Key Takeaways
ติดต่อผ่านการสัมผัส: สามารถแพร่เชื้อได้ผ่านการสอดใส่ ทางปาก ทางทวารหนัก รวมถึงการสัมผัสสารคัดหลั่งแม้ไม่มีการหลั่ง
ภัยเงียบที่ไม่มีอาการ (Silent STD): มากกว่า 70% ของผู้ติดเชื้อในบางโรค (เช่น HPV, หนองในเทียม) จะไม่มีอาการแสดงในระยะแรก ทำให้แพร่เชื้อสู่คู่นอนโดยไม่รู้ตัว
สัญญาณเตือนที่ต้องระวัง: ปัสสาวะแสบขัด ตกขาวหรือหนองผิดปกติ และการเกิดแผล ตุ่มน้ำใส หรือติ่งเนื้อบริเวณอวัยวะเพศ
การป้องกันที่ดีที่สุด: สวมถุงยางอนามัยทุกครั้ง ตรวจคัดกรองความเสี่ยงทุก 3-6 เดือนเมื่อมีพฤติกรรมเสี่ยง และเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกัน HPV และไวรัสตับอักเสบบี
โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STD)
โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STD) เป็นโรคที่แพร่ผ่านการมีเพศสัมพันธ์และอาจไม่แสดงอาการในระยะแรก แต่หากปล่อยไว้โดยไม่รักษา อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้ การรู้เท่าทันอาการ วิธีป้องกัน และแนวทางรักษาที่ถูกต้อง คือกุญแจสำคัญในการดูแลสุขภาพทั้งของตนเองและคู่ของคุณโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STD) คืออะไร?
โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ หรือ STD (Sexually Transmitted Diseases) คือกลุ่มโรคที่ติดต่อผ่านกิจกรรมทางเพศโดยตรง เช่น การสอดใส่ เพศสัมพันธ์ทางปากหรือทางทวารหนัก รวมถึงการสัมผัสสารคัดหลั่ง หรือบาดแผลที่อวัยวะเพศ โรคเหล่านี้เกิดจากไวรัส แบคทีเรีย ปรสิต หรือเชื้อรา ซึ่งสามารถส่งผลต่ออวัยวะสืบพันธุ์ ระบบทางเดินปัสสาวะ ช่องปาก ทวารหนัก และแม้แต่ระบบประสาทส่วนกลาง
ในประเทศไทย โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ถือเป็นปัญหาสาธารณสุขที่ยังคงมีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในวัยรุ่นและวัยทำงาน
โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STD) ต่างจากโรคทั่วไปอย่างไร?
- ติดต่อผ่านการสัมผัสทางเพศโดยตรง
- หลายโรคไม่มีอาการในช่วงแรก ทำให้ผู้ติดเชื้อไม่รู้ตัว
- แพร่เชื้อสู่คู่นอนได้ง่าย แม้ไม่มีการหลั่ง
- หากไม่ได้รับการรักษา อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น มีบุตรยาก ติด HIV ง่ายขึ้น หรือโรคลุกลามสู่สมอง/กระแสเลือด
โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STD) ที่พบบ่อย (15 โรคที่ควรรู้)
ต่อไปนี้คือ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ 15 โรคที่พบบ่อย แบ่งตามสาเหตุการติดเชื้อ:
แบคทีเรีย:
- หนองในแท้ (Gonorrhea) ติดเชื้อจากแบคทีเรีย Neisseria gonorrhoeae มีอาการแสบขัดเวลาปัสสาวะ มีหนองสีเหลือง-เขียว ออกจากท่อปัสสาวะ หรือช่องคลอด
- หนองในเทียม (Chlamydia) เกิดจากเชื้อ Chlamydia trachomatis อาจไม่แสดงอาการ แต่สามารถทำให้มีบุตรยากได้
- ซิฟิลิส (Syphilis) ระยะแรกมีแผลที่อวัยวะเพศแบบไม่เจ็บระยะที่ 2 ผื่นขึ้นทั่วร่างกาย โดยเฉพาะฝ่ามือและฝ่าเท้า ระยะลุกลาม สามารถทำลายระบบประสาทและหัวใจได้
- แผลริมอ่อน (Chancroid) มีแผลเจ็บและหนองที่อวัยวะเพศ เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Haemophilus ducreyi
- โรคติดต่อจากเชื้อ Mycoplasmaเป็นเชื้อแบคทีเรียที่ตรวจพบยาก มักไม่มีอาการชัดเจน
ไวรัส:
- เริมอวัยวะเพศ (Herpes Simplex Virus – HSV) เป็นตุ่มน้ำใสที่เจ็บบริเวณอวัยวะเพศ ติดต่อได้เมื่อมีแผล ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ สามารถควบคุมอาการและลดการกลับมาเป็นซ้ำ
- หูดหงอนไก่ (HPV) เกิดจากไวรัส Human Papillomavirus ติดต่อทางผิวหนัง สัมผัสโดยตรงกับบริเวณที่ติดเชื้อ แถมยังเป็นสาเหตุให้เกิดมะเร็งอีกหลายที่ในร่างกายเรา
- เอดส์ (HIV) เชื้อไวรัสทำลายภูมิคุ้มกัน ทำให้ติดเชื้ออื่นได้ง่าย จำเป็นต้องใช้ยาต้านไวรัสตลอดชีวิต
- ไวรัสตับอักเสบบีและซีติดต่อได้ผ่านเลือด น้ำเชื้อ และของเหลวในร่างกาย มีผลต่อการทำงานของตับ
- Cytomegalovirus (CMV) หากติดในหญิงตั้งครรภ์ อาจทำให้ทารกพิการได้
- Molluscum contagiosum ไวรัสทำให้เกิดตุ่มขาวเล็กๆ คล้ายหูด
ปรสิต/อื่นๆ:
- พยาธิในช่องคลอด Trichomoniasisเกิดจากปรสิตในช่องคลอด มีตกขาวและกลิ่นผิดปกติ
- โรคโลน (Pubic Lice) พยาธิขนาดเล็กเกาะอยู่ที่ขนบริเวณอวัยวะเพศ ทำให้เกิดอาการคัน
- เชื้อราในช่องคลอด (Candida) มักเกิดร่วมกับความชื้น มีตกขาวหนืดและคัน
- LGV (Lymphogranuloma Venereum) ติดเชื้อผ่านการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัย พบบริเวณต่อมน้ำเหลืองบวม
อาการของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STD)
อาการอาจแตกต่างกันตามพฤติกรรมทางเพศ แต่โดยทั่วไปมีลักษณะดังนี้:
อาการของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STD) ที่พบบ่อยในผู้ชาย
- ปัสสาวะแสบหรือปวด
- มีหนองหรือของเหลวจากปลายอวัยวะเพศ
- แผลไม่เจ็บ → ซิฟิลิส ระยะที่ 1
- แผลเจ็บหรือตุ่มใส → เริมอวัยวะเพศ (HSV)
- คันหรือระคายเคือง → หูดหงอนไก่ หรือเชื้อรา
- ปวดหรือคันทวารหนัก มีเลือดหรือหนอง
- เจ็บคอเรื้อรัง แผลในปาก กลิ่นปากแรง
- ไข้ต่ำ ผื่นตามตัว น้ำหนักลด
บางรายไม่มีอาการแต่ยังแพร่เชื้อได้ (Chlamydia, HPV, HIV)
อาการของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STD) ที่พบบ่อยในผู้หญิง
- ตกขาวผิดปกติ สีเขียว เหลือง เทา มีกลิ่นแรง
- ปัสสาวะแสบหรือปวด (Gonorrhea, Chlamydia, HSV)
- แผล / ตุ่ม / ติ่งเนื้อ:
– แผลไม่เจ็บ → ซิฟิลิส
– แผลเจ็บแสบ → เริม (HSV)
– ติ่งเนื้อหงอนไก่ → HPV - ปวดท้องน้อยเรื้อรัง / เจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ (PID)
- เลือดออกผิดปกติ หลังมีเพศสัมพันธ์หรือระหว่างรอบเดือน
- คัน แสบ แดง บวม (เชื้อรา, Trichomonas, โลน)
มากกว่า 70% ไม่มีอาการในระยะแรก (HPV, Chlamydia, Trichomonas)
อาการของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STD) ที่พบบ่อยในกลุ่ม LGBTQ+
- ทวารหนัก: เจ็บ คัน มีเลือด/หนอง หรือแผลรอบทวาร
- ช่องปาก / ลำคอ: เจ็บคอเรื้อรัง แผลในปาก จุดขาว เหงือกบวม
อวัยวะเพศ: ตุ่มน้ำใส แผล ปัสสาวะแสบขัด ของเหลวผิดปกต
อาการทั่วไป: ไข้ ต่อมน้ำเหลืองโต น้ำหนักลด เหนื่อยง่าย
อาการที่ไม่มีอาการ (Silent STD)
บางโรค เช่น หนองในเทียม (Chlamydia) หรือ HPV อาจไม่มีอาการในระยะแรก ต้องตรวจเท่านั้นถึงจะรู้
คำแนะนำจากแพทย์
- หากมีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น ไม่ได้ใช้ถุงยาง หรือมีคู่นอนหลายคน ควรตรวจ STD ทุก 3–6 เดือน
- หากพบอาการผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์ ไม่ควรซื้อยารับประทานเอง
- ควรรักษาพร้อมคู่นอน เพื่อป้องกันการติดซ้ำ
- ฉีดวัคซีนป้องกัน HPV และไวรัสตับอักเสบบี
หากคุณเริ่มมีอาการที่สงสัยว่าอาจติดเชื้อ เช่น คัน แสบ หรือมีของเหลวผิดปกติ ควรเข้ารับการตรวจ STD ทันที — การรู้เร็วช่วยให้รักษาได้ผลดีกว่า และป้องกันการแพร่เชื้อให้ผู้อื่น
ปรึกษาแพทย์เฉพาะทางได้ที่ คลินิกสุขภาพทางเพศ โรงพยาบาล BNHติดต่อสอบถาม หรือทำนัดหมายกับเจ้าหน้าที่ผ่าน LINE @MBRACE
วิธีตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STD)
วิธีตรวจที่พบบ่อย:
- ตรวจเลือด
- ตรวจปัสสาวะ
- การสวอป (Swab) บริเวณปาก ช่องคลอด หรือทวารหนัก
- ตรวจน้ำอสุจิ หรือสารคัดหลั่ง
ควรตรวจ STD อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง หรือทุก 3–6 เดือนหากมีคู่นอนหลายคน
ตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STD) ที่ไหนดี?
ตัวอย่างสถานที่ตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STD) ในไทย
แนะนำให้โทรสอบถามหรือจองคิวล่วงหน้า เพราะบางแห่งมีผู้ใช้บริการจำนวนมาก
| ชื่อสถานที่ | จังหวัด | เบอร์ติดต่อ |
|---|---|---|
|
คลินิกนิรนาม สถาบันบำราศนราดูร
บริการนิรนาม
|
กรุงเทพฯ | 02-590-3414 |
| ศูนย์เวชศาสตร์ป้องกัน โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ | กรุงเทพฯ | 02-256-4000 ต่อ 81291 |
| ศูนย์สุขภาพเพศชาย โรงพยาบาลรามาธิบดี | กรุงเทพฯ | 02-201-1000 |
|
คลินิกสุขภาพทางเพศ โรงพยาบาล BNH
ตรวจแบบเป็นส่วนตัว
|
กรุงเทพฯ | 02-022-0700 |
หมายเหตุ: โรงพยาบาล BNH มีบริการ “คลินิกสุขภาพทางเพศ” สำหรับผู้ที่ต้องการตรวจ STD แบบเป็นส่วนตัว พร้อมบริการให้คำปรึกษาและรักษาในที่เดียว
วิธีป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STD)
- ใช้ ถุงยางอนามัยทุกครั้ง ที่มีเพศสัมพันธ์
- หลีกเลี่ยงการมี คู่นอนหลายคน
- ตรวจสุขภาพทางเพศเป็นประจำ อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
- ฉีดวัคซีนป้องกัน HPV และไวรัสตับอักเสบบี
- พิจารณาใช้ ยา PrEP (Pre-Exposure Prophylaxis) เพื่อลดความเสี่ยงการติดเชื้อ HIV
การป้องกันที่ดีที่สุด คือ “รู้จักป้องกันตัวเอง และตรวจเช็กสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ”
การรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STD)
- ใช้ยาปฏิชีวนะ เช่น Azithromycin, Ceftriaxone (เฉพาะโรคที่เกิดจากแบคทีเรีย)
- ใช้ยาต้านไวรัส เช่น Tenofovir, Lamivudine (สำหรับ HIV, HSV)
สิ่งที่ควรทำระหว่างรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STD)
- ควรงดเพศสัมพันธ์ระหว่างการรักษา
- แจ้งคู่นอนให้ตรวจและรักษาพร้อมกัน
ความเสี่ยงของการไม่รักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STD)
- ภาวะมีบุตรยาก (ในผู้หญิงและผู้ชาย)
- โรคแพร่กระจายสู่เลือดหรือสมอง
- เพิ่มความเสี่ยงติด HIV สูงขึ้นถึง 3-5 เท่า
- อาจติดเชื้อให้ลูกในครรภ์หรือทารกแรกเกิด
เตรียมตัวก่อนตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STD) อย่างไร?
- งดปัสสาวะ 1-2 ชม. ก่อนตรวจ
- งดเพศสัมพันธ์ 24 ชม. ก่อนตรวจ
- แจ้งข้อมูลสุขภาพและประวัติเพศสัมพันธ์อย่างตรงไปตรงมา
- สถานบริการบางแห่งมีการตรวจแบบไม่ระบุตัวตน ดูบริการของ คลินิกสุขภาพทางเพศ โรงพยาบาล BNH
ความเชื่อผิด ๆ กับความจริงเกี่ยวกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
| ความเชื่อผิด ๆ | ความจริง |
|---|---|
| โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เกิดเฉพาะกับคนมีคู่นอนเยอะ | แม้มีคู่นอนเพียงคนเดียว ก็มีความเสี่ยง หากอีกฝ่ายมีพฤติกรรมเสี่ยง |
| ตรวจครั้งเดียวพอแล้ว ถ้าไม่เจอก็ไม่มีโรค | บางโรคมีระยะฟักตัวนาน ควรตรวจซ้ำตามคำแนะนำของแพทย์ |
| ไม่มีอาการ แปลว่าไม่ติดโรค | ผิด! หลายโรค เช่น HPV, หนองในเทียม มักไม่แสดงอาการแต่ยังแพร่เชื้อได้ |
| ถุงยางช่วยป้องกันได้ 100% | ถุงยางลดความเสี่ยงได้มาก แต่ไม่ 100% โดยเฉพาะโรคที่ติดต่อทางผิวหนัง |
| ซื้อยากินเองได้ หรือใช้ยาปฏิชีวนะเองได้ | ไม่ควร! การใช้ยาไม่ถูกต้องอาจทำให้ดื้อยาและรักษาไม่หาย ต้องให้แพทย์ประเมินและจ่ายยาอย่างถูกต้อง |
FAQ: คำถามที่พบบ่อย
สรุป: โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STD) ไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่คือเรื่องสุขภาพ
โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เป็นเรื่องที่สามารถป้องกันและรักษาได้ หากมีความรู้ ความเข้าใจ และใส่ใจสุขภาพตนเอง การเข้ารับการตรวจเป็นประจำถือเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อตนเองและคู่รัก
❝ หากคุณกำลังมองหาศูนย์ตรวจที่ปลอดภัย เป็นส่วนตัว และเชื่อถือได้ ❞
📍 ทำนัดปรึกษาแพทย์เฉพาะทางได้ที่ คลินิกสุขภาพทางเพศ โรงพยาบาล BNHแพ็กเกจตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
แพ็กเกจประกอบด้วย
- ตรวจสุขภาพโดยแพทย์
- ตรวจหาเชื้อเอชไอวี
- การตรวจหาเชื้อซิฟิลิส
- ตรวจไวรัสตับอักเสบบี
- ตรวจไวรัสตับอักเสบซี
*ราคาดังกล่าวรวมค่าแพทย์ และค่าบริการโรงพยาบาลแล้ว
เข้ารับบริการได้ที่
ศูนย์สุขภาพสตรี โรงพยาบาล BNH โทร 02-022-0778 หรือ 02-022-0850
3,200 บาท / ปกติ 4,966 บาท
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- Centers for Disease Control and Prevention (CDC)
https://www.cdc.gov/std
(ข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์, วิธีรักษา และแนวทางป้องกัน)
- World Health Organization (WHO)
https://www.who.int/health-topics/sexually-transmitted-infections
(นิยามโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์, ข้อมูลทั่วโลก, ความเสี่ยงในประชากรกลุ่มต่างๆ) - Mayo Clinic – Sexually transmitted diseases (STDs)
https://www.mayoclinic.org/diseases-conditions/sexually-transmitted-diseases-stds
(อาการ, วิธีตรวจ, วิธีรักษา และคำแนะนำจากแพทย์)
- กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข
https://ddc.moph.go.th
หน้า: โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (ข้อมูลเชิงระบาดวิทยาในไทย, รายชื่อโรค, แนวทางการดูแล)