สารอาหารดีก็ช่วยคุมระดับน้ำตาลได้
ผู้ที่จะมีน้ำตาลในเลือดสูงได้ อาจเป็นผู้ที่มีภาวะน้ำตาลในเลือดสูง (Hyperglycemia) ซึ่งเป็นอาการก่อนการวินิจฉัยโรคเบาหวาน หรือเป็นผู้ป่วยโรคเบาหวานก็ได้ แต่ไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วยขั้นไหน ระดับน้ำตาลในเลือดเป็นสิ่งที่ควรใส่ใจและจัดการอย่างเร่งด่วน เพราะอาจนำไปสู่โรคเบาหวานหรือภาวะแทรกซ้อนรุนแรงอื่น ๆ ได้
เกณฑ์การวินิจฉัยภาวะน้ำตาลในเลือดสูงและโรคเบาหวานประเภทอดอาหารอย่างน้อย 8 ชั่วโมง
- ระดับปกติ: น้อยกว่า 100 mg/dL
- ระดับก่อนเบาหวาน: 100-125 mg/dL
- วินิจฉัยเบาหวาน: 126 mg/dL ขึ้นไป
ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง (Hyperglycemia) คืออะไร
ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงหมายถึงสภาวะที่ระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดสูงกว่าเกณฑ์ปกติ ซึ่งเกณฑ์การวินิจฉัยมีดังนี้:
- น้ำตาลในเลือดขณะอดอาหาร: มากกว่า 99 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร (มก./ดล.) หลังจากอดอาหารไม่น้อยกว่า 8 ชั่วโมง
- น้ำตาลในเลือดหลังอาหาร: มากกว่า 140 มก./ดล. หลังรับประทานอาหาร 2 ชั่วโมง
ภาวะนี้มักเกิดจากการที่ร่างกายผลิตฮอร์โมนอินซูลินไม่เพียงพอ หรือเซลล์ในร่างกายเกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน ทำให้ร่างกายไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ตามปกติ
น้ำตาลและคาร์โบไฮเดรตเป็นแหล่งพลังงานหลักของร่างกาย แต่เมื่อบริโภคมากเกินไปหรือร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลเข้าสู่เซลล์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ระดับน้ำตาลในเลือดจะสูงขึ้นจนเกิดเป็นภาวะน้ำตาลในเลือดสูงตามมา
โรคเบาหวานอันตรายอย่างไร
ภาวะแทรกซ้อนเฉียบพลัน (ระยะสั้น):
- ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงมาก (Diabetic Ketoacidosis, Hyperglycemic Hyperosmolar State)
ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ (จากการใช้ยาหรืออินซูลินมากเกินไป)
ภาวะแทรกซ้อนเรื้อรัง (ระยะยาว):
- โรคหัวใจและหลอดเลือด – เสี่ยงต่อโรคหัวใจขาดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง มากกว่าคนปกติ 2-4 เท่า
- โรคไตเสื่อม – โรคเบาหวานเป็นสาเหตุอันดับ 1 ของการล้างไตในประเทศไทย
ตาเสื่อม – อาจนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นหรือตาบอด - เส้นประสาทเสื่อม – ทำให้เกิดอาการชา เจ็บ ปลายมือปลายเท้า
- แผลเรื้อรังที่เท้า – อาจรุนแรงจนต้องตัดขา
- ติดเชื้อบ่อย – ระบบภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติ
- การเสียชีวิตก่อนวัยอันควร
สงสัยไหมว่าเรามีระดับน้ำตาลในเลือดเท่าไร
สอบถามเพิ่มเติม
เราสามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดได้อย่างไร
โดยปกติแล้ว เรามักรักษาภาวะน้ำตาลในเลือดสูงและโรคเบาหวานด้วยการการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ได้แก่ การควบคุมอาหาร การออกกำลังกาย การควบคุมน้ำหนัก หรือการรับประทานยา หรือการฉีดอินซูลิน
อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันนี้ อาหารเสริมก็มักเป็นตัวเลือกหนึ่งในการจัดการโรคต่าง ๆ หลายโรค รวมทั้งโรคเบาหวาน แม้ไม่ได้มีผลรักษาโรคต่าง ๆ โดยตรง แต่ก็ทำให้ความรุนแรงของโรคน้อยลงได้
ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมซูโต (Suto) ดีอย่างไร
ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมซูโต (Suto) จากโรงพยาบาล BNH ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด สำหรับผู้มีภาวะน้ำตาลในเลือดสูง และผู้ป่วยเบาหวาน ช่วยลดความเสี่ยงที่จะเป็นโรคเบาหวานและช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดสำหรับผู้เป็นโรคเบาหวานไปแล้ว ประกอบด้วยสารอาหารหลายชนิดที่จำเป็นต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและบำรุงสุขภาพผู้ป่วย
L-carnitine : ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดไม่ให้พุ่งสูง ควบคุมไม่ให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกินไปCapsicum
Capsaicin : ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด
Zinc : มีบทบาทในการควบคุมน้ำตาลในเลือด การขาดสังกะสีจะส่งผลให้เกิดการดื้ออินซูลิน ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง
Copper : มีบทบาทสำคัญต่อกระบวนการเมแทบอลิซึมของร่างกาย การขาดทองแดงทำให้เสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดได้
Chromium : มีส่วนช่วยในการเผาผลาญอาหาร ช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดอยู่ในระดับปกติ ไม่สูงหรือต่ำเกินไป
Q10 : สารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยบำรุงหัวใจ
ALA : สารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดและลดการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการเป็นโรคเบาหวาน
รีวิวจากผู้ใช้จริง
วิธีการรับประทาน Suto
รับประทานวันละ 2 แคปซูล หลังอาหารเช้า
1 กระปุกมี 60 เม็ด รับประทานได้ 1 เดือน
กรณีรับประทานหลังอาหารเช้า แล้วเกิดอาการวิงเวียน แนะนำให้รับประทานหลังอาหารเย็น
ต้องทาน Suto นานเท่าไรถึงจะเห็นผล
ควรทานต่อเนื่องติดกันอย่างน้อย 3 เดือน กรณีมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงมาเป็นเวลานาน แนะนําให้ทานต่อเนื่องจนกว่าผลตรวจค่าน้ำตาลในเลือดเป็นที่น่าพอใจ
โดยจะต้องควบคู่กับการปรับพฤติกรรม ใส่ใจในเรื่องการรับประทานอาหาร และออกกำลังกายสม่ำเสมอ
ข้อควรระวังในการรับประทาน Suto
เด็กและสตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทาน