Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors
Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors

Translated by AI

ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ จำเป็นต้องตรวจภายในหรือไม่ ? และการตรวจภายในสำคัญอย่างไร?

ในผู้หญิงที่ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์มาก่อน แม้โอกาสที่จะเป็นมะเร็งปากมดลูกน้อย แต่การตรวจภายในนั้น มิได้หมายถึงการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกอย่างเดียว การตรวจภายในคือ การตรวจหาความผิดปกติของระบบสืบพันธุ์เพศหญิงทั้งภายนอกและภายใน ได้แก่ อวัยวะเพศภายนอก,ช่องคลอด,ปากมดลูก,มดลูก,ปีกมดลูก และรังไข่ ดังนั้นการตรวจภายในจึงเป็นประโยชน์มากทั้งในสตรีที่เคยและไม่เคยมีเพศสัมพันธ์

การตรวจภายใน ตรวจอะไรบ้าง

  • การตรวจดูความผิดปกติและคลำอวัยวะภายนอกและภายในอุ้งเชิงกราน
  • การคัดกรองมะเร็งปากมดลูก เช่น Pap smear, HPV test
  • การคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ที่มีประสิทธิภาพในการตรวจพบความผิดปกติที่ดีที่สุด คือการตรวจ CO-TEST ด้วยวิธี Pap smear ร่วมกับ HPV DNA test
  • การตรวจวินิจฉัยอื่นๆเพิ่มเติม  เช่น การอัลตราซาวน์ช่องท้องส่วนล่าง

 “มะเร็งปากมดลูก” โรคมะเร็งปากมดลูกเป็นหนึ่งในมะเร็งที่พบได้บ่อยในผู้หญิงทั่วโลก มะเร็งปากมดลูกเกิดจากเซลล์ที่เปลี่ยนแปลงและเจริญเติบโตผิดปกติในปากมดลูก สาเหตุหลักของโรคนี้คือการติดเชื้อไวรัส HPV (Human Papillomavirus) ซึ่งติดต่อได้โดยตรงจากการมีเพศสัมพันธ์ และเชื้อวัส HPV มีหลายสายพันธุ์แตกต่างกัน แต่สายพันธุ์ที่เกี่ยวข้องกับมะเร็งปากมดลูกคือ HPV 16 และ HPV 18

ปัจจัยเสี่ยงมะเร็งปากมดลูก

ปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งปากมดลูก เกิดจากการติดเชื้อ Human Papillomavirus (HPV) ผ่านการมีเพศสัมพันธ์ หรือการเปลี่ยนคู่นอนโดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย แล้วยังมีปัจจัยมาจากสาเหตุอื่นๆได้อีกด้วย

  • การติดเชื้อ Human Papillomavirus (HPV) ผ่านการมีเพศสัมพันธ์โดยเฉพาะการมีเพศสัมพันธ์ หรือไม่ใช้ถุงยางอนามัย สามารถป้องกันได้โดยการเข้ารับการตรวจภายใน
  • การสูบบุหรี่และการบริโภคแอลกอฮอล์
  • การรับประทานอาหารไม่เพียงพอ
  • ประวัติคนในครอบครัวที่มีประวัติเป็นมะเร็งปากมดลูก

วิธีป้องกัน

  1. การตรวจสุขภาพประจำปี: ผู้หญิงควรเข้ารับตรวจภายในเป็นประจำทุกปี เพื่อตรวจหาความผิดปกติ แนะนำเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ด้วยวิธี Co-TEST (Pap smear ร่วมกับ HPV DNA test) ทุก 3 ปี หรือด้วย Pap Smear ทุก 1 ปี (หากผลตรวจปกติ)เพื่อค้นหาความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง
  2. ฉีดวัคซีน HPV: การฉีดวัคซีน HPV เป็น1 วิธีการฉีดวัคซีนสามารถช่วยป้องกันการติดเชื้อไวรัส HPV ได้ และสามารถเริ่มฉีดได้ตั้งแต่ อายุ 9 ปีขึ้นไป
  3. การป้องกันก่อนการมีเพศสัมพันธ์ หรือสวมใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ ช่วยลดโอกาสติดเชื้อไวรัส HPV และลดความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งปากมดลูกได้
  4. การรักษาสุขภาพทั่วไปอย่างเหมาะสม เช่น การทานอาหารที่มีประโยชน์ การออกกำลังกาย การหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ และการลดการดื่มสุรา สามารถช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันและลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปากมดลูกได้

หากคุณมีอาการผิดปกติ หรือถึงช่วงวัย ที่ควรเข้ารับการตรวจภายใน ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญทางสุขภาพเพื่อข้อมูลและคำแนะนำที่ถูกต้องและเหมาะสม อย่ารอจนเกิดโรคร้าย พบเร็วมีโอกาสรักษาหาย

ใครบ้างที่ควรได้รับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก?

  • ผู้หญิงทั่วไปที่มีอายุตั้งแต่ 25 ปีขึ้นไป หรือเคยมีเพศสัมพันธ์
  • มีอาการตกขาวผิดปกติ เช่นมีกลิ่นเหม็น มีเลือดปน
  • มีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอดภายหลังการมีเพศสัมพันธ์
  • เลือดออกผิดปกติทางช่องคลอดที่ไม่ทราบสาเหตุ
  • ปวดท้องน้อย
  • ปัสสาวะหรืออุจจาระปนเลือด

การเตรียมตัวก่อนเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก

  • ควรเข้ารับการตรวจในช่วงที่ไม่มีประมีประจำเดือน หรือตรวจหลังประจำเดือนหมดประมาณ 1 อาทิตย์
  • งดมีเพศสัมพันธ์ประมาณ 3 วันก่อนการตรวจ
  • ห้ามสวนล้างช่องคลอดหรือการเหน็บยาก่อนมาตรวจภายใน 48 ชั่วโมง
  • ไม่ต้องงดน้ำและอาหาร
  • หากมีผลการตรวจพบการอักเสบหรือมีเซลล์เปลี่ยนแปลงผิดปกติที่ปากมดลูกให้มาติดตามการรักษาอย่างต่อเนื่องทุกครั้ง

ศูนย์สุขภาพสตรี (Women’s Health Centre) โรงพยาบาลบีเอ็นเอช

ด้วยประสบการณ์ด้านการดูแลสุขภาพสตรีอย่างต่อเนื่องยาวนาน ศูนย์สุขภาพสตรี (Women’s Health Centreโรงพยาบาลบีเอ็นเอช พร้อมดูแลทุกมิติด้วยความเชี่ยวชาญเฉพาะทางในเรื่องสุขภาพสตรีเป็นพิเศษ และ ศูนย์มะเร็งนรีเวช (Gynecology Centre) บริการตรวจคัดกรองโรค ให้คำปรึกษา ตลอดจนป้องกันและรักษา โรคมะเร็งปากมดลูก ในสตรีทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้ได้ผลตรวจที่มีความถูกต้องและแม่นยำ