✨Translated by AI
ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ จำเป็นต้องตรวจภายในหรือไม่ ? และการตรวจภายในสำคัญอย่างไร?
ในผู้หญิงที่ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์มาก่อน แม้โอกาสที่จะเป็นมะเร็งปากมดลูกน้อย แต่การตรวจภายในนั้น มิได้หมายถึงการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกอย่างเดียว การตรวจภายในคือ การตรวจหาความผิดปกติของระบบสืบพันธุ์เพศหญิงทั้งภายนอกและภายใน ได้แก่ อวัยวะเพศภายนอก,ช่องคลอด,ปากมดลูก,มดลูก,ปีกมดลูก และรังไข่ ดังนั้นการตรวจภายในจึงเป็นประโยชน์มากทั้งในสตรีที่เคยและไม่เคยมีเพศสัมพันธ์
การตรวจภายใน ตรวจอะไรบ้าง
- การตรวจดูความผิดปกติและคลำอวัยวะภายนอกและภายในอุ้งเชิงกราน
- การคัดกรองมะเร็งปากมดลูก เช่น Pap smear, HPV test
- การคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ที่มีประสิทธิภาพในการตรวจพบความผิดปกติที่ดีที่สุด คือการตรวจ CO-TEST ด้วยวิธี Pap smear ร่วมกับ HPV DNA test
- การตรวจวินิจฉัยอื่นๆเพิ่มเติม เช่น การอัลตราซาวน์ช่องท้องส่วนล่าง
“มะเร็งปากมดลูก” โรคมะเร็งปากมดลูกเป็นหนึ่งในมะเร็งที่พบได้บ่อยในผู้หญิงทั่วโลก มะเร็งปากมดลูกเกิดจากเซลล์ที่เปลี่ยนแปลงและเจริญเติบโตผิดปกติในปากมดลูก สาเหตุหลักของโรคนี้คือการติดเชื้อไวรัส HPV (Human Papillomavirus) ซึ่งติดต่อได้โดยตรงจากการมีเพศสัมพันธ์ และเชื้อวัส HPV มีหลายสายพันธุ์แตกต่างกัน แต่สายพันธุ์ที่เกี่ยวข้องกับมะเร็งปากมดลูกคือ HPV 16 และ HPV 18
ปัจจัยเสี่ยงมะเร็งปากมดลูก
ปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งปากมดลูก เกิดจากการติดเชื้อ Human Papillomavirus (HPV) ผ่านการมีเพศสัมพันธ์ หรือการเปลี่ยนคู่นอนโดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย แล้วยังมีปัจจัยมาจากสาเหตุอื่นๆได้อีกด้วย
- การติดเชื้อ Human Papillomavirus (HPV) ผ่านการมีเพศสัมพันธ์โดยเฉพาะการมีเพศสัมพันธ์ หรือไม่ใช้ถุงยางอนามัย สามารถป้องกันได้โดยการเข้ารับการตรวจภายใน
- การสูบบุหรี่และการบริโภคแอลกอฮอล์
- การรับประทานอาหารไม่เพียงพอ
- ประวัติคนในครอบครัวที่มีประวัติเป็นมะเร็งปากมดลูก
วิธีป้องกัน
- การตรวจสุขภาพประจำปี: ผู้หญิงควรเข้ารับตรวจภายในเป็นประจำทุกปี เพื่อตรวจหาความผิดปกติ แนะนำเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ด้วยวิธี Co-TEST (Pap smear ร่วมกับ HPV DNA test) ทุก 3 ปี หรือด้วย Pap Smear ทุก 1 ปี (หากผลตรวจปกติ)เพื่อค้นหาความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง
- ฉีดวัคซีน HPV: การฉีดวัคซีน HPV เป็น1 วิธีการฉีดวัคซีนสามารถช่วยป้องกันการติดเชื้อไวรัส HPV ได้ และสามารถเริ่มฉีดได้ตั้งแต่ อายุ 9 ปีขึ้นไป
- การป้องกันก่อนการมีเพศสัมพันธ์ หรือสวมใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ ช่วยลดโอกาสติดเชื้อไวรัส HPV และลดความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งปากมดลูกได้
- การรักษาสุขภาพทั่วไปอย่างเหมาะสม เช่น การทานอาหารที่มีประโยชน์ การออกกำลังกาย การหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ และการลดการดื่มสุรา สามารถช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันและลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปากมดลูกได้
หากคุณมีอาการผิดปกติ หรือถึงช่วงวัย ที่ควรเข้ารับการตรวจภายใน ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญทางสุขภาพเพื่อข้อมูลและคำแนะนำที่ถูกต้องและเหมาะสม อย่ารอจนเกิดโรคร้าย พบเร็วมีโอกาสรักษาหาย
ใครบ้างที่ควรได้รับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก?
- ผู้หญิงทั่วไปที่มีอายุตั้งแต่ 25 ปีขึ้นไป หรือเคยมีเพศสัมพันธ์
- มีอาการตกขาวผิดปกติ เช่นมีกลิ่นเหม็น มีเลือดปน
- มีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอดภายหลังการมีเพศสัมพันธ์
- เลือดออกผิดปกติทางช่องคลอดที่ไม่ทราบสาเหตุ
- ปวดท้องน้อย
- ปัสสาวะหรืออุจจาระปนเลือด
การเตรียมตัวก่อนเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก
- ควรเข้ารับการตรวจในช่วงที่ไม่มีประมีประจำเดือน หรือตรวจหลังประจำเดือนหมดประมาณ 1 อาทิตย์
- งดมีเพศสัมพันธ์ประมาณ 3 วันก่อนการตรวจ
- ห้ามสวนล้างช่องคลอดหรือการเหน็บยาก่อนมาตรวจภายใน 48 ชั่วโมง
- ไม่ต้องงดน้ำและอาหาร
- หากมีผลการตรวจพบการอักเสบหรือมีเซลล์เปลี่ยนแปลงผิดปกติที่ปากมดลูกให้มาติดตามการรักษาอย่างต่อเนื่องทุกครั้ง
ศูนย์สุขภาพสตรี (Women’s Health Centre) โรงพยาบาลบีเอ็นเอช
ด้วยประสบการณ์ด้านการดูแลสุขภาพสตรีอย่างต่อเนื่องยาวนาน ศูนย์สุขภาพสตรี (Women’s Health Centre) โรงพยาบาลบีเอ็นเอช พร้อมดูแลทุกมิติด้วยความเชี่ยวชาญเฉพาะทางในเรื่องสุขภาพสตรีเป็นพิเศษ และ ศูนย์มะเร็งนรีเวช (Gynecology Centre) บริการตรวจคัดกรองโรค ให้คำปรึกษา ตลอดจนป้องกันและรักษา โรคมะเร็งปากมดลูก ในสตรีทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้ได้ผลตรวจที่มีความถูกต้องและแม่นยำ