ตรวจความหนาแน่นของกระดูก (BMD) ป้องกันภัยเงียบจากโรคกระดูกพรุน

A doctor with a patient’s x-ray film

ด้วยอายุที่เพิ่มมากขึ้น และรูปแบบการใช้ชีวิตในปัจจุบัน ล้วนแต่เป็นสัญญาณเตือนให้รู้ว่าประสิทธิภาพการซ่อมแซมตัวเองของร่างกายลดน้อยลงไปเรื่อยๆ เช่นเดียวกับมวลกระดูกและแคลเซียมในร่างกาย ที่จะค่อยๆ ลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่อายุประมาณ 40 ปี เป็นต้นไป

กระดูกพรุน นับเป็นอีกหนึ่งภัยเงียบที่มองไม่เห็นอย่างแท้จริง เป็นภาวะที่เกิดจากการสลายตัวของเนื้อกระดูก ทำให้กระดูกมีความเปราะบาง แตกหักได้ง่ายกว่าคนทั่วไป เพียงแค่มีแรงกระแทกเบาๆ เช่น การบิดตัวผิดจังหวะ ไอ จาม หรือลื่นล้ม ก็ทำให้กระดูกสะโพกหรือกระดูกสันหลังหักได้ จนอาจก่อให้เกิดความพิการหรือทุพพลภาพตามมา ซึ่งภาวะเหล่านี้จะไม่ส่งสัญญาณใดๆ ส่วนใหญ่จะรู้ได้ก็ต่อเมื่อกระดูกหัก หรือกระดูกทรุดทำให้ตัวเตี้ยลงอย่างชัดเจน เป็นความจริงที่ว่าภาวะกระดูกบางจะเกิดในผู้หญิงมากกว่า แต่ผู้ชายเองก็พบภาวะกระดูกบางได้ไม่น้อย โดยพบว่า 1 ใน 2 ของผู้หญิง และ 1 ใน 5 ของผู้ชาย ที่อายุมากกว่า 50 ปี จะมีภาวะกระดูกหักจากโรคกระดูกพรุน

รู้เร็ว ป้องกันได้

ในสมัยก่อน การจะส่งตรวจมักรอจนมีปัญหาเรื่องกระดูกหักก่อน แต่ในปัจจุบันแนะนำให้ทำการตรวจก่อนที่จะมีอาการ เพื่อประเมินความเสี่ยง รักษาและป้องกัน เพราะการเสื่อมสลายของเนื้อกระดูก จะเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยไม่มีอาการบ่งชี้ ไร้สัญญาณเตือน วิธีการที่ดีที่สุดที่จะรู้ได้ว่า คุณกำลังเสี่ยงต่อภาวะกระดูกพรุนหรือไม่ และมากน้อยเพียงใด คือ “การตรวจมวลกระดูก”

การตรวจความหนาแน่นของกระดูก (Bone mineral density (BMD) test)

การตรวจวัดความหนาแน่นของกระดูก (Bone Mineral Density) เป็นวิธีการตรวจสุขภาพกระดูกที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ใช้เพื่อวัดปริมาณมวลของกระดูกในบริเวณที่สำคัญ เช่น กระดูกสันหลัง สะโพก และ ข้อมือ ประเมินความแข็งแรงและความเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกพรุน หรือ กระดูกหัก

ประวัติและปัจจัยที่อาจจะเพิ่มความเสี่ยงการเกิดกระดูกบาง หรือ โรคกระดูกพรุน

1.ส่วนสูงที่ลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุ อาจเกิดจากภาวะกระดูกบางและกระดูกสันหลังที่ทรุดตัวลง

2.ประวัติกระดูกหักง่ายกว่าปกติ

3.ทานยาบางอย่างเป็นประจำ เช่น ยาสเตียรอยด์ ยาต้านภูมิคุ้มกันตัวเอง

4.ระดับฮอร์โมนที่ลดลงอย่างรวดเร็ว เช่นภาวะหมดประจำเดือน ฮอร์โมนเพศชายที่ลดลง หรือกลุ่มที่ได้ยาลดฮอร์โมนเช่นรักษามะเร็งต่อมลูกหมาก

5.มีปัญหาเกี่ยวกับฮอร์โมน เช่น โรคต่อมไทรอยด์เป็นพิษ (Hyperthyroid)

6.มีโรคเบาหวาน โรคตับ โรคไต

7.มีประวัติโรคกระดูกพรุนในครอบครัว

8.สูบบุหรี่ หรือ ดื่มเหล้าเป็นประจำ

9.ทานอาหารที่มีแคลเซียมหรือวิตามินดีน้อย เช่นไม่ดื่มนมและโยเกิร์ต

10.ทำงานหรือการใช้ชีวิตที่มีกิจกรรมน้อย ไม่ออกกำลังกายและไม่โดนแดด

11.อายุมากกว่า 65 ปี หรือ อายุมากกว่า 50 ปีร่วมกับมีความเสี่ยงอื่นๆ

วิธีการตรวจ

การตรวจด้วยเครื่องเอกซเรย์ Dual Energy X-ray Absorptiometry (DXA Scan หรือ BMD Scan) ซึ่งเป็นเครื่องมือตรวจวัดความหนาแน่นของมวลกระดูก โดยใช้รังสี x-ray พลังงานต่ำ 2 พลังงานสะท้อนภาพเนื้อเยื่อกระดูก โดยผู้เข้ารับการตรวจจะได้รับปริมาณรังสีน้อยกว่าการตรวจเอกซเรย์แบบปกติ ถือได้ว่าเป็นวิธีการตรวจที่ปลอดภัย แม่นยำ ให้ผลชัดเจน ถูกต้อง และถูกกำหนดให้เป็นวิธีมาตรฐานที่ใช้ในการวินิจฉัยภาวะโรคกระดูกพรุน โดยองค์การอนามัยโลก (WHO)

เครื่องสามารถทำการตรวจได้ทั้งบริเวณแกนกลางของร่างกาย เช่น บริเวณกระดูกสันหลัง สะโพก (Central) และบริเวณกระดูกแขนถึงข้อมือ (Peripheral)

ขั้นตอนการตรวจ

การตรวจใช้เวลาประมาณ 10-15 นาทีเท่านั้น  ผู้เข้ารับการตรวจไม่จำเป็นต้องเตรียมตัวอะไรเป็นพิเศษ สามารถทานอาหารและดื่มน้ำก่อนเข้ารับการตรวจได้ตามปกติ ในกรณีที่มีโลหะฝังอยู่ในร่างกาย เช่น ใส่เหล็กดามกระดูก ใส่ข้อสะโพกเทียม หรือใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจ ควรแจ้งให้แพทย์ทราบก่อนการตรวจ

ประโยชน์จาการตรวจ BMD

1.ประเมินความหนาแน่นและมวลกระดูกของคนไข้

2.ประเมินความเสี่ยงภาวะกระดูกหัก

3.ใช้วินิฉัยภาวะกระดูกบาง หรือโรคกระดูกพรุน

4.ติดตามผลการรักษาภาวะกระดูกบาง หรือโรคกระดูกพรุน

การวินิจฉัยที่เร็ว จะนำมาซึ่งการรักษาหรือป้องกันที่เร็วขึ้น

การรักษาประกอบไปด้วย

  • การปรับกิจกรรม เช่น ออกกำลังกายมากขึ้น โดนแดดมากขึ้น
  • การเสริมแคลเซียม วิตตามินดีในระดับที่เหมาะสม
  • การใช้ยาเพิ่อรักษาภาวะกระดูกพรุน
  • ลดความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจมีผลให้ความหนาแน่นของกระดูกลดลง

ป้องกันตัวเองให้ห่างไกลกระดูกพรุน

  • รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่
  • รับประทานอาหารที่ให้แคลเซียมสูง
  • ทานอาหารที่มีวิตามินดี เพื่อช่วยในการดูดซึมแคลเซียม
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
  • หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และงดสูบบุหรี่
  • ตรวจสุขภาพและตรวจวัดความหนาแน่นของมวลกระดูกอย่างน้อยปีละครั้ง