู่ได้ต่อไปอย่างมีความสุข และเด็กจะได้เติบโตมาอย่างมีคุณภาพ ก็เลยมาเรียน”
ในระหว่างที่เรียนเฉพาะทางต่อยอดด้านพัฒนาการเด็กที่โรงพยาบาลรามาธิบดีนี้ หมอจูนก็มาทำงานเป็นแพทย์นอกเวลาที่แผนกกุมารเวช โรงพยาบาล BNH ไปควบคู่กัน จนเมื่อเรียนจบ เธอก็มาเป็นกุมารแพทย์เต็มเวลาที่โรงพยาบาล BNH
ในระหว่างที่กำลังเรียนด้านพัฒนาการเด็กอยู่นั้น คุณหมอก็ได้ให้กำเนิดลูกชาย ซึ่งเธอบอกว่าเปรียบเสมือน ‘ตำราเล่มใหญ่’ ให้เธอได้ศึกษา ทำความเข้าใจ พัฒนาการเด็กตั้งแต่แรกเริ่มด้วยประสบการณ์ตรงของตัวเอง
ให้เขาเติบโตอย่างงดงาม
ขอบเขตการดูแลของหมอจูน คือพัฒนาการเด็กตั้งแต่แรกเกิดจนเข้าสู่วัยรุ่น ตั้งแต่การมีพัฒนาการที่สมวัย ปัญหาทางพัฒนาการ อย่างการเริ่มพูดช้า สมาธิสั้น หรือกลุ่มออทิซึม รวมไปถึงแนวทางช่วยเด็กปรับตัวเมื่อมีการเปลี่ยนแปลง อย่างคุณแม่จะมีน้องคนใหม่ หรือการเข้าโรงเรียน เป็นต้น
การดูแลคนไข้คนหมอจูน เธอจะเริ่มจากฟังผู้ปกครองเล่าเรื่องของน้อง แล้วถามความเห็นของเขาที่มีต่ออาการของเด็ก ก่อนจะแจ้งพัฒนาการตามวัยตามมาตรฐาน ระหว่างนี้เธอก็ต้องคอยสังเกตความรู้สึกของผู้ปกครอง ฟังความคิดเห็นของเขาให้มาก แล้วก็ตอบสนองตามที่เหมาะสมกับแต่ละครอบครัว
อย่างไรก็ตาม การยอมรับว่าลูกตัวเองมีปัญหาทางพัฒนาการนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย หมอจูนจึงต้องอาศัยทั้งชั้นและเชิงให้ผู้ปกครองยอมให้ลูกได้รับความช่วยเหลือ แม้ว่าเขาอาจยังไม่สามารถยอมรับผลการวินิจฉัยได้ก็ตาม
“อย่างน้อย ถ้าพาลูกมาหาหมอ ก็แสดงว่าเขาเห็นปัญหา เราก็ต้องเน้นให้เขาเห็นประโยชน์ในการส่งเสริมพัฒนาการที่มีผลต่อเด็ก เพราะสมองเด็กโตขึ้นทุกวัน หมอไม่อยากให้เสียไปสักวัน”
ช่วงเวลาสําคัญในการช่วยเหลือเด็กที่มีปัญหาด้านพัฒนาการ คือช่วงแรกเกิด ถึง 3 ขวบแรก ซึ่งเป็นช่วงที่สมองยังมีความยืดหยุ่น หากเขาได้รับการฝึกฝนก็จะส่งผลดีที่สุดในช่วงนี้ และแนวโน้มความผิดปกติของเขาก็อาจดีขึ้นได้ ซึ่งอาการบางอย่าง คุณหมอก็สามารถวินิจฉัยได้ตั้งแต่ 18 เดือนแรก เช่น กลุ่มอาการออทิซึม แต่บางอาการ เช่น สมาธิสั้น เด็กอาจแสดงอาการออกมาชัดเจนเมื่อโตพ้น 3 ปีแรกไปแล้ว
การรักษาความบกพร่องทางพัฒนาการอาจไม่ได้มีรูปแบบตายตัวเหมือนโรคทางกายภาพ แต่หากเด็กได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม ก็จะส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในปัจจุบันและอนาคตของเขา อย่างเคสหนึ่งที่คุณหมอประทับใจมาก คือ เด็ก ป.3 ที่กำลังจะโดนโรงเรียนให้ออก เพราะเขามีปัญหาหงุดหงิดง่าย ทะเลาะกับเพื่อน จนโดนทําทัณฑ์บนไปหลายครั้ง พอมาเข้ารับการวินิจฉัย ก็ปรากฏว่าน้องเป็นโรค ADHD หรือกลุ่มอาการสมาธิสั้น พอเขาได้รับการรักษา และผู้ปกครองก็ให้ความร่วมมือ เด็กยอมทานยาทุกวัน เขาก็เปลี่ยนเป็นเด็กอีกคน สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้เหมือนเด็กปกติ เรียนได้ ควบคุมอารมณ์ได้ดีจนคุณครูชม และนำมาซึ่งความภาคภูมิใจในตัวเอง
“พอเขาได้รับการดูแล ก็จะสามารถเติบโตต่อไปได้อย่างงดงาม จนถึงช่วงหนึ่ง หากหมอประเมินว่าอาการเขาดีจนไม่ต้องพึ่งยาแล้ว เขาก็สามารถหยุดยาได้”
การดูแลพัฒนาการในเด็ก ต้องอาศัยการบูรณาการการดูแลไปด้วยกันกับครอบครัว เพราะเด็กรู้ตัวเองไม่ได้ หมอจูนจึงมอบ Complete Care ดูแลแบบองค์รวมโดยสื่อสารให้ผู้ปกครองเข้าใจและตระหนักถึงความสำคัญของการส่งเสริมให้เด็กมีพัฒนาการตามวัย รวมไปถึงการป้องกันโรคทางสุขภาพกายในเด็กที่เกี่ยวข้อง เช่น วัคซีนตามช่วงอายุ โรคระบาดในเด็ก และโรคทางสุขภาพใจอย่างปัญหาในการเข้าสังคม ทั้งนี้ อาการบางอย่างก็อาจไม่ใช่ปัญหาทางพัฒนาการ แต่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติอื่น ๆ เช่น เด็กเรียนรู้ช้าเพราะมีสายตาสั้น คุณหมอก็ต้องทำงานบูรณาการกับแพทย์เฉพาะทางในแผนกอื่น ๆ เพื่อหาสาเหตุที่ใช่ และรักษาได้ตรงจุด
คนไข้ที่เคยเจอคุณหมอ มักบอกว่าเธอเป็นคนใจดีและใจเย็น ยอมฟังเรื่องราวจากครอบครัวคนไข้ไปเรื่อย ๆ แบบไม่รีบร้อน นั่นเพราะเธอใช้ความเห็นใจนำทาง และทำให้ผู้ปกครองไว้ใจในความใส่ใจของเธอ
“หมอก็เคยเจอเด็กที่ไม่ปกติจนเรารู้สึกได้ตั้งแต่แวบแรก แต่พออยู่กับเขาไปสักพัก ก็รู้สึกเห็นใจพ่อแม่เขา แล้วหมอก็มักใช้คําชม เช่น พ่อแม่ดูแลน้องได้ดีมากแล้วนะ เพราะเขาก็รู้อยู่แล้วว่าการดูแลลูกคนนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เขาก็ทำได้ถึงขนาดนี้ เราใช้ความรู้สึกแบบนี้ในการรักษาเขา ทำให้มันเป็นเรื่องเชิงบวกมากกว่า”
ด้วยหัวใจของหมอและแม่
“ลูกเป็นเหมือนตำราเล่มใหญ่ของหมอ ที่ทำให้รู้ว่าถึงเราจะเรียนรู้ทฤษฎีมามากมาย แต่ในชีวิตจริงมันก็ต้องทำเท่าที่ไหว และเท่าที่เรายังสบายใจ”
หมอจูนมักเริ่มเลี้ยงลูกตามทฤษฎีที่เธอได้เรียนมาก่อน แต่หากมันไม่เข้ากับลูก เธอก็พร้อมปรับเปลี่ยนตามหน้างาน ซึ่งการมีลูกทําให้เธอได้เข้าใจคนเป็นพ่อแม่มากขึ้นอีกเยอะ ข้อมูลตามทฤษฎีหลายอย่างก็ต้องปรับเปลี่ยนตามบริบทครอบครัว ซึ่งแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน
“เราดูคนไข้ ก็ผสมระหว่างความเป็นหมอและความเป็นแม่ พอมีลูกแล้วเราเข้าใจอะไรขึ้นอีกเยอะ เราเข้าใจแม่ ๆ ได้หลายจุดว่าเลี้ยงลูกมันมีอะไรมากมายที่ตำราไม่ได้บอก เมื่อได้รักษาคนไข้ เราก็รู้สึกว่าช่วยเขาได้มากกว่าเดิม เช่น ถ้าน้องเป็นหวัดธรรมดา สมัยก่อนเรารักษาแล้วก็จบ แต่ว่าพอมีลูก เราก็ช่วยเรื่องความกังวลของพ่อแม่ไปด้วย เพราะเรารู้ว่าคนเป็นแม่จะรู้สึกยังไง”
ในความเป็นแม่ที่เป็นหมอด้านพัฒนาการเด็กด้วย หมอจูนจึงให้ความสำคัญกับการเล่นของลูกมาก เพราะเป็นสิ่งที่ทำให้เขาทั้งได้เรียนรู้และได้สร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้คนและสิ่งรอบตัว โดยคุณหมอจะให้ลูกเลือกสิ่งที่อยากเล่นเอง แล้วต่อยอดเป็นการเรียนรู้สำหรับเขา
“ในวัยนี้ เขาจะชอบเอาข้าวของไปแหย่ตามรูต่าง ๆ อย่างพวกที่หยอดเหรียญ หรือช่องตามตู้ เราก็จะสอนเขาไปในตัวเลยว่านี่คือลิ้นชัก เปิดออกมาด้วยวิธีนี้ เอามือวางตรงนี้ได้ ตรงนี้ไม่ได้ จะโดนหนีบ เป็นต้น หรือตอนที่เขาเอาของไปซ่อนใต้เตียง เราก็ถามว่าเขาจะเก็บยังไง หรือเขาเอาลูกบอลไป เราก็ชวนให้ลองไปกลิ้งลูกบอลลงมาจากสไลด์เดอร์ที่สูง ๆ มันเป็นยังไง”
คุณหมอยังให้ความสำคัญกับประสบการณ์ชีวิตของลูก แม้ลูกจะยังอยู่ในวัยเด็กเล็กที่เมื่อโตไปก็คงไม่สามารถจดจำเรื่องราวตอนนี้ได้ หมอจูนก็ยังชอบพาลูกไปเดินทางท่องเที่ยว
“เที่ยวแต่ละครั้ง มีประโยชน์กับเด็กมากเลย เขาได้โตอย่างก้าวกระโดดในทุกรอบที่ได้ออกเดินทางไปเที่ยว คือพอไปที่แปลกใหม่ เขาจะอยากสํารวจไปในตัว ตอนเขา 1 ขวบ หมอเคยพาไปญี่ปุ่น ช่วงแรกก็เดินไม่ได้คล่องมาก แต่พอกลับมานี่เขาแทบจะวิ่ง เพราะเราเดินกันทั้งวันที่นู่น เขาอยากดูอะไรก็พาไป หรือตอนพาเขาไปทะเล ไปเล่นตักทราย กลับมาเขาก็ตักข้าวเก่งขึ้น”
เดินทางบ่อย ก็ต้องมีวิธีเตรียมลูกให้พร้อมก่อนการเดินทางด้วย เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาทั้งกับเขาและกับเพื่อนร่วมทริปคนอื่น โดยเฉพาะการเดินทางด้วยเครื่องบินที่ผู้โดยสารมักกลัวการได้นั่งใกล้เด็กเล็ก ซึ่งหมอจูนก็มีเคล็ดลับมาฝากผู้ปกครองท่านอื่น
“เด็กแต่ละคนจะมีกิจวัตรของตัวเองว่าจะนอนกี่โมง กินกี่โมง เราก็เลยเตรียมตัวเขา ให้เขาเล่นตอนกลางวันให้พอ กินให้อิ่ม พอขึ้นเครื่องไปเขาก็ตื่นเต้นสํารวจนู่นนี่ในตอนแรก แต่สักพักก็จะเป็นเวลานอนของเขาพอดี เขามีงอแงนิดหน่อย แต่เรารู้อยู่แล้วว่าต้องกล่อมลูกยังไง หมอยังเตรียมของเผื่อฉุกเฉินไปด้วย ทั้งชุดเปลี่ยนเผื่ออาเจียน ผ้าอ้อมเด็ก และก็ยาลดน้ำมูกที่ทําให้เด็กง่วงหากเขาร้องจนไม่ไหวจริง ซึ่งเรารู้อยู่แล้วว่าผลข้างเคียงน้อย แต่สุดท้ายก็โชคดีที่ไม่ต้องใช้”
และคุณหมอยังฝากคำแนะนำการใช้ชีวิตไปให้ผู้ปกครองยุคใหม่ ที่เลี้ยงลูกท่ามกลางสิ่งเร้าต่าง ๆ
“หมอว่ามันไม่มีวิธีเลี้ยงลูกแบบไหนที่ใช้ได้กับเด็กทุกคน เด็กแต่ละคนก็ต่างกัน สิ่งสำคัญคือการเลี้ยงลูกในแบบของตัวเองมากกว่า เราสบายใจที่จะดูแลแบบไหน ไม่ตึง ไม่เครียดจนเกินไป รู้จักปล่อยวาง สมัยนี้คนเราเสพย์สื่อเยอะ มีคนมาอัปเดตอวดชีวิตลูก ๆ เยอะมาก แต่การไม่ไปเปรียบเทียบกับคนอื่นน่าจะทําให้ทุกครอบครัวมีความสุขขึ้นมากกว่า และหากพ่อแม่อารมณ์ดี ลูกก็จะดีตามเอง”
“หมอมีความสุขที่ได้ช่วยคน แล้วถ้าได้เห็นคนรอบข้างมีความสุขเมื่อได้อยู่กับเรา ไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัว หรือว่าคนไข้ เราก็รู้สึกดีมากเลย”
ควบคู่ไปกับหน้าที่การเป็นหมอ คือหน้าที่การเป็นแม่ ที่หมอจูนใช้เวลาทุกวันเพื่อบูรณาการสองงานนี้ให้ดีที่สุด ทั้งเพื่อครอบครัวของเธอและครอบครัวของคนไข้ ในบางครั้งเธอก็ต้องวางไม้บรรทัดของความเป็นแม่ลงเพื่อให้เห็นอาการลูกอย่างปราศจากอคติ และหลายครั้งก็ต้องวางไม้บรรทัดของความเป็นหมอลงเพื่อมอบความเห็นใจให้คนที่เป็นพ่อและแม่ ด้วยประสบการณ์ตรงที่ได้เรียนรู้จากการเป็นแม่
Customer’s Story
ติดต่อสอบถาม หรือทำนัดหมายกับเจ้าหน้าที่
ผ่าน LINE @MBRACE
พญ. อลีนา เอื้อสุวรรณกุล
ALINA UASUWANNAKUL, M.D.
ความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง
กุมารเวชศาสตร์
กุมารเวชศาสตร์พัฒนาการและพฤติกรรม
ประวัติการศึกษา
ปริญญาทางการแพทย์, แพทยศาสตรบัณฑิต (พ.บ.), คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล, ไทย
วุฒิบัตร
แพทยสภา, กุมารเวชศาสตร์
ภาษา
อังกฤษ
เพศ
หญิง
ตารางออกตรวจ
แผนกกุมารเวช
| วัน | เวลา |
|---|---|
| จันทร์ | 07:00 - 14:00 |
| อังคาร | 07:00 - 18:00 |
| พุธ | 07:00 - 14:00 |
| พฤหัสบดี | 07:00 - 18:00 |
| ศุกร์ | - |
| เสาร์ | - |
| อาทิตย์ | 08:00 - 17:15 |
นี่คือตารางออกตรวจปกติของแพทย์ วันเวลาที่ออกตรวจจริงอาจมีการเปลี่ยนแปลง กรุณาตรวจสอบวันเวลาที่ว่างเมื่อทำการนัดหมาย