Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors
Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors

Translated by AI

โรคเอดส์ (AIDS) หรือ HIV คืออะไร? อาการ สาเหตุ วิธีป้องกัน และสถานที่ตรวจที่คุณต้องรู้

โรคเอดส์ (AIDS) หรือ HIV (Human Immunodeficiency Virus) เป็นโรคที่มีผลกระทบต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย โดยเชื้อไวรัส HIV จะทำลายเซลล์ CD4 ซึ่งเป็นเซลล์สำคัญที่ช่วยในการป้องกันการติดเชื้อในร่างกาย หากไม่ได้รับการรักษา HIV จะพัฒนาไปสู่โรคเอดส์ (AIDS) ซึ่งเป็นภาวะที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายถูกทำลายอย่างสมบูรณ์ ทำให้ผู้ติดเชื้อมีความเสี่ยงสูงในการติดเชื้อที่คุกคามชีวิต เช่น ปอดอักเสบหรือมะเร็งบางชนิด

การรักษาด้วย ยาต้านไวรัส (ART) ทำให้ผู้ติดเชื้อ HIV สามารถใช้ชีวิตได้เหมือนคนปกติและป้องกันการพัฒนาไปสู่โรคเอดส์ได้ หากตรวจพบเชื้อเร็วและรับการรักษาอย่างถูกต้อง การตรวจ HIV อย่างสม่ำเสมอและการรักษาตั้งแต่ระยะแรกช่วยลดความเสี่ยงในการแพร่เชื้อให้ผู้อื่นและลดความเสี่ยงจากการเกิดโรคฉวยโอกาสต่าง ๆ ที่เกิดจากการทำลายภูมิคุ้มกัน

ในบทความนี้ เราจะพาคุณไปรู้จักกับ HIV ตั้งแต่พื้นฐานการติดเชื้อ อาการในระยะแรก วิธีป้องกันต่าง ๆ และแหล่งข้อมูลในการตรวจเชิงรุก รวมถึง คลินิกตรวจ HIV ที่มีมาตรฐานสูงและให้ความเป็นส่วนตัว เช่น คลินิกสุขภาพทางเพศ โรงพยาบาล BNH ซึ่งพร้อมให้คำปรึกษาและการรักษาที่เชื่อถือได้”

HIV คืออะไร? และต่างจากโรคเอดส์อย่างไร

HIV (Human Immunodeficiency Virus) คือ เชื้อไวรัส ที่ทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย โดยเฉพาะ เซลล์ CD4 ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการต่อสู้กับเชื้อโรคต่าง ๆ หากไม่ได้รับการรักษา HIV จะทำลายเซลล์ CD4 อย่างต่อเนื่องจนเกิดภาวะ โรคเอดส์ (AIDS – Acquired Immunodeficiency Syndrome) ในที่สุด

โรคเอดส์ คือระยะที่ร่างกายไม่สามารถต่อสู้กับเชื้อโรคหรือการติดเชื้อได้อีกต่อไป โดยปกติแล้วผู้ติดเชื้อ HIV สามารถมีชีวิตปกติได้และไม่พัฒนาไปสู่โรคเอดส์ หากได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัส (ART) และได้รับการตรวจสุขภาพเป็นประจำ

HIV ติดต่อได้อย่างไร? (3 ช่องทางหลัก)

การติดเชื้อ HIV สามารถเกิดจากช่องทางต่าง ๆ ดังนี้:

1.เพศสัมพันธ์ที่ไม่ป้องกัน: การมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด ทวารหนัก หรือทางปากกับบุคคลที่ติดเชื้อ HIV โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย

2.เลือด: การใช้เข็มร่วมกัน การสักเจาะที่ไม่สะอาด หรือการรับเลือดที่ไม่ได้คัดกรองจากผู้ติดเชื้อ

3.แม่สู่ลูก: การติดเชื้อจากแม่ที่ติดเชื้อ HIV ไปสู่ลูกในระหว่างการตั้งครรภ์ การคลอด หรือการให้นม

 

HIV ไม่สามารถติดต่อผ่าน: การจับมือ, การกอด, การจูบ, การใช้ของร่วมกัน เช่น แก้วน้ำหรือช้อน

ระยะการติดเชื้อ HIV

การติดเชื้อ HIV มีระยะเวลาต่างๆ ที่สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ระยะหลัก ๆ คือ ระยะเฉียบพลัน (Acute HIV), ระยะเรื้อรัง (Chronic HIV) และ ระยะเอดส์ (AIDS)

ระยะเฉียบพลัน (Acute HIV)

  • ระยะนี้เกิดขึ้นภายใน 2–4 สัปดาห์ หลังจากที่ผู้ติดเชื้อสัมผัสกับเชื้อ HIV ในระยะแรก ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่จะไม่รู้ตัวหรือเข้าใจผิดว่าเป็นไข้หวัดใหญ่ทั่วไป เนื่องจากอาการที่ปรากฏในระยะนี้จะคล้ายกับอาการของการติดเชื้อไวรัสหรือไข้หวัด
  • อาการที่พบได้บ่อย ได้แก่ ไข้ต่ำหรือสูง, ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ, ผื่นแดง, เจ็บคอ, และต่อมน้ำเหลืองโต
  • CD4 ในช่วงนี้จะยังคงลดลงอย่างรวดเร็ว แต่ยังไม่ต่ำมาก จนทำให้ระบบภูมิคุ้มกันสามารถต่อสู้กับการติดเชื้อได้
  • Viral Load หรือปริมาณเชื้อไวรัสในเลือดจะมีระดับสูงมากในระยะนี้ ซึ่งสามารถตรวจพบได้

ระยะเรื้อรัง (Chronic HIV)

  • หลังจากที่ระยะเฉียบพลันผ่านไป ผู้ติดเชื้อจะเข้าสู่ระยะ Chronic HIV ซึ่งมักจะไม่มีอาการเด่นชัดหรืออาการที่เห็นได้ชัดเจน
  • แม้ว่าผู้ติดเชื้อจะไม่แสดงอาการ แต่เชื้อ HIV ยังคงทำลาย เซลล์ CD4 อย่างช้า ๆ ซึ่งเป็นเซลล์สำคัญที่ทำหน้าที่ในการป้องกันเชื้อโรค
  • CD4 ในระยะนี้อาจจะลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่ผู้ติดเชื้อบางรายยังสามารถมีชีวิตที่ค่อนข้างปกติได้หากได้รับการรักษาด้วย ยาต้านไวรัส (ART)
  • หากไม่ได้รับการรักษา, Viral Load จะเพิ่มขึ้นและการทำลายภูมิคุ้มกันจะเกิดขึ้นต่อไป โดยไม่แสดงอาการจนกว่าจะเข้าสู่ระยะเอดส์

ระยะเอดส์ (AIDS)

  • เมื่อผู้ติดเชื้อ HIV ไม่ได้รับการรักษาเป็นเวลานาน, เชื้อไวรัสจะทำลายระบบภูมิคุ้มกันจนเหลือ เซลล์ CD4 ต่ำกว่า 200 เซลล์/มม.³ ซึ่งถือว่าอยู่ในช่วง โรคเอดส์ (AIDS)
  • AIDS คือระยะที่ร่างกายไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อโรคต่าง ๆ ได้อีกต่อไป เพราะระบบภูมิคุ้มกันถูกทำลายจนไม่สามารถทำงานได้เต็มที่
  • ในระยะนี้ผู้ติดเชื้อจะเสี่ยงสูงมากในการติด โรคฉวยโอกาส เช่น ปอดอักเสบ, เยื่อหุ้มสมองอักเสบ, และมะเร็งบางชนิดที่เกี่ยวข้องกับไวรัส
  • CD4 ในระยะนี้จะต่ำมาก (<200 เซลล์/มม.³) ทำให้ร่างกายเสี่ยงต่อการติดเชื้อที่อันตรายและทำให้ผู้ป่วยอาจเสียชีวิตได้จากการติดเชื้อรุนแรง

ความแตกต่างของอาการติดเชื้อ HIV ระยะแรกในผู้ชายและผู้หญิง

แม้ว่าผู้ชายและผู้หญิงจะมีอาการหลัก ๆ ที่คล้ายกันในระยะแรกของการติดเชื้อ HIV แต่ก็มีความแตกต่างในบางอาการ เช่น ผู้หญิงอาจพบอาการปวดท้องน้อยหรือตกขาวผิดปกติ ซึ่งไม่พบในผู้ชาย และในบางกรณีอาการบางอย่างของผู้หญิงอาจถูกมองข้ามหรือสับสนกับอาการของโรคทั่วไป

ทำไมการตรวจ HIV จึงสำคัญ?

การตรวจ HIV เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการรับรู้สถานะสุขภาพของตนเองโดยไม่ต้องรอให้เกิดอาการ การตรวจ HIV ช่วยให้สามารถเริ่มการรักษาด้วยยาต้านไวรัส (ART) ได้ตั้งแต่ระยะแรก ซึ่งจะช่วยควบคุมการแพร่กระจายของไวรัส และป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยเข้าสู่ระยะที่รุนแรงของโรคเอดส์

หากติดเชื้อ HIV มีโอกาสรักษาหายขาดหรือไม่?

ปัจจุบันยังไม่มีวิธีการรักษา HIV ให้หายขาดได้ เนื่องจากเชื้อ HIV สามารถแฝงตัวอยู่ในร่างกายของผู้ติดเชื้อและหลบเลี่ยงระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย แต่ถึงแม้ว่า HIV จะไม่สามารถรักษาหายขาดได้ แต่การรักษาด้วย ยาต้านไวรัส (ART) สามารถช่วยควบคุมการเจริญเติบโตของเชื้อไวรัสได้เป็นอย่างดี

 

การรักษาด้วย ART จะช่วยให้ ผู้ติดเชื้อ HIV สามารถใช้ชีวิตได้เหมือนคนปกติ โดยการรักษาจะลดจำนวนเชื้อไวรัสในร่างกายให้อยู่ในระดับที่ต่ำมากจนตรวจไม่พบ ซึ่งการรักษาแบบนี้สามารถทำให้ผู้ติดเชื้อ ไม่แพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้ และลดความเสี่ยงของการพัฒนาไปสู่โรคเอดส์ได้อย่างมาก

 

การรักษาด้วย ART ทำงานโดยการยับยั้งการทำงานของไวรัส HIV และช่วยเพิ่มจำนวน เซลล์ CD4 ซึ่งเป็นเซลล์ภูมิคุ้มกันที่สำคัญในการต่อสู้กับเชื้อโรคต่าง ๆ นอกจากนี้ยังช่วยลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อโรคฉวยโอกาสที่รุนแรง ซึ่งอาจเกิดขึ้นหากระบบภูมิคุ้มกันถูกทำลายลง”

การรักษาผู้ติดเชื้อ HIV ในระยะเริ่มต้น

หากผู้ติดเชื้อได้รับการวินิจฉัยในระยะแรกและเริ่มการรักษาด้วย ART ทันทีจะสามารถควบคุมการเจริญเติบโตของเชื้อไวรัสได้ดีและช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันยังคงแข็งแรง เพื่อป้องกันการติดเชื้อโรคอื่น ๆ ที่รุนแรงในอนาคต

การรักษา HIV และ U=U (Undetectable = Untransmittable)

ในกรณีที่ผู้ติดเชื้อ HIV รับประทานยาต้านไวรัสตามคำแนะนำของแพทย์อย่างสม่ำเสมอ และระดับไวรัสในเลือดลดลงจนไม่สามารถตรวจพบได้ (Undetectable) ซึ่งหมายความว่าผู้ติดเชื้อจะไม่สามารถแพร่เชื้อ HIV ให้ผู้อื่นได้อีกต่อไป (U=U – Undetectable = Untransmittable) นั่นคือผู้ติดเชื้อสามารถมีชีวิตปกติและปลอดภัยจากการแพร่เชื้อได้

ตารางเปรียบเทียบ: ความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับ HIV (Myth vs Fact)

ตารางเปรียบเทียบ: ความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับ HIV (Myth vs Fact)

ความเชื่อผิด ๆ ความจริง
HIV = เอดส์ ไม่จริง! HIV คือไวรัส เอดส์คือภาวะภูมิคุ้มกันต่ำขั้นสุดท้าย
จูบหรือใช้ของร่วมกันติด HIV ได้ ไม่จริง! HIV ไม่ติดต่อผ่านน้ำลาย แก้วน้ำ ห้องน้ำร่วม
มียารักษา HIV ให้หายขาดแล้ว ปัจจุบันยังไม่มี แต่ ART ควบคุมโรคได้จนตรวจไม่พบเชื้อได้ (U=U)
ถ้าไม่มีอาการ แปลว่าไม่ติดเชื้อ ผิด! ระยะแรกหลายคนไม่มีอาการ แต่ยังสามารถแพร่เชื้อได้

วิธีป้องกัน HIV อย่างมีประสิทธิภาพ

  • ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์
  • พิจารณาใช้ PrEP สำหรับกลุ่มเสี่ยง เช่น MSM, คู่ต่างสถานะ
  • รับ PEP ทันทีภายใน 72 ชม. หลังเสี่ยงติดเชื้อ (เช่น ถุงยางรั่ว หรือถูกล่วงละเมิด)
  • ตรวจสุขภาพและ HIV เป็นประจำ โดยเฉพาะผู้ที่มีคู่นอนหลายคน
  • ผู้ติดเชื้อที่รักษาจนไวรัสตรวจไม่พบ (Undetectable) จะไม่แพร่เชื้อให้ผู้อื่นทางเพศสัมพันธ์

คลินิกตรวจ HIV ใกล้ฉัน (แบบไม่ระบุตัวตน)

คลินิกตรวจ HIV ใกล้ฉัน (แบบไม่ระบุตัวตน)

สถานที่ จังหวัด โทร
คลินิกสุขภาพทางเพศ BNH กรุงเทพฯ 02-022-0700

FAQ: คำถามที่พบบ่อย

Q: HIV ติดจากยุงกัดหรือไม่?

A: ไม่ เพราะ HIV ไม่สามารถอยู่ในน้ำลายหรือระบบย่อยอาหารของยุงได้

Q: ตรวจ HIV ครั้งเดียวพอไหม?

A: หากมีความเสี่ยงซ้ำควรตรวจทุก 3-6 เดือน

Q: HIV มีทางหายไหม?

A: ยังไม่มีทางหายขาด แต่สามารถใช้ชีวิตปกติได้ด้วยยาต้านไวรัส

Q: มีลูกได้ไหมถ้าติดเชื้อ?

A: ได้ หากได้รับการรักษาและควบคุมไวรัสอย่างเหมาะสม

สรุป

HIV ไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่คือเรื่องสุขภาพ หากคุณหรือคนใกล้ตัวมีความเสี่ยง อย่ารอให้มีอาการ ควรเข้ารับการตรวจและปรึกษาแพทย์เฉพาะทางทันที คลินิกสุขภาพทางเพศ โรงพยาบาล BNH พร้อมให้บริการตรวจ HIV แบบไม่ระบุตัวตน ด้วยความปลอดภัย มาตรฐานสูง และเป็นมืออาชีพ

❝หากคุณกำลังมองหาสถานที่ตรวจ HIV ที่ปลอดภัย เป็นส่วนตัว และได้รับการดูแลจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ❞

ทำนัดกับ คลินิกสุขภาพทางเพศ โรงพยาบาล BNH
โทร. 02-022-0700 หรือ
คลิกดูรายละเอียดและนัดหมาย

🔗 ดูรายละเอียดเพิ่มเติม / นัดหมาย

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  • Centers for Disease Control and Prevention (CDC)
    https://www.cdc.gov/hiv/basics/index.html
    (ข้อมูลพื้นฐาน HIV, วิธีการติดเชื้อ, การป้องกัน)
  • HIV.gov
    https://www.hiv.gov
    (ข้อมูลภาพรวม, การรักษา PrEP/PEP, ความเข้าใจเรื่อง U=U)
  • World Health Organization (WHO)
    https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/hiv-aids
    (แนวโน้มทั่วโลก, ข้อมูลระบาดวิทยา, แนวทางรักษา)
  • AIDSmap
    https://www.aidsmap.com
    (ระยะของ HIV, แนวทาง ART, ข้อมูลสำหรับผู้ติดเชื้อ)

ติดต่อสอบถาม หรือทำนัดหมายกับเจ้าหน้าที่ผ่าน LINE @MBRACE

บทความโดย

พญ. ธนกฤตา สิริพัลลภ

ศูนย์กระดูกและข้อครบวงจร

ความชำนาญพิเศษ

ออร์โธปิดิกส์

ทำนัดหมายแพทย์ออนไลน์​ | Appointment

ศ.ดร.พญ. อรพรรณ โพชนุกูล

ศูนย์รักษาโรคหอบหืดและภูมิแพ้

ความชำนาญพิเศษ

กุมารเวชศาสตร์โรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกัน

ภาษา

ไทย, อังกฤษ

ทำนัดหมาย


– สาขา กุมารเวชศาสตร์
– สาขา อนุสาขากุมารเวชศาสตร์โรคภูมิแพ้ และภูมิคุ้มกัน


– อนุมัติบัตรกุมารเวชศาสตร์โรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกันวิทยา คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล
– วุฒิบัตรกุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
– ประกาศนียบัตร American Board Certified in Nutritional Wellness


– ปริญญาเอกสาขา Oral Health Science (International Program) คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
– แพทยศาสตร์บัณฑิต คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์


ตำแหน่งทางวิชาชีพ
– นายกสมาคมสภาองค์กรโรคหืดแห่งประเทศไทย(Thailand Asthma Council)
– ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านโรคภูมิแพ้ โรคหืดและระบบหายใจ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
– ผู้อำนวยการศูนย์ Lifestyle and wellness medical center รพ. ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ
– หัวหน้าหน่วยวิจัยเฉพาะทางสมุนไพรเพื่อรักษาโรคหืดและภูมิแพ้
– รองประธานมูลนิธิโรคหืดแห่งประเทศไทย

ผลงานทางวิชาการ
– ประพันธ์งานวิจัยเกือบ 40 ฉบับ
– เขียนหนังสือเรียน 5 เล่ม รวมหนังสือเรียนนานาชาติ 1 เล่ม

นวัตกรรมและการมีส่วนร่วมในการดูแลโรคหอบหืด
– พัฒนา 3 นวัตกรรมสำคัญเพื่อผู้ป่วยโรคหอบหืด
– จัดตั้งเครือข่ายการดูแลโรคหอบหืด

รางวัลและการยอมรับ
– ได้รับรางวัลนวัตกรรมระดับนานาชาติ 3 รางวัล จากงานเจนีวา เกาหลี ไต้หวัน International Invention Fair

ภารกิจการพูดระหว่างประเทศ
– นำเสนอเป็นวิทยากรระดับนานาชาติในญี่ปุ่น เกาหลี เมียนมาร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย

มุ่งเน้นการวิจัย
– มุ่งเน้นไปที่การรักษาโรคภูมิแพ้แบบใหม่เป็นหลัก

การมีส่วนร่วมของการทดลองทางคลินิก
– มีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในการทดลองทางคลินิกระยะที่ 2 และ 3 สำหรับยาสมุนไพรที่มุ่งรักษาโรคหอบหืด

ตารางออกตรวจแพทย์
วัน เวลา แผนก
พฤหัสบดี 15:00 – 18:00 ศูนย์รักษาโรคหอบหืดและภูมิแพ้
เสาร์ 09:00 – 17:00 ศูนย์รักษาโรคหอบหืดและภูมิแพ้