ตากุ้งยิงคืออะไร รู้จักโรคตากุ้งยิงและสาเหตุหลัก
โรคตากุ้งยิง (Hordeolum) คือ การอักเสบและติดเชื้อแบคทีเรียที่ต่อมไขมันหรือต่อมเหงื่อบริเวณเปลือกตา ทำให้เกิดตุ่มหนองหรือฝีเล็ก ๆ ที่เปลือกตาบนหรือล่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณขอบเปลือกตาที่มีรูขุมขนและต่อมไขมันจำนวนมาก
สาเหตุหลักของโรคนี้คือเชื้อแบคทีเรียชนิด Staphylococcus aureus เมื่อเชื้อเข้าสู่ต่อมไขมันบริเวณเปลือกตา ก็จะทำให้เกิดการอักเสบและติดเชื้อขึ้น
สรุปสาระสำคัญ
ตากุ้งยิงคืออะไร: อาการอักเสบและติดเชื้อแบคทีเรียที่ต่อมไขมันบริเวณเปลือกตา ทำให้เกิดอาการปวด บวม แดง และมีตุ่มหนอง (ไม่ใช่โรคติดต่อ)
วิธีรักษาเบื้องต้นที่ได้ผลดีที่สุด: ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นประคบบริเวณดวงตา 10-15 นาที วันละ 3-5 ครั้ง เพื่อช่วยละลายไขมันที่อุดตันและระบายหนองออก
ข้อห้ามสำคัญ: ห้ามบีบ แกะ หรือใช้เข็มเจาะตุ่มหนองด้วยตนเองโดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้เชื้อลุกลามและอักเสบรุนแรงขึ้น งดใส่คอนแทคเลนส์และแต่งหน้าชั่วคราว
เมื่อไหร่ควรพบแพทย์: หากประคบอุ่นแล้วอาการไม่ดีขึ้นภายใน 2-3 วัน ตาบวมปิดบดบังการมองเห็น หรือปวดรุนแรง ควรรีบพบจักษุแพทย์เพื่อรับยาปฏิชีวนะหรือเจาะระบายหนอง
ตากุ้งยิงแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก คือ
| ประเภทของตากุ้งยิง | ตำแหน่งที่เกิดการติดเชื้อ | ลักษณะอาการที่พบ |
|---|---|---|
| ชนิดหัวผุด (External Hordeolum) |
ต่อมไขมันบริเวณโคนขนตา (ขอบเปลือกตาด้านนอก) |
มีตุ่มหนองเห็นหัวฝีชัดเจนชี้ออกด้านนอก เปลือกตาบวมแดง และเจ็บปวดมากเมื่อสัมผัส |
| ชนิดหัวหลบใน (Internal Hordeolum) |
ต่อมไขมันใต้เปลือกตา (ต่อม Meibomian) |
หัวฝีไม่ชัดเจน ต้องพลิกเปลือกตาด้านในจึงจะเห็น อาการบวมและปวดระบมมักจะรุนแรงกว่าชนิดหัวผุด |
ตากุ้งยิงเกิดจากอะไร: ปัจจัยเสี่ยงที่คุณควรรู้
ตากุ้งยิง (Hordeolum) เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย โดยเฉพาะเชื้อ Staphylococcus aureus ซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรียที่อยู่ตามผิวหนังตามปกติอยู่แล้ว แต่เมื่อเชื้อเหล่านี้เข้าสู่ต่อมไขมันหรือต่อมเหงื่อบริเวณเปลือกตา จะทำให้เกิดการอักเสบและติดเชื้อขึ้น ส่งผลให้เกิดตุ่มหนอง บวม แดง และเจ็บปวดบริเวณเปลือกตา
สาเหตุหลักของตากุ้งยิงคือการอุดตันของต่อมไขมันบริเวณเปลือกตา ซึ่งอาจเกิดจากฝุ่นละออง สิ่งสกปรก หรือไขมันที่ไม่สามารถระบายออกมาได้ตามปกติ เมื่อมีการอุดตัน เชื้อแบคทีเรียจะเจริญเติบโตและทำให้เกิดการติดเชื้อได้ง่ายขึ้น
ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดตากุ้งยิงมีหลายประการ ได้แก่
- สัมผัสดวงตาด้วยมือที่ไม่สะอาด เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เชื้อแบคทีเรียเข้าสู่เปลือกตาได้ง่าย
- การใส่คอนแทคเลนส์ โดยเฉพาะหากไม่ล้างมือก่อนจับหรือใช้คอนแทคเลนส์ที่ไม่สะอาด
- ใช้เครื่องสำอางที่ไม่สะอาดหรือล้างเครื่องสำอางไม่หมด ทำให้มีสิ่งสกปรกตกค้างบริเวณเปลือกตา
- โรคเปลือกตาอักเสบเรื้อรัง ซึ่งทำให้ต่อมไขมันบริเวณเปลือกตาอุดตันง่ายขึ้น
- ภูมิคุ้มกันร่างกายต่ำ เช่น ผู้ป่วยเบาหวาน หรือผู้ที่พักผ่อนน้อย ร่างกายอ่อนแอ
- เคยเป็นตากุ้งยิงมาก่อน มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้สูง
- การขยี้ตาบ่อยๆ ทำให้เปลือกตาไม่สะอาดและเชื้อแบคทีเรียเข้าสู่ผิวหนังได้ง่าย
สาเหตุการเกิดตากุ้งยิงชนิดหัวผุด (External Hordeolum)
เกิดจากการติดเชื้อและอักเสบของต่อมไขมันที่อยู่บริเวณโคนขนตา เช่น ต่อม Zeis หรือ Moll ซึ่งอยู่บริเวณขอบเปลือกตาด้านนอก ทำให้เกิดตุ่มแดง บวม และมีหนองที่มองเห็นได้ชัดเจนที่บริเวณขอบตา มักมีอาการเจ็บปวดเมื่อสัมผัส และตุ่มหนองนี้จะมีหัวฝีชัดเจนที่ชี้ออกด้านนอก เปลือกตาจะบวมแดงและรู้สึกเจ็บในบริเวณที่เป็น
สาเหตุการเกิดตากุ้งยิงชนิดหัวหลบใน (Internal Hordeolum)
เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่ต่อมไขมันภายในเปลือกตา โดยเฉพาะต่อม Meibomian ซึ่งอยู่ใต้เปลือกตา ทำให้เกิดตุ่มบวมแดงและเจ็บปวดแต่ไม่มีหัวฝีที่มองเห็นจากภายนอก เพราะจะมีตุ่มหนองในเปลือกตาบนหรือล่าง เปลือกตาจะอักเสบ อาการบวมและเจ็บจะมากกว่าชนิดหัวผุด และมักต้องพลิกเปลือกตาด้านในออกดูจึงจะเห็นตุ่มหนองได้
ทั้งสองชนิดเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Staphylococcus aureus ซึ่งเป็นเชื้อที่มีอยู่ตามผิวหนังและสามารถเข้าสู่ต่อมไขมันหรือต่อมเหงื่อเมื่อมีการอุดตันหรือมีปัจจัยเสี่ยง เช่น สัมผัสดวงตาด้วยมือสกปรก การใช้เครื่องสำอางที่ไม่สะอาด หรือโรคเปลือกตาอักเสบเรื้อรัง
ตากุ้งยิงเป็นโรคติดต่อหรือไม่
โรคตากุ้งยิงเป็นโรคติดต่อได้ในระดับหนึ่ง เพราะเชื้อแบคทีเรียสามารถแพร่ผ่านการสัมผัสได้ ดังนั้นจึงควรรักษาความสะอาดของมือและอุปกรณ์ที่สัมผัสกับตา เช่น ผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน และผ้าเช็ดหน้า เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อ
อย่างไรก็ตาม ตามคำชี้แจงจากแพทย์และกรมการแพทย์ ตากุ้งยิงไม่ใช่โรคติดต่อ แม้ตากุ้งยิงจะเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย แต่เชื้อเหล่านี้เป็นเชื้อที่อยู่บนผิวหนังของคนปกติอยู่แล้ว และไม่ได้แพร่กระจายผ่านการสัมผัสระหว่างคน ดังนั้นจึงไม่ถือว่าเป็นโรคติดต่อเหมือนโรคตาแดงหรือโรคติดเชื้ออื่น ๆ
อาการของตากุ้งยิง: สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม
อาการของตากุ้งยิง (Hordeolum) เริ่มต้นด้วยความรู้สึกคันหรือระคายเคืองบริเวณเปลือกตา โดยเฉพาะที่ขอบตาหรือโคนขนตา จากนั้นจะเริ่มมีอาการบวมแดงเล็กน้อย และเกิดตุ่มนูนขึ้นที่เปลือกตา ซึ่งอาจเป็นตุ่มหนองสีเหลืองคล้ายสิว ทั้งบริเวณเปลือกตาด้านนอก (External Hordeolum) หรือเปลือกตาด้านใน (Internal Hordeolum) โดยอาการเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งเปลือกตาบนและล่าง
อาการสำคัญที่พบได้ ได้แก่
- มีตุ่มแดง นูน และเจ็บปวดบริเวณเปลือกตา
- ตาบวม แดง และรู้สึกเจ็บเมื่อกดหรือสัมผัส
- รู้สึกเหมือนมีสิ่งแปลกปลอมในตา หรือระคายเคืองเมื่อกะพริบตา
- อาจมีหนองหรือของเหลวสีเหลืองไหลออกจากตุ่ม
- ในบางรายอาจมีอาการปวดรอบดวงตาหรือปวดระบมบริเวณเปลือกตา
- น้ำตาไหล และบางครั้งมีขี้ตาสะสม
- อาการเจ็บจะรุนแรงขึ้นเมื่อก้มศีรษะหรือลุกขึ้นนั่ง
อาการตากุ้งยิงชนิดหัวผุด (External Hordeolum)
มีตุ่มหนองที่ขอบเปลือกตาด้านนอก มองเห็นหัวฝีชัดเจน และมักเจ็บปวดมาก
อาการตากุ้งยิงชนิดหัวหลบใน (Internal Hordeolum)
ตุ่มหนองอยู่ภายในต่อมไขมันใต้เปลือกตา หัวฝีไม่ชัดเจน ต้องพลิกเปลือกตาด้านในออกจึงเห็น และมักมีอาการบวมและเจ็บมากกว่า
โดยทั่วไป ตากุ้งยิงจะมีอาการเจ็บปวด บวมแดง และเป็นตุ่มหนองประมาณ 4-5 วัน หากไม่ได้รับการรักษาอาจลุกลามหรือเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น เปลือกตาบวมมากขึ้น หรือหนองลามไปยังบริเวณรอบดวงตาได้ หากพบอาการเหล่านี้ ควรรีบพบจักษุแพทย์เพื่อรับการรักษาที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการลุกลามและภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง
เป็นตากุ้งยิงทำอย่างไรจึงจะหาย วิธีรักษาตากุ้งยิงเร่งด่วนและวิธีรักษาอย่างถูกต้อง
วิธีรักษาตากุ้งยิงเร่งด่วนและถูกต้อง มีขั้นตอนหลัก ๆ ดังนี้
ประคบอุ่นบริเวณที่เป็นตากุ้งยิง
ใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำอุ่น (ไม่ร้อนจัด) หรือถุงชาอุ่น ๆ ประคบบริเวณเปลือกตาที่มีตากุ้งยิง ครั้งละ 10-15 นาที วันละ 3-5 ครั้ง ความร้อนจะช่วยละลายไขมันที่อุดตันและช่วยให้หนองระบายออกง่ายขึ้น ลดอาการบวมและเจ็บปวดได้อย่างรวดเร็วรักษาความสะอาดของเปลือกตา
ใช้สำลีสะอาดชุบน้ำอุ่นหรือน้ำเกลือล้างเปลือกตาเบา ๆ เช็ดจากด้านในออกด้านนอก เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรค หลีกเลี่ยงการใช้สบู่หรือผลิตภัณฑ์ที่ระคายเคืองตา และควรล้างมือก่อนสัมผัสดวงตาเสมอหลีกเลี่ยงการสัมผัสหรือบีบตุ่มหนอง
ไม่ควรแกะหรือบีบตุ่มหนองด้วยตัวเอง เพราะอาจทำให้เชื้อแบคทีเรียแพร่กระจายและทำให้อาการรุนแรงขึ้นได้งดใช้เครื่องสำอางและคอนแทคเลนส์
ในช่วงที่เป็นตากุ้งยิง ควรงดใช้เครื่องสำอางบริเวณดวงตา และหลีกเลี่ยงการใส่คอนแทคเลนส์ เพื่อป้องกันการระคายเคืองและการติดเชื้อซ้ำใช้ยาปฏิชีวนะตามคำแนะนำของแพทย
หากอาการไม่ดีขึ้นภายใน 2-3 วัน หรือมีตุ่มขนาดใหญ่ขึ้น แพทย์อาจสั่งยาปฏิชีวนะชนิดทา (ยาขี้ผึ้ง) หรือยาหยอดตา รวมถึงยาปฏิชีวนะชนิดรับประทานในกรณีที่ติดเชื้อรุนแรง เพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรียสาเหตุของตากุ้งยิงพบแพทย์เพื่อรักษาเฉพาะทาง
ในกรณีที่ตากุ้งยิงมีขนาดใหญ่ กดเจ็บมาก หรือกีดขวางการมองเห็น แพทย์อาจพิจารณาผ่าตัดเจาะระบายหนองออก ซึ่งเป็นขั้นตอนที่รวดเร็วและปลอดภัย ช่วยให้อาการดีขึ้นอย่างรวดเร็วบรรเทาอาการปวด
สามารถใช้ยาแก้ปวดชนิดที่ไม่ต้องใช้ใบสั่งแพทย์ เช่น พาราเซตามอล หรือไอบูโพรเฟน เพื่อบรรเทาอาการเจ็บปวดและบวมได้
สัญญาณที่ควรพบแพทย์ทันที
- ตาบวมแดงลามกว้างขึ้น
- ปวดบวมรุนแรง
- หนองขนาดใหญ่หรือมีไข้ร่วมด้วย
- ตาพร่า มองเห็นไม่ชัดเจน
แพทย์รักษาตากุ้งยิงอย่างไร
แพทย์รักษาตากุ้งยิงโดยเริ่มจากการประเมินอาการและความรุนแรงของโรคก่อน หากเป็นตากุ้งยิงที่ไม่รุนแรง แพทย์จะให้คำแนะนำในการดูแลตัวเอง เช่น การประคบอุ่นเปลือกตาเพื่อช่วยให้หนองระบายออก และรักษาความสะอาดบริเวณเปลือกตา พร้อมทั้งสั่งยาปฏิชีวนะชนิดทาหรือหยอดตาเพื่อควบคุมการติดเชื้อแบคทีเรีย
ในกรณีที่ตากุ้งยิงมีอาการรุนแรง เช่น ตาบวมแดงมาก เจ็บปวด หรือมีหนองสะสมขนาดใหญ่ แพทย์อาจสั่งยาปฏิชีวนะชนิดรับประทานร่วมด้วย และในบางรายจำเป็นต้องทำการผ่าตัดเล็กเพื่อเจาะระบายหนองออก ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ทำโดยใช้ยาชาเฉพาะที่และเครื่องมือพิเศษ ใช้เวลาประมาณ 10 นาที โดยหลังผ่าตัดจะปิดตาไว้ประมาณ 3-4 ชั่วโมงเพื่อป้องกันฝุ่นละอองและรักษาความสะอาด
หลังจากเจาะหนองออกแล้ว แพทย์จะแนะนำให้ผู้ป่วยใช้ยาหยอดตาหรือยาทาตามที่สั่ง และงดสัมผัสหรือบีบตุ่มหนองด้วยตัวเอง รวมถึงงดใช้เครื่องสำอางและคอนแทคเลนส์จนกว่าจะหายสนิท นอกจากนี้ต้องรักษาความสะอาดมือและบริเวณดวงตาอย่างเคร่งครัดเพื่อป้องกันการติดเชื้อซ้ำ
หากมีอาการผิดปกติ เช่น ปวดบวมเพิ่มขึ้น หรือมีอาการลุกลาม ควรรีบกลับไปพบแพทย์ทันทีเพื่อรับการรักษาต่อเนื่องและป้องกันภาวะแทรกซ้อน
ตากุ้งยิงกี่วันหาย ระยะเวลาการฟื้นตัวและวิธีดูแลหลังรักษา
โดยทั่วไป ตากุ้งยิงสามารถหายเองได้ภายใน 4-5 วันถึง 1-2 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงและการดูแลรักษาอย่างถูกวิธี โดยในช่วงแรกจะมีตุ่มบวมแดงและเจ็บปวด จากนั้นหนองจะเริ่มแตกและยุบลงเองเมื่อได้รับการประคบอุ่นอย่างสม่ำเสมอ
ระยะเวลาการฟื้นตัว
วันแรกถึงวันที่ 3-5: เริ่มรู้สึกคัน ระคายเคือง และมีตุ่มบวมแดงบริเวณเปลือกตา
วันที่ 4-7: ตุ่มหนองจะเริ่มชัดเจน มีหัวฝี และเจ็บปวดมากขึ้น
หลังจากหนองแตก: ตุ่มจะยุบลงและอาการบวมลดลงเรื่อย ๆ
หากได้รับการรักษาและดูแลดี ตากุ้งยิงมักจะหายดีภายใน 1-2 สัปดาห์
ป้องกันไม่ให้เป็นตากุ้งยิงอย่างไร
การดูแลดวงตาอย่างไรให้ห่างไกลตากุ้งยิงนั้น มีหลักการสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงและป้องกันการเกิดตากุ้งยิงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนี้
รักษาความสะอาดของมือและดวงตา
ล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอก่อนสัมผัสบริเวณรอบดวงตาหรือก่อนใส่และถอดคอนแทคเลนส์
ล้างหน้าและล้างเครื่องสำอางให้สะอาด โดยเฉพาะบริเวณรอบดวงตา เพื่อป้องกันสิ่งสกปรกและเชื้อแบคทีเรียตกค้าง
หลีกเลี่ยงการขยี้ตาหรือใช้มือถูตาแรง ๆ เพราะจะทำให้เชื้อแบคทีเรียเข้าสู่ต่อมไขมันบริเวณเปลือกตาได้ง่าย
ดูแลอุปกรณ์ที่สัมผัสดวงตา
ทำความสะอาดคอนแทคเลนส์และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องอย่างสม่ำเสมอ
เปลี่ยนคอนแทคเลนส์ตามกำหนดวันหมดอายุ และไม่ใส่คอนแทคเลนส์เกินเวลาที่แนะนำ
งดใช้เครื่องสำอางบริเวณดวงตาในช่วงที่มีอาการระคายเคืองหรือสงสัยว่าเป็นตากุ้งยิง
ประคบอุ่นและดูแลเปลือกตา
หากมีภาวะต่อมไขมันอุดตันที่เปลือกตา ควรประคบอุ่นบริเวณเปลือกตาเป็นประจำ วันละ 3-5 ครั้ง ครั้งละ 5-10 นาที เพื่อช่วยเปิดรูต่อมไขมันและป้องกันการอุดตัน
หลีกเลี่ยงการสัมผัสเปลือกตาด้วยมือสกปรก และไม่ควรบีบหรือแกะตุ่มหนองเอง
ปรับพฤติกรรมและดูแลสุขภาพทั่วไป
พยายามพักผ่อนให้เพียงพอ ลดความเครียด เพราะภูมิคุ้มกันที่ดีช่วยลดโอกาสติดเชื้อ
หลีกเลี่ยงการอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีฝุ่น ลมแรง หรือควันบุหรี่ ซึ่งอาจระคายเคืองตาและเพิ่มความเสี่ยงการติดเชื้อ
หากมีอาการผิดปกติ เช่น ตาแดง คัน หรือบวม ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้อง
หลีกเลี่ยงการใช้ยาหยอดตาหรือยาทาเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์
การใช้ยาที่ไม่เหมาะสมอาจทำให้อาการแย่ลงหรือเกิดการติดเชื้อซ้ำได้
การปฏิบัติตามคำแนะนำเหล่านี้อย่างเคร่งครัดจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดตากุ้งยิงและช่วยให้ดวงตาของคุณมีสุขภาพดีอยู่เสมอ
สรุป: ตากุ้งยิง (Hordeolum)
คือการอักเสบของต่อมไขมันบริเวณเปลือกตา มักเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย Staphylococcus aureus ทำให้เกิดตุ่มนูนแดง ปวด บวม และอาจมีหนอง มักเกิดที่เปลือกตาบนหรือล่าง โดยแบ่งเป็นชนิดภายนอก (external) และภายใน (internal) อาการมักดีขึ้นเองภายในไม่กี่วัน การดูแลเบื้องต้นคือประคบร้อนวันละ 3–4 ครั้ง ละ 10–15 นาที หากอาการไม่ดีขึ้นหรือมีการลุกลาม อาจต้องใช้ยาปฏิชีวนะเฉพาะที่หรือชนิดรับประทาน และในบางกรณีแพทย์อาจต้องระบายหนองออก.
Ref: Mayoclinic, Mahidol, Pediatric Infectious Disease Society of Thailand
ติดต่อสอบถาม หรือทำนัดหมายกับเจ้าหน้าที่ผ่าน LINE @MBRACE
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคตากุ้งยิง (FAQ)
1. เป็นตากุ้งยิง ห้ามกินอะไรบ้าง?
2. สามารถเจาะหรือบีบหนองตากุ้งยิงด้วยตัวเองได้หรือไม่?
3. ตากุ้งยิง เป็นโรคติดต่อทางสายตาหรือไม่?
ทำนัดหมายแพทย์ออนไลน์ | Appointment
-
พญ. ณัฐรินทร์ ภูษิตโภยไคย
แผนกตา
ความชำนาญพิเศษ
โรคกระจกตา -
นพ. ธีระพัฎ จิตต์พูลกุศล
แผนกตา
ความชำนาญพิเศษ
โรคตาทั่วไป -
นพ. ภราดร สุขอุดม
แผนกตา | คลินิกต้อหิน
ความชำนาญพิเศษ
โรคต้อหิน -
พญ. ชุติมา สุภาวเวช
แผนกตา | คลินิกต้อหิน
ความชำนาญพิเศษ
โรคต้อหิน -
พญ. ธิดารัตน์ ตั้งกิจ
แผนกตา
ความชำนาญพิเศษ
โรคตาทั่วไป -
พญ. วรรษา รุ่งภูวภัทร
แผนกตา | คลินิกต้อหิน
ความชำนาญพิเศษ
จักษุวิทยา -
พญ. จุไรรัตน์ วัจนะมงคล
แผนกตา
ความชำนาญพิเศษ
จักษุวิทยา -
นพ. มงคล ธาดารติ
แผนกตา
ความชำนาญพิเศษ
โรคตาทั่วไป และจอประสาทตา -
นพ. ไกรเลิศ เธียรนุกุล
แผนกตา
ความชำนาญพิเศษ
โรคตาทั่วไป -
นพ. ปัญชรัช ปรีชาหาญ
แผนกตา
ความชำนาญพิเศษ
จักษุวิทยา -
พญ. ไอรีน ศุภางคเสน
แผนกตา
ความชำนาญพิเศษ
โรคตาในเด็ก, ตาเข, ตาเหล่ -
นพ. พฤกษ์ วิชัยยะ
แผนกตา
ความชำนาญพิเศษ
จักษุวิทยา