มะเร็งปากมดลูก

เป็นอีก 1 โรคที่น่ากลัวและต้องระวังเป็นอย่างมากสำหรับผู้หญิง เพราะนอกจากความทุกข์ทรมานจากโรคแล้ว หากไม่ได้รับการรักษาที่ดีอาจทำให้เสี่ยงถึงขั้นเสียชีวิตได้ แต่ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ขั้นสูงในปัจจุบันทำให้มีการคิดค้นและผลิตวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้สำเร็จ และยังมีการวิจัยอย่างต่อเนื่องเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพของวัคซีนให้สามารถป้องกันครอบคลุมไวรัส HPV สายพันธุ์ความเสี่ยงสูงสาเหตุโรคมะเร็งปากมดลูกและโรคอื่นๆ ให้มากสายพันธุ์ที่สุด

มะเร็งปากมดลูกคืออะไร?

มะเร็งปากมดลูก เป็นโรคในระบบสืบพันธุ์เพศหญิง ที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส HPV ทางเพศสัมพันธ์กับผู้ที่มีเชื้อ ไม่เกี่ยวข้องกับกรรมพันธุ์ แม้คนในครอบครัวจะไม่เคยมีประวัติเป็นมะเร็งปากมดลูกมาก่อน ก็ยังคงมีความเสี่ยง

นอกจากนั้น ยังมีปัจจัยและพฤติกรรมเสี่ยงอื่นๆ ได้แก่

  1. การสูบบุหรี่ เพิ่มความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งปากมดลูก มากถึง 2 เท่า รวมทั้งผู้ที่ได้รับควันบุหรี่ด้วย
  2. ภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือติดเชื้อเอชไอวี [Human immunodeficiency virus (HIV)]
  3. มีประวัติเคยเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มาก่อน หรือเกิดการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์
  4. ใช้เม็ดยาคุมกำเนิดในระยะยาวติดต่อกันนานเกิน 4 – 5 ปีขึ้นไป
  5. มีบุตรมาก (3 คนขึ้นไป)
  6. มีบุตรเมื่ออายุน้อย (ก่อนอายุ 17 ปี)
  7. หลีกเลี่ยงไม่เข้ารับการตรวจภายในและคัดกรองเชื้อไวรัสเอชพีวีประจำปี

ผู้ได้รับเชื้อมักไม่รู้ตัวเนื่องจากไม่มีอาการแสดง จนกระทั่งมีอาการ เช่น เลือดออกจากช่องคลอดผิดปกติ (ที่ไม่ใช่ประจำเดือนหรือมีเลือดออกในวัยหมดประจำเดือน) เจ็บขณะร่วมเพศ เลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์ ฯลฯ นั่นอาจเป็นอาการของมะเร็งปากมดลูก

 

การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกควรเริ่มตรวจเมื่ออายุเท่าไหร่?

สามารถตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกตามช่วงอายุ ดังนี้

อายุ 21-24 ปี ตรวจแป็ปเทสต์หาเซลผิดปกติที่ปากมดลูก (Pap Smear) ทุก 1-3 ปี
อายุ 25-29 ปี ตรวจแป็ปเทสต์หาเซลผิดปกติที่ปากมดลูก (Pap Smear) หรือ ทุก 1-3 ปี
ตรวจหาเชื้อเอชพีวี (HPV DNA Test) หรือ ตรวจแป็ปเทสต์ ร่วมกับ การตรวจหาเชื้อเอชพีวี (Co-testing) ทุก 3-5 ปี
อายุ 30-65 ปี การตรวจหาเชื้อเอชพีวี (HPV DNA Test) หรือ ตรวจแป็ปเทสต์ ร่วมกับ การตรวจหาเชื้อเอชพีวี (Co-testing) (แนะนำ) ทุก 3-5 ปี
ตรวจแป็ปเทสต์หาเซลผิดปกติที่ปากมดลูก (Pap Smear) ทุก 1-3 ปี

หากพบความผิดปกติของเซลล์ หรือพบเชื้อ HPV แพทย์จะทำการรักษาต่อไป ลดโอกาสเกิดมะเร็งได้ตั้งแต่เซลยังไม่กลายเป็นเนื้อร้าย ซึ่งมีโอกาสรักษาหายสูง แต่ทางที่ดีที่สุดคือการป้องกันไม่ให้ติดเชื้อ

ไวรัส HPV คืออะไร?

HPV เป็นเชื้อไวรัสที่มีมากกว่า 100 สายพันธุ์ ปกติแล้วร่างกายสามารถกำจัดเชื้อ HPV ออกไปเองภายใน 2 ปี แต่หากเชื้อฝังแน่นติดนานกว่านั้นจะมีผลกับเซลล์ โดยเฉพาะสายพันธุ์ที่ 16 และ 18 ที่เป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูกมากถึง 70% ส่วนสายพันธุ์ 6 และ 11 เป็นสาเหตุของหูดหงอนไก่ ซึ่งหูดหงอนนั้นรักษาให้หายได้ แต่มะเร็งปากมดลูกนั้นเมื่อเป็นแล้วรักษายาก ค่าใช้จ่ายสูง

HPV ติดต่อโดยการสัมผัสขณะมีเพศสัมพันธ์ ทำให้เกิดการติดเชื้อตามอวัยวะต่างๆ เช่น ที่ปาก คอหอย ทวารหนัก องคชาติ มดลูก ปากมดลูก และเกิดขึ้นได้ทั้งในคู่รักชาย-ชาย, ชาย-หญิง และหญิง-หญิง

 

จะป้องกันการติดเชื้อ HPV ได้อย่างไร?

เนื่องจาก HPV ติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์กับบุคคลที่มีเชื้อ ดังนั้นการป้องกันการติดเชื้อที่ได้ผลดีที่สุด คือการไม่มีเพศสัมพันธ์ เพราะแม้จะสวมถุงยางอนามัย ก็ไม่สามารถป้องกันได้ 100% ดังนั้นจึงมีการคิดค้นวัคซีนป้องกันการติดเชื้อ HPV ซึ่งป้องกันได้ถึง 70-90% แต่การจะป้องกันให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดคือต้องฉีดในผู้ที่ยังไม่มีความเสี่ยงติดเชื้อ (ก่อนมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกในชีวิต) จึงแนะนำให้ฉีดได้ในเด็กผู้หญิงตั้งแต่อายุ 9 ขวบเป็นต้นไป โดยฉีดทั้งหมด 3 เข็ม/คอร์ส อย่างไรก็ตามยังคงแนะนำให้ตรวจภายในตามปกติเมื่อถึงเวลาตามช่วงวัย (แม้มีเพศสัมพันธุ์แล้วก็ยังสามารถฉีดวัคซีนได้ เพียงแต่ประสิทธิภาพอาจจะลดลงเล็กน้อย และสามารถฉีดได้ในผู้ชายเช่นกัน)

 

วัคซีน HPV มีกี่ชนิด?

เดิมมีวัคซีนป้องกันการติดเชื้อ HPV ที่นิยมอยู่ 2 ชนิด คือ

– ชนิด 2 สายพันธุ์ (ป้องกันไวรัส HPV สายพันธุ์ความเสี่ยงสูงที่ 16 และ 18 สาเหตุหลักของมะเร็งปากมดลูก)

– ชนิด 4 สายพันธุ์ (ป้องกันไวรัส HPV สายพันธุ์ความเสี่ยงสูงที่ 16 และ 18 สาเหตุหลักของมะเร็งปากมดลูก และสายพันธุ์ความเสี่ยงต่ำที่ 6 และ 11 สาเหตุของหูดหงอนไก่)

ปัจจุบัน (ปี 2020) มีวัคซีน HPV ชนิด 9 สายพันธุ์ ป้องกันสายพันธุ์ 6, 11, 16, 18, 31, 33, 45, 52 และ 58

วัคซีน 4 สายพันธุ์ กับ 9 สายพันธุ์ ต่างกันอย่างไร?

เนื่องจาก 70% ของมะเร็งปากมดลูกเกิดจาก HPV สายพันธุ์ 16 และ 18 ส่วนอีกประมาณ 18% มาจากสายพันธุ์ 31, 33, 45, 52, 58 ซึ่งวัคซีนทั้ง 2 ชนิด ป้องกันได้อยู่แล้ว ประสิทธิภาพไม่ต่างกัน แต่ชนิด 9 สายพันธุ์จะป้องกันไวรัส HPV เพิ่มอีก 5 สายพันธุ์ คือ 31, 33, 45, 52 และ 58 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่จัดอยู่ในกลุ่มความเสี่ยงสูง

อย่างไรก็ตาม แม้จะฉีดวัคซีนแล้ว ไม่ว่า 2 หรือ 4 หรือ 9 สายพันธุ์ก็ตาม ยังคงแนะนำให้ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกเป็นประจำตามกำหนด จะทำให้ช่วยป้องกันได้มากกว่า 95% เลยทีเดียว

ถ้าฉีดวัคซีน HPV ชนิด 2 หรือ 4 สายพันธุ์ไปแล้ว จำเป็นต้องฉีดชิด 9 สายพันธุ์อีกไหม?

ปัจจุบันยังไม่มีคำแนะนำให้ฉีดซ้ำ แต่หากฉีดชนิด 4 สายพันธ์มาแล้ว จำเป็นจะต้องเว้น 1 ปี จึงจะฉีดชนิด 9 สายพันธุ์ได้

ตรวจภายในเป็นประจำอยู่แล้ว จำเป็นต้องฉีดวัคซีน HPV หรือไม่

การฉีดวัคซีน HPV และการตรวจภายใน เป็นวิธีป้องกันมะเร็งปากมดลูกที่แตกต่างกัน วัคซีนช่วยป้องกันการติดเชื้อ HPV ที่ทำให้เซลล์ผิดปกติ ส่วนการตรวจภายในหรือแพปสเมียร์เป็นการตรวจวินิจฉัยหาเซลล์ผิดปกติแล้ว ซึ่งหากตรวจพบจะได้รีบรักษาได้ทันก่อนที่จะกลายเป็นมะเร็ง การฉีดวัคซีนร่วมกับตรวจภายในอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นการป้องกัน 2 ทาง ซึ่งได้ผลดีที่สุดในการป้องกันมะเร็งปากมดลูก

ผู้ชายฉีดวัคซีน HPV ช่วยลดความเสี่ยงในผู้หญิงได้ไหม?

นอกจากจะช่วยป้องกันมะเร็งปากมดลูกในผู้หญิงแล้ว วัคซีน HPV ยังสามารถฉีดได้ในผู้ชาย จะช่วยป้องกันโรคหูดหงอนไก่ หรือมะเร็งช่องปาก ลำคอ ทวารหนักในผู้ชายได้ และช่วยลดความเสี่ยงในผู้หญิงได้ แนะนำให้ฉีดได้ตั้งแต่อายุ 9 ปีขึ้นไปเช่นเดียวกับผู้หญิง

การจะเลือกว่าควรฉีดวัคซีนชนิดใดควรปรึกษาแพทย์และให้แพทย์แนะนำชนิดวัคซีนที่เหมาะสมให้ อย่าปล่อยให้มะเร็งปากมดลูกเป็นโรคที่ทำให้ผู้หญิงทั่วโลกเสียชีวิตเป็นอันดับ 2 อีกต่อไปในเมื่อคุณป้องกันได้

ทำนัดหมายสำหรับตรวจมะเร็งปากมดลูก