“มาเล่นเกมกัน”
คุณหมอหันไปพูดกับคนไข้เด็ก จากเด็กที่กำลังร้องไห้เพราะกลัวหมอ ก็เปลี่ยนเป็นยิ้มแย้มแจ่มใส แล้ววิ่งไปนั่งยังอุปกรณ์ตรวจตาโดยว่าง่าย นี่คือชั้นเชิงที่สั่งสมจากประสบการณ์ในการตรวจตาเด็กของ หมอหนุ่ม – นพ.วรากร เทียมทัด จักษุแพทย์สาขาจักษุวิทยาเด็กและกล้ามเนื้อตา สาขาเฉพาะทางโรคตาเขและต้อหิน ประจำแผนกจักษุวิทยา โรงพยาบาล BNH หนึ่งในจักษุแพทย์ไม่กี่ท่านของไทย ที่ดูแลโรคต้อหินในเด็กโดยตรงและนี่คือเรื่องราวชีวิต และประสบการณ์ทำงานของคุณหมอ
จากเด็กหอสู่หมอตา
“แม่ผมเป็นครู มีเพื่อนเป็นครูอยู่โรงเรียนประจำจังหวัดเยอะ แม่เลยไม่อยากให้ลูกตัวเองมาเรียนด้วย เพราะหากทำอะไรไม่ดี เขากลัวว่าเพื่อนจะไม่กล้าว่าลูกตัวเอง”
ด้วยเหตุนี้ ด.ช. วรากร จึงต้องทิ้งชีวิตเด็กแว้นขี่มอเตอร์ไซค์ ออกจากบ้านที่เพชรบุรีมาเรียนกรุงเทพฯ ตั้งแต่อายุ 11 ปี และให้ลูกพี่ลูกน้องย้ายเข้าไปอยู่ในห้องตัวเองที่บ้านแทน เพื่อเข้าเรียนโรงเรียนประจำจังหวัดที่แม่ไม่อยากให้เขาเรียน ส่วนตัวเขาก็มาเริ่มชีวิตเด็กหอที่โรงเรียนเทพศิรินทร์
“ตอนนั้นก็น้อยใจว่าทำไมเราต้องออกจากบ้าน เคยกลับไปถามพ่อแม่ด้วยว่าไว้ใจหรือ ที่ให้เรามาอยู่เองลำพังตอนอายุแค่นั้น”
ไม่ได้ไว้ใจ แต่ก็ต้องตัดใจ คือเหตุผลที่ทางบ้านบอกกับเขา ที่จริงคุณแม่ก็คิดจะส่งเขาไปอยู่บ้านญาติ แต่ก็กลัวจะมีปัญหา สุดท้ายก็ตัดใจให้มาอยู่หอที่มีอาจารย์ในโรงเรียนดูแล แล้วคิดว่าอะไรจะเกิดก็ต้องเกิด
“เราก็ไปร้องไห้หน้าตู้โทรศัพท์หยอดเหรียญ แต่มันก็เป็นเรื่องดี ทำให้เราได้ช่วยเหลือตัวเองแบบเต็มที่ อะไรที่คิดว่าทำไม่ได้ก็ทำได้ โดยที่ทางบ้านไม่ได้กดดันอะไรเลย”
ด.ช. วรากร คบเพื่อนทั้งกลุ่มเด็กเรียนและกลุ่มเด็กเที่ยว แต่ก็ไม่ทิ้งการเรียน จนถึงเวลาที่ต้องเลือกเรียนต่อ เด็กเที่ยวที่รักเรียนคนนี้ก็เลือกสอบเข้าเรียนหมอ แล้วก็สอบติดที่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เมื่อเรียนจบ เขาก็ได้กลับไปอยู่เพชรบุรีอีกครั้งเพื่อใช้ทุน หลังจากใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ มาถึง 12 ปี
ปกติแล้ว หากใครเลือกกลับไปใช้ทุนที่บ้านเกิด คนรอบตัวมักถามว่า ไม่กลัวต้องรักษาคนรู้จักหรือ เพราะหมอจบใหม่ประสบการณ์น้อย หากเกิดความผิดพลาดกับคนรู้จัก ก็จะกลายเป็นประเด็นให้คนพูดถึงไปทั่ว แต่สำหรับหมอวรากร เขากลับคิดว่าเป็นเรื่องดีด้วยซ้ำที่เขารู้จักคนไข้เป็นการส่วนตัว มีอะไรก็กล้าพูดกล้าคุยกันมากกว่า หากการรักษามีปัญหา ก็เรียกมาตรวจเพิ่มเติมได้ทันที หมอวรากรก็ได้เรียนรู้เรื่องความใกล้ชิดกับคนไข้จากจุดนี้
การเป็นหมอตานั้น ไม่เคยอยู่ในความคิดของหมอวรากรเลย ที่จริงแล้วเขาอยากเรียนสาขาอายุรกรรมด้วยซ้ำ จนกระทั่งใช้ทุนปีที่ 3 ในโรงพยาบาลเล็ก ๆ ในพื้นที่ห่างไกลของเมืองเพชรบุรี เขาได้ไปดูการทำงานของอาจารย์แพทย์ท่านหนึ่งที่มาออกหน่วยผ่าตัดต้อกระจก
“ก็ไม่เชิงสนใจซะทีเดียวในตอนแรก เรามีความรู้สึกว่าเรียนมาทั้งตัว แล้วให้เหลือแค่ตา มันดูไม่คุ้ม แต่ผู้อำนวยการโรงพยาบาลก็แนะนำว่าเป็นสาขาที่คนแย่งกันเรียน และอาจารย์ท่านนั้นก็เป็นอาจารย์ผู้ใหญ่ในวงการ อยากให้ลองคุยกับท่านดูก่อน ก็เลยไปให้อาจารย์เห็น แล้วเราคงมีจริตของหมอตา พอไปดูท่านผ่าตัดหลายรอบ ท่านก็ถามว่าไม่สนใจเรียนหรือ แล้วก็แนะนำมาสู่การเรียนจักษุแพทย์ที่โรงพยาบาลราชวิถี”
จากที่ไม่มีความสนใจเรียนหมอตาเลย ก็กลายเป็นว่าหมอวรากรยอมลาออกจากราชการ และจ่ายค่าเรียนต่อเฉพาะทางเองโดยไม่มีทุนสนับสนุน เพราะในขณะนั้น โรงพยาบาลต้นสังกัดไม่เปิดทุนในสาขานี้
ในด้านโรคตา เลสิกเป็นสาขาย่อยที่เป็นที่นิยมที่สุดในเวลานั้น จึงมีจักษุแพทย์จบใหม่เลือกเรียนต่อเยอะ โรคทางจอประสาทตาหรือกระจกตา ก็มีแพทย์เฉพาะทางเยอะอยู่แล้ว ในขณะที่หมอตาเด็ก มีแพทย์ทั้งประเทศอยู่เพียง 22 คน พอเรียนจักษุวิทยาจบ หมอวรากรจึงเลือกเรียนต่อด้านหมอตาเด็ก ทั้งที่ไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองชอบทำงานกับเด็กเลย
“ถ้ารักเด็ก เราคงเป็นคุณหมอเด็กไปแล้ว เราแค่อยู่กับเขาได้ แต่ทำงานมา 20 ปี เรารู้ตัวแล้วว่า ถ้าเจอคนไข้เด็กมาตรวจ เราแฮปปี้ ไม่ถึงกับเจอเด็กข้างนอกแล้วต้องวิ่งไปหา แต่เรารู้ว่าเวลาเขาเข้ามาตรวจ เราจะทำยังไงให้เขารู้สึกดี”
ที่จริงแล้วหมอวรากรสนใจเรื่องต้อหิน พอจบจักษุแพทย์เด็กจากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และกลับมาทำงานที่โรงพยาบาลเลิดสินได้ 4 ปี เขาก็ได้ทุนไปต่อด้านต้อหินเด็กที่สหรัฐอเมริกา
ครึ่งปีแรกในบอสตัน หมอวรากรไปเรียนที่โรงพยาบาลเด็กบอสตัน และต่อมาก็ย้ายไปอยู่สถาบันตา DUKE ในเมืองนอร์ท แคโรไลนา อีก 1 ปี ในศูนย์การเรียนด้านตาเด็กระดับต้น ๆ ของโลกทั้ง 2 แห่งนี้ มีเคสที่ประเทศต้นทางรักษาไม่ได้มากมายเข้ามา ทำให้หมอวรากรได้มีประสบการณ์จริงกับหลายเคสโรคตาที่พบได้ยาก หรือเคยได้ยินแต่ในตำรา เขายังมีโอกาสไปร่วมประชุมวิชาการทางการแพทย์ระดับนานาชาติที่จัดที่สหรัฐอเมริกาเพื่ออัปเดตเทรนด์การรักษาใหม่ ๆ อยู่บ่อยครั้ง และที่สำคัญ คือได้เรียนกับอาจารย์แพทย์ที่มีชื่อเสียงของโลก
เมื่อกลับมาทำงานใช้ทุนจนครบที่โรงพยาบาลเลิดสิน หมอวรากรก็ย้ายกลับมาเป็นหมอตาเด็กในโรงพยาบาลราชวิถี ก่อนได้รับการทาบทามให้มารักษาเด็กที่แผนกจักษุวิทยา โรงพยาบาล BNH
เกมส่องตาเด็ก
ความท้าทายของเคสโรคตาในเด็กนั้น คือความคาดหวังของผู้ปกครองกับความเป็นจริงทางการแพทย์ ซึ่งสิ่งที่จะสร้างสมดุลให้สองอย่างนั้นได้ คือการสื่อสาร
“ต้องแอดมิทวันนี้ ถ้าออกจากโรงพยาบาลไป เด็กไม่รอแน่นอน”
ประโยคหนึ่งที่อาจารย์จักษุแพทย์อาวุโสพูดกับผู้ปกครองของคนไข้เด็กรายหนึ่ง สมัยที่หมอวรากรยังเรียนอยู่ ทำให้เขาตกใจกับการสื่อสารที่รุนแรงและฟังเหมือนไม่ถนอมความรู้สึกคนไข้ แต่เมื่อได้ฟังอาจารย์อธิบาย เขาก็เข้าใจว่าบางทีแล้ว การสื่อสารที่เหมือนจะโหดร้ายกลับมีประโยชน์กว่าในคนไข้บางเคส
ในกรณีของคนไข้รายนี้ที่การดำเนินโรครุนแรง และจากประสบการณ์ของแพทย์เจ้าของไข้ก็มั่นใจได้ว่า ไม่ว่าผู้ปกครองจะตระเวนถามแพทย์กี่ราย คำตอบที่ได้ก็จะไม่ต่างกัน แต่ที่ต่างคือเวลาที่เสียไปกับการรอนัดพบแพทย์ชื่อดัง ที่ไม่ใช่เข้าไปเจอได้ทันที สุดท้ายแล้ว สิ่งที่ผู้ปกครองทำ จะทำให้อาการของเด็กทรุดลงหนักจนถึงขั้นรักษาไม่ได้แล้ว เพราะมัวเสียเวลาไปกับการหาแพทย์ที่สามารถพูดในสิ่งที่ผู้ปกครองอยากได้ยิน ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้
แต่บางครั้ง หน้าที่ของคนเป็นหมอ ก็คือทำให้คนไข้สบายใจมากที่สุด แม้จะรู้ว่าไม่อาจเปลี่ยนผลการดำเนินโรคได้ก็ตาม
ก่อนไปเรียนต่อที่สหรัฐอเมริกา คุณพ่อคนหนึ่งแบกแฟ้มประวัติการรักษาตาของลูกชายซึ่งหนาราวหนึ่งนิ้วมาให้คุณหมอวรากร พอเขาพลิกดู ก็รู้เลยว่าเด็กคนนี้ผ่านการรักษาจากอาจารย์แพทย์ระดับต้น ๆ ของประเทศมาเกือบครบแล้ว และแน่นอนว่าเขาไม่ได้มาขอความเห็นเรื่องโรคจากหมอวรากร ซึ่งในตอนนั้นประสบการณ์ก็ยังไม่มาก
เด็กคนนี้เป็นโรคจอประสาทตาผิดปกติจากกรรมพันธุ์ ซึ่งจนถึงตอนนี้ ก็ยังไม่มีเทคโนโลยีที่รักษาได้ ความเห็นจากอาจารย์แพทย์ในแฟ้มประวัตินั้นก็ไปในทางเดียวกันทั้งหมด
“ผมก็นึกในใจว่าเขาจะถามอะไร พอถึงจุดที่ต้องคุยจริง ๆ พ่อแม่เขาก็เปิดใจว่าเขารู้อยู่แล้วว่าเป็นอะไร แต่เขารู้ว่าผมกำลังจะไปเรียนต่อในศูนย์ที่มีการศึกษาเรื่องนี้ จึงขอฝากประวัติไปด้วย เผื่อได้เจอโปรเฟสเซอร์ที่ทำวิจัยเรื่องนี้อยู่”
คนไข้ส่วนมากของคุณหมอเป็นคนไข้เด็ก ด้วยอายุงานกว่า 20 ปีของคุณหมอ จึงได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของเด็กหลายคน จากเด็กเล็กเป็นวัยรุ่น จากเด็กที่มีผู้ปกครองพามา จนมาหาหมอเองตามลำพัง จนถึงวันที่พาคนรักมาให้หมอรู้จัก หรือเคยมีญาติผู้ใหญ่พามา จนวันหนึ่งญาติผู้ใหญ่ท่านนั้นก็จากไป
“มันก็เหมือนเลี้ยงลูกคนนึงให้โตไปเรื่อย ๆ จริง ๆ”
หมอวรากรบอกว่า สิ่งที่ทำให้เขาเข้าใจเด็ก คือเขาไม่ลืมความเป็นเด็กในตัวเอง
“หมอตาไม่เหมือนหมอเด็ก ที่ได้เจอเด็กตั้งแต่เกิด เลยมีความสัมพันธ์ระยะยาว แต่กว่าเด็กจะเข้ามาแผนกตา บางทีเขาก็โตแล้ว หรือเพิ่งผ่านบางแผนกที่ต้องเจาะเลือดหรือพ่นยามา เขาเลยกลัว แล้วในแผนกตามันค่อนข้างเป็นแผนกผู้ใหญ่ เด็กจะรู้สึกถึงความไม่สบาย”
หมอวรากรจึงพยายามแต่งห้องตรวจให้มีสีสันมากขึ้น เปลี่ยนจากเสื้อกาวน์ที่ค่อนข้างน่าเกรงขามสำหรับเด็ก มาเป็นเสื้อเชิ้ตเวลาตรวจเด็ก แล้วติดเข็มกลัดน่ารัก ๆ ไว้ด้วย พยายามสร้างบรรยากาศให้เด็กผ่อนคลายที่สุด
ธรรมชาติของเด็กคือการได้เล่น ดังนั้นหมอวรากรจึงเปลี่ยนการตรวจเป็นการเล่น โดยสร้างสถานการณ์เหมือนเด็กได้เล่นเกมไปพร้อมกับหมอ จากเครื่องตรวจตาก็กลายเป็นจักรยานส่องนก พร้อมเสียงนกประกอบ การส่องไฟตรวจลูกตา ก็กลายเป็นเกมส่องตาหาของที่หายไป พอเด็กเข้าใจว่ากำลังเล่น เขาก็มักให้ความร่วมมือกับคุณหมอ
“แต่ก็จะเจอเด็กที่ป่วยเยอะ กลุ่มนี้ก็จะตรวจได้แบบมีข้อจำกัด ก็ต้องเลือกตรวจเฉพาะส่วนที่สำคัญก่อน ส่วนอื่นที่ยังไม่จำเป็น ก็ไว้เขาดีขึ้นแล้วค่อยมาตรวจ นั่นเป็นเทคนิคเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่มันก็ไม่ใช่จะสำเร็จเสมอไป ถึงแม้ว่าจะไม่สำเร็จ เราก็แสดงความตั้งใจให้พ่อแม่เขาเห็นว่ามันมีข้อจำกัด บางทีเด็กก็ร้องลั่นแล้ว ถึงตรวจไปผลที่ได้ก็อาจไม่ใช่ของจริง หมอเชื่อว่าการจับเด็กตรวจทั้งหมดในครั้งเดียวมันทำได้ แต่ว่ามันจะไปลดทอนความสัมพันธ์และความเชื่อใจ ซึ่งมันสำคัญมาก เรายอมยกธงขาววันนี้ เพื่อให้ได้ธงเขียววันถัดไป น่าจะดีกว่า”
เมื่อคนไข้เด็กเข้ามาหาคุณหมอ เขาจะสังเกตรูปแบบครอบครัวที่อาจมีผลต่อความสามารถในการดูแลอาการป่วยต่อที่บ้าน เช่น เด็กบางคนมากับพี่เลี้ยง หมอก็ต้องมีคำถามต่อว่าสารที่สื่อออกไปจะส่งไปถึงผู้ปกครองครบมั้ย หรือหากตามมาตรฐานการรักษา เด็กต้องได้รับการปิดตา แต่กลับทำให้เขาโวยวายจนทั้งบ้านไม่ได้นอน หมอก็อาจหาทางเลือกใหม่ที่เหมาะกว่า โดยเปลี่ยนเป็นเปิดตาได้ แต่มาพบแพทย์ถี่ขึ้นแทน เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดกับครอบครัวคนไข้ด้วย และทุกครั้ง หมอวรากรก็จะสื่อสารข้อมูลที่คนไข้ควรรู้ให้ครบก่อนออกจากห้องตรวจ คนไข้จึงทราบว่าในอีกไม่กี่วันข้างหน้า การดำเนินโรคมีโอกาสเป็นอย่างไรได้บ้าง และควรทำอะไรเพื่อคลายความกังวลให้คนไข้ ทั้งหมดนี้คือการรักษาแบบองค์รวม ดูแลครบถ้วนรอบด้าน ตามแนวทาง Complete Care ของโรงพยาบาล BNH ที่หมอวรากรมอบให้คนไข้และครอบครัว
หมอตากับพ่อค้าแว่น
“เรามีความรู้ในเรื่องค่าสายตา แว่นตา แต่เราไม่รู้วิธีทำธุรกิจ”
หมอวรากรสารภาพตามตรง เมื่อกล่าวถึงธุรกิจแว่นที่ร่วมเปิดกับจักษุแพทย์อีก 3 ท่าน แต่ธุรกิจร้านแว่นที่สนามเป้าซึ่งเปิดเพราะเป็นหมอตา ก็อยู่มานานเข้าปีที่ 2 แล้ว
“เป็นการปรับตัวครั้งใหญ่ของทุกคนเลย ทั้งงานธุรกิจ การตลาด การบริหารคน ทำสต๊อก ภาษี การรับมือกับปัญหา คนใส่ไม่ได้ แว่นพัง นี่มันไม่เกี่ยวกับการแพทย์เลย แต่เราก็ได้เข้าใจบริบทของโรงพยาบาลเอกชนมากขึ้น ว่าบางอย่างก็ต้องยอมลงทุน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามมา”
อย่างไรก็ตาม การมาทำงานที่โรงพยาบาลบีเอ็นเอชของหมอวรากร ก็ทำให้แผนกโรคตาในโรงพยาบาลสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น จากเดิมที่มีจักษุแพทย์ครบทุกสาขาเฉพาะทาง มีอุปกรณ์การแพทย์และนวัตกรรมการรักษาที่ทันสมัย แต่สิ่งที่ขาดไปคือการบริการแว่นสายตาคุณภาพดี หมอวรากรซึ่งทำธุรกิจแว่นตาอยู่ด้วยจึงนำบูธจำหน่ายแว่นตาคุณภาพดี และบริการหลังการขายตามมาตรฐานโรงพยาบาล BNH แต่มีราคาเข้าถึงได้ เพื่อให้การดูแลปัญหาสายตาของคนไข้ครบวงจรในที่เดียว โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มแว่นชะลอสายตาสั้น เพื่อให้สอดคล้องกับปัญหาที่เกิดจากพฤติกรรมคนที่จ้องหน้าจอเยอะ
อาจารย์หมอตา
หมวกอีกใบของหมอวรากร คือการเป็นอาจารย์แพทย์ที่โรงพยาบาลราชวิถี รับผิดชอบนักศึกษาแพทย์ชั้นปี 5 และ 6 รวมถึงนักศึกษาจักษุแพทย์ ซึ่งแน่นอนว่ามนุษย์เจนเอ็กซ์ปลาย ๆ อย่างเขา ย่อมเจอช่องว่างระหว่างวัยกับลูกศิษย์ แต่ยังดีที่ความเป็นหมอตาเด็กช่วยให้เขาเข้าในคนต่างเจนมากขึ้น
“ถ้าสอนน้องเจนซี ก็จะสอนเหมือนเพื่อน ถามเรามาได้เลย แต่บางทีถามน้องไป เขาก็จะเงียบ ก็ต้องยกตัวอย่างซีนาริโอ แล้วถามเลยว่าควรทำอย่างไรดี เราก็จะได้เห็นความคิดของเขา บางทีถ้ามันเกินจริง หน้าที่เราก็คือตบให้เข้ามาอยู่ในกรอบ พร้อมบอกว่าความรู้มันเรียนกันได้ แต่ต้องเช็กให้ชัวร์ด้วย ถ้าไม่แน่ใจก็ไปหามา หรือให้ผมช่วยตรวจสอบ”
อาจารย์หมอวรากรเป็นอาจารย์รุ่นใหม่ และจะไม่จี้นักศึกษาในทุกจุด เพราะเขาอยากให้เด็กมีเวลาใช้ชีวิตส่วนตัว โดยไม่ต้องรู้สึกว่าการเรียนเป็นภาระที่ทำให้หมดแรง แต่ในจุดที่จำเป็นต้องจี้เพื่อสร้างหมอที่ดี เขาก็ต้องทำ
“ผมพยายามสอนให้เขาเข้าใจคนไข้ บางทีคนเรามันเอาตัวเองเป็นตัวตั้ง จนลืมดูคนอื่นไป ซึ่งก็บอกเขาว่าผมก็เป็น ทุกคนก็เป็น แต่พอเราสวมบทบาทของหมอ เราก็ต้องเอาความเป็นตัวเองออกไปนิดนึง ไปดูคนอื่นบ้าง เด็กจะไม่ชอบทำอะไรซ้ำ ๆ แต่บางอย่างมันต้องทำเพื่อให้เกิดความเคยชิน จะได้ไม่เกิดความผิดพลาด”
“ผมไม่ได้อยากมีตัวตน แต่อยากมีประโยชน์กับคนอื่นอยู่ในทุกโมเมนต์”
หมอวรากรไม่ใช่คนที่มีงานอดิเรกหรือความชื่นชอบส่วนตัวมากนัก แต่หากจะนับการคิดเกมเพื่อสร้างความบันเทิงในการตรวจให้คนไข้เด็ก นี่ก็อาจเป็นงานอดิเรกที่ไม่เพียงทำให้ตัวเขามีประโยชน์ต่อสุขภาพตาของเด็ก แต่ความใส่ใจของเขายังดีต่อสุขภาพใจของเด็ก ครอบครัว และคนไข้ของเขาทุกวัยด้วย ดังที่เขาตั้งปณิธานเอาไว้ ว่าต้องเป็นคนที่สร้างประโยชน์ให้ผู้อื่นในทุกโมเมนต์