บทความสุขภาพ

ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับโรคกระดูกพรุน

โรคกระดูกพรุน เป็นโรคทางกระดูกที่พบได้บ่อยที่สุด โดยเฉพาะที่สะโพก กระดูกสันหลัง ข้อมือ สาเหตุหลักเกิดจากกระดูกสลายเร็วเกินไป หรือสร้างช้าเกินไป ตามปกติกระดูกจะแข็งแรงที่สุดตอนคนเราอายุ 30 ปี จากนั้นกระดูกจะค่อยๆ เสื่อมลง การป้องกันโรคกระดูกพรุน ได้แก่ รับประทานอาหารที่มีแคลเซียม วิตามินดี ออกกำลังกายที่มีการลงน้ำหนัก สิ่งที่ทำให้กระดูกพรุนมากขึ้น ได้แก่ เครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน อาหารโซเดียมสูง สูบบุหรี่

โรคกระดูกพรุน

กระดูกพรุน คือโรคของกระดูกที่เป็นสาเหตุใหญ่ที่ทำให้เกิดภาวะกระดูกหักหรือกระดูกสันหลังผิดรูปในผู้สูงอายุ โดยเฉพาะในผู้หญิง ซึ่งอาจส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน แต่การดูแลร่างกายตัวเองร่วมกับการดูแลจากแพทย์จะช่วยให้สามารถควบคุมและลดความเสี่ยงของการเกิดโรคกระดูกพรุนได้

กระดูกพรุน (Osteoporosis)

กระดูกพรุน เป็นโรคที่ทำให้กระดูกมีความพรุนและแตกง่าย เนื่องจากการที่มีมวลกระดูกน้อยลงและมีการสูญเสียเนื้อเยื่อกระดูก โดยจากข้อมูลของสถาบันสุขภาพแห่งชาติ (National Institutes of Health: NIH) ได้รายงานว่า โรคกระดูกพรุนเป็นโรคทางกระดูกที่พบได้บ่อยที่สุด และเป็นโรคที่มีความเสี่ยงในการทำให้เกิดกระดูกหัก โดยเฉพาะที่สะโพก กระดูกสันหลัง หรือข้อมือ

สาเหตุที่ก่อให้เกิดโรคกระดูกพรุน

  1. ได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงวัยเด็กและวัยหนุ่ม สาว ซึ่งเป็นช่วงที่ควรสร้างความหนาแน่นของกระดูกมากที่สุด
  2. สาเหตุจากกรรมพันธุ์ หากสมาชิกในครอบครัว เช่น ปู่ ย่า ตา ยาย มีอาการของโรคกระดูกพรุนอย่างชัดเจน โอกาสที่บุตรหลานจะเป็นโรคกระดูกพรุนจะสูงถึง 80% ส่วน 20% ที่เหลือนั้น ขึ้นอยู่กับลักษณะในการรับประทานอาหาร และการออกกำลังกาย
  3. การสูบบุหรี่ การดื่มสุราเป็นประจำ จะลดประสิทธิภาพการดูดซึมธาตุแคลเซียมในร่างกาย ทำให้กระดูกเสื่อมและหดลงเร็วยิ่งขึ้น
  4. การดื่มกาแฟมากๆ หรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น โค้ก ชา เป็นต้น ก็ทำให้กระดูกเสื่อมง่ายขึ้น
  5. ฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลง ซึ่งเป็นภาวะปกติของหญิงวัยหมดประจำเดือน ทำให้ประสิทธิภาพในการดูดซึมแคลเซียมในร่างกายลดลง
  6. การได้รับปริมาณแคลเซียมต่ำในวัยชรา จะทำให้การดูดซึมแคลเซียมในร่างกายลดลง
  7. การไม่เคลื่อนไหวหรือออกกำลังกาย ทำให้อาการโรคกระดูกพรุนรุนแรงขึ้นเมื่อเข้าสู่วัยชรา
  8. การได้รับยาบางอย่าง เช่น ออร์ติโซน สเตียรอยด์ ยากันชัก ยาลดกรดจำพวก antacid เป็นต้น จะลดความหนาแน่นของกระดูก ซึ่งนำไปสู่โรคกระดูกพรุนได้
  9. การรักษาโดยการฉายรังสี หรือการให้สารเคมี ทำให้มีการทำลายเซลล์กระดูก ซึ่งนำไปสู่โรคกระดูกพรุน
  10. ขาดวิตามินดี เพราะในวิตามินดีช่วยในการดูดซึมแคลเซียมไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะเมื่อได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอ ซึ่งร่างกายสามารถสังเคราะห์วิตามินดีได้เองจากแสงแดด ในบ้านเรามักจะไม่มีปัญหาการขาดวิตามีนดี เนื่องจากมีแสงแดดตลอดปี

พยาธิสรีรภาพโรคกระดูกพรุน

ภาวะขาดฮอร์โมนเอสโตรเจนในหญิงวัยหมดประจำเดือน จะทำให้เซลล์กระดูกสร้างและหลั่งไชโตไคน์ ซึ่งมีฤทธิ์กระตุ้นเซลล์ทำลายกระดูก (Osteoclast) ทำให้มีการสลายกระดูกเพิ่มขึ้น จึงเกิดความไม่สมดุลระหว่าง การสร้างกระดูกและการสลายกระดูก มวลกระดูกจึงลดลง นำไปสู่โรคกระดูกพรุนได้ นอกจากนี้ผู้สูงอายุบริโภคแคลเซียมน้อยลงและกลไกการสังเคราะห์วิตามินดีก็เสื่อม ก็เสี่ยงเกิดโรคกระดูกพรุนเช่นกัน เพราะวิตามินดีจะคอยช่วยดูดซึมแคลเซียม เมื่อปริมาณแคลเซียมจากอาหารไม่เพียงพอ ร่างกายจึงอาศัยแคลเซียมจากกระดูก โดยกระตุ้นให้มีการหลั่งพาราไทรอยด์ฮอร์โมนเข้าสู่กระแสเลือด ซึ่งไปกระตุ้นการทำงานของเซลล์ทำลายกระดูก ทำให้มีการสลายกระดูกมากขึ้น  ในผู้สูงอายุมีแคลชิโตนินลดลง จึงไม่สามารถควบคุมการสลายกระดูกของเซลล์ทำลายกระดูกได้เหมือนเดิม มวลกระดูกจึงลดลง โดยเฉพาะที่บริเวณ กระดูกสันหลัง ข้อมือ สะโพก เป็นต้น ทำให้ผู้สูงอายุมักมีส่วนสูงลดลง เนื่องจากกระดูกบางลงทำให้ไม่สามารถรับแรงได้ตามปกติ จึงเสี่ยงต่อการหักได้ง่าย ทำให้มีอาการปวด และเคลื่อนไหวร่างกายไม่ได้ตามปกติ

อาการของโรคกระดูกพรุน

  • ส่วนสูงลดลง
  • กระดูกข้อหรือกระดูกสะโพกอาจหักได้ง่าย
  • มีอาการปวดกระดูกเรื้อรัง
  • หลังค่อม

การวินิจฉัยโรคกระดูกพรุน

เบื้องต้นแพทย์จะตรวจสอบประวัติของผู้ป่วย หากมีอาการปวดหลังเนื่องจากการทรุดตัวของกระดูกสันหลัง มีประวัติกระดูกหัก และมีปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เช่น การตัดรังไข่ การใช้ยาสเตียรอยด์ หรือมีประวัติครอบครัวเกี่ยวกับโรคกระดูกพรุน ประจำเดือนหมดแล้ว การสูบบุหรี่ การรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมต่ำ ไม่ค่อยออกกำลังกาย จะมีแนวโน้มที่เป็นโรคกระดูกพรุนค่อนข้างสูง หากตรวจร่างกายจะพบว่าส่วนสูงลดลง มีความผิดปกติของแขนขาซึ่งเกิดจากกระดูกหัก หากถ่ายภาพรังสี จะพบหมอนรองกระดูกสันหลังและกระดูกสันหลังยุบเข้าไปทั้งด้านบนและล่าง

การตรวจความหนาแน่นของกระดูก (Bone mineral density; BMD) ด้วยเครื่องวัดความหนาแน่นของกระดูก Dual energy X-ray absorptiometry (DXA)

การรักษา โรคกระดูกพรุน

แพทย์จะให้ยายับยั้งการสลายกระดูกจำพวก Bisphosphanate  ยาเสริมสร้างกระดูก ฮอร์โมนทดแทนเอสโตรเจนหลังหมดประจำเดือน และยาบรรเทาปวด นอกจากนั้นการออกกำลังกาย การใช้เครื่องพยุงหลัง และการรับประทานอาหารที่มีแคลเซียม ก็จะช่วยเสริมสร้างให้อาการดีขึ้นด้วย

การพยาบาลและการป้องกันโรคกระดูกพรุน

  1. ให้นอนพักบนที่นอนที่แน่นไม่อ่อนนุ่ม
  2. จัดท่านอนให้ถูกต้อง โดยหนุนหมอนเตี้ยๆ พยุงบริเวณคอและหัวไหล่ให้กระดูกสันหลังอยู่ในแนวตรง
  3. ให้ยาบรรเทาปวด และยายับยั้งการสลายกระดูก
  4. ใช้ความร้อนร่วมกับการนวด พลิกตะแคงตัวด้วยความระมัดระวัง
  5. แนะนำให้ใช้ส้วมแบบโถนั่ง
  6. ให้เดินด้วย Walker หรือ Cane เพื่อป้องกันอุบัติเหตุ
  7. ให้รับประทานอาหารครบทั้ง 3 มื้อ โดยเฉพาะอาหารที่มีแคลเซียมและโปรตีนสูง เช่น นม เนื้อสัตว์ ผัก ผลไม้ เป็นต้น
  8. ให้รับประทานแคลเซียมและวิตามินดีเสริม
  9. ออกกำลังกาย และลดน้ำหนัก หากมีภาวะน้ำหนักตัวเกินเกณฑ์
  10. เลิกบุหรี่ จำกัดสารคาเฟอีน งดดื่มสุรา เนื่องจากสิ่งเหล่านี้จะทำให้เพิ่มการสลายแคลเซียม
  11. ดูแลให้ร่างกายได้รับแสงแดดในยามเช้า 30 นาที 2 – 3 ครั้ง/สัปดาห์
  12. ระมัดระวังไม่ให้หกล้มเด็ดขาด เพราะอาจเกิดอันตรายร้ายแรงได้ โดยควรจัดทำบ้านให้ดีมีราวจับ ตรวจดูลานสายตาและการทรงตัวของผู้สูงอายุด้วย

เข้าใจอาการ “แพ้วัคซีน”

วัคซีนคือ สารผลิตภัณฑ์ชีวภาพ ใช้ฉีดเข้าสู่ร่างกายเพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกัน การแพ้วัคซีนอย่างรุนแรง พบได้ไม่บ่อย ประมาณ 1 ต่อ การฉีดวัคซีนล้านโด๊ส (0.90-1.84 ต่อ การฉีดวัคซีนล้านโด๊ส)

ขณะนี้วัคซีนต่อเชื้อ SARS-CoV-2 (COVID-19) เริ่มมีการผลิตและเตรียมใช้อย่างแพร่หลาย และเริ่มมีการรายงานผลข้างเคียงจากการใช้วัคซีน เราจึงควรมีความเข้าใจเรื่องการแพ้วัคซีน ก่อนการใช้ยาอย่างเหมาะสม

ลักษณะอาการแพ้วัคซีน สามารถแบ่งเป็น

  1. อาการแพ้ชนิดเฉียบพลัน มีอาการลมพิษ ตาบวม ปากบวม หายใจไม่ออก ปวดท้อง เกิดขึ้นทันทีในช่วงนาทีถึงชั่วโมงหลังฉีดวัคซีน ซึ่งเกิดจากการแพ้ส่วนประกอบต่าง ๆ ในวัคซีนได้แก่
  • ไข่ไก่ พบได้ในวัคซีนที่มีการเพาะเลี้ยงในตัวอ่อนของไก่ (chick embryo) เช่น วัคซีนไข้เหลือง วัคซีนพิษสุนัขบ้าชนิด Purified chick embryo cell (PCEC) วัคซีนไข้หวัดใหญ่ และ วัคซีนหัด-หัดเยอรมัน-คางทูม อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันพบว่าปริมาณโปรตีนของไข่ไก่ในวัคซีนไข้หวัดใหญ่และวัคซีนหัด-หัดเยอรมัน-คางทูมมีปริมาณที่น้อยมาก หากผู้รับวัคซีนมีประวัติแพ้ไข่แบบไม่รุนแรงสามารถฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ได้ตามปกติ กรณีมีประวัติแพ้ไข่แบบรุนแรงสามารถฉีดได้ แต่ต้องอยู่ในสถานพยาบาลที่สามารถสังเกตอาการและรักษาอาการแพ้รุนแรงได้โดยการให้ยาฉีดอะดรีนาลีน
  • นมวัว พบในขั้นตอนการผลิตของวัคซีนคอตีบ-บาดทะยัก-ไอกรน บางชนิด
  • ยีสต์ เซลล์ยีสต์ใช้ในการผลิตวัคซีนตับอักเสบบี และวัคซีนไวรัสมะเร็งปากมดลูกบางชนิด
  • เจลาติน ใช้เป็นตัวทำให้วัคซีนคงตัว (stabilizer) มีรายงานการแพ้รุนแรงจากเจลาตินในวัคซีนหัด-หัดเยอรมัน-คางทูมและอีสุกอีใส นอกจากนั้นยังสามารถพบได้ในวัคซีนไข้สมองอักเสบ ไข้หวัดใหญ่ ไทฟอยด์ พิษสุนัขบ้าบางชนิด
  • Latex พบจากบรรจุภัณฑ์ของวัคซีนหลายชนิด
  1. อาการแพ้ไม่เฉียบพลัน เช่น นูนแดง ก้อนใต้ผิวหนังบริเวณจุดที่มีการฉีดวัคซีน ผื่นพดแดงตามตัว มีแสดงอาการตั้งแต่ 2-8 ชั่วโมง จนถึง 2 วันหลังฉีดวัคซีน โดยการแพ้ในลักษณะนี้อาจเกิดจากสารประกอบวัคซีนบางชนิด เช่น
  • ยาปฏิชีวนะ เช่น neomycin, streptomycin, polymyxin B sulfate
  • Aluminum hydroxide ทำหน้าที่เป็นสารในการกระตุ้นภูมิคุ้มกัน (adjuvant) ปฏิกิริยาจาก aluminum ก่อให้เกิด อาการคัน นูนแดงใต้ผิวหนัง ไตแข็งหลังฉีดได้ (subcutaneous nodules or granulomas)
  • Thimerosal และ Formaldehyde ใช้เป็นสารกันเสีย (preservative) สามารถทำให้เกิดผื่นแดงคัน
  • Polyethylene glycol (PEG) หรือ polysorbate ใช้เป็นสารช่วยส่งเสริมการละลายน้ำในวัคซีน (water-solubility)

ผลข้างเคียงอื่น ๆ จำเพาะแต่ละวัคซีน เช่น

  • อาการไข้สูงเกิน 40.5 องศาเซลเซียส ร้องไห้นานเกิน 3 ชั่วโมง หรือกรีดร้องเสียงแหลม มีอาการช็อกหรือชัก ในเด็ก หลังได้วัคซีนคอตีบ-บาดทะยัก-ไอกรน พบได้ 0-10 ครั้ง ต่อ 10,000 ครั้ง
  • อาการไข้ ผื่นคล้ายการออกหัดแต่น้อยกว่า พบได้ประมาณ 5% มักเกิดภายใน 5-12 วัน หลังได้รับวัคซีนหัด-หัดเยอรมัน-คางทูม
  • อาการไข้ต่ำๆ ผื่นแดง หรือตุ่มน้ำใสเล็กน้อย พบได้ประมาณ 3% ภายใน 3 สัปดาห์ หลังได้รับวัคซีนอีสุกอีใส
  • อาการบวมของแขนข้างที่รับวัคซีนหรือข้อบวม มักเกิดภายใน 2 – 8 ชั่วโมง ไม่เกิน 48 ชั่วโมง (Arthus reaction) พบได้ประมาณ 5% หลังได้รับวัคซีนบาดทะยัก
  • การอักเสบของปลอกหุ้มเส้นประสาทหลายเส้นอย่างเฉียบพลัน เกิดจากมีระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายที่ผิดปกติ (Guillain – Barré syndrome) พบได้น้อย มีอาการอาการกล้ามเนื้อ อ่อนแรง ชาพบได้ถึง 8 สัปดาห์หลังได้รับวัคซีนคอตีบบาดทะยัก

การทดสอบสามารถทำได้โดยการซักประวัติและตรวจลักษณะการแพ้ ประกอบกับช่วงเวลาที่สัมพันธ์กับการให้ยา หากสงสัยว่ามีสภาวะการแพ้วัคซีน แพทย์อาจพิจารณาการทดสอบสะกิดผิวหนัง (Skin prick test) ทั้งจากส่วนประกอบวัคซีนต่างๆ ดังกล่าวข้างต้น ได้แก่ เจลาติน นมวัว ไข่ไก่ ยีสต์ เลเทกซ์ หรือจากตัวของวัคซีนเอง และหรือทำการทดสอบต่อไปด้วยการฉีดน้ำยาวัคซีนเข้าผิวหนังเป็นจุดเล็กๆ (Intradermal test) เพื่อประกอบการวินิจฉัย

หากผู้ป่วยมีการทดสอบผิวหนังเป็นบวก แพทย์อาจให้วัคซีนอื่นเป็นทางเลือกหรือหากจำเป็นต้องให้วัคซีนนั้น ๆ จำเป็นต้องใช้วิธีค่อยๆเพิ่มปริมาณทีละน้อย (desensitization) ขึ้นกับประวัติความรุนแรงของอาการแพ้

แนะนำให้สังเกตอาการหลังฉีดอย่างน้อย 15-30 นาที โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีประวัติแพ้รุนแรงหลังได้รับวัคซีนมาก่อน ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางและสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด

สถานการณ์ปัจจุบันของวัคซีน COVID-19

สำหรับวัคซีนของไวรัส SARS-CoV-2 ในปัจจุบันมี 3 ประเภท ได้แก่

  1. วัคซีนไวรัสตาย หรือ Inactivated Virus
  2. วัคซีน mRNA ใน Lipid Nanoparticles (LNP) เป็นวัคซีนที่นำส่วน mRNA ของยีนส่วนเปลือกของ SARS-CoV-2 ห่อหุ้มด้วย Lipid Nanoparticle เมื่อเข้าเซลล์จะถูกถอดส่วน Lipid ออก เข้าสู่ส่วนของเซลล์ที่เรียกว่า Ribosome เปรียบเสมือนเป็นโรงงานสร้างโปรตีน mRNA ทำให้เกิดการสร้างโปรตีน ไปกระตุ้นร่างกายสร้างแอนติบอดีภูมิต้านทานต่อโรค COVID-19
  3. วัคซีนที่อาศัยไวรัสอื่นเช่น adenovirus เป็นตัวฝากหรือเป็นเวกเตอร์ เพื่อนำเอาสารพันธุกรรมของไวรัส SARS-CoV-2 เข้าเซลล์

Centers of Disease Control and Prevention หรือ CDC ได้รายงานผลข้างเคียงของวัคซีน ระหว่าง วันที่ 14–23 ธันวาคม 2020, พบภาวะแพ้รุนแรง 21 ราย จาก 1,893,360 โดสแรกจากบริษัทหนึ่ง (คิดเป็น 11.1 ครั้งต่อการฉีดวัคซีนล้านโดส); โดย 71% เกิดภายใน 15 นาทีแรกหลังฉีดยา, 14% เกิดช่วง 15 ถึง 30 นาที และอีก 14% เกิดขึ้นหลังฉีดแล้ว 30 นาที อย่างไรก็ตามภาวะแพ้วัคซีนสามารถพบได้ถึง 4 ชั่วโมงหลังฉีดวัคซีน

สาเหตุหรือส่วนประกอบต้นเหตุยังคงอยู่ระหว่างการศึกษาเพิ่มเติม วัคซีน COVID-19 นั้นไม่มีส่วนประกอบของไข่ไก่ สารกันเสีย หรือลาเทกซ์ มีข้อสันนิษฐานว่าการแพ้วัคซีนอาจเกิดจาก สาร polyethylene glycol (PEG) หรือ polysorbate ซึ่งทำหน้าที่เป็นสารช่วยส่งเสริมการละลายน้ำในวัคซีน โดยสารตัวนี้เป็นส่วนประกอบของวัคซีนและยามากกว่า 1,000 ชนิด เช่น วัคซีนตับอักเสบเอ วัคซีนนิวโมค็อคคัลคองจูเกทและ ยาฉีดกลุ่มสเตียรอยด์บางชนิด เป็นต้น ดังนั้นหากท่านมีประวัติเคยแพ้ยาหรือวัคซีนอื่นๆ โดยเฉพาะชนิดรุนแรงเฉียบพลันในอดีต ควรมีการปรึกษาแพทย์ก่อนและสังเกตอาการใกล้ชิดหลังได้รับวัคซีน

การตรวจคัดกรองโรคหัวใจที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม

ความผิดปกติของหัวใจและหลอดเลือดมีหลากหลายชนิด  ที่พบบ่อยได้แก่ โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด, โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ, โรคลิ้นหัวใจ เป็นต้น  ซึ่งส่วนใหญ่มักมีปัจจัยเสี่ยงจากความดันโลหิตสูง, ไขมันในเลือดสูง, เบาหวาน และการสูบบุหรี่  แต่บ่อยครั้งที่ตรวจไม่พบปัจจัยเสี่ยงใดเลย  ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าเกิดจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม

หลายท่านอาจไม่ทราบมาก่อนว่าโรคหัวใจหลายชนิดสามารถถ่ายทอดได้ทางพันธุกรรม  จากสถิติพบว่า 1 ใน 200 คนที่เป็นโรคหัวใจมีสาเหตุจากพันธุกรรม  ซึ่งสามารถตรวจพบได้ตั้งแต่ก่อนจะมีอาการ  ผลการวิจัยระบุว่า ผู้ที่มีพี่น้องเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจก่อนวัยอันควร  จะมีโอกาสเป็นโรคหัวใจสูงกว่าคนทั่วไปถึง 2 เท่าขึ้นไป

แนวทางการรับคำปรึกษา

การดูแลรักษาโรคหัวใจจากพันธุกรรมเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างแพทย์ด้านโรคหัวใจและแพทย์ด้านพันธุกรรมศาสตร์  คนไข้และญาติจะได้รับคำปรึกษาแนะนำจากแพทย์พันธุกรรมศาสตร์  เพื่อพิจารณาตรวจหาความเสี่ยงทางพันธุกรรมเมื่อมีข้อบ่งชี้ที่เหมาะสม  และแพทย์ด้านโรคหัวใจจะพิจารณาตรวจหัวใจเพิ่มเติมตามความจำเป็นหากผลการตรวจพบว่ามีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ  ทั้งหมดนี้จะช่วยให้คนไข้และญาติได้รับการวินิจฉัย, ป้องกัน และรักษาโรคหัวใจตั้งแต่ก่อนหรือเมื่อเริ่มมีอาการระยะแรกได้  ซึ่งจะลดความรุนแรงและความเสี่ยงต่อปัญหาแทรกซ้อน  ช่วยให้มีชีวิตยืนยาวไปอีกนานด้วยคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุด

การตรวจพันธุกรรมโรคหัวใจ

การตรวจคัดกรองโรคหัวใจที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมนั้น  ใช้การเก็บตัวอย่างจากน้ำลายเพื่อวิเคราะห์ยีน 30 ยีน ที่มีความสัมพันธ์กับโรคหัวใจ  ตามมาตรฐานของ The American College of Medical Genetics and Genomics ดังนี้